“ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป”
-- อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
(คำปรารภหลังจาก "แสงศตวรรษ" ผลงานภาพยนตร์จากผู้กำกับคนไทย พูดภาษาไทย ใช้ดาราคนไทย ถูกกองเซนเซ่อประเทศไทยบังคับให้ตัดฉากสำคัญ 4 ฉากออกหากต้องการฉายในโรงภาพยนตร์ของประเทศไทย)




“ผมคิดว่าพระกลุ่มนี้โดนจี้จุดจึงร้อนตัวเกินไป หรือเป็นพวกอยากดัง จึงต้องทำตัวเป็นข่าว อยากถามว่าทำไมไม่ไปเรียกร้องหรือแก้ปัญหาพระที่ออกมาแก้ผ้า มั่วสีกา หรือใช้มีดกรีดร่างกาย หลอกลวงประชาชน ทั้งนี้หากจะฟ้องก็ยินดีให้ฟ้องได้ทุกศาล หรือว่าจะไปฟ้องจตุคาม ศาลเจ้าแม่กวนอิม พระอินทร์ พระอิศวร ก็เชิญ ผมไม่สนใจ แต่เห็นว่าพระกลุ่มนี้ไม่เหมาะสมในสมณะ และเป็นพระหน้าเดิมที่ออกมาเดินขบวนเรียกร้องการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ”
-- ถวัลย์ ดัชนี
(คำตอบโต้ภายหลังกลุ่มพระสงฆ์ที่ชุมนุมประท้วง ขู่ฟ้องคดีอาญาต่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร นายอนุพงษ์ผู้วาดภาพภิกษุสันดานกาและหมานุษย์ และคณะกรรมการที่ตัดสินรางวัลศิลปกรรมแห่งชาติ ในข้อหาหมิ่นศาสนา)
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
3 ตุลาคม 2549
 
All Blogs
 
แซ่บเรื่องหนัง(6) : Me and Youฯ, The Thomas Crown Affair, The Host, Seasons Change, Death Note



Date : 5 กันยายน 2549
Location : Lido Multiplex

หนังอินดี้ของผู้กำกับหน้าใหม่อย่าง Miranda July (ถ้าจำไม่ผิด เจ๊นี่มีผลงานโฆษณา Rexona ที่ฉายในบ้านเรา เวอร์ชั่นที่เป็นในร้านหนังสืออะคับ ไม่รู้ว่าใช่มั้ยแต่หน้าตาคล้ายกันมากๆ)

เรื่องนี้มีจุดเหมือนกับ Don't Tell ของอิตาลีคือมี subplot ค่อนข้างเยอะในหนังหนึ่งเรื่อง เพียงแต่ว่าใน Don't Tell เป็นจุดอ่อน ส่วนใน Me and You and Everyone We Know นี้ เป็นจุดแข็ง..

อย่างที่บอก ใน Don't Tell ด้วยตัวพล็อตของมันควรจะมีเนื้อเรื่องหลักแค่อย่างเดียว และ subplot ไม่จำเป็นต้องมีความสำคัญโดดขึ้นมาเบียดกับพล็อตหลักมากขนาดนี้ แต่ว่าใน Me and You and Everyone We Know นี้เป็นหนังที่คล้ายๆกับ Crash เวอร์ชั่นออสการ์ เพราะมันเป็น subplot หลายๆอันมารวมกันภายใต้ theme เดียวกัน

ใน Me and You and Everyone We Know นี้ theme ของหนังคือความสัมพันธ์ของคน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบไหน โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบันที่ผู้คนเริ่มเป็นปัจเจกมากขึ้น และต่างก็โหยหาความรักความสัมพันธ์จากคนรอบข้าง

ด้วยพล็อตลอยๆแบบนี้ การดูหนังแนวนี้จำเป็นต้องใช้ "ใจ" ดูพอสมควร.. ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรับสิ่งที่หนังเรื่องนี้สื่อไปได้มากกว่ากัน

ฉากแรกๆของเรื่องที่มีปลาทองเป็นตัวละครเอกเป็นฉากที่โดนใจที่สุด หลังจากที่พ่อลูกคู่หนึ่งลืมปลาทองไว้บนหลังคารถ แล้วขับรถออกไปโดยทิ้งมันไว้อย่างนั้น ชะตาชีวิตของปลาทองในถุงพลาสติกขึ้นอยู่กับพ่อผู้ขับรถ ถ้าเขาหยุดเมื่อไหร่ ปลาทองก็ต้องกลิ้งจากรถลงสู่พื้นถนน..

เมื่อผู้เป็นพ่อเบรกรถ ถุงปลาทองกลับลอยไปค้างอยู่หลังรถอีกคันหนึ่งโดยที่เจ้าของรถคันนั้นก็ไม่รู้เห็นเหตุการณ์ นางเอกของเรื่องจึงขับรถไปดักหน้ารถคันนั้นไว้และรักษาความเร็วให้คงที่เพื่อไม่ให้ปลาทองกลิ้งตกจากรถคันนั้น แต่ว่าคนขับรถคันนั้นคงไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ที่มีรถขับช้าเป็นเต่ามาดักหน้า เขาจึงแซงหน้าไป และปลาทองผู้โชคร้ายก็ร่วงลงสู่พื้นถนน...

ฉากนี้สื่อให้เห็นความเป็นไปของชีวิตคนได้อย่างดีเลิศ เพราะในบางครั้งชีวิตคนนั้นก็ไม่อาจควบคุมได้เอง เหมือนกับปลาทองในถุงพลาสติกใบเล็กและน้ำเพียงประทังชีพไม่ให้ตาย ที่ชะตาชีวิตล้วนขึ้นอยู่กับคนอื่นจะทำให้เป็นไป หากจังหวะชีวิตเปลี่ยนไปเมื่อไหร่ ปลาทองอย่างเราจะกระเด็นไปที่ไหนก็ไม่รู้

บางครั้งเหมือนกับต้องตายแน่ๆ เมื่อรถคันแรกเบรก แต่พอเขาเบรกจริงๆ กลายเป็นว่ามีรถอีกคันมารองรับเรา แม้ว่าบางครั้งเขาจะไม่รู้ตัวก็ตาม..

บางครั้งเราต้องการช่วยเหลือคนอื่นเหมือนอย่างที่นางเอกของเรื่องทำเพื่อช่วยปลาทอง แต่สถานการณ์ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ควบคุมได้ง่ายๆ เหมือนกับที่ไม่มีใครคุมจิตใจของคนขับรถคันที่สองได้ ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะเร่งความเร็วรถแล้วแซงขึ้นไปจนเป็นผลให้ปลาทองร่วงลงสู่พื้นถนนเมื่อไหร่.. เพราะนางเอกเองก็ไม่สามารถจะบอกกับคนขับรถคันนั้นโดยตรงว่าให้หยุดรถได้

Theme ของเรื่องนี้คือความสัมพันธ์ของคนนั่นเอง อย่างที่บอกว่าเดี๋ยวนี้คนเราเป็นปัจเจกมากขึ้น ความสัมพันธ์เป็นไปในแบบผิวเผินมากขึ้น เหมือนอย่างคู่เด็กสาวสองคนที่อยากลองเรื่องเซ็กส์ แล้วเธอทั้งคู่ก็เดินเข้าไปหาเด็กขายผิวดำคนหนึ่งที่เพิ่งเจอหน้ากันแค่ครั้งเดียว เพื่อขอทดสอบว่า "ใครใช้ปากเก่งกว่ากัน"

อีกฉากที่ส่อเสียดความสัมพันธ์อันแสนจะผิวเผินและบางเบาของสังคมมนุษย์ในปัจจุบันนี้ คือฉากที่นางเอกของเรื่องเดินทางไปถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะ เพื่อส่งผลงานให้กับศิลปินสาวใหญ่ที่เป็นที่ยอมรับนับถือในฝีมือ แต่กลับถูกเธอไล่ให้ไปส่งมาทางไปรษณีย์แทน

คำคมที่เด็ดจี๊ดได้ใจในหนังนี้มีหลายประโยค แต่ประโยคที่บอกว่า "You think you deserve that pain, but you don't" นั้นเด็ดโดนใจมาก.. เมื่อเจ็บแล้วจะไปทนอยู่กับมันทำไม จริงมั้ย? เหมือนโดนรองเท้ากัดก็ปล่อยให้มันกัดอยู่นั่น เปลี่ยนๆคู่ใหม่ที่มันไม่กัดไปซะก็จบ!

ดูรอบแรกยังไม่สัมผัสกับความดีของหนังเรื่องนี้เท่าไหร่ จนเมื่อมานั่งขบนั่งคิดนั่งตีความถึงสิ่งที่เขาต้องการสื่อนี่แหละ ถึงได้เห็นว่าหนังเรื่องนี้มันมีอะไรแฝงอยู่มากมายนัก และเป็นหนังที่ต้องใช้ "ใจ" ดูจริงๆ

8.5 เต็ม 10



Date : (Can't remember)
Location : ห้องประชุมมาลัยหุวะนันทน์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หนังเรื่องนี้ดูในคลาส "ความรู้เบื้องต้นทางรัฐศาสตร์" ของรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา เหมือนเป็นงานชิ้นคลายเครียด นั่งดูหนังแล้ววันต่อมาก็ตอบคำถามจากหนัง เหอๆๆ...

เรื่องราวของ Thomas Crown (รับบทโดย James Bond คนเกือบล่าสุด Pierce Brosnan) ชายหัวสมองฉลาดผู้ร่ำรวยแต่มีนิสัยชอบขโมยภาพศิลปะมาสะสม วันหนึ่งเขาไปขโมยภาพศิลป์มาจากพิพิธภัณฑ์ ร้อนไปถึงบริษัทประกันที่รับทำประกันภาพนี้เอาไว้ต้องส่งคนมาติดตามเอาคืน (รับบทโดย Rene Russo ที่ตอนนั้นยังเซ็กซี่อยู่ - หนังเรื่องนี้ก็เกือบสิบปีแล้ว 55+) เพราะไม่อยากเสียเงินประกันจำนวนมหาศาล

หลังจากนั้นเรื่องราวก็กลายเป็นความรักโรแมนติกที่สปาร์กปิ๊งปั๊งกันระหว่างคนฉลาดสองคนที่ถูกใจในความรู้ทันของแต่ละฝ่าย เหมือนกับ "โอ้ว.. แต่เราก็หาาากานน จนเจอ~" ยังไงยังงั้น (และแฟนเซอร์วิสด้วยเลิฟซีนอล่างฉ่างโนเซ็นเซอร์ของคู่พระนาง)

จริงๆเรื่องนี้ไม่มีอะไรเลย แต่ว่าสนุกดีตอนฉากที่ขโมยภาพ และเอาภาพไปคืนโดยรอดพ้นจากเงื้อมมือตำรวจไปได้

คำถามที่ถูกถามก็คือ "พระเอกมีวิธีการแสดงความรักต่อนางเอกอย่างไร" โอ้ว... ตอบแถมั่วๆไปเข้ากับเรื่อง Legitimacy ซะงั้นอะเรา

ดูขำๆทำงานคลายเครียด 6.5 เต็ม 10



Date : 7 กันยายน 2549
Location : Siam

หนังสัตว์ประหลาดส่วนใหญ่จะเห็นจากฝั่งฮอลลีวูดและฝั่งญี่ปุ่นซะส่วนใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นหนังแอ็คชั่นดาษๆ สัตว์ประหลาดไล่ฆ่าคน และคนร่วมมือกันฆ่าสัตว์ประหลาด แล้วก็ฆ่าได้สำเร็จ(นอกจากจะเก็บไว้ทำภาคต่อ อาจจะมีไข่ทิ้งไว้ใต้ทะเล)

คราวนี้เป็นรสชาติใหม่ของความเป็นสัตว์ประหลาด เมื่อจะได้ดูสัตว์ประหลาดคลุกกิมจิดูบ้าง พร้อมกับรูปลักษณ์แปลกประหลาด เหมือนปลาช่อนยังไงยังงั้น (น่ารักไปอีกแบบ เหอๆๆ)

ถ้าเป็นแฮมเบอร์เกอร์สัตว์ประหลาดหรือซูชิสัตว์ประหลาด สัตว์ประหลาดคงจะชิ้นใหญ่จนล้นข้าวล้นขนมปัง จนบางทีคนกินก็เลี่ยนแต่พูดไม่ออก ต้องทนกินเพราะเสียดายเงิน 100-120 บาทที่เสียไป

แต่ว่ากิมจิสัตว์ประหลาดนี้มีเนื้อสัตว์ประหลาดอยู่ในปริมาณพอดีกับผักกาด กินได้ไม่เลี่ยนแถมยังได้คุณค่าทางอาหารมากกว่าแฮมเบอร์เกอร์อีกต่างหาก (อืมม..แค่กิมจิสัตว์ประหลาดนะครับ เพราะส่วนตัวแล้วเจ้าของบล๊อกไม่ได้ชอบกินกิมจิเท่าไหร่ - -*)

เพราะว่า The Host เป็นหนังที่ชูประเด็นทางการเมือง แถมยังด่าอเมริกาแบบสุดโต่งอีกต่างหากว่าเป็นต้นเหตุของหายนะสัตว์ประหลาดทั้งหมดทั้งปวงในเรื่อง ตั้งแต่นักเคมีชาวอเมริกันบังคับให้นักเคมีเกาหลีเทฟอร์มาลินนับร้อยขวดลงในอ่างโดยไม่ฟังคำทัดทานว่ามันจะลงแม่น้ำฮาน สายเลือดหลักของคนเกาหลี (พร้อมกับคำพูดของอเมริกันชนผู้นั้นที่จะขำก็ขำไม่ออกว่า "หัดใจกว้างเหมือนแม่น้ำฮานซะบ้างสิ แค่นี้มันจะเป็นอะไรไป")

เมื่อสัตว์ประหลาดถือกำเนิดขึ้นจากการกลายพันธุ์เพราะสารเคมี ฟูมฟักอยู่หกปีก็ได้เวลาออกอาละวาด และได้จับตัว Hun-seo ลูกสาวของตระกูล Park ที่ขายของอยู่ริมน้ำฮานลงไปใต้น้ำ

ความหวังที่จะเห็นลูกสาวรอดกลับมาของ Park Gang-doo นั้นแทบไม่เห็นหนทาง แต่กลางดึกคืนนั้นที่โรงพยาบาล ลูกสาวโทรเข้ามือถือของพ่อแต่ยังคุยกันไม่ทันรู้เรื่องว่าอยู่ไหนแบตก็หมดไปซะก่อน แต่อย่างน้อยพ่อก็รู้แล้วว่า ลูกสาวยังไม่ตาย

ถ้าเป็นตามแนวฮอลลีวูดหรือหนังญี่ปุ่นก๊อตซิลล่าก็จะมีสูตรของมัน อย่างฮอลลีวูดก็จะเป็นการรวมตัวกันของประชาชนในเมืองเพื่อจัดการกับสัตว์ประหลาด ในขณะที่ญี่ปุ่นก็จะเป็นหน่วยงานหรือฮีโร่อย่างอุลตร้าแมน และถ้ามีใครถูกจับตัวไปก็ต้องมีคนไปเสาะหาตามหาจนเจอจนได้

แต่ The Host เหยียบขนบโบราณเหล่านั้นซะจมดิน ด้วยการใส่ประเด็นเรื่องไวรัสจากสัตว์ประหลาดเข้ามาในหนัง Park Gang-doo จึงไม่อาจออกไปตามหาลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของตัวเองได้ เพราะว่าโดนภาครัฐกักตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยเป็นพาหะไวรัสพันธุ์ใหม่ หลังจากที่นายทหารอเมริกันคนหนึ่งตายลงหลังจากสู้กับสัตว์ประหลาดจนแขนขาด

ครอบครัวปาร์คจึงต้องพยายามทุกวิถีทางเพื่อตามหาลูกสาวคนเดียวของตระกูล ในขณะที่ภาครัฐเฝ้าระวังเพียงแต่เรื่องไวรัส ไม่ได้คิดจะจัดการสัตว์ประหลาดตัวนี้เลย แถมเรื่องไวรัสนี้อเมริกาเป็นคนบอกอีกต่างหาก.. แล้วรัฐบาลเกาหลีก็ทำตามงกๆๆยังกะเป็นทาส!

The Host แปลตรงตัวว่า "พาหะ" ในที่นี้ "พาหะ" ของหายนะในเรื่องไม่ใช่สัตว์ประหลาด แต่เป็น "อเมริกา" ต่างหาก.. ด้วยความที่เป็นจอมเสือกระดับโลก ยุ่งเรื่องชาวบ้านเค้าไปทั่ว แถมยังกร่างว่าใครๆก็เชื่อกู กูจะโกหกใคร ใครจะวินาศเท่าไหร่ ใครก็เชื่อ

สีฟ้านี่คือสปอยล๋นะ...
โดยเฉพาะเรื่องของไวรัสพันธุ์ใหม่จากสัตว์ประหลาดในเรื่อง ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นเรื่องโกหก เพราะความผิดพลาดในการผ่าตัดนายทหารอเมริกันรายนั้น ด้วยความกลัวเสียหน้าของอเมริกันชน จึงได้กุเรื่องไวรัสขึ้นมาแก้เก้อ แถมยังอนุมัติใช้ "ฝนเหลือง" ซึ่งส่งผลกระทบกับคนเพื่อกำจัดไวรัส "ที่ไม่มีอยู่จริง"

เหมือนกับกรณีสหรัฐ-อิรัก ที่อเมริกาอ้างเรื่องอาวุธร้ายแรงในกรุงแบกแดดของซัดดัม ฮุสเซน สุดท้ายแม้ว่าจะเจอซัดดัม แล้วไหนล่ะอาวุธที่มึงว่า?


The Host เลยกลายเป็นหนังเกาหลีอีกเรื่องที่โดนใจเจ้าของบล๊อกสุดๆ ด้วยความแหวกแนวของมัน และความที่มันไม่เป็นหนังโรแมนติกเน่าสนิท 55+

9.7 เต็ม 10



Date : 9 กันยายน 2549
Location : SF Cinema MBK

Seasons Change เป็นหนังไทยอีกเรื่องที่ทำตัวอย่างได้น่าดูมากกกกกกๆๆๆๆๆๆๆๆถึงมากที่สุด เพราะว่านางเอกน่ารักได้ใจมากๆ ต่ายน่ารักสุดๆ..

ที่เค้าบอกว่าเด็กเตรียมน่ารักนี่ท่าทางจะจริง 5555

ป้อม ผู้ไม่ชอบกินผักทุกชนิด (อืมม...เค้าว่าคนไม่กินผักจะหน้าตาดีเหมือนเจ้าของบล๊อก อันนี้ก็จริง 5555) สมัครเข้าเรียนวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตามดุจดาว อารยะนิมิตสกุล ดาวโรงเรียนผู้ปราดเปรื่องไวโอลิน เพียบพร้อมทั้งหน้าตา ความสามารถ ชาติตระกูล (เด็กเตรียมก็ดูดีแบบนี้นี่เอง เหอๆ ) ด้วยความสามารถตีกลองชั้นเซียนของเขา ทำให้เขาสอบติด แต่ป้อมดันต้องโกหกที่บ้านว่าเรียนเตรียมหมอ เพราะที่บ้านไม่อยากให้เป็นนักดนตรี ทั้งๆที่ก็รู้ว่าลูกตัวเองออกจะชอบเล่นดนตรีและมีความสามารถขนาดนั้น...

เพื่อช่วยโกหกที่บ้าน ป้อมจึงต้องอาศัยพ่อของเพื่อนอย่างอ้อม (น่าร้ากกก) ที่เป็นเพื่อนของพ่อตัวเองช่วยกลบเกลื่อนความจริง หลังจากที่ไปเดินเจอเพื่อนพ่อในวันปฐมนิเทศ ทำให้ป้อมสนิทกับอ้อมจนกลายเป็นเพื่อนสนิท

แม้ว่าจะมีความสามารถกลองชุดเข้าขั้นเทพ แต่ว่าป้อมกลับเลือกที่จะเข้าวงออเคสตร้า เพราะว่าดาวเล่นไวโอลินอยู่ในวง และอ้อมเองก็อยู่ในวงนี้เช่นกัน

พอเรื่องดำเนินไปๆมาๆ จาก theme เรื่องความรักที่ต้องเลือก กลายเป็นการต้องเลือกระหว่างสิ่งที่ตัวเองต้องการจริงๆ กับสิ่งที่คนอื่นหยิบยื่นให้

พูดถึงแง่มุมความรักที่สื่อออกมา หลายต่อหลายฉากทำได้น่ารักน่าชังดี อย่างฉากที่อ้อมเก็บร่มตัวเองแล้วบอกว่าลืม เพื่อจะได้อยู่ใต้ร่มคันเดียวกับป้อม แล้วป้อมก็วิ่งไปตากฝนไปในขณะที่ร่มคุ้มหัวอ้อมอยู่ตลอด ฉากนี้เด็ดจริงๆ..

อีกฉากน่ารักๆ คือฉากที่ดาวมองจากชั้นบนตอนที่ป้อมโทรไปหลอกเรื่องเอาสมุดการบ้านมาคืน ดูแล้วยิ้มไม่หุบเลยฉากนี้

การแสดงของสามพระนางก็เล่นได้มาตรฐานปกติดี (มีแค่ดุจดาวที่เสียงตะแง้วๆไปหน่อย แอบรำคาญ) อ้อมน่ารักกว่าดาว ส่วนพระเอก ไม่มีความเห็น นอกจากหล่อเหมือนเจ้าของบล๊อก 555+ (บอกแล้ว คนไม่กินผักเหมือนกันจะหน้าตาดีเหมือนกัน)

เรื่องนี้จอมขโมยซีนอย่างเจ๊โอปอล์-ปาณิสรา โดนอาจารย์ญี่ปุ่นสอนเพอร์คัสชั่นอย่าง ยาโน่ คาซูกิ (ที่คนดูเริ่มจำหน้าได้จาก "แก๊งชะนีกับอีแอบ") ขโมยซีนไปแทบหมด ท่าทางเรื่องหน้าถ้าอยากเด่นคงต้องหลีกเลี่ยงบทที่ต้องเล่นด้วยกัน (ฉากใบ้คำตอนตีกลอง ถึงจะใช้มุขเดิมจากแก๊งชะนีฯ แต่ก็ยังฮาได้อีก)

ส่วนเรื่องที่ว่า ป้อมชอบใคร ดาวชอบป้อมมั้ย อันนี้คงแล้วแต่คนจะมองจากบริบทต่างๆของหนัง แล้วแต่ว่าใครจะมองที่มุมไหนมากกว่า... เรื่องจะเป็นอย่างไร หนังเรื่องนี้ก็ยังสวยงามและประทับใจไม่รู้ลืม (สำนวนลิเก๊ ลิเกเนาะ)

9.6 เต็ม 10



Date : 30 กันยายน 2549
Location : Siam

จากการ์ตูนที่เล่นกับความคิดของคนได้อย่างชาญฉลาดชื่อเดียวกับหนัง กลายมาเป็นหนังทริลเลอร์สืบสวนที่สนุกสนานและกลมกล่อมลงตัวได้อีกเรื่อง

ถึงแม้ว่าตัวอย่างจะพยายามทำให้ Death Note กลายเป็น "สมุดผี" ด้วยการยัดภาพผีญี่ปุ่นคลานๆ หน้าตาคนเปื้อนเลือด (ที่ในหนังไม่ได้มีฉากพวกนี้เลยให้ตายเหอะ) แถมยังใส่เสียงหัวเราะ "เฮ่อะๆๆๆ" แบบสยองๆ ตอนฉายตัวอักษร L อีกต่างหาก - -*

ยังดีที่คนส่วนใหญ่ที่ไปดูหนังจะเป็นแฟนการ์ตูนเรื่องนี้ (รวมไปถึงโดจินวายต่างๆที่นิยมจับคู่พ่อไลท์กับนังแอลซะเหลือเกิน) รอบที่ไปดูที่สยามคนดูประมาณครึ่งโรง ครึ่งนึงในกลุ่มคนดูจะแต่งคอสเพลย์มาดูกัน แต่งเหมือนมิสะมิสะในเรื่องไม่มีผิด

เนื้อเรื่องที่เปลี่ยนจากในการ์ตูนสองส่วนใหญ่ๆ คือการเจอโน้ตของไลท์ ที่ในหนังสื่อถึงความเสื่อมศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมของไลท์ได้ดีกว่าในการ์ตูน และเป็นเหตุผลสนับสนุนการมีอยู่ของโน้ตยมทูต และการกระทำของไลท์ หรือ คิระ

อีกส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือเนื้อหาในตอนสุดท้ายที่เกี่ยวกับ มิโซระ นาโอมิ แฟนของเอฟบีไอที่ถูกคิระฆ่าเพราะสะกดรอยตาม ในหนังสือเนื้อเรื่องส่วนนี้จะเน้นแง่มุมจิตวิทยามากกว่านี้ (ซึ่งทำเป็นหนังยากเชี่ยๆ) และในการ์ตูน มิโซระ นาโอมิ ไม่ได้มุ่งสงสัยที่ตัวไลท์มากเหมือนในหนัง แต่ด้วยเนื้อหาส่วนที่ดัดแปลงในหนังทำให้ช่วงท้ายตื่นเต้นดีไม่หยอก

ตัวละครที่แคสต์ได้ดีมาก ก็คือ L, มิสะมิสะ และ มัตสึดะ (โดยเฉพาะรายหลังนี่ ถึงจะไม่ใช่ตัวเด่นมีเอกลักษณ์โดดเด่นแต่เห็นแวบแรกก็รู้เลยว่าเป็นมัตสึดะ) ส่วนไลท์นั้นหน้าไม่เหมือนในการ์ตูน แต่พอเล่นๆไป ก็พอจะลืมความหน้าบานของไลท์ในหนังไปได้ เพราะเขาก็เล่นได้เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองดี

รอดูภาคสองอย่างใจจดใจจ่อ ฉากสุดท้ายที่ไลท์ปะทะ L ก็ทำได้เท่ดี..

เกือบลืม.. ลุคทำโคตรเหมือน ฉากเอาหัวฟาดเพดาน โคตรฮา

8.5 เต็ม 10


Create Date : 03 ตุลาคม 2549
Last Update : 4 ตุลาคม 2549 10:53:56 น. 5 comments
Counter : 796 Pageviews.

 
เราชอบกินผักอะ
แล้วเราหล่อ
เอ๊ะ แบบนี้แปลว่าไรอะตี้


โดย: 125 66 IP: 58.9.43.145 วันที่: 5 ตุลาคม 2549 เวลา:20:32:47 น.  

 
ชั้นไม่ชอบผัก แต่ก็หน้าตาดี(กว่าแกเยอะ)


โดย: พระเจ้า** IP: 58.9.6.10 วันที่: 6 ตุลาคม 2549 เวลา:0:06:07 น.  

 
ให้ตายดิ ใครๆก็ว่า Tatsuya กุหน้าบาน เค้าเล่นดีเก่งอะ แต่หน้าไม่เหมือน

แอบไม่ชอบหนังอะ ทำให้ไลท์เลวโคตร ทั้งๆที่การ์ตูนมันไม่เลวเยี่ยงนี้

ไอ้หมอฝรั่งใน The Host โคตรน่ารังเกียจ พอๆกะไอ้ผ้าคลุมแดงใน Sophie Scholl เลย


You And Me กุชอบนะ แต่กุหลับ แอบเซงตัวเองวะ ต้องไปขอแผ่นรุ่นพี่ดูอีกรอบ



โดย: zadwaan IP: 58.8.72.79 วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:4:54:10 น.  

 
กูว่ากูกินผัก ทำไมกูหน้าตาดี(กว่าเมิง)วะ
ลุคน่ะ ดูรอบแรกจะรู้สึกว่าเหมือน แต่ดูรอบสองจะรู้สึกว่ามันเคลื่อนไหวไม่เป็นธรรมชาติ(แน่นอน เป็นธรรมชาติกว่า การ์ตูน3มิติไทย)


โดย: NyaBu IP: 210.250.2.96 วันที่: 30 ตุลาคม 2549 เวลา:22:02:33 น.  

 
หนูชอบมากๆค่ะผักมีประโยชน์


โดย: แคท IP: 58.10.24.148 วันที่: 24 มิถุนายน 2550 เวลา:19:04:09 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nanoguy
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนในสังคมจารีตที่มีความคิดทางเวลาแบบไตรภูมิจะไม่ให้ความสำคัญแก่เวลาตามประสบการณ์ กล่าวคือไม่ให้ความสำคัญแก่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงของชีวิตและสังคมว่าดำเนินมาและดำเนินไปอย่างไร เชื่อในการคลี่คลายเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคมซึ่งจะต้องเป็นเช่นนั้นตามกฎแห่งเวลาของพุทธศาสนา

- อรรถจักร สัตยานุรักษ์
(จากบทความ "ความเปลี่ยนแปลงความคิดทางเวลาในสังคมไทย" วารสารเศรษฐศาสตร์การเมือง 4 ตุลาคม 2531)




Let this song rhyme our souls
when your voice and mine become one and whole.

Let it carry us high above
When we recite our poetry of love
that when there's love then there's hope.

Your love is my light,
and it'll get us through this lonely night.

- รักแห่งสยาม (ซับไตเติ้ลอังกฤษเพลง กันและกัน ท่อนฮุค)









Friends' blogs
[Add nanoguy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.