“ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป”
-- อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล
(คำปรารภหลังจาก "แสงศตวรรษ" ผลงานภาพยนตร์จากผู้กำกับคนไทย พูดภาษาไทย ใช้ดาราคนไทย ถูกกองเซนเซ่อประเทศไทยบังคับให้ตัดฉากสำคัญ 4 ฉากออกหากต้องการฉายในโรงภาพยนตร์ของประเทศไทย)




“ผมคิดว่าพระกลุ่มนี้โดนจี้จุดจึงร้อนตัวเกินไป หรือเป็นพวกอยากดัง จึงต้องทำตัวเป็นข่าว อยากถามว่าทำไมไม่ไปเรียกร้องหรือแก้ปัญหาพระที่ออกมาแก้ผ้า มั่วสีกา หรือใช้มีดกรีดร่างกาย หลอกลวงประชาชน ทั้งนี้หากจะฟ้องก็ยินดีให้ฟ้องได้ทุกศาล หรือว่าจะไปฟ้องจตุคาม ศาลเจ้าแม่กวนอิม พระอินทร์ พระอิศวร ก็เชิญ ผมไม่สนใจ แต่เห็นว่าพระกลุ่มนี้ไม่เหมาะสมในสมณะ และเป็นพระหน้าเดิมที่ออกมาเดินขบวนเรียกร้องการบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ”
-- ถวัลย์ ดัชนี
(คำตอบโต้ภายหลังกลุ่มพระสงฆ์ที่ชุมนุมประท้วง ขู่ฟ้องคดีอาญาต่ออธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร นายอนุพงษ์ผู้วาดภาพภิกษุสันดานกาและหมานุษย์ และคณะกรรมการที่ตัดสินรางวัลศิลปกรรมแห่งชาติ ในข้อหาหมิ่นศาสนา)
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2550
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
3 สิงหาคม 2550
 
All Blogs
 
รวม Review ภาพยนตร์ที่ได้ดูในเดือนกรกฎาคม 2550

หนังสั้น




ระเหย aka Volatilize
(ไทย, นนทวัฒน์ นำเบญจพล, 2550, A-)


หนังสั้นรวมดาราคับจอทั้งโจ๊ก-ธีรดนัย, หลิว-มนัสวี, เป้ วง Slur(ใครวะ?? 55+) และดีเจก้อยคลื่นแฟต ได้ดูแบบเซอร์ไพรส์ตอนถ่อไป Bioscope เพื่อดูหนัง "ลึกลับ" ท่ามกลางห่าฝน โชคดีที่ไปสายราวยี่สิบนาทีแล้วเขายังไม่ฉาย ฉายเรื่องนี้ตอนเริ่มพอดี (ตอนดูผู้กำกับนั่งอยู่ในห้องด้วยแต่เสือกไม่รู้จักอะ กูนี่มีตาหามีแววไม่)

เรื่องนี้เป็นหนังสั้นแนวงงๆ เพราะจนป่านนี้ยังคงจับประเด็นที่เอามาโยงกับชื่อเรื่องไม่ได้ซะที (แหงะ) แต่ว่าชอบฉากที่โจ๊กปะทะอารมณ์กับหลิวในห้องนอนมากๆ มันไม่ต้องพูดแต่มันดูออก ชอบซีนที่เป็นเตียงรกๆ แล้วก็ซีนที่กล้องถ่ายจากหลังพระไปที่เตียง

คือไม่รู้หรอกนะว่าพี่ผู้กำกับแกคิดไว้ถึงขั้นนี้มั้ย แต่มันคงเหมือนกับว่าเซ็กส์ของคนเรา (โดยเฉพาะคนไทย) มักถูกปิดกั้นความปรารถนาไว้ด้วยเรื่องอื่นๆ (จากกองหนังสือและอื่นๆ ที่เต็มเตียงจนไม่มีที่นอน) และต้องถูกจับจ้องจากกรอบแห่งศีลธรรม (พระที่จ้องไปที่เตียง) สืบเนื่องจากก่อนหน้าที่โจ๊กเข้าไปกอดหลิวแล้วหลิวไม่ยอม ปัดมือออกแล้ววิ่งหนีไปดาดฟ้า... (ตูฟุ้งซ่านคิดเป็นตุเป็นตะไปคนเดียวรึเปล่าฟะ)

ว่าแต่... ทำไมดีเจก้อยโผล่มาสามวิเองเนี่ย

ปล. จนป่านนี้ก็ยังคงโยงประเด็นของสองคู่นี้ไม่ได้ซะที รู้สึกผิดจังเลยว่ะ 555+




Elephant
(สหราชอาณาจักร, Alan Clarke, 1989, A+)


หลังจากดูหนังลึกลับที่ Bioscope เสร็จ เราก็นั่งคุยกันเรื่องหนังว่าดีมั้ย บลาๆๆๆ... (แน่นอนว่าข้าพเจ้านั่งเงียบเพราะไม่รู้ประสีประสาอะไรกับเขาด้วย เพิ่งจะดูหนังเฮีย Gus van Sant เป็นเรื่องแรกในชีวิตก็เรื่องนี้นั่นแหละ) แล้วก็พาดพิงไปถึง Elephant ที่เป็นหนังยาว พี่คนหนึ่งแกก็บอกว่า จริงๆแกได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องนี้นะ แล้วก็เอาแผ่นมาเปิดเลย

หนังทั้งเรื่องแทบไม่มีบทพูด มีแต่ตัวละครถือปืน เดินเข้าไปในสถานที่มากมาย และยิงคนตายก่อนจะเดินออกมา ฆาตกรมากมายหลายคน หลายเชื้อชาติ หลายลักษณะ บางครั้งบางคราวฆาตกรก็ถูกฆ่าเสียเอง วนเวียนไปอย่างนี้จนครบเวลาของหนังคือ 39 นาที

หนังสะท้อนสังคมสมัยนี้ออกมาได้ดีพอตัวเลย กับการที่เราฆ่ากันแบบไม่ต้องบอกเหตุผล เดินๆ หยิบปืนออกมาฆ่ากัน วันนี้คนนี้ฆ่า วันต่อมามันก็โดนฆ่า บางครั้งก็หลอกคนอื่นไปตาย หลอกให้ตายใจแล้วค่อยฆ่า ฯลฯ

ชีวิตที่วุ่นวายมันเป็นแบบนี้นี่เอง




An Andalusian Dog aka Un Chien Andalou
(ฝรั่งเศส, Luis Buñuel, 1929, A-)


หนังปี 1929 ที่ weird สุดฤทธิ์สุดเดช ไม่ต้องรู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งสิ้น เซอร์เรียลกันให้ตายไปข้างนึง เริ่มเรื่องด้วยฉากมีดเฉือนลูกตาออกเป็นสองซีก ผู้ชายที่มีมดตอมเต็มมือ ไปจนถึงวัวที่ถูกมัดติดกับเปียโน!!!

จนปัญญาจะพูดถึงหนังเรื่องนี้จริงๆ เป็นประสบการณ์อีกครั้งหนึ่งในชีวิต 555+




หนังยาวนอกเทศกาล




Hula Girls aka Hula Garu
(ญี่ปุ่น, Lee Sang-il, 2006, A-)


เมื่อเดือนพฤษภาคม เจ้าของบล๊อกร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังน้ำตาท่วมตอนดูเรื่อง Memories of Matsuko(A+++++++) จนได้แต่สงสัยว่า เอ๊ะแล้วไอ้ผู้หญิงญี่ปุ่นมาเต้นฮูล่าฮาวายนี่มันมีดีอะไรถึงได้รางวัลหนังยอดเยี่ยมของญี่ปุ่น แล้วยังแซงมัตสึโกะที่รักไปเป็นตัวแทนประเทศเข้าชิงออสการ์หนังต่างประเทศเสียอีก

เรื่องราวของเมืองทางอีสานของญี่ปุ่น ที่ทำอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินเป็นหลัก จนการเข้ามาของอุตสาหกรรมน้ำมันเริ่มทำให้พวกเขาหมดงานทำ โครงการฮาวายในญี่ปุ่นจึงผุดขึ้น และคนที่จะมาเต้นฮาวายก็คือลูกสาวชาวเหมืองนี่แหละ แต่ว่าชาวเหมืองอนุรักษ์นิยมก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับอาชีพเต้นกินรำกินแบบนี้ พวกเธอเลยต้องพิสูจน์ตัวเอง (พล็อตคุ้นๆมั้ย?)

พอไปดูแล้วสงสัยปีนี้ตัวเองถูกโฉลกกับหนังญี่ปุ่นเป็นพิเศษ เพราะแม่งบิวต์อารมณ์จนน้ำตาท่วมได้อีกเป็นรอบที่สอง แต่ถึงแม้ว่าจะเสียน้ำตาในระดับที่เกือบจะเท่ากัน แต่ว่าความชอบนั้นยังต่างกันเยอะ เพราะว่า Hula Girls มัน "เน่า" แบบกลิ่นโชยไปหน่อย มีฉากแบบ cliche อยู่พอสมควร เช่น ตัวละครตัวนึงพ่อป่วยปางตายตอนที่ไปเดินสายโชว์ต่างเมือง แล้วดันเสือกอยากจะเต้นต่อ จนกลับไปหมู่บ้านก็โดนชาวบ้านโกรธเอา เป็นต้น

ความเนียนของเนื้อหาเลยยังสู้มัตสึโกะที่รักไม่ได้ แต่เดาเอาว่านอกจากหนังมันได้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม มันยังได้ audience award มาด้วย สงสัยเรื่องทำนองนี้คงคลิกกับคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ล่ะมั้ง เพราะหนังแนวย้อนอดีตอย่าง Always เมื่อปีก่อนก็กวาดรางวัลกลับบ้านไปเป็นกระบุงโกย

แหม... ไอ้เราก็พูดซะเหมือนหนังมันไม่มีดี... เกรด A- มันก็ต้องมีของสวยๆงามๆ บ้างแหละ 55555
เจ้าของบล๊อกชอบน้อง อาโออิ ยู + คุณครู มัตสึยุกิ ยาสุโกะ มากมาย... คนหนึ่งสวยน่ารัก อีกคนดูเข้มแข็งน่าเคารพ ^^




The Devil's Backbone aka El Espinazo del Diablo
(สเปน+เม็กซิโก, Guillemo del Toro, 2001, A-)


นอกจากชื่อผู้กำกับ กีเยร์โม่ เดล โตโร่ เจ้าของผลงานอย่าง Pan's Labyrinth(A++++++) จะทำให้อยากดูเรื่องนี้ เหตุผลอีกข้อก็คือกระแสที่แรงเหลือเกินกับการกล่าวหาว่าหนังไทยอย่าง เด็กหอ(A เกือบบวก) ไปก๊อปหนังเรื่องนี้มาทั้งดุ้น ทั้งเรื่องเด็กในหอ ผี สระน้ำ แก๊งเด็ก และบลาๆๆๆ...

(อนึ่ง ขอบคุณคุณ รบชนะ ที่ไรท์แผ่นให้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย)

และแล้วหนังเรื่องนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า บางครั้งการรีบเชื่ออะไรบางอย่างมันก็ไม่ใช่เรื่องดี...
พอดูจบก็คิดว่า ไอ้คนที่มันมาหาว่าเด็กหอไปก๊อปมาท่าทางมันจะได้ดูแต่ตัวอย่างหนังว่ะ.. เพราะพอไปดูตัวอย่างแล้ว คือช็อตที่มันอยู่ในตัวอย่างมันเหมือนกันจริงๆ.. แต่มันก็เป็นช็อตที่แทบจะเป็น cliche ของหนังที่เกี่ยวกับหอนอนอยู่แล้ว ทั้งผี ทั้งกลอนที่ขังในห้องน้ำ มุดดูผีใต้เตียง ฯลฯ (ทำไงได้ ไม่ได้เป็นหนังเด็กเกย์อย่าง Bad Education(A++++++) นี่หว่า 555+)

กลับมาที่หนัง ชอบน้อยกว่า Pan's Labyrinth พอสมควร อาจจะเพราะหนังมัน surreal ไปนิดนึง (ไอ้ระเบิดลูกเท่าบ้านที่ตกมาปักอยู่กลางโรงเรียนแล้วไม่ระเบิด) แล้วก็ดำเนินเรื่องไม่ได้น่าติดตามมากนัก แต่ว่าประเด็นเกี่ยวกับสงครามที่ส่งผลกระทบมาทุกภาคส่วนก็ถือว่ายังชัดเจนอยู่ (สมกับที่เขาเรียกว่าเป็นหนังคู่แฝดกับ Pan's Labyrinth)

อีกอย่าง อาจจะเพราะไม่ได้ดูในโรงด้วยนี่แหละ อารมณ์ร่วมเลยไม่เยอะเหมือนกับหนูน้อยโอฟีเลีย




Priceless aka Hors de Prix
(ฝรั่งเศส, Pierre Salvadori, 2006, A+)


พูดกันตามตรง ผลงานดังระเบิดระเบ้อของเจ๊ Audrey Tautou อย่าง Amelie นี่เจ้าของบล๊อกก็ยังไม่เคยดู ว่าจะเช่ามาดูแล้วก็ลืมมันทุกที กลายเป็นว่าหนังเรื่องแรกที่ดูคุณเธอเล่นดันกลายเป็นหนังจิตเสื่อมอย่าง The Da Vinci Code(C+) ซะนี่ Priceless เลยเป็นเรื่องที่สอง ตัดสินใจดุเพราะว่าตัวอย่างหนังเลิศมาก

พล็อตคร่าวๆ เจ๊ออเดรย์เป็นสาวสะคราญ(สำนวนโบร้าณ โบราณ) ที่คอยแต่จะเกาะผู้ชายรวยๆแล้วสูบเงินสูบสมบัติไปวันๆ จนวันนึงไปเจอไอ้คุณพระเอก แต่ว่าพระเอกของเราเสือกเป็นบ๋อยซะนี่!!

หนังเรื่องนี้เหมาะกับผู้ชายหน้าตาไม่ดีแต่มีคติกูจะต้องแฟนสวย (ฮ่า...) เพราะพระเอกอย่างไอ้คุณ Gad Elmaleh นี่หน้าตาไม่ได้เข้าขั้นพระเอก แต่ดูมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ดูเข้าคู่กับคนมีเสน่ห์มากกกกก อย่างเจ๊ออเดรย์ได้แบบไม่น่าเชื่อ (ระหว่างดูก็คิดในใจ แหม่... เมื่อไหร่กูจะมีแบบนี้บ้าง 55555)

ฉากที่ดูแล้วจี๊ดใจมากคือฉากที่พระเอกขอซื้อเวลานางเอก
"ผมเหลือเงินยูโรเดียว ขออยู่กับคุณอีกสิบวินาทีได้มั้ย"
จากตอนแรกที่กำลังขำๆอยู่ตอนพระเอกโดนปอกลอก พอเจอฉากนี้เข้าไปมันจุกครับ มันจุก.. มันเหมือนมีก้อนอะไรเข้ามาติดอยู่ก็ไม่รู้ อธิบายไม่ได้...




I Not Stupid Too aka Xiaohei bu bei 2
(สิงคโปร์, Jack Neo, 2006, B+)


ภาคแรกเป็นหนังตลกที่แฝงสาระและเสียดสีประเทศของตัวเองได้ถึงแก่นยังไง ภาคสองก็ยังคงเอกลักษณ์เดิมแบบนั้น เกี่ยวกับพ่อแม่ผู้ไม่เคยฟังลูก คอยแต่กรอกคำสอนใส่หูลูก ไม่มีเวลาให้ลูก ลามไปถึงเทคโนโลยีที่ครอบงำชีวิตของเด็กๆ และความขัดแย้งในจิตใจของวัยรุ่นกับความไม่เข้าใจพ่อแม่และครู

พล็อตช่วงแรกๆก็ดำเนินรอยตามภาคแรกมาได้ดี ทั้งฮา ทั้งเสียดสีสังคมสิงคโปร์ได้เหมือนเดิม แต่ว่าพอเริ่มเข้าช่วงหลัง หนังกลับทำตัวน้ำเน่า พยายามบิวท์อารมณ์คนดูจนเกินเหตุ ใส่ cliche เข้ามามากมายมหาศาลจนเริ่มรับไม่ได้ ที่หนังทำเงินแซงภาคแรกได้ในบ้านเกิดคงเป็นเพราะกระแสมากกว่าคุณภาพหนังดีกว่าภาคแรก (โดยเฉพาะฉากที่พ่อของตัวเอกตัวนึงซื้อกระเป๋าเต่านินจามาให้ลูกเพราะเห็นว่าอันเก่า(ซึ่งเป็นแบบวัยรุ่น)มันเก่าแล้ว พอพ่อเกิดเหตุใกล้ตาย ไอ้คุณลูกซึ่งอายุไม่ต่ำกว่า 15 ก็ใส่กระเป๋าเต่านินจาไปหาพ่อ ดูแล้วแบบ อี๋~~~ เน่าโคตร)




Whale Rider
(นิวซีแลนด์+เยอรมนี, Niki Caro, 2002, B)


เรื่องนี้เฟมินิสต์สุดๆ... แบบผู้ชายในเรื่องที่เป็นผู้นำแม่งแทบไม่มีอะไรดีเลย (555+) กดขี่ ดูถูกผู้หญิงสุดๆ ฉากแรกตอนที่นางเอกเกิด (และปู่ผิดหวังมากที่เป็นผู้หญิง) นี่ดูแล้วแอบจี๊ด... คืออคติมันตั้งแต่เกิด ถึงขั้นพูดว่า "หลานชั้นนี่เปลข้างๆ(ที่เป็นผู้ชาย)ใช่มั้ย?"

หนังดูได้แบบเรื่อยๆ แต่เบื่ออีเด็กนางเอก พ่อมันอุตส่าห์จะพามึงออกจากสังคมกดขี่แบบนั้นแล้ว มึงก็ยังจะดั้นด้นกลับไป (ก่อนที่ท้ายที่สุดจะจบตามสูตรแบบแฮปปี้เอนดิ้ง 555) แต่เอาเถอะให้อภัย เพราะน้อง Keisha Castle-Hughes น่ารักดีและเล่นดี (อย่างน้อยก็ทำให้พฤติกรรมที่ดูบ้าบอคอแตก + cliche + เสื่อมสุดๆ ดูดีขึ้นมาได้ 555+)

(น่าเสียดายมากว่าทำไมน้องถึงเลือกเล่นหนังสตึๆ The Nativity Story(C-) ก็ไม่รู้ ไม่ได้ใช้ศักยภาพที่ถึงขั้นเข้าชิงออสการ์ให้คุ้มเล้ยยยย....)




Moulin Rouge!
(ออสเตรเลีย+สหรัฐอเมริกา, Baz Luhrmann, 2001, เกือบ A-)


จริงๆแล้วเรื่องนี้เป็นหนังเพลงเรื่องแรกๆ ในยุคหลังๆ (คือไม่ถึง 10 ปี) ที่เข้ามาหาเรื่องชิงรางวัลในเวทีออสการ์ แต่ว่าผมดันได้ดูหนังเพลงที่มาทีหลังเรื่องนี้อย่าง Chicago(A++++++++) และ Dreamgirls(A เกือบบวก) ไปก่อนแล้วทั้งสองเรื่อง ด้วยความที่เป็นหนังเพลงเหมือนกันก็ทำให้เกิดการเปรียบเทียบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

อาจด้วยความที่ Chicago มีพล็อตที่แน่น เพลงที่เพราะ การแสดงชั้นเลิศ และเสียดสีสังคมได้ถึงแก่น องค์ประกอบทุกอย่างลงตัว ในขณะที่ Dreamgirls แม้จะไม่สมบูรณ์ในทุกรายละเอียด แต่ทุกอย่างก็มีเหตุผลของมัน (เป็น Guilty Pleasure หน่อยๆ)

ทำให้ Moulin Rouge! ที่เนื้อเรื่องออกแนวน้ำเน่า และมี cliche บางอย่างที่ผมจับได้ เป็นหนังเพลงที่ผมไม่ได้ใคร่ปลื้มมากมายอย่างที่ตัวเองตั้งความหวังเอาไว้ตั้งแต่แรก โอเค... อย่างแรกอาจจะต้องโทษตัวเองด้วยที่ดันไม่ได้ดูในโรง แต่มาดูวีซีดีเช่าแทน ความอลังการของมันก็ไม่มีใครเสพได้เทียบเท่าโรงภาพยนตร์แหงอยู่แล้ว แต่ว่าตัว cliche ตัวนั้นผมรับไม่ได้จริงๆเพราะว่าตัวละครที่ไม่มีหนี้แค้นอะไรกับนางเอก(นิโคล คิดแมน) กลับกลายเป็นตัวที่จุดประกายให้เรื่องราวลุกลามบานปลายถึงขีดระเบิดของมันแบบไม่มีเหตุมีผล ซึ่งฉากเสื่อมๆแบบนี้พร้อมเสมอที่จะทำให้ผมลดเกรดความชอบของหนังลงไปได้ทันที (เช่นเดียวกับที่ Hula Girls(A-) ประสบ)

Nicole Kidman เล่นดีขนาดได้ออสการ์มั้ยผมไม่รู้ เพราะในบรรดา 5 คนของปีนั้นก็เพิ่งจะได้ดูเธอเป็นคนแรก แต่ว่าฉากที่เธอดีดดิ้นยั่วสวาทนั่นแทบไม่อยากเชื่อว่าคนที่กำลังครวญครางอย่างสุขสม(และเฟค) ตรงหน้านี้คือดาราที่มาดดีที่สุดในโลกคนหนึ่งอย่างนิโคล คิดแมน (5555+) และที่สำคัญ สวยเลิศหยาดฟ้ามาดินจนรู้สึกว่า Ewan McGregor ดูต่ำต้อยและไม่คู่ควรสุดๆ สมควรแก่การเฉดหัวออกไปไกลๆจากมูแลงรูจเสียเร็วๆ




หมานคร aka Citizen Dog
(ไทย, วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง, 2547, A+++++++++++++)


(สปอยล์นิดนึง พออ่านได้)

ดู "หมานคร" แล้วรู้สึกตัวเองหลุดเข้าไปในโลกของอะไรก็ไม่รู้ โลกที่เหนือจริงไปเสียทุกอย่าง แต่มันก็ซ้อนทับกับความจริงของโลกที่เราเหยียบอยู่ไว้อย่างแยบยล

บางคนอาจจะว่า Acting ของสองพระนางอย่าง จีน-จี๊ด คือจุดอ่อนของหนัง เมื่อก่อนก็ไม่เคยมีความคิดประเภทที่ว่าเล่นแข็งแล้วจะเป็นจุดที่ทำให้หนังดูดีขึ้นเลย แต่ว่าในเรื่องนี้การที่มีคนแค่สองคนเล่นแข็งเป็นสาก ทำให้คาแรคเตอร์ของสองตัวละครนี้ดูเด่นขึ้นมาจากคนรอบข้าง และเป็น "คนแปลก" ของสังคมไปในที่สุด ความรู้สึกก็คือ ถ้าคนสองคนนี้มันไม่เอากันเองแล้วใครจะเอา คนนึงก็พูดยานคาง อีกคนก็พูดหน้าตายโมโนโทน (และจีน-มหาสมุทร ก็ไปทำตัวแข็งๆ หน้าตายๆ อีกครั้งในเรื่อง เดอะเลตเตอร์ เขียนเป็นส่งตาย - หนังที่ข้าพเจ้าไม่เคยคิดจะสัมผัส แต่ได้ดูประมาณสิบนาทีผ่านเคเบิลจังหวัด ก็พบว่าจีนมหาสมุทรเล่นได้ไม่ต่างกับในหมานครเลยให้ตายสิ - -*)

ชอบการเสียดสีสังคมในหลายๆจุดของหนังเรื่องนี้มาก เช่นเรื่องหาง ที่(คิดเอาเองว่า)สื่อถึงความมีหน้ามีตา อาจหมายถึงสินค้าระดับสูงไฮโซที่คนมีเงินเท่านั้นที่จะมีไว้ในครอบครองได้ ส่วนตัวคิดถึงโทรศัพท์มือถือที่เคยเป็นของไฮโซจนปัจจุบันเป็นของที่ใครๆก็มี เหมือนกับในหนังเรื่องนี้ที่ท้ายที่สุด หางก็กลายเป็นของธรรมดาสามัญที่ใครมีก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

สุดท้าย... ดูหนังเรื่องนี้จบจากวีซีดี รีบแจ้นออกไปซื้อดีวีดีมาเก็บทันที ราคาไม่ถึงร้อย(เพราะออกมาชาติกว่าแล้ว)แต่ฟีเจอร์แอบเยอะ แจ่มมาก... ดูจบแล้วเพ้อเป็นเพลง "ก่อน" ของโมเดิร์นด๊อกไปหลายวัน

จองตำแหน่ง Best Opening Title ของ Nanoguy Awards 2007 ไว้เลย!!!!




Harry Potter ans the Order of the Phoenix
(สหราชอาณาจักร+สหรัฐอเมริกา, David Yates, 2007, A)


นี่คือแฮร์รี่ พอตเตอร์เวอร์ชั่นรัฐศาสตร์และการเมือง ไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่หนังออกมาในแนวนี้เพราะในหนังสือเองก็เน้นเรื่องการใช้อำนาจเข้าแทรกแซงของกระทรวงเวทมนตร์อยู่มาก เพียงแต่ไม่คิดว่าผู้กำกับที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนอย่าง David Yates จะกำกับออกมาได้ดูดีลงตัวมีระดับ และกล้าจะตัดนู่นเปลี่ยนนี่ในบทประพันธ์ ซึ่งเป็นวิสัยที่ผู้กำกับและผู้เขียนบทควรจะทำ!!!

พวกเราคุ้นเคยกับการที่เห็นนักประพันธ์ไทย หรือแฟนพันธุ์แท้ไทยออกมาโวยๆว่านิยายเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่เหมือนในหนังสือมากเกินไปหรือเปล่า เช่น ทวิภพ(สุรพงษ์ พินิจค้า, A+) ที่โทนหนังไม่ได้เน้นที่ความรักของยัยมณีจันทร์กับคุณหลวงและการเดินผ่านกระจกอีกต่อไป - นับว่าดีมาก เพราะคุณหลวงของทวิภพเวอร์ชั่นนี้ทุเรศที่สุดทั้งการแสดงและหน้าตา 55 - แต่ไปเน้นด้านการเมือง ผลกระทบของอดีตต่อปัจจุบัน ซึ่งแน่นอน... โดนเหล่าผู้รักหนังสือด่าเละเทะ

การกล้าคิด กล้าทำ กล้าเปลี่ยนนี้ ทำให้ซีรี่ส์แฮร์รี่ พอตเตอร์มีทิศทางไปในทางบวกมากขึ้น แม้ว่าจะยังเป็นรอง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban(A+) ก็ตามที เพราะว่าหากหนังชุดแฮร์รี่มัวแต่ย่ำตามหนังสือทุกกระเบียดนิ้ว ย่อมไม่มีอะไรใหม่ ไม่มีการตีความใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีการพัฒนา ถ้าไม่มีการพัฒนาในด้านใดด้านหนึ่งเพราะเกรงใจแฟนหนังสือแล้ว มันจะต่างอะไรกับหนังแฟนตาซีพ่อมดเวทมนตร์ดาษๆเรื่องหนึ่ง

แล้วเหล่าแฟนหนังสือเขาจะได้อะไรใหม่จากภาพยนตร์ ถ้าสิ่งที่พวกเขาต้องการคือการยกทุกอย่างในหนังสือมาแปะไว้ในหนังให้ครบตามที่เขาต้องการ และห้ามยุ่งอะไรทั้งนั้น???????

กลับมาที่ตัวหนัง ด้วยความยาวของมันทำให้หนังเลือกที่จะโฟกัสไปที่ตัวแฮร์รี่ พอตเตอร์แบบเด่นสุดขีด ตัวละครอื่นแทบถูกกันไปเป็นตัวละครสมทบ บางคนมาโผล่แค่ฉากเดียว (เช่น มัลฟอย) บางคนก็มาอยู่เป็นแบ็คกราวนด์แค่พอให้คนดูจำได้ว่ามันยังอยู่ (เช่น จินนี่) ในขณะที่บางคนก็โผล่มาเพื่อให้คนดูเกลียดขี้หน้ามากกว่าเดิม (คือ โชแชง 555555) ตรงนี้น่าจะเป็นจุดด้อยที่สุดของหนัง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนหนังสือเดนตายก็สามารถติได้

แต่ถึงกระนั้น ภาคนี้หนังนำเสนอเรื่องของอำนาจที่เข้ามาแทรกแซงได้ค่อนข้างดี นอกจากจะเป็นเรื่องอำนาจของกระทรวงเวทมนตร์ในเรื่องเท่านั้น ภาพของลักษณะอำนาจนี้กลับไปซ้อนทับกับสังคมอังกฤษและอเมริกันหลังยุค 11 กันยาได้อย่างน่าสนใจ

การแทรกแซงเพื่อไม่ให้มีการติดกำลังอาวุธ โดยระแวงคนอื่นไปทั่วไม่ว่าจะพวกใดก็ตามจนกระทั่งองค์กรนั้นแทบอยู่ในภาวะง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่สามารถแม้แต่จะป้องกันตนเอง (เหมือนกับเหล่านักเรียนฮอกวอตส์) แม้ว่าพวกเขาจะกำลังพยายามทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมอยู่ก็ตามที... กระทรวงเวทมนตร์ยังได้ระแวง "คนอื่น" โดยเฉพาะคนที่ต่างชาติพันธุ์ ดังจะเห็นได้จากการที่กฎกระทรวงได้ลดชั้นเหล่ายักษ์, เซนทอร์ หรือสัตว์วิเศษอื่นๆให้อยู่ในฐานะที่ต่ำศักดิ์กว่าพ่อมดแม่มด ทั้งที่พวกเขาก็มีสมอง มีความคิด อ่านออกเขียนได้ในระดับที่แทบไม่แตกต่างกัน มันช่างเหมือนกับมายาคติที่อเมริกันและยุโรปบางพวกมีต่อชาวมุสลิมหลังเหตุการณ์ 9/11 อะไรขนาดนั้น!!!

น่าเสียดายแค่ไหน ถ้าเราไม่เปิดใจรับอะไรใหม่ๆบ้างเลย... หากเราย่ำอยู่กับของเดิม แล้วเราจะพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างไร??




Oasis
(เกาหลีใต้, Lee Chang-dong, 2002, A+++++)


(สปอยล์จ้ะ เพราะจะเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ)

น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่หลังจากเรื่องนี้แล้ว ผมยังไม่เห็น Moon So-ri นางเอกของเรื่องนี้ได้รับบทไหนที่ดีขนาดนี้อีกเลย... ถึงจะหวังสูงไปหน่อยแต่ก็อยากให้นักแสดงชั้นเทพอย่างเธอได้แสดงศักยภาพมากกว่าความเซ็กซี่เหมือนใน A Good Lawyer's Wife(B+) หรือ Bewitching Attraction(C+) เพราะคงยากที่จะหาใครมาเล่นบทคนง่อยมือหงิกปากเบี้ยวได้เนียนขนาดนี้อีกแล้วในโลกการแสดง

Oasis ไม่ได้พูดแค่เรื่องรักโรแมนติกของคนพิการทางสมองและพิการทางร่างกายสองคนเท่านั้น หากแต่ประเด็นที่มันจะสื่อน่าจะเป็น "เรื่องเศร้าของคนชายขอบของสังคม" มากกว่า เพราะความรักของคนทั้งคู่ถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาแปลกประหลาดและขาดความเข้าใจ

จองดู กับ กองจู คือตัวแทนของคนชายขอบของสังคมที่ไม่ได้รับโอกาส หรือไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะใช้สิทธิใดๆ ได้เหมือนกับคนปกติของสังคม ซึ่งการใช้ตัวละครพิการเข้ามาแทนนี้ ยังสื่อถึงชนกลุ่มน้อยในรัฐหรือสังคมนั้นๆ แน่นอนว่าคนเหล่านั้นย่อมขาดโอกาส เปรียบง่ายๆก็เหมือนกับชาวเขาบางเผ่าของไทย หรือว่าชาวมุสลิมอพยพในฝรั่งเศส

ความพิการของพวกเขา ทำให้ต้องคอยพึ่งพาคนอื่นซึ่งเป็นคน "ปกติ" อยู่ร่ำไป เช่นจองดูก็ต้องคอยพึ่งพี่ชายเรื่องที่อยู่ เรื่องเงิน เรื่องงาน ส่วนกองจูก็ต้องพึ่งทั้งเรื่องอาหารการกินและการเดินทางไปไหนมาไหน เหมือนกับที่บางครั้งคนจากส่วนกลางก็ต้องเข้าไป offer งานให้ชาวเขา ไปแนะนำวิธีดำรงชีพ ปลูกผักทำสวนเพื่อการค้า ให้ฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น มีกินมีใช้ ไม่ยากจนเหมือนที่แล้วๆมา

แน่นอน ว่าความช่วยเหลือเหล่านั้นย่อมทำให้คน "ปกติ" มองคนเหล่านี้ว่าเป็นพวก "อ่อน" และตามมาด้วยอาการดูถูกเหยียดหยามอยู่ในทีจนกลายเป็นเรื่องปกติ

คนปกติ หรือผู้มีอำนาจ หรือคนกลุ่มใหญ่ในสังคม มีน้อยคนนักที่จะพยายามทำความเข้าใจคนกลุ่มน้อยเหล่านี้อย่างจริงจังถึงความรู้สึกนึกคิด วิถีชีวิต และสิ่งที่พวกเขาทำ

เพราะฉะนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อจองดูพากองจูมางานรวมญาติของตัวเองในฐานะ "เพื่อน" (ซึ่งท่าทางการแสดงออกนั้นมากกว่าเพื่อน แต่เขาเองก็ไม่กล้าบอกว่าเป็นมากกว่านั้น เพราะรู้อยู่แล้วว่า "คนปกติ" ในครอบครัวต้องมองเธอด้วยสายตาเหยียดหยามแน่) ก็เจอกับการกระทำที่ไม่มีความเกรงใจ ขับไล่กันซึ่งหน้า แม้กระทั่งพวกเขาสองคนจะไปเดตกันที่ร้านอาหาร ก็ถูกพนักงานไล่ออกมาโดยอ้างว่าโต๊ะเต็ม ทั้งที่ก็มีโต๊ะว่างอยู่เต็มร้าน

ยิ่งหลังจากฉากเลิฟซีนของคู่รักคู่นี้ที่ถูกตีความว่าเป็นการข่มขืนในทันทีที่ "คนปกติ" เข้ามามองเห็น แม้ว่าตำรวจจะพยายามถามกองจูถึงเหตุการณ์ที่แท้จริง เธอกลับไม่มีแม้แต่สิทธิ์เสียงที่จะให้การปกป้องคนรักของเธอ แต่คำให้การที่มีน้ำหนักกลับกลายเป็นของ "คนปกติ" ผู้เห็นเหตุการณ์แค่เสี้ยวเดียวของทั้งหมด พฤติกรรมเกรี้ยวกราดทั้งหมดที่เธอแสดงออกที่สถานีตำรวจจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด หากแต่มันก็เป็นเพียงแค่อาการตื่นตระหนกจากการถูกข่มขืนในสายตาคนปกติพวกนั้นเท่านั้น

คนนอกที่ถือว่าตนเองปกติกลับถือสิทธิเข้าไปตัดสินชีวิตของคนพิการชายขอบเหล่านี้ว่าควรจะทำอย่างไร ทั้งที่คนนอกเหล่านี้ไม่ได้เข้าใจเลยว่าสิ่งที่พวกเขาเป็นคืออะไร ทั้งที่บางครั้งคนเหล่านี้ก็กำลังหาประโยชน์จากคนชายขอบเหล่านี้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลย เหมือนครอบครัวของกองจูที่เอาชื่อเธอใส่ในทะเบียนบ้าน พวกเขาจะได้รับเงินสวัสดิการดูแลคนพิการ เอามาผ่อนค่าคอนโดหรูๆของตัวเอง แล้วก็เอากองจูไปอยู่อพาร์ตเมนต์ซอมซ่อยังกับแฟลตดินแดง!!




Paranoid Park
(ฝรั่งเศส+สหรัฐอเมริกา, Gus van Sant, 2007, B+)


เรื่องนี้แหละ หนัง "ลึกลับ" ของพี่ๆ Bioscope เรียกว่าได้แผ่นมาแบบ Exclusive จริงๆ ชนิดที่ว่ายังมีชื่อคนซื้อหนังประจานอยู่มุมจอเลย (คือกันเอาไปไรท์ขายต่อน่ะ เป็นแผ่นจากค่ายหนังโดยตรง ว่างั้น)

การเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้เปรียบเหมือนดาบสองคม เพราะเนื้อเรื่องช่วงประมาณ 1 ใน 3 เรื่องแรกเล่าโดยเหตุการณ์ไม่ปะติดปะต่อ ขาดๆหายๆ จนเมื่อจบช่วงนั้น หนังจึงย้อนกลับไปเพื่อเล่าเรื่องราวส่วนที่ขาดหายไปเติมมาให้เต็ม

บางคนอาจจะมองว่ามันเท่ เก๋กู้ด ไฉไลเสียไม่มีที่เล่าเรื่องแบบนี้ แต่บางคน(รวมถึงผม)กลับรู้สึกว่ามันทำให้หนังเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ไปหน่อย

แต่ว่าส่วนที่ชอบที่สุดของหนังคือการเล่าเรื่องแบบเนือยๆ ในแบบของกัส แวน แซงต์ (รึเปล่า? เพราะก็เพิ่งดูหนังตานี่เรื่องแรกนี่แหละ) ที่ทำให้โทนหนังมันดูล่องลอย บรรยากาศมึนๆ มัวๆ ไม่ค่อยชัดเจน เหมือนกับจุดมุ่งหมายและการดำเนินชีวิตของวัยรุ่นในยุคโลกาภิวัตน์ (ส่วนดาราวัยรุ่นชายถอดเสื้อแบบไม่มีเหตุผลนั้น คิดว่าผู้กำกับคงรู้อยู่แก่ใจ 555) ที่ปัจจุบันมันเบลอจนไม่รู้ว่าอยู่ไปเพื่ออะไรแล้ว

ปล. ยัยเจนนิเฟอร์ (แฟนพระเอก) น่ากลัวมาก




Tzameti aka 13
(ฝรั่งเศส+จอร์เจีย, Géla Babluani, 2005, A-)


อาจเพราะว่าตั้งความหวังกับมันไว้มากเกินไปหรือเปล่าว่ามันต้อง thriller แบบลุ้นสุดๆ แต่บังเอิญหนังมันออกมาเรื่อยๆตามสไตล์ยุโรปหน่อยๆ (พูดให้ชัดๆคือสไตล์ฝรั่งเศส) ก็เลยไม่ได้ชอบในระดับ A+

เอาเข้าจริงๆ ตัวบทถือว่าเขียนมาได้ดี(ชอบตอนจบมาก) มุ่งเสียดสีทุนนิยมได้โอเค ด้วยภาพขาวดำและบรรยากาศดิบๆ เถื่อนๆ ตรงไปตรงมาไม่ต้องบิวต์อะไรมากมาย

น่าคิดว่าถ้าเรื่องนี้รีเมคเป็นแบบของฮอลลีวู้ด (ตอนนี้เค้า pre-production กันอยู่ กำกับโดยผู้กำกับคนเดิม) ด้วยทุนที่มากขึ้นและใบสั่งจากสตูดิโอที่มากขึ้น หนังมันต้องออกแนวโฉ่งฉ่างแบบดายฮาร์ดทรานสฟอร์มเมอร์สแน่ๆ (ไม่อยากให้เป็นแบบนั้นอะ T T)




Paris, je T'aime aka Paris, I Love You
(ลิกเตนสไตน์+สวิตเซอร์แลนด์+เยอรมนี+ฝรั่งเศส, กำกับ 22 คน, 2006, A)


เนื่องด้วยขี้เกียจเขียน เพราะมันเป็นหนังสั้นตั้ง 18 เรื่อง จะมานั่งเจาะทีละเรื่องก็คงน่ารำคาญและน่าง่วงนอนเป็นที่ยิ่ง เลยจะขอแนะนำตอนที่ดูแล้วชอบ (แน่นอนไม่ใช่ภาษาฝรั่งเศสเพราะขี้เกียจก๊อปแปะ เยอะ) ได้แก่ตอน นาตาลี, ตอนคนดำกินกาแฟ, ตอน Bitch และ ตอนสาวมุสลิม ส่วนตอนอื่นก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไรมาก

ชอบฉากสุดท้ายมากๆ ที่ทุกอย่างมาร้อยเรียงกันเป็นเรื่องเดียว การร้อยเรียงกันของตัวละครทุกตัวในหนังสั้นทุกเรื่อง ทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับปารีสด้วยกันหมด เพลงประกอบตอนนั้นก็เพราะเหลือหลายแท้น่อ...




Santa Sangre aka Holy Blood
(เม็กซิโก+อิตาลี, Alejandro Jodorowsky, 1989, A+)


(สปอยล์อย่างหนักจ้ะ)

เนื้อเรื่องคร่าวๆ ของหนังประหลาดโลกเรื่องนี้คือเป็นหนังเกี่ยวกับผู้หญิงที่แขนขาดทั้งสองข้าง เมื่อเธอต้องการออกล้างแค้น ลูกชายของเธอจึงมาเป็นแขนให้เธอเพื่อออกไล่ล่าตามหาอ้ายอีที่ทำให้แม่เป็นแบบนี้!!!

จริงๆแล้วหนังบ้าๆแบบนี้พร้อมเสมอที่จะทำให้ผมชอบมันในระดับ A และบวกอีกจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ด้วยความลักลั่นเรื่องภาษา ทำให้ได้บวกไปแค่อันเดียว เพราะว่าตัวละครในเรื่องทุกตัวมันเป็นคนเชื้อสายสเปนกันหมด (สังเกตจากชื่อ) แต่เสือกพูดภาษาอังกฤษ(สำเนียงติดสเปนอีกต่างหาก ฮ่วย!) แล้วอยู่ดีดีตอนมึงนึกจะร้องเพลงสเปน พูดสเปนก็พูด (และซับก็ดี๊ดี แปลเป็นภาษาสเปน งื้อ แปลออกไม่กี่คำ) แล้วมันจะพูดอังกฤษทำไมวะนั่น ไม่เข้าใจ

ความรู้สึกอันเดียวกับตอนดู The Last Emperor(A+) ที่ไม่ได้บวกมหาศาลเพราะว่ามันเสือกเป็นคนจีนที่พูดอังกฤษนี่แหละ หึ!!

กลับมาที่ Santa Sangre อยากจะพูดถึงเรื่องนี้มากกว่านี้ แต่ว่าก็กลัวจะสปอยล์แบบเละเทะเกินเหตุ (เดี๋ยวขอรอความคิดตกผลึกก่อน) ตอนแรกๆทำท่าจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้ในระดับ A- ด้วยซ้ำ เพราะว่ามันดูหวึ่งๆยังไงไม่รู้(ส่วนหนึ่งก็เพราะที่มันเป็นคนสเปนหรืออะไรแถบๆนั้นแต่เสือกพูดอังกฤษนี่แหละ) แต่พอดูไปหลังๆ กลายเป็นว่าหนังลาบเลือดซาดิสต์เรื่องนี้กลายเป็นหนังที่ชำแหละวิวัฒนาการของระบอบคอมมิวนิสต์ได้ถึงแก่นดีแท้ ผ่านตัวละครยัยแม่แขนขาดนั่นแหละ!!!

คือยัยแม่เนี่ย ตอนเริ่มเรื่องมันเป็นเจ้าลัทธิ Santa Sangre บูชาเด็กผู้หญิงที่ถูกตัดแขนสองข้างแล้วข่มขืน (มีบ่อที่เป็น เลือดศักดิ์สิทธิ์ แบบเฟคๆอยู่ในโบสถ์ของยัยแม่) จนทางการจะเอาที่ไปทำห้างรึอะไรซักอย่างก็จะเอารถมาถล่มโบสถ์ พอบาทหลวงเข้ามาดูก็ด่ากราดๆๆ บอกว่าไม่ยอมรับว่ายัยเด็กนี่เป็นนักบุญ ไม่ยอมรับลัทธินี้ (เพราะดูงมงายเหลือเกิน) แล้วก็ออกคำสั่งให้นายกเทศมนตรีทำลายโบสถ์นี้ทิ้งซะ (ที่ฮาก็คือ ตอนแรกมันก็เป็นปูนดีดี พอรถแทร็กเตอร์เข้าไปบดขยี้ทำไมมันกลายเป็นสังกะสีไปได้ก็ไม่รู้ ฮา.....)

ดูตอนเริ่มเรื่อง ยัยแม่ดูเป็นผู้ถูกกระทำเหลือเกิน เพราะคนที่ทำให้แขนขาดสองข้างก็คือผัวตัวเอง ซึ่งยัยแม่เนี่ยตามลัทธิจะใส่ชุดแดงทั้งชุด ส่วนไอ้พ่อนี่มันใส่ชุดลายธงชาติอเมริกา (จะโจ่งแจ้งเกินไปแล้ว สงครามเย็นในครอบครัวชัดๆ) แบบ โอ้ว.. อิชั้นถูกกระทำ น่าสงสารมาก คอมมิวนิสต์ลัทธิเพื่อประชาชน (สังเกตจากการที่นับถือเด็กตัวเล็กๆ ไม่ใช่นักบุญชั้นสูงจากคัมภีร์ไหน มาร์กซิสต์ก็ไม่สนับสนุนเรื่องแบ่งชนชั้นอย่างที่พวกศาสนาเทวนิยมทำอยู่แล้ว) ถูกทำเสียแบบนี้

แต่ว่าหลังจากที่ยัยแม่มาตามหาลูกชายไปเป็นแขนได้สำเร็จ ยัยแม่ก็เข้าควบคุมชีวิตลูก เป็นเผด็จการโดยสมบูรณ์แบบ คุมทั้งชีวิตจิตใจและสมอง สั่งฆ่าคนเป็นว่าเล่น (โอ๊ยตายแล้ว... อะไรมันจะเหมือนคอมมิวนิสต์ได้ขนาดนี้วะเนี่ย เหอๆๆๆ)

ดูแล้วนึกถึงโซเวียตยุคสตาลิน เป็นผู้นำชุมชนที่ขึ้นมาตามระบบคอมมิวนิสต์ ก่อนจะพาประเทศไปสู่จุดสูงสุดของอุดมการณ์ ก็กลายเป็นว่าเผด็จการเบ็ดเสร็จยิ่งกว่ากษัตริย์เมื่อก่อนเสียอีก

ตอนจบ... น่ากลัวมาก ดูแล้วขนลุก


Create Date : 03 สิงหาคม 2550
Last Update : 3 สิงหาคม 2550 2:57:05 น. 14 comments
Counter : 1034 Pageviews.

 
HARRY POTTER สนุกมากๆ อ่ะ
เรื่องอื่นไม่รู้จักเลยเหอะ ><"

อยากดู หมานคร


โดย: ซาลาเปา" IP: 204.124.238.248 วันที่: 3 สิงหาคม 2550 เวลา:3:50:58 น.  

 
+ แหะๆ แซวตี้เล่นนิดนะครับ ... ทำไมพักหลังๆ อ่านบล็อกตี้หน้าหนังแล้วให้อารมณ์ความรู้สึกคล้ายกับอ่านบล็อกน้องเมอร์ฯ สาขา 2 ยังไงไม่รู้ ... คงเป็นเพราะการใช้คำแรงๆ และความตรงไปตรงมาเหมือนกันมั้งครับ และเดิมตี้จะเขียนถึงแต่ละเรื่องแค่สั้นๆ ... ทีนี้พอได้ดูหนังหายากมากขึ้นๆ และเขียนถึงแต่ละเรื่องยาวขึ้นด้วย ก็เลยแลดูเป็นบล็อกพี่บล็อกน้องกับบล็อกน้องเมอร์ฯ ไปอ่ะครับ เอิ๊กๆ

+ โฮ่! ในลิสต์เดือนนี้ มีเรื่องที่พี่ยังไม่ได้ดูแล้วอยากดูเพียบเลยแฮะ ... ทั้ง Elephant, The Devil's Backbone (เคืองสุดๆ ที่ Film Buffet @ House หนังเรื่องนี้เป็น 1 ใน 5 เรื่องที่ยกเลิกการฉายไปแล้ว), Moulin Rouge! (เชยนะเนี่ย ป่านนี้พี่ยังไม่ได้ดูเลย), หมานคร (ตอนนั้นกลัวมันเซอร์เรียลแตกแล้วจะดูไม่รู้เรื่อง), Paranoid Park

+ Hula girls - รู้สึกหลายตอนบิ๊วต์ไปนิด เน่าไปหน่อย (คงเพราะพักหลังมีหลังมีหนังญี่ปุ่นทำนองนี้ออกมาเยอะติดๆ กันด้วยมั้ง) แต่เพราะความน่ารักของน้องยู อาโออิ ก็เลยต้องให้อภัย อุๆๆ (ตอนเธอเต้นฉากไคลแม็กซ์ ทำได้เฉียบขาดอลังมั่กๆ)

+ Priceless - ช่วงนั้นยุ่งๆ เหมือนกัน มาดูตารางอีกที หนังก็ออกไปแล้วซะงั้น เหอะๆ

+ Whale rider - พี่ดูในโรง รู้สึกจะเข้าเมืองไทยหลังปีที่สร้างประมาณปีนึง ... ไคชาแสดงได้เฟมินิสต์และน่าสงสารดี แต่ตัวหนังดูไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่เนาะ

+ Harry V - ความรู้สึกเดียวกันเลยว่าชอบภาค 3 ที่สุด (ของพี่ เพราะมันทำได้มืด, ดูน่ากลัวและลึกลับ, มีลูกเล่นในการเฉลยปริศนา) และภาค 5 รองลงมา ส่วนภาค 4 นั้นดูสนุก แต่ป๊อปคอร์นไปนิดนึง (แต่ตี้เก็ทประเด็นการเมืองได้เยอะจังแฮะ พี่ไม่ได้คิดโยงไปไกลถึงขนาดนี้เลยนะเนี่ย)

+ Paris, je T'aime - ของพี่ชอบตอน คนดำกินกาแฟ, สาวมุสลิม, นาตาลี, ผีดูดเลือด แล้วก็ความรักในสุสานอ่ะครับ

+ 13 Tzameti - จริงๆ เนื้อเรื่องไม่ใหญ่เท่าไหร่ ตอนแรกนึกว่าจะมี 13 เกมเหมือนบ้านเรา ... แต่ความขลังของภาพขาวดำ กับอารมณ์ความเป็นความตายของ "โมเมนต์นั้น" ระหว่างเกม ก็ทำให้เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ ได้เลยทีเดียว ... หนังทำออกมาบดขยี้ความเป็นมนุษย์ได้ดี ... และพี่ก็ชอบตอนจบมากเช่นกัน

+


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 3 สิงหาคม 2550 เวลา:12:11:03 น.  

 
+ พอดีโดนลากตัวไปกินข้าว (ตอนแรกคิดว่าลบอ้าย + อันสุดท้ายทิ้งไปแล้วนะ) ... จะบ่นว่าหนังที่ฮอลลีวูดเลือกรีเมคแต่ละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น 13 Tzameti (อันนี้เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าโดนด้วย) หรือ The lives of others เนี่ย มันรู้มันจะรีเมคกันไปทำไม หนังต้นฉบับเค้าก็ทำออกมาได้ดี อารมณ์หนังสมควรตามที่มันควรจะเป็นอยู่แล้ว ... เวอร์ชันฮอลลีวูดเนี่ย ให้คะแนนติดลบไว้ก่อนเลยอ่า ว่ามีสิทธิ์โดนใบสั่งจากนายทุนง่ะ เหอๆๆ


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 3 สิงหาคม 2550 เวลา:13:47:40 น.  

 
โห..ใช้เวลาสองวันกว่าจะอ่านจบ...แล้วก็เพิ่งเห็นว่า..มันอัพอีกหน้าแล้วซะงั้น - -

เกลียดพวกชอบดูแฮร์รี่แบบจับผิดอ่ะ(ซึ่งขอยอมรับว่าตอนดูภาคแรกเคยเป็น..) คือ..มันน่ารำคาญอ่ะ ดูหนังก็ดูหนังสิวะ ทำไมต้องไปเปรียบเทียบกับหนังสือด้วย ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องมาดูหนังดีกว่ามั้ย -*-

เฮ้ยย หมานครดีขนาดนั้นเชียว ต้องไปหามาดูมั่งซะแล้ว..

หูย เราหลงรักนิโคลจากมูแลงรูจเลยนะนั่นน่ะ >
ปารีส เฌอแตม..มีบางตอนที่ดูแล้วงงอ่ะ... แต่ก็ชอบแหละ หุหุ

หมดละ ได้ดูแค่นี้ กร๊ากกก


โดย: Pare IP: 58.8.168.240 วันที่: 4 สิงหาคม 2550 เวลา:2:00:14 น.  

 
อยากดูUn Chien Andalouว่ะ

ออกมาคงได้อะไรบ้าๆบอๆไปกลายร่างแนวๆ "เป็นเอก" ขั้นสุดยอดแหง ฮ่าๆ


มาลงชื่อไว้ว่าอ่านแล้ว

ป.ล. Holy blood นี่มัน...!! จินตนาการตามที่เขียนไว้... น่ากลัวจริงๆ ฮ่าๆ


โดย: จั่น* IP: 58.8.70.213 วันที่: 4 สิงหาคม 2550 เวลา:2:05:12 น.  

 
อยากดู๊วววววววววว
เรารักชิคาโก้ เย้!


โดย: เหม่เกว่ IP: 64.62.138.11 วันที่: 4 สิงหาคม 2550 เวลา:2:23:13 น.  

 
ขี้เกียจอ่านแระ อานนี้เห็นด้วยกะ หนังญี่ปุ่น แต่ละเรื่อง เนี่ย ทำนำตาซึม ยิ่งเรื่อง Always Sunset แล้ว ไม่ต้องพูดถึง


โดย: kapom IP: 210.203.177.6 วันที่: 5 สิงหาคม 2550 เวลา:18:41:44 น.  

 
หวาย เชย ไม่รู้จักเป้ วงslur


โดย: พระเจ้า** IP: 58.9.8.166 วันที่: 5 สิงหาคม 2550 เวลา:19:04:04 น.  

 
เอิ่ม แบบว่า ง่า รีวิว ปารีส มหานครแห่งรักเยอะๆหน่อยจิ - -"ง่า










ก้ออ่านะ


โดย: วุ้นใสจ้า IP: 203.113.28.4 วันที่: 6 สิงหาคม 2550 เวลา:1:01:32 น.  

 
ในลิสต์หนังแก ชั้นไปดูมาแค่2เรื่องเอง

แฮร์รี่ พอตเตอร์5 กับ ปารีส เฌอแตม

แฮร์รี่นี่ดูอยู่แล้ว...เป็นแฟนพันธุ์แท้ซะขนาดนี้...ว่างๆชั้นจะสปอยเล่ม7นะแก 555+

ปารีส ก็ไปดูเพราะอิคุณเป้มันชอบ อุลลิเยร์...ออกมา5นาที สุดๆละ แต่หนังโรแมนติกดีอ่ะ...ชอบๆๆ...น่าลากแฟนไปดู




โดย: หมึก หญิง IP: 210.86.216.60 วันที่: 6 สิงหาคม 2550 เวลา:1:01:57 น.  

 
ดูหนังเยอะจริงๆครับ นับถือๆ

ของเราเมื่อก่อนก้อพอจะเรียกได้ว่าดูพอสมควรเหมือนกัน พอมาช่วงนี้ความอยากรู้อยากเห็นมันก้อน้อยลงไปแล้ว (ไอ้ประมาณไปหาหนังของ ผกก.จิตๆอย่าง พาสโสลินี่มาดูคงจะไม่มีอีกแล้ว)

แต่....มันก็ไม่แน่เหมือนกันน่ะ อนาคต...


โดย: BloodyMonday วันที่: 6 สิงหาคม 2550 เวลา:22:15:41 น.  

 
"ผมเหลือเงินยูโรเดียว ขออยู่กับคุณอีกสิบวินาทีได้มั้ย"

อ๊า ชอบประโยคนี้ ๆ ฟังแล้วน้ำตาจะริน สงสารพระเอกเว้ย

อ๊า โอเอซิสเนี้ยชอบมากให้ตายเหอะ รู้ป่ะว่าชั้นดั้นด้นหาซื้อมาแทบตาย เห็นกล่องบางอย่างนั้นอะ ขายชั้น 220 บาท(ซึ่งชั้นก็ไม่รู้เชี่ยอะไร ชอบมากถึงขั้นจ่ายอย่างไม่ดูหัวอะไรเลย) พอกลับบ้านนอกไปเจอร้านหนัง แม่ม...ขาย 129 เวร ช้ำใจตามๆกัน

Un Chien Andalou
ใน เมโทรโปลิสของผู้จัดการก็เอามาเขียนถึงเหมือนกัน อยากดูเดี๋ยวไปหาดูกับคนอื่นเอา


The Devil's Backbone
เสียดายเว้ย ไหงโดนถอดออกจากโปแรแกรมเฮ้าส์เนี้ย อยากดูจริงๆว่าไอ้คนที่บอกว่าเหมือนกับเด็กหอเนี้ย เหมือนกันยังไง

Santa Sangre
เดี๋ยวไปดูในงาน หวังว่าคงไม่ฉายวันที่ 27 นะ ไม่เอาวันที่ 31 ด้วย ติดหนังญี่ปุ่น เงิ่บๆ

หมานคร
พลาดมาหลายงานแล้ว เดี๋ยวค่อยยืมแกดู

ปล. ไปดูใต้ตึกบรมฯมายัง รู้สึกว่าจะมีงานวันที่ 10 20 24 27 มั้ง ซึ่งเราดูไม่ละเอียดว่าเรื่องอะไรบ้าง แต่เห็นแว๊บๆว่าวันนึงมันฉายเรื่อง Water ด้วย อยากดู

ปล. แกเคยไปดูหนังที่Japan Foundation ป่าววะ ชั้นกะจะไปดูเดือนนี้อะ แปะลิ้งก์ไว้ให้แล้วกันนะ เผื่อแกสนใจ
www.jfbkk.or.th


โดย: zadwaan IP: 203.153.172.9 วันที่: 7 สิงหาคม 2550 เวลา:11:30:29 น.  

 
ชอบหมานคร และพวกชิคาโก มูแลงรูจเฃ่นกัน

เรื่องแรกอ่านชื่อ นึกว่าเรื่อง กะเทย

และแฮร์รี่....สมแล้วที่แกเป็นนิสิตรัฐศาสตร์

เขียนวิจารณ์ได้ดีนะ ในสายตาของคนดูหนังไม่วิจารณ์อย่างเรา

อย่างน้อยมันก็ทำให้เราอยากดูหนังมากขึ้น หุๆ


โดย: 125 66 IP: 58.9.47.205 วันที่: 9 สิงหาคม 2550 เวลา:20:00:47 น.  

 
เราจะไปหาหนังแบบเนี่ย ดูได้ที่ไหน ว่ะ


โดย: ดารกา IP: 171.7.11.25 วันที่: 1 ธันวาคม 2554 เวลา:16:18:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nanoguy
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนในสังคมจารีตที่มีความคิดทางเวลาแบบไตรภูมิจะไม่ให้ความสำคัญแก่เวลาตามประสบการณ์ กล่าวคือไม่ให้ความสำคัญแก่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงของชีวิตและสังคมว่าดำเนินมาและดำเนินไปอย่างไร เชื่อในการคลี่คลายเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคมซึ่งจะต้องเป็นเช่นนั้นตามกฎแห่งเวลาของพุทธศาสนา

- อรรถจักร สัตยานุรักษ์
(จากบทความ "ความเปลี่ยนแปลงความคิดทางเวลาในสังคมไทย" วารสารเศรษฐศาสตร์การเมือง 4 ตุลาคม 2531)




Let this song rhyme our souls
when your voice and mine become one and whole.

Let it carry us high above
When we recite our poetry of love
that when there's love then there's hope.

Your love is my light,
and it'll get us through this lonely night.

- รักแห่งสยาม (ซับไตเติ้ลอังกฤษเพลง กันและกัน ท่อนฮุค)









Friends' blogs
[Add nanoguy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.