~* ~* ~* ~* ~* ~* วัดพระเขี้ยวแก้ว ณ สิงคโปร์ ~* ~* ~* ~* ~* ~*






สวัสดีค่ะทุกท่าน



หลังจากรีวิวที่พักและที่เที่ยวที่แรกคือ สิงคโปร์ฟลายเออร์ (คลิกเพื่ออ่าน) ไปแล้ว




วันนี้จะมารีวิววัดพระเขี้ยวแก้วนะคะ








เริ่มต้นการเดินทางจากสถานี MRT City Hall ซึ่งอยู่ติดสนิทแนบกับ Swissotel เลยแหละค่ะ




ลงบันไดเลื่อนตามรูปข้างบนนี้ไป มองไปทางขวามือ ก็จะเจอ Citylink Mall ค่ะ และ Raffle City Shopping Center ผู้อยู่ติดกับรร.เราเช่นเดียวกัน


















เราก็ใช้บัตร Ezylink ที่ซื้อมาตั้งแต่ปี 2006 (3 ปีเข้าไปแล้ว) เติมเงินก่อนค่ะ (บัตรสีฟ้าๆ ทางขวาบนๆ น่ะค่ะ เห็นมะคะ?)

เอาบัตรวางไว้ตรงที่บัตรสีฟ้าน่ะแหละค่ะ




















แล้วก็มีรายการให้เลือก เราก็เลือก Add Value ค่ะ (รายการฝั่งขวา อันที่สอง)



จะเห็นว่า ค่าของบัตรที่เหลืออยู่คือ 0.73 เหรียญสิงคโปร์ค่ะ


















ก็มีให้เลือกว่าจะเติมเงินแบบไหน เราก็เลือก cash (เงินสด)



จากนั้นก็ใส่เงินไปค่ะ (อย่างน้อยต้องเติม 10 เหรียญสิงคโปร์นะคะ) แล้วเครื่องก็รับแค่ 2 5 10 50 เหรียญเท่านั้น

















จากนั้นก็ใส่แบงค์ไปที่ช่องนี้ค่ะ



















จากนั้นเขาก็จะให้เราเอาการ์ดออก โดยบอกว่า ตอนนี้มูลค่าในการ์ดมีเท่าไหร่แล้วค่ะ




















การคอนเฟิร์มว่าเอาบัตรออกได้แล้วก็คือ ไฟสีฟ้าๆ ตรงที่วางการ์ดจะสว่างขึ้นค่ะ




















จากนั้นเราก็ขึ้นมาจาก MRT ค่ะ (อ้าววววววววววว ) เราแค่ไปเติมบัตร เพราะจะเอาไปขึ้นรถเมล์ค่า

แล้วก็ข้ามไปยังถนนฝั่งตรงข้ามกับรร.ทางฝั่งโบสถ์นะคะ





















ข้ามไปแล้วก็เลี้ยวขวาเดินเลาะข้างๆ รั้ว ให้รั้วอยู่ทางซ้ายมือเราไปเรื่อยๆ ค่ะ สุดขอบรั้วก็เลี้ยวซ้ายไปเพื่อจะไปที่ป้ายรถเมล์ค่ะ



















ไปที่ป้าย B05 North Bridge Road ค่ะ




















รถที่จะจอดที่ป้ายนี้ก็ตามป้ายนี้เลยค่ะ



















ที่จริงดูจากในแผนที่ รถเมล์สายที่ไปจอดที่ป้ายตรงข้ามวัดเลยจะมีสาย 80 กับ 145 ค่ะ แต่มีอีกป้ายที่ห่างออกมาหน่อย อยู่ก่อนถึงวัดพระเขี้ยวแก้วก็จะมีสาย 61 166 197




แต่สายที่มาก่อนคือ 166 ค่ะ





















เวลาขึ้นก็ขึ้นประตูหน้าค่ะ ใช้บัตร Ezylink แปะตรงเครื่องนี้ค่ะ





















วิ่งผ่านตรงนี้ค่ะ จำไม่ได้แล้วว่าคืออะไร




















แล้วก็ข้ามสะพาน ผ่าน Clarke Quay ผ่านแยกไฟแดง 1 แยก และผ่านสวนอย่างนี้ค่ะ



















เราก็ดูแผนที่ไว้เป็นหลักค่ะ เป็นแผนที่ที่อยู่ในหนังสือการท่องเที่ยวที่เขาแจกฟรี ซึ่งเราหยิบมาจากสนามบินค่ะ















หนังสือแบบนี้ค่ะ


















แล้วก็จะผ่าน Hong Lim Complex จนมาติดไฟแดงที่แยกนี้ ก็แสดงว่าใกล้ China Town แล้วล่ะค่ะ




















เข้าสู่ถนนเส้นนี้ค่ะ
















แล้วก็ลงที่ป้ายแรกเลย ต้องสแกนบัตรก่อนลงด้วยค่ะ




















ป้ายนี้จะอยู่ใกล้ๆ กับร้านรังนกร้านนี้ค่ะ




















มองไปฝั่งตรงข้าม เยื้องไปด้านหน้า ก็จะเห็นวี่แววของวัดพระเขี้ยวแก้วอยู่ไม่ไกลนักค่ะ




















เดินไปหนึ่งเหนื่อยก็เจอแล้วค่ะ วัดพระเขี้ยวแก้ว




















นี่คือป้ายรถเมล์ฝั่งตรงกันข้ามนะคะ จะใกล้กว่าป้ายที่เราลง สายที่จอดคือ 80 กับ 145 ค่ะ




















ว่าแล้วก็เตรียมตัวเดินเข้าไปดีกว่าค่ะ ผ่านทวารบาล ป้องกันเพทภัยต่างๆ ด้วย ก่อนเดินเข้าไปค่ะ




















ที่ป้ายค่ะ ใครเก่งๆ ภาษาอังกฤษก็บอกหน่อยนะคะ สร้างถวาย (ให้) หรือ (โดย) พระสังฆราชสิงคโปร์คะนี่?

สงสัยว่า 17 พฤษภา แล้วไหงตอนเดือนพุทธ ถึงเป็นเดือน 4 หว่า? ปกติมันต้องเดือน 6 มิใช่ฤา?




















ผ่านประตูที่มีทวารบาลเมื่อกี๊มา ก็จะเป็นอีกอาคารหนึ่งค่ะ




















กระถางธูปอยู่ด้านนอกค่ะ เห็นพระพุทธรูปด้านในอยู่ไกลๆ นะคะ




















มุมทางขวามือมีที่แจกเอกสารด้วย แล้วก็มีโปสเตอร์ เหมือนๆ โปรโมทการให้เช่าพระน่ะค่ะ สองอันนี้จะอยู่ใกล้ๆ กับเคาน์เตอร์ที่มีผ้านุ่งให้ใส่ สำหรับใครที่นุ่งสั้นมานะคะ (แต่ไม่ทราบว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือเปล่าค่ะ)






















มีธูปและที่จุดธูปบริการค่ะ ก็บริจาคตามศรัทธา ที่นี่ให้ใช้ธูปแค่ดอกเดียวนะคะ





















ตอนไปนั่น เป็นช่วงก่อนเทศกาลเข้าพรรษาค่ะ เอกสารก็มีบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องเข้าพรรษาด้วย



















เดินเข้าไปในอาคารก็จะเจอแท่นสำหรับวางเทียน+ดอกไม้ถวายอยู่ตรงกลาง ใกล้ๆ กับทางเข้าค่ะ





















มองไปทางซ้ายมือ ก็จะเจอที่ขายเทียน+ดอกไม้ที่เซ็ตเป็นชุดๆ ไว้ค่ะ




















ราคาก็มีทั้ง 5 เหรียญ (ราวๆ 120 บาท) ก็จะเป็นแค่เทียนในถ้วยแก้ว ถ้าราคา 10 เหรียญ (ราวๆ 240 บาท) ก็จะมีมาลัยคล้องมาให้ด้วย และถ้า 20 เหรียญ (ราวๆ 480 บาท) ก็จะดูอู้ฟู่ขึ้นมาหน่อย เป็นกึ่งๆ เชิงเทียนค่ะ ดอกไม้ประดับก็จะเยอะหน่อย




















เราก็เดินทางสายกลางค่ะ เอาแค่ 10 เหรียญพอ (ที่จริงแล้วไม่มีเงินนั่นเอง )แต่ได้ถ้วยสีเดียวกับแบบ 5 เหรียญมาแฮะ แล้วก็มีที่จุดไฟแบบไฮเทคมาด้วย (ด้ามสีแดงๆ อะค่ะ)



ถ้าซื้อตั้งแต่ 10 เหรียญขึ้นไป สามารถใช้บัตรเครดิตได้นะคะ



















จุดแล้วก็อธิษฐาน ถวายท่านค่ะ




















จากนั้นก็ไปมองไปทางด้านข้างๆ ของวิหารค่ะ (หรือวัดหว่า?) ก็จะเจอพระพุทธรูปทั้งขนาดกลางกับขนาดเล็กเต็มเลย



















ไปสำรวจผนังด้านข้างๆ กันมั่งค่ะ พระพุทธรูปองค์ขนาดกลางและเล็กค่ะ





















เดินลึกเข้าไป จะเจอพระพุทธรูปอีกแบบค่ะ ซึ่งมีทั้งองค์ขนาดกลางและองค์เล็กอีกเช่นกัน




















แต่ละช่วงของผนัง จะเป็นพระพุทธรูปที่มีชื่อแต่ละองค์แล้วค่ะ ซึ่งก็จะเป็นพระที่ปกปักรักษาแต่ละปีเกิด อย่างท่านนี้ Akasagarbha (อ่านว่าอะไรกันนี่?) เป็นผู้คุ้มครองปีเสือและปีวัว ให้บูชาในราคาองค์ละ 88 เหรียญ (ราวๆ 2080 บาท) ค่ะ (คนสิงคโปร์มีเชื้อจีนเยอะอยู่ค่ะ เลยชอบเลข 8 เหมือนคนฮ่องกงเลย)




















ส่วนองค์นี้ก็ Manjusri ค่ะ Manjusri คุ้มครองคนเกิดปีเถาะค่ะ (อ้อๆ องค์เมื่อกี๊คุ้มครองสองปีนะคะ คือปีวัวกับปีเสือ แต่องค์นี้คุ้มครองคนเกิดปีเถาะปีเดียว)























การจะบูชานั้น ไม่ใช่บูชาองค์ขนาดกลางนะคะ เขาให้บูชาองค์ขนาดเล็กไปค่ะ

ซึ่งที่อยู่หน้าแต่ละองค์นั้นก็จะมีแผ่นป้ายอย่างนี้อยู่



ซึ่งจะมีหมายเลขบอกกำกับพระในแต่ละช่อง (พระองค์เล็กที่อยู่รอบๆ องค์กลางน่ะค่ะ)
















เราก็จะเห็นว่า ที่พระองค์เล็กๆ ที่อยู่รายรอบพระองค์ขนาดกลาง ก็จะมีหมายเลขเหมือนในกระดาษนะคะ

















แต่ถ้าดูที่องค์เล็ก ก็จะพบว่า เหมือนกันทุกองค์ค่ะ ไม่ว่าจะอยู่รายรอบพระชื่ออะไรก็ตาม คือท่าทางจะไม่เหมือนองค์ขนาดกลางค่ะ


อย่างรูปนี้ เราก็ถ่ายพระที่อยู่รอบๆ องค์ Manjusri ค่ะ แต่จะเห็นว่าท่าทางไม่เหมือนกันกับ Manjusri นะคะ




















ทั้งหมดนี้จะมี 8 องค์ค่ะ แสดงว่ามีหลายองค์ที่คุ้มครองหลายๆ ปีเกิดค่ะ





















แล้วก็มีที่รับบริจาคอาหารแห้ง สำหรับพระสงฆ์ในช่วงเข้าพรรษาด้วยค่ะ อยู่ในอ่างขนาดยักษ์เลย




















จากนั้นเราก็เดินกลับไปยังประตูทางเข้าค่ะ ถ้าหันหลังให้พระประธาน จะมีทางฝั่งซ้ายมือให้ขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นบนค่ะ ใกล้ๆ ลิฟท์ก็จะมีป้ายบอกว่าแต่ละชั้นมีอะไรอยู่บ้างค่ะ



ชั้นใต้ดิน 2 3 จะเป็นที่จอดรถค่ะ ส่วนชั้นใต้ดิน 1 (B1) จะเป็นห้องประชุมเอนกประสงค์ และ Theatre ค่ะ แต่พนักงานบอกว่ายังไม่เปิด (เราไปเช้าพอสมควรค่ะ แหะๆ เพราะต้องรีบไป ก่อนจะกลับไปร่วมกิจกรรมกับทางโนเกียง่ะ)



















ชั้น 1 ชั้นลอย และชั้นสอง ก็ตามรูปเลยค่ะ












ชั้น 3 ชั้น 4 และชั้นดาดฟ้า ก็ตามรูปเช่นกันค่ะ แต่ชั้นดาดฟ้านี่ เราขึ้นไปได้แค่ชั้น 4 แล้วก็ต้องขึ้นบันไดต่อไปเองนะคะ




















ลิฟท์มีสองตัวค่ะ ซึ่งลวดลายภายในลิฟท์ ก็คงคอนเซ็ปมากๆ



ภายในลิฟท์ก็จะมีป้ายแดงๆ ตัวอักษรเหลือง บอกอีกทีว่า แต่ละชั้นมีอะไรติดไว้ให้ในลิฟท์นะคะ


















ถ้าเราจำไม่ผิด เราขึ้นมาที่ชั้น 3 ก่อนค่ะ เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าชั้น 2 เปิด 09.00 น. ซึ่งตอนนั้นมันยังไม่เก้าโมง

ออกจากลิฟท์เลี้ยวซ้ายก็จะเจอทางเดินอย่างนี้ค่ะ



ซึ่งมองไปทางขวา ก็จะเจอประตูทางเข้าค่ะ ตอนแรกเจ้าหน้าที่บอกว่าชั้น 3 กับ 4 ห้ามถ่ายรูป แต่เราไปเจอป้ายที่หน้าทางเข้าของชั้น 3 บอกว่าถ่ายได้ แต่ห้ามใช้แฟลชค่ะ


















ข้างในก็จะเป็นคล้ายๆ นิทรรศการเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระพุทธศิลป์ต่างๆ น่ะค่ะ



















เข้าไปปุ๊บ จุดแรกเลยจะเจอจุดให้สรงน้ำพระค่ะ แต่ประวัตินี่แปลกดี เราเคยได้ยินแต่ตอนประสูติ มีดอกบัวรองรับ แต่เรื่องนาค 9 ตัวมาพ่นน้ำนี่ เพิ่งจะมาเจอที่นี่แหละค่ะ แถมมีงานสรงน้ำในวันขึ้น 8 ค่ำเดือน 4 ตามปฏิทินจันทรคติอีกต่างหาก (หรือจะเป็นทางมหายานคะ?)






















เดินเข้าไปด้านใน จะเจอกับพระนอนค่ะ โดยเขาก็มีป้ายบอกว่า ปกติพระนอนจะเป็นอย่างองค์จำลองในครอบแก้วนี่
















แต่องค์นี้มีความพิเศษคือ นอนราบเช่นนี้ (ขออภัย เราจำไม่ได้แล้วว่า ปกติถ้านอนราบ และตาปิดสนิท จะเป็นปางปรินิพพาน แต่องค์นี้ไม่แน่ใจค่ะ
วานผู้รู้บอกด้วยแล้วกัน)




















จากนั้นเราก็เดินไปที่ห้องข้างหลังค่ะ เจอ..เอ่อ..เขาเรียกอะไรอะคะ คล้ายๆ ผ้ายันต์ของธิเบตอะค่ะ

















อยากรู้รายละเอียดก็อ่านและแปลเอานะคะ แหะๆ





















จากนั้นก็จะเป็นโกฏิ สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุค่ะ ซึ่งมีทั้งพระบรมสารีริกธาตุที่มาจาก (ขออภัยที่ไม่ขอใช้ราชาศัพท์นะคะ) สมอง ไขมัน ลิ้น เลือด ฯลฯ มากมายเลยค่ะ (บางอันก็น่าจะเป็นแค่พระธาตุหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนะคะ)




















อย่างองค์ที่เราพยายามซูมมาให้ดูนี้ เป็นพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่มาจากเลือดค่ะ























ห้องนี้เป็นส่วนแสดงพระบรมสารีริกธาตุโดยเฉพาะ (หรือเรียกว่าพระธาตุอย่างเดียวก็ไม่แน่ใจ เพราะเค้าใช้คำว่า relic อย่างเดียว)

อ่านเพิ่มเติมจากป้ายแล้วกันนะคะ




















จากนั้นเราก็เดินออก เพื่อจะขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นสี่ค่ะ


แล้วก็เห็นกระทาชายนายหนึ่งกำลังถ่ายรูปการสรงน้ำพระอยู่ เป็นการช่วยยืนยันว่า ถ่ายรูปได้จริงๆ (แต่ห้ามใช้แฟลชค่ะ เพราะหลายๆ อย่างก็เป็นโบราณวัตถุที่มีอายุนานเลย)




















ขึ้นลิฟท์ไปชั้น 4 เลี้ยวซ้ายเหมือนเดิม ก็จะเจอชั้นวางรองเท้าอยู่ทางซ้ายมือค่ะ ต้องถอดรองเท้านะคะสำหรับชั้นนี้ (ชั้นเมื่อกี๊ไม่ต้องค่ะ) เพราะชั้นนี้เป็นห้องที่แสดงพระเขี้ยวแก้วนั่นเอง




















ที่นี่จะมีป้ายห้ามติดไว้หน้าห้องค่ะว่า ห้ามสวมรองเท้าและถ่ายภาพใดๆ ทั้งสิ้นในห้องนี้

เลยได้แค่ถ่ายจากด้านนอกไป 1 ภาพค่ะ แต่ขอบอกว่า ภายในงามมากกกกกกกก สวยมาก และสงบมากค่ะ

ในห้องจะมีพระสงฆ์องค์หนึ่งคอยนั่งดูอยู่ด้วยค่ะ



















หลังจากสักการะเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตนเองแล้ว เราก็ขึ้นบันไดไปยังชั้นดาดฟ้าค่ะ โดยตรงไปที่ประตู Exit นี้แล



















ก็จะเจอบันไดทางขึ้นค่ะ ซึ่งมีเก้าอี้ไฟฟ้า บริการสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการขึ้นบันไดค่ะ (คนพิการหรือคนชรา ฯลฯ)





















ระหว่างเดินขึ้นไป ก็จะมีรูปตอนมีงานอะไรซักอย่างที่หน้าวัดนี้ด้วยค่ะ (ท่านใดทราบแจ้งได้เลยนะคะ)



















พอไปถึงดาดฟ้าปุ๊บ ก็เจอกับสวนหย่อม สวนกล้วยไม้ค่ะ สวยเชียว



















บนนี้จะเป็นที่ตั้งของอาคารหลังหนึ่งค่ะ ซึ่งภายในจะมี (เอ่อ..จำศัพท์ไม่ได้) ที่คล้ายๆ ระฆัง เอาไว้หมุนๆ ที่หมุน 1 รอบเท่ากับสวดมนตร์ 1 รอบน่ะค่ะ ของธิเบตน่ะ เรียกอะไรหว่า?























ซึ่งองค์ใหญ่นะคะ เกือบเต็มอาคารเลย แล้วที่ผนังก็มีพระพุทธรูปเล็กๆ อยู่ค่ะ
















แต่พระที่นี่จะไม่เหมือนที่อยู่ข้างล่างนะคะ มีหมายเลขด้วย คงให้บูชาอีกน่ะแหละค่ะ



















แต่อย่าได้คิดขโมยนะคะ มีคำเตือนไว้เสร็จสรรพเลย หุๆ




















ส่วนกำแพงด้านนอกอาคาร ก็ยังมีพระองค์เล็กๆ สีขาวด้วยค่ะ

















จะเป็นพระลักษณะนี้ค่ะ





















จากนั้นเราก็ลงลิฟท์ไปที่ชั้นสอง เจอดิสเพลย์อย่างนี้อยู่ตรงหน้าห้องก่อนค่ะ


















ชั้นนี้ก็อย่างที่จนท.บอกนะคะ เปิด 09.00 น. แต่เหมือนเป็นร้านจำหน่ายสินค้าต่างๆ และหนังสือมากกว่าอะค่ะ




















จากนั้นก็เกือบได้เวลานัดแล้วค่ะ รีบหูตูบเลย เราตัดสินใจกลับ MRT แทน พอออกจากวัดก็เลี้ยวซ้าย เข้าซอยนี้เลยค่ะ

ถ้าใครมาแถวๆ ไชน่าทาวน์น่าจะพอคุ้นเคยนะ คนไทยนิยมมาซื้อของที่ระลึกกันแถวนี้ค่ะ เพราะราคาค่อนข้างถูก
























ก็เดินเข้าซอยไปเรื่อยๆ ตรงอย่างเดียวก่อนค่ะ ถ้าจำไม่ผิด พอเจอร้านสวัสดีไทยฟู้ดร้านนี้ เราก็เลี้ยวขวาค่ะ (เพื่อความชัวร์ ดูแผนที่เอาแล้วกันนะคะ)




















แล้วก็ผ่านร้านหนึ่ง เลยแวะซื้อแบต (เพราะทำท่าจะหมด แหะๆ กลัวอยู่ไม่ครบทั้งวัน) ซึ่งร้านนี้อะค่ะ ที่ฟันอิชั้นหัวแบะไป (ซื้อสนามบินถูกกว่านะคะ)




















จากนั้นก็เดินตรงยาวววววว จนเจออาคารสีสวยๆ สองหลังนี้ค่ะ



















ก็เลี้ยวซ้าย เจอทางลง MRT สถานี Chinatown แล้วค่ะ



ทางที่ลงนั้น เป็น Exit A นะคะ





















เราต้องนั่งสายสีม่วงไปลง Outram Park แล้วเปลี่ยนสีเขียวไปลงซิตี้ฮอลล์

หรือจะนั่งสายสีม่วงไปลง Dhoby Ghaut แล้วเปลี่ยนสีแดงไปลงซิตี้ฮอลล์ก็ได้เหมือนกันค่ะ























โดยสรุปแล้ว สำหรับที่นี่ เราก็ชอบนะคะ รู้สึกว่าไม่เสียดายเวลาที่ได้ไปง่ะ ตัวห้องที่เป็นที่ประดิษฐานของพระเขี้ยวแก้วงามมาก (ชั้น 4) ตัวชั้นดาดฟ้า ก็โปร่งๆ สวยดีค่ะ ตัวองค์ระฆังก็ดูขลังดี

การเดินทาง ถ้าสะดวกนั่งรถไฟใต้ดิน ก็ถือว่าเดินไม่ไกลมากค่ะ (แต่นั่งรถเมล์จะเดินใกล้กว่า แหะๆ)





ก็หวังว่าคงจะพอเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่จะเดินทางไปสิงคโปร์บ้างนะคะ


















สุดท้ายนี้ก็ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาชมรีวิวนะคะ

407852/4283/377










Create Date : 28 กันยายน 2552
Last Update : 28 กันยายน 2552 9:14:44 น. 31 comments
Counter : 8463 Pageviews.

 
เมืองเขาสะอาดจิงๆ ไม่เห็นขยะสักชิ้นเลย


โดย: ปลายเทียน วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:9:38:20 น.  

 



ชมเพลินกับรีวิวที่ละเอียดมากๆ
เป็นประโยชน์สำหรับดี.ที่อยากไป
แต่ยังไม่มีโอกาสซ๊าทีมากๆเลยค่ะ
กิจกรรมทางศาสนาเค้าคล้ายบ้านเรานะคะ
(หรือเราคล้ายบ้านเค้า)
แต่ที่แน่ๆ รู้สึกว่า
เทียนกับดอกไม้ที่เป็นเซ็ท เก๋ดีนะคะ
แถมยังใช้บัตรเครดิตได้อีก







โดย: d__d (มัชชาร ) วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:9:46:11 น.  

 
ขอบคุณคุณไกด์สาวที่นำเที่ยวครับ


โดย: Zantha วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:9:52:52 น.  

 
ครั้งก่อนไปไม่ได้แวะเลยค่ะเพราะว่าเค้าพาไป
แอ่วที่อื่น แต่จะจดไว้ค่ะถ้าหากว่ามีโอกาส
ได้เดินทางไปเที่ยวเอง เพราะจะว่าไป
SQ เป็นประเทศหนึ่งที่เราว่าเที่ยวง่ายนะคะ
และก็สะดวกด้วยเพราะคนเค้าพูดภาษาอังกฤษ
กันได้เยอะแล้วอีกอย่างทุกอย่างก็เอื้อ
ไปหมด ซื้อตั๋วรถใต้ดินกับรถเมล์ก็ไม่ลำบาก
แต่ว่าก็แอบสั่นๆ เหมือนกันตอนลองซื้อตั๋วเอง
ที่ตู้คะ ดีว่าไปกัน 4 คนเลยช่วยกันดู
เป็นอะไรที่ชอบเหมือนกันคะสำหรับการไปเที่ยว
แบบนี้เน๊าะ ยิ่งได้ไปฟรีแล้วยิ่งชอบคะ
ว่าไม๊ค่ะ 55+


โดย: JewNid วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:11:08:58 น.  

 
ตอนที่ไปหนก่อนโน้นพอดีงานมันเสร็จเร็วนะคะ
เค้าก็เลยมีการแบ่งกลุ่มไปกันสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งก็ไปช้อปปิ้ง
Ikea กันคะ เราเองแบบว่าไม่มีอะไรจะซื้อก็เลยเลือก
จะไปเดินเล่นดีกว่า แล้วกลุ่มเดินเที่ยวเค้าก็แบ่งคนไปอีก
เราก็เลือกไปเที่ยวแถบ China Town น่ะคะ ก็เป็นการ
ไปเที่ยวแบบสนุกดีเพราะว่าแต่ละคนที่ไปก็เฮฮากับการถ่ายรูป
เดินชมของ (อย่างเดียว) ...

ไปเดินเล่นก็เฮฮา แต่ว่าลืมเวลา กลับมาลงสถานีรถก็ผิดอีก
กว่าจะเดินกลับ รร. ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบแฮ่ๆ เพราะว่า
เย็นวันนั้นทางโนเกียเค้านัดทางข้าวน่ะคะแล้วก็พาไปชม
Musical ในโรงละครหนามทุเรียนน่ะคะ ... เรียกว่าสุดยอด
ไปดูแล้วประทับใจเพราะว่าเป็นการเต้น เน้นสนุกล้วนๆ เลยค่ะ


อีกวันตอนเที่ยงเค้าก็พาเราออกไปทานข้าวกลางวัน
ที่ Little India จำไม่ได้ว่าร้านชื่ออะไรแต่ว่าอร่อยมากๆ ค่ะ
หลังจากนั้นเค้าก็พาไปเที่ยว Toy Museum ตะลึงค่ะ
เพราะว่ามันเยอะมากเจ้าของเค้าก็รวยเละจริงๆ นะคะ
ซื้อของเล่นมาเก็บสะสม แพงมากๆ แล้วก็นำเอามาเปิดเผย
ให้กันเรียกว่าบางอย่างเห็นแล้วก็ได้แต่ร้อง ว้าววววววว เลยคะ

ว่าแล้วอยากมีโอกาสไปตะลุยเมืองลอดช่องอีกจัง
อยากไปเดินเล่น .. พักผ่อนแบบนี้กำลังดีเลย ...


โดย: JewNid วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:12:18:57 น.  

 
ใช้ธูปแค่ดอกเดียวเองหรอคะ

แฮ่ะๆ เหมือนไหว้ศพเลยค่ะ


โดย: อาราเล่ กะ กั๊ตจัง วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:12:40:17 น.  

 
เดี๋ยวคอยลุ้นนะคะว่าปีหน้าเค้าจะพาไปไหน
แต่ว่าเค้าจะให้เราไปด้วยหรือเปล่านี่สิค่ะ น่าลุ้นกว่า 555+
ของเราขอได้คิดเล่นๆ น่ะค่ะว่าจะได้ไปไหนแต่ไม่ว่า
จะไปที่ไหน ก็ได้แต่แบบว่าดีไปโม้ดเลยค่ะ เพราะพอช่วง
ไม่ได้เที่ยวแล้วมันเหมือนขาดๆ อะไรไป แต่ว่าถ้าทุรังไป
ก็ทำให้ขาดเงิน ขาดทรัพย์ไปด้วยอีกล่ะคะ 55+
เลยต้องคอยระวังไว้เลยว่า ต้องไม่ไป เพราะกินแกลบแทน
แน่นอนเลยค่ะ


โดย: JewNid วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:12:55:41 น.  

 
สวยจังถ้ามีโอกาสไปที่นั่นต้องไปชมแน่นอน ขอบคุณข้อมูลดีๆนะคะ


โดย: Thairabian วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:12:59:16 น.  

 
สวยมากเลยค่ะ วัดไฮเทคสุด ๆ บรรยากาศต่างจากวัดบ้านเราลิบลับเลยเนอะ
ขอบคุณที่เก็บบรรยากาศมาฝากค่ะ


โดย: คุณย่า วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:13:01:17 น.  

 
คริๆ ถ้าได้ก็ดีเลยค่ะ ... แต่ว่าถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
เพราะว่าเค้าก็คงจะหาคนใหม่ๆ หน้าใหม่ๆ เพราะว่าช่วงนี้
บล็อกเราหนืดๆ ค่ะ ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆ เพราะว่า
เราเข้าบ้างไม่เข้าบ้าง มันหายไปหน่อย เค้าก็คงจะค่อยๆ
หาคนที่แบบว่าคนเข้าเยอะหน่อยนะคะ เพราะว่า
จะได้โฆษณาหรือว่าเขียนได้ทั่วถึงกันค่ะ


ทานกลางวันหรือยังค๊า... เรากำลังจะออกไปล่ะคะ
วันนี้ว่าจะไปซื้อข้าวซอยร้านประจำค่ะ แบบว่าอยากกิน
ข้าวซอยไก่น่ะคะเพราะว่าไม่ได้กินนานแล้ว แบบว่า
ปกติจะกินแต่ลูกชิ้น (เนื้อ) .. วันนี้อยากไก่ ... แต่คิดดูก่อน
เพราะว่าสามารถเปลี่ยนใจได้เสมอค่ะเรา 555+


แล้วจะทานเผื่อนะค่ะ


โดย: JewNid วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:13:08:09 น.  

 
ชอบเซ็ทดอกไม้ที่เอาไว้ไหว้พระน่ะค่ะ สวยดี ลมพัดเทียนก็ไม่ดับ ไอเดียเข้าท่ามากๆ แต่ก็แพงนะคะ ดูแล้วไม่น่าจะลงทุนขนาดนั้น แต่เค้าคงเอากำไรไปบำรุงวัดให้สวยอย่างที่เราเห็น


โดย: อ้อ (sandseasun ) วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:13:57:50 น.  

 
คุ้นๆนะ อ้อเคยไปมาแล้ว อิอิ แอบย่องๆมาดูห้องหนังสืออ่ะสาวไกด์..


โดย: ตัวp_box วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:14:00:40 น.  

 
ที่สิงคโปร์เนี่ยมีวัดแบบไทยๆไหมครับ?
อยากรู้อ่ะครับ


โดย: ไอซ์คุง (ปีศาจความฝัน ) วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:15:43:18 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

แวะมาไหว้พระเขี้ยวแก้วค่ะ
ขอบคุณที่นำภาพงามๆ มาฝากจ้า


โดย: อุ้มสี วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:16:25:33 น.  

 
มาทักทายพร้อมส่งหลังไมค์ค่ะพี่ คิดถึงพี่นะค่ะ สาวยังยุ่งนิดหน่อย


โดย: sawkitty วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:16:35:12 น.  

 
...


+ อืมมม... เวลาเห็น วัด หรือสถานที่ไหน ที่จัดชุดธูปหรือดอกไม้ ไว้ให้บูชา พระพุทธรูป ภายในในราคาและรูปลักษณ์ที่จัดว่าเิกินเหตุเกินสมแล้ว

ผมมักจะสะเหร่อนึกไปว่า... มันเกินไปป่าวเนี่ย?


+ สวยดีอ่าครับ


+ ที่พี่ว่าซื้อแบตฯใหม่นี่

หมายถึง แบตฯกล้อง เหรอครับ?

ซื้อกันง่ายๆงี้เลยฤา? มันแพงหนิครับ

หรือใช้แบบ เอเอ?





โดย: The Legendary Midfielder วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:16:55:37 น.  

 
ว้าว ! ว้าว ! น่าไปจังค่ะ

จะรอพี่สาวไกด์ฯ แวะไปคุยเรื่องลับแล, แก่งคอยนะคะ


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:17:27:02 น.  

 
วัดบ้านเขาดูโล่ง ๆ ดีนะค


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:18:06:55 น.  

 
ว้าว การคมนาคมของเขาก็พัฒนาไปเรื่อย ๆ เลยนะค่ะ ขนาดตอนนั้นก็ว่าเลิศแล้ว แต่โอ๋ว่าตอนนี้เยี่ยมเลย ตอนนั้นที่ไปแล้วชอบที่สุดก็ตรงที่ ถ้าขึ้น รถไฟแล้วไปต่อรถบัส จะได้ลดราคา 0.25 เหรียญหรืองัยนี่หล่ะค่ะ ถ้านั่งต่อไปเรื่อย ๆ ราคาก็จะถูกลง แบบว่าเที่ยวทั้งวันไม่เปลืองตังค์ค่าเดินทางเท่าไหร่เลย

วัดนี้ยังไม่เคยไปเลยค่ะ จำได้ว่าไปวัดที่มีเจ้าแม่กวนอิมพันมือ ที่อยู่ติดกับวัดแขก น่าแปลกแท้ สองศาสนาแต่อยู่ติดกัน รู้สึกกำแพงก็น่าจะติดกันซะด้วย ไม่แน่ใจไปมานานแล้วจริง ๆ นะเนี่ย

ขอบคุณมากเลยค่ะสำหรับคำแนะนำเรื่องการเดินทาง คงจะต้องสลับอย่างที่พี่แนะนำมา จะรอเรื่องชื่อที่พักที่ภูชี้ฟ้านะค้า


โดย: oa (rosebay ) วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:21:18:09 น.  

 
ตอบคำถามจากในบล็อกนะครับ


กรุงเทพฯและอยุธยาไม่มีทรัพยากรหลายอย่างนะครับ อย่างน้อยก็ไม่มีดีบุกหละ ดังนั้นการแลกเปลี่ยนมันเป็นสิ่งที่จำเป็น (เหมือนกับโลกปัจจุบัน) ทว่าในประวัติศาสตร์ที่เราเรียน รัฐชาติแบบอดีตในสมัยมักถูกลืม ถูกเมิน ไม่ค่อยกล่าวถึงสักเท่าใดนัก (เช่นเราไม่รู้ด้านมิติเศรษฐกิจระหว่างไทยกับพม่า เพราะเราสนใจแต่ในแง่มิติความเป็นศัตรูมากกว่า)

อยุธยากับรัตน โกสินทร์ตอนต้นคอนเซปท์เกี่ยวกับรัฐชาติยังไม่ชัดเจน ผมเชื่อว่าสมัยนั้น คนแถวบ้านผมที่พิษณุโลก เขาก็อาจจะไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนสยามก็ได้ ดังนั้นลักษณะความสัมพันธ์ึจึงเป็นแบบ เมืองไหนยิ่งใหญ่ก็ไปขอภักดีเมืองนั้น กรุงอังวะเป็นใหญ่เมื่อไหร่ เมืองส่วนใหญ่ก็โอนไปทางนู้น สยามแข็งแกร่งก็เอียงกลับมาที


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:22:15:18 น.  

 
มีคนแย้งเรื่องชาตินิยมของญี่ปุ่นไว้ในข้อความที่ 197 ในกระทู้นั้น ผมขอก็อปมาดังนี้ (โดยไม่ได้อีดิทเท็กซ์)

คห 188

ไม่ใช่เพราะชาตินิยมเหรอครับ ที่ทำให้ญี่ปุ่นเจริญรุดหน้าได้ขนาดนี้?

< ผมเบื่อมาก เวลาที่มีคนเรียกร้องชาตินิยมกับคนไทย แล้วชอบยกตัวอย่างญี่ปุ่น เพราะเป็นการเข้าใจอะไรแต่เปลือกนอก ไม่ได้เข้าไปดูอะไรถึงข้างใน

ขอโทษนะครับ มันเป็นแนวคิดที่ไม่มีการอัพเดททางประวัติศาสตร์อะไรซะเลย ถ้าพูดประโยคนี้ ตอนสมัยก่อนสงครามโลก ก็ยังน่าเชื่ออยู่

ตอน นี้ผมอยู่ญี่ปุ่น ครั้งนึงคนญี่ปุ่นเคยถามผมว่า คนไทยมีภาพเกี่ยวกับคนญี่ปุ่นในหัวยังไงเหรอ ผมตอบเขาไปว่า "คนญี่ปุ่นรักชาติ ใช้แต่ของประเทศตัวเอง"
เขาส่ายหัวแล้วบอกว่า "ไม่จริงอ่ะ เพราะของญี่ปุ่นมันดีจริง เราเลยใช้ ไม่ใช่เพราะเรารักชาติ" และหลายๆ คน ตอบมาแบบนี้

ถ้า เทียบกับเมืองไทยแล้ว ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ ยิ่งกว่า ประเทศไทยเสียอีก ทั้งเรื่องอาหารการกิน เรื่องวัฒนธรรม เรื่องดนตรีก็เหมือนกัน (ว่าแล้วก็อิจฉาคนญี่ปุ่นที่ไปต่อแถวซื้อ CD The Beatles ฉบับรีมาสเตอร์ ฮ่า) เขารับมาเต็มที่โดยที่ไม่มัวมานั่งกลัว ว่าญี่ปุ่นแท้ๆ จะหายไป แล้วสุดท้าย ของญี่ปุ่นก็ไม่เคยหายไป เพราะเขามีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา

ญี่ปุ่นผลิตสินค้าดีเพราะเขาเอา ของที่ดีมาบริการให้ลูกค้า ด้วยความเชื่อว่าทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุดตามหน้าที่ตัวเอง ทำสิ่งที่ดีที่สุด

เล่นกีฬาก็ต้องทำให้ดีที่สุด ทำอาหารก็ต้องทำให้ดีที่สุด ทำอะไรก็ต้องทำให้ดีที่สุด

ใน ช่องทีวีของญี่ปุ่น ละครญี่ปุ่น มีแต่เรื่องของคนที่ผ่านความยากลำบากมาก่อน นักกีฬาที่เคยแพ้ คนป่วย คนพิการที่ทำตามความฝันไม่ได้เต็มที่

แต่เพราะความพยายามลองผิดลองถูก ไม่เคยท้อถอย ถึงประสบความสำเร็จ ผมว่าตรงนี้ต่างหาก ที่ทำให้ญี่ปุ่นเจริญ พวกบริษัทญี่ปุ่นที่ใหญ่ อยู่มาเป็นร้อยปี ไม่มีบริษัทไม่เคยเจ๊ง บางบริษัทเริ่มมาจากร้านเล็กๆ ธรรมดาๆ

ญี่ปุ่นเคยถูกฝรั่งดูถูก เลยต้องแสดงให้ฝรั่งเห็นว่าถึงเป็นคนเอเชียก็สามารถไปไกลเหมือนฝรั่งได้ ญี่ปุ่นเคยแพ้สงคราม แต่เพราะความมีระเบียบวินัย กับความเชื่อมั่นว่า "ตัวเอง" คนตัวเล็กๆ ก็สามารถเอาชนะได้ทุกอย่างไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรก็ตาม ถ้ายังไม่ตายก็ต้อง "พยายาม" ต่อไป ส่วนเรื่องประเทศชาติ มันก็สำคัญ แต่ที่สำคัญคือความพยายามด้วยตัวเอง เขายกย่องคนธรรมดาอย่างนักเขียน นักกวี นักการศึกษา หมอ ที่ทุ้มเท เพียรพยายามด้วยตัวเอง แล้วค่อยมาทำคุณประโยชน์แค่ประเทศ ไม่ใช่คนที่มีอำนาจบารมี มีเงิน

ไม่ ใช่ความน้ำเน่าลมๆ แล้งๆ เอาความเชื่อมาไว้ก่อน บอกให้รักกันๆ เพื่ออะไรก็ไม่รู้ทั้งๆ ซึ่งเอาเข้าจริงถ้าไม่ build ก็ไม่อินกัน นั่งอยู่เฉยๆ แล้วมามัวแบ่งเขาแบ่งเรา แบบ "ชาตินิยม" ของแถวๆ นี้หรอกครับ

ถ้าคุณมองว่าญี่ปุ่นชาตินิยมจริง ก็ขอให้ "ชาตินิยมแบบญี่ปุ่น" จริงๆ ด้วย ไ่ม่ใช่มองแค่เปลือกตามบริบทไทยๆ

<<<<<<<<คงจะดูปัญญาอ่อนเกินไป ถ้าจะระบุว่า ชาตินิยม ทำให้เกิดสงคราม

< ไม่ ปญอ อ่อนหรอกครับ กลับไปดูประวัติศาสตร์ดีๆ ไม่ใช่เพราะชาตินิยมเหรอที่ทำให้เกิดสงครามโลกทั้งสองครั้ง? ไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหาภาคใต้เหรอครับ? มองให้ดี ๆ

โฆษณาของภาครัฐ บอกใ้ห้คนไทยรักกัน ผมบอกตามตรง ผมไม่รักคนไทยคนอื่นนอกจากคนที่ผมรู้จักหรอกครับ เพราะคนอื่นก็เป็นคนอื่น สู้มาบอกว่าให้มองคนอื่น ดั่งที่เขาเป็นมนุษย์ด้วยกัน ปฎิบัติต่อกันด้วยความเคารพต่อกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เห็นแก่ตัว อย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ยังจะีดีกว่า

ไม่เกี่ยวกับประเด็นในกระทู้เลย แต่แค่อยากให้มองอีกมุมนึง

หวังว่า ผมคงไม่ถูกค่อนขอดว่านั่งอยู่เฉยๆ หลังคอม แต่ไม่ทำอะไรเลยนะ


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 28 กันยายน 2552 เวลา:22:22:41 น.  

 
^
^
ตอบนะจ๊ะ

แต่การไม่มีดีบุก ไม่ได้หมายความว่าอยุธยาและกรุงเทพฯ จะอยู่ไม่ได้นี่นา ทรัพยากรที่จำเป็นอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ก็มีค่อนข้างครบถ้วน ไม่ได้หมายความว่า ถ้าไม่มีการแลกเปลี่ยนแล้วจะอยู่ไม่ได้ หรือ..ถ้ามีการแลกเปลี่ยน หมายถึง เท่ากับอยู่ไม่ได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่เหรอ?
(หรือตีความว่า ประเทศไหนที่ต้องมีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรกับประเทศอื่น เท่ากับอยู่ด้วยตนเองไม่ได้ ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่มีเมืองไหนอยู่ได้หรอก เพราะไม่มีเมืองไหนมีทรัพยากรครบถ้วนสมบูรณ์พร้อมขนาดไม่ต้องแลกเปลี่ยนกับที่ไหนเลยน่ะ)

แต่มันไม่ใช่การสรุปว่า

หากมองจริง ๆ แล้วอยุธยาและกรุงเทพฯ ไม่สามารถยืนอยู่ได้บนลำแข้่งตัวเอง

ได้หรอกนะ



ถูกที่คนพิษณุโลกก็มีโอกาสคิดว่าไม่ใช่คนสยาม เช่นกันกับคนล้านนาน่ะแหละ ไม่แปลกนี่นา ว่าแต่..มันเกี่ยวข้องกับประเด็นที่พี่แย้งยังไงเนี่ย?





ส่วนเรื่องญี่ปุ่น ก่อนที่ญี่ปุ่นจะพูดได้ว่า "เพราะของที่ญี่ปุ่นผลิตเป็นของดี จึงใช้" ก่อนหน้านั้นมันถูกปลูกฝังด้วยการใช้แต่ของที่ผลิตในประเทศตนเองก่อนนี่นา พอถูกปลูกฝังให้ใช้แต่ของที่ผลิตในประเทศ แน่นอนว่า มีผู้บริโภคจำนวนมาก ผู้ผลิตก็มีโอกาสที่จะพัฒนาตนเองต่อไปได้ พัฒนาสินค้าได้ จนท้ายที่สุดสินค้านั้นก็มีคุณภาพที่ดี ส่งออกได้ คนในชาติก็แทบไม่จำเป็นต้องไปบริโภคสินค้าจากประเทศอื่น (เกาหลีก็เป็นอย่างนี้หนะแหละ)

ส่วนเรื่องการรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้าไป พี่ว่าต้องแยกพอสมควรนะ ระหว่างสินค้าทางวัฒนธรรม กับสินค้าที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตน่ะ แต่อย่างที่บอก ญี่ปุ่นเองก็รับวัฒนธรรมของตะวันตกเข้าไปเยอะ คือไม่ได้ปิดกั้นตัวเอง แต่เรื่องปลูกฝังชาตินิยมน่ะมีแน่ การแค่ถามคนญี่ปุ่น แล้วเขาปฏิเสธ อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์หรอกนะ

เหมือนประเทศไทยหนะแหละ ถามแค่ไม่กี่คน จะมีกี่คนที่วิเคราะห์ประวัติศาสตร์ไทย ความเป็นชาติไทยอย่างที่เราวิเคราะห์กันอยู่?


ไอ้เรื่องที่ไปแปะว่าชาตินิยมแบบญี่ปุ่นน่ะพี่เห็นด้วยในหลายๆ เรื่อง การใช้ชาตินิยมไปในทางที่ถูกต้องก็เป็นสิ่งทีดี (ทุกสิ่ง ทุกความคิด ถ้าเอาไปใช้ในทางที่ถูกต้อง มันก็ดีทั้งนั้นแหละ) ซึ่งชาตินิยมในแต่ละที่ แตกต่างกันน่ะ อย่างชาตินิยมแบบญี่ปุ่นกับแบบเยอรมัน ก็มีผลที่แตกต่างกันอยู่นะ มันอยู่ที่วิธีใช้ด้วยแหละ


เดี๋ยวพี่ขอไปค้นหนังสือก่อน เพราะพี่อ่านมาอย่างนั้นนะ แล้วจะมาคุยด้วยอีกที (ในส่วนของการปลูกฝังค่านิยมชาตินิยมของญี่ปุ่นน่ะ)



ส่วนเรื่องชาตินิยมทำให้เกิดสงคราม อันนี้มันแน่อยู่แล้ว เพราะหลายๆ ประเทศก็ใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือน่ะแหละ




สรุปแล้ว..พี่ไม่ได้ว่า ชาตินิยมเป็นเรื่องไม่ดี

แต่อยู่ที่วิธี และคนที่ใช้มันต่างหาก


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:8:53:10 น.  

 
สวัสดีตอนเที่ยงค่ะ
อ่านเพลินเลยค่ะ บ้านเมืองเค้าสะอาด มีแต่ที่น่าไปเที่ยวทั้งนั้น


โดย: กล้ายางสีขาว วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:12:23:09 น.  

 
หวานเย็นจะตั้งหน้าตั้งตารอพี่สาวไกด์แวะไปคุยนะคะ


โดย: หวานเย็นผสมโซดา วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:17:07:50 น.  

 
เห็นแล้วก็อยากไปจัง

ขอตามไปเที่ยวด้วยคนน๊าคร๊า


โดย: INGING777 วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:17:35:29 น.  

 
ขอตามไปเที่ยวด้วยคนนะค่ะ รูปเยอะมีจริง ๆเลยค่ะ ชอบดู


โดย: ps_2a วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:19:29:50 น.  

 
อ่านเรื่องวัดพระเขี้ยวแก้วว่าเพลินแล้ว อ่านที่คุณสาวไกด์คุยกับน้องดองยิ่งมันส์กว่า แม๊... ถกกันได้เนื้อหาสาระจริงๆ

ผมชอบดอกไม้ เทียนถวายของเค้านะครับ เก๋ดี แถมซื้อเยอะรับบัตรเครดิตอีกต่างหาก ชนะเลิศศศศ


โดย: แฟนผมตัวดำ วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:21:39:02 น.  

 
ขอตามไปเที่ยวด้วยคนนะค่ะ
รูปสวยๆทุกรูปเลยค่ะ


โดย: somphoenix วันที่: 29 กันยายน 2552 เวลา:22:22:38 น.  

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


แวะมาทักทายกันวันสุดท้ายของเดือนจ้าครูเต้ย



โดย: หอมกร วันที่: 30 กันยายน 2552 เวลา:8:01:59 น.  

 
+ อะเจ๊ยยยย บัตรเติมเงินรถใต้ดินของสิงคโปร์มันไม่มีวันหมดอายุเหรอครับเนี่ย? ของพี่คืนไปเรียบร้อยแล้อ่า เพราะไม่รู้จะมีโอกาสได้ไปอีกทีเมื่อไหร่

+ อุ๊ย! รู้สึกโรงแรมครูเต้ยจะอยู่ใกล้ๆ กับที่พี่เคยพักเลยครับ เพราะวิวโดยรอบคุ้นๆ ตามากมาย

+ พอดีวัดแบบนี้ บ้านเราก็มีค่อนข้างเยอะ เลยไม่ค่อยน่าตื่นเต้นเท่าไหร่เนอะครับ แบบว่าเป็นของคุ้นๆ ตาเกือบทั้งนั้นอ่า


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 6 ตุลาคม 2552 เวลา:14:51:18 น.  

 
สวยมาก


โดย: กาย IP: 203.144.144.164 วันที่: 18 มีนาคม 2553 เวลา:17:48:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

สาวไกด์ใจซื่อ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 202 คน [?]




ชอบอ่านหนังสือและดูหนังค่ะ ตอนนี้ทำงานด้านการท่องเที่ยวอยู่ นิสัยดีบ้างร้ายบ้าง แล้วแต่สภาวการณ์และคนที่เจอ


เนื้อหาและรูปภาพทั้งหมดในบล็อกสงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ไม่อนุญาตให้นำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบล็อก


ติดต่อเจ้าของบล็อกได้ที่ theworpor@yahoo.com
หรือ
https://www.facebook.com/saoguide






Group Blog
 
<<
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
28 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add สาวไกด์ใจซื่อ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.