" เรื่องราวต่างๆเป็นดั่งทองคำในเทพนิยาย เมื่อคุณแจกจ่ายไปมากขึ้น คุณก็ได้รับกลับมามากขึ้น " พอลลี แมคไกวร์
Group Blog
 
 
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
11 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
0084. CELEBRATION OF FOOLS : 1 ใน 109 หนังสือควรอ่าน จาก นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร






Celebration of Fools: An Inside Look at the Rise and Fall of JCPenney by Bill Hare
Publisher: AMACOM/American Management Association; 1st edition (June 2004)
ISBN-10: 0814471595
Format: CHM
0,7 Mb size
304 pages

Former corporate speechwriter Hare presents an unvarnished look at the J.C. Penney Company, a truly American saga that parallels U.S. business history itself. Hare looks at the company from its beginning in 1902 as a dry goods store, through its rise into a successful chain of full-service department stores rivaled only by Sears, Roebuck, to its fall into bankruptcy in the 1990s due to corporate bungling. But his narrative is based on individual portraits of the men who first developedand who, he says, later betrayedthe company's "revolutionary concept": "letting stores be driven by clever individuals whose long hours of work would include a 'solicitous interest' in the well-being of the store's surrounding community." Hare crafts excellent portraits ranging from founder J.C. Penney, a "gutsy risk taker," to the company's prebankruptcy leader, Jim Oesterreicher, "a man clearly in over his head as CEO." He also captures how women such as Gail Duff-Bloom had to fight to rise to positions of influence within a male-dominated corporate culture. The weakest parts of the book are its first few chapters, featuring Hare's dramatization of the company's early years: his creation of incidents and dialogue to create "reasonable reflections" based on available historical records fall flat. But the rest of the narrative, for which Hare interviewed firsthand participants, effectively recreate key incidents, such as charismatic Penney CEO Bill Howell making his unexpectedly thrilling 1993 speech on corporate sexism to the Ladies Professional Golf Association.

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2547 ในการประชุมคณรัฐมนตรี (การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่จังหวัดลำพูน) ได้แนะนะหนังสือ ชื่อ Celebration of Fools: An Inside Look at the Rise and Fall of JCPenney by Bill Hare...

" รัฐบาลชุดนี้เริ่มต้นด้วยการ ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง
ทั้งในแง่ความสนใจ ความจำเป็น...
ขอให้ระวังว่า เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว
จะอดนำตัวเอง เป็นศูนย์กลางไม่ได้
แล้วถึงจุดนั้น ปณิธานเดิมก็จะลดลงไป"


Create Date : 11 มีนาคม 2551
Last Update : 11 มีนาคม 2551 14:33:02 น. 2 comments
Counter : 640 Pageviews.

 
จากข้อเตือนใจ "Celebration of Fools" "โอหัง" แล้ว "เจ๊ง ถึงท่าที"อัดยับขาประจำ" ภาพแตกต่าง 2 ด้านของ"ทักษิณ"

บทความพิเศษ มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 02 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1246

ประเด็นเล็กๆ จากคำแถลงของ นายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่ จ.ลำพูน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน น่าสนใจอย่างยิ่ง

นายจักรภพ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้แนะนำหนังสือ Celebration of Fools : An Inside Look at the Rise and Fall of JCPenney โดย Bill Hare ให้รัฐมนตรีอ่าน

ที่ พ.ต.ท.ทักษิณแนะนำให้อ่านเพราะผู้เขียน เขียนจากประสบการณ์การทำงานกับเจ้าของร้านเจซีที่เป็นเครือที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มต้นจากร้านเล็กๆ โดยใช้หลักสร้างความไว้วางใจ และความมั่นใจแก่ลูกค้า แต่หลังจากเปลี่ยนผู้บริหาร มีการเปลี่ยนแนวเป็นเพื่อมุ่งยอดขาย และกำไร และโอหังในตัวเป็นอย่างมาก ทำให้ร้านไม่ประสบความสำเร็จ จนต้องเลิกกิจการไป

"พ.ต.ท.ทักษิณให้สติกับรัฐมนตรีว่า รัฐบาลนี้เริ่มต้นจากการใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ก็ขอให้ระวังว่า เมื่อเวลาผ่านไปหากไม่เลิกคิดที่จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางไม่ได้ ความนิยมของรัฐบาลก็จะลดลง"

พิจารณาตามถ้อยแถลงของนายจักรภพ ในแง่ "บวก" ดูเหมือนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะมองเห็น "จุดอ่อน" ของรัฐบาล รวมถึงอาจจะมองเห็นจุดอ่อนในสไตล์การบริหารของตนเอง ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา

นั่นคือ ใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางในการบริหาร จนนำไปสู่การกล่าวหา ว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ทวีความ "เบ็ดเสร็จเด็ดขาด" ยิ่งขึ้นทุกที

ซึ่งความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น นำไปสู่ความหวาดระแวง ว่าจะเกิดสภาพ "เผด็จการประชาธิปไตย" ขึ้น

จึงถูกต้องแล้ว ที่จะมีการเรียกร้องให้รัฐมนตรีทั้งหลาย ตระหนักถึง ให้ "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง"

ไม่ใช่ "รัฐบาลเป็นศูนย์กลาง" เสียเอง

แต่ก็มีคำถามติดตามขึ้นมาโดยพลันว่า สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ นำไปแนะนำแก่คณะรัฐมนตรีนั้นเป็นการพูดเพราะเชื่อตามนั้นจริงๆ

หรือ แนะนำเพียง แค่แนะนำ

เพราะเอาเข้าจริง ดูเหมือนว่าทิศทางของรัฐบาลและ พ.ต.ท.ทักษิณ ดูจะไปในทิศทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่แนะนำอยู่อย่างมาก

สภาพการเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ที่สดๆ ร้อนๆ ก็คือท่าทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีต่อการสัมมนา สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเรื่อง "การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น" ที่ออกไปในเชิงเป็นปฏิปักษ์แทบจะสิ้นเชิง

ทั้งที่เมื่อพิจารณาเนื้อหาโดยโยนิโสมนสิการ แล้ว มีหลายประเด็นที่จะเป็นประโยชน์แก่รัฐบาลเสียด้วยซ้ำ

ตัวอย่างเช่น การที่ นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานสภาที่ปรึกษาฯ ได้ชี้ว่า ขณะนี้การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นโดยใช้กลไกรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่เพียงพอ

จะต้องสร้างกลไกขึ้นมาคานอำนาจและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of interest) ที่เห็นอยู่ตลอดเวลา

โดยได้เสนอ 6 แนวทางในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น คือ 1.ไม่ควรมองปัญหาคอร์รัปชั่นแยกส่วนจากปัญหาอื่นๆ เพราะคอร์รัปชั่นมีความเชื่อมโยงกับปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน และการเมือง

2. ต้องระบุให้สังคมรับทราบว่าอะไรบ้างที่เป็นการคอร์รัปชั่น แจกแจงและยกตัวอย่างให้เห็น

3. สร้างกลไกข้อมูลข่าวสารที่โปร่งใส ความลับของทางราชการไม่ใช่ความลับหมดทุกเรื่อง หรือการจะเปิดเผยอยู่แค่ดุลยพินิจของหน่วยงาน หรือเจ้าหน้าที่บางคน เพราะจะยิ่งทำให้แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ยากขึ้น เอกสารราชการส่วนใดที่เปิดเผยได้ควรดำเนินการเพื่อป้องกันคอร์รัปชั่นได้ตั้งแต่ต้น รวมทั้งสร้างกลไกให้ประชาชนตั้งคำถามได้ในกรณีที่มีการส่อแววทุจริต นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกลไกที่รัฐสร้างขึ้น เพื่อให้โปร่งใสทั้งการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน และรายงานต่อสาธารณะ การเปิดเผยจำนวนเงิน และบริษัทที่ให้การสนับสนุนพรรคการเมือง ฯลฯ กลไกเหล่านี้สร้างมาแล้วยังมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพหรือไม่

4. ต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทำให้เป็นวาระของประชาชนไม่ใช่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเดียว

5. ต้องมีสื่อที่อิสระ แยกแยะได้ว่าอะไรคือข้อมูล ข้อเท็จจริง ข่าวลือ หรือข้อกล่าวหา

6. ผลักดันและสร้างกระบวนการเรียนรู้ทางประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน นำหลักศาสนาเข้ามาช่วยบ่มเพาะเรื่องคุณธรรม

ขณะที่ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) แม้จะเสนอในประเด็นที่หวือหวาและเจาะจงไปยังที่ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ โดยตรงก็ตาม

แต่การนำเสนอผลการวิจัยสายสัมพันธ์ทางการเมืองกับผลตอบแทนในตลาดหุ้นไทย ก็มีความน่าสนใจ

เพราะการวิจัยชี้ว่า ธุรกิจการเมืองไทยมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก โดยไทยมีสัดส่วนของมูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองประมาณ 40% มากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากรัสเซีย โดยเฉพาะในกลุ่มชินคอร์ปอเรชั่น ที่ครอบครัวนายกรัฐมนตรีถือหุ้นใหญ่เพียงกลุ่มเดียวมีมูลค่ามากถึง 10.3% ของมูลค่าตลาดหุ้นไทยทั้งหมด

"สายสัมพันธ์ทางการเมือง ซึ่งมีผลบวกต่อราคาหุ้นโดยเฉพาะหุ้นทักษิณมีอัตราผลตอบแทนดีกว่าหุ้นอื่นๆ ถึง 141% และเพิ่มเป็น 184% หากตัดหุ้นธนาคารทหารไทย ชินคอร์ปอเรชั่นถือหุ้นข้างน้อยออกไป โดยเรียกหุ้นในกลุ่มดังกล่าวได้ว่าทักษิณพรีเมี่ยม เพราะพบว่า 141% ของผลตอบแทนดังกล่าวมีมูลค่าตลาดของทั้ง 5 บริษัทดังกล่าวสูงขึ้น 316,374 ล้านบาท เป็นตัวแปรของการเป็นหุ้นทักษิณถึง 205,276 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการเพิ่มขึ้นของมูลค่าตลาด เนื่องจากปัจจัยอื่นๆ ซึ่งการเพิ่มขึ้นของมูลค่าตลาดนั้นทำให้ความมั่งคั่งของถือหุ้นของกิจการดังกล่าวได้อย่างมหาศาลในระยะเวลาเพียง 1 ปี เท่านั้น" นายสมเกียรติ ระบุ

พร้อมทั้งเสนอว่า รัฐบาลทักษิณควรเร่งขจัดข้อสงสัยในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของธุรกิจที่เกี่ยวกับครอบครัวนายกรัฐมนตรีด้วยการหลีกเลี่ยงการดำเนินมาตรการที่หมิ่นเหม่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ผู้นำรัฐบาลควรละเว้นจากการแสดงความคิดเห็นที่มีลักษณะชี้นำตลาด เพราะข้อสงสัยดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลสูญเสียความเชื่อถือจากประชาชน และจะทำให้การดำเนินนโยบายบางอย่างของรัฐที่เป็นประโยชน์ มีความยากลำบากกว่าที่ควรจะเป็น

ขณะที่ นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ชี้ประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่นที่สำคัญในทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้าปี 2548 มีแนวโน้มการซื้อเสียงมากขึ้น เชื่อว่าไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท เพราะปัจจุบันนักธุรกิจที่มีเงินสนใจเข้ามาในวงการเมืองมาก เพราะเห็นว่าทำให้มีอำนาจในการเอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจตัวเองและพวกพ้องได้ จนเป็นจุดเริ่มต้นของทุจริตเชิงนโยบาย





เมื่อพิจารณาเนื้อหาการสัมมนาข้างต้น อย่างเป็นกลางๆ

แม้จะพบว่าเนื้อหามุ่งไปที่การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล มากพอสมควรก็ตาม

แต่ประเด็นที่มีการพูดถึงนั้น ตรงกับความห่วงใยของคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ซึ่งตรงนี้ ถ้าจะ "เหมาะสม" มากๆ พ.ต.ท.ทักษิณและรัฐบาลเองควร "หนักแน่น"

มีหน้าที่จะต้องอธิบาย ก็ต้องอธิบายและสร้างความไว้วางใจให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องแจ่มชัดในการวิธีป้องกัน และต้องพยายามสกัดกั้นไม่ให้เกิดขึ้น

ไม่ใช่แสดงท่าทีที่เป็น "ฝ่ายตรงข้าม" กันอยู่ตลอดเวลา และเป็นเช่นนี้เสมอมา

"เรื่องทุจริตนโยบายพูดกันจนเป็นคำติดปากไปอย่างนั้น ต้องดูว่านโยบายอะไร ต้องให้ประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่นโยบายเพื่อประโยชน์กับคนส่วนน้อย"

"สังเกตสิ หน้าของคนที่ขึ้นไปสัมมนาบนเวที ก็เป็นขาประจำของผมทั้งนั้น ไม่ได้คนที่เป็นกลาง ขาประจำทั้งนั้น พูดเรื่อยเปื่อย ยิ่งใกล้เลือกตั้ง รับรองว่าหน้าคนพวกนี้จะออกมาเรื่อยๆ ไมโครโฟนจ่อปากเมื่อไหร่ก็พูดทันทีเลย ช่วงใกล้เลือกตั้งไม่ต้องห่วง พวกนี้จะมารวมตัวกัน"

"ทีดีอาร์ไอ ก็เหมือนกัน อย่างสมเกียรติ (นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผู้อำนวยการวิจัย ทีดีอาร์ไอ) ก็ขาประจำ พูดทุกเรื่อง เรื่องหุ้นนักการเมืองอะไรไม่เกี่ยวเลย ดูซิหุ้นธนาคารก็ดีขึ้นทุกตัว หรือแม้แต่หุ้นปูนซีเมนต์ หุ้น ปตท. มันก็ดีทั้งนั้น พูดอย่างนี้ตั้งใจจะชี้ พวกทำความจริงครึ่งเดียว เป็นเล่ห์เหลี่ยมที่ใช้กันมานาน"

"บางคนก็ไม่ใช่นักวิชาการ บางคนมีหน้าที่รับจ้างสอนหนังสือเท่านั้นเอง วิชาการหมดไปแล้ว ถ้าจะให้มีวิชาการ ต้องทำวิจัยอะไรต่ออะไรให้เข้าท่า บางคนไม่มีแล้ว ผมเฉยๆ เพราะเวลานี้ใกล้เลือกตั้ง มักจะมีอาการอย่างนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ก็ไหนที่ใครบอกว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องของประชาชน ต้องให้ประชาชนตัดสิน ผมก็ถือเป็นตัวแทนประชาชนเหมือนกัน อาสาเข้ามาทำงานให้ประชาชน ถ้าไม่ทำงานให้ประชาชน ประชาชนก็ไม่เลือก คราวหน้าก็ไม่ได้รับเลือก แค่นั้นเอง กติกามันมีอย่างนี้ ไม่ใช่กติกาจะมีไว้ให้คนไม่กี่คน ไม่พอใจก็ออกมาด่า แล้วบอกประชาชนว่า อย่าไปเลือกรัฐบาล แล้วถ้าประชาชนเลือกรัฐบาลแล้วจะเป็นอย่างไร พวกคุณจะไปไหน พวกคุณจะลาออกมั้ย จะออกจากหน้าที่เดิมมั้ย มันเป็นอย่างนี้ บางคนก็ไม่มีอาชีพแต่รับจ้างด่า เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือจากทุนนั้นทุนนี้ มันก็ธรรมดา"

"ชื่อสังศิตใช่หรือไม่ คนชื่อสังศิตนี่ต้องถามภูมิหลัง ภูมิหลังเคยเป็นที่ปรึกษา พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ช่วงที่อยู่ที่กระทรวงมหาดไทย ผมก็ไม่รู้ไปเอาตัวเลขมาจากไหน เคยเห็นสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ ตัวเลข 3 หมื่นล้าน ผมว่าไม่มีใครมีเงินอย่างนี้มาใช้หรอก คือท่านชอบโก่งตัวเลข เรื่องหวยเหมือนกัน โก่งตัวเลขเป็นประจำ เราดูแล้วพอไปปฏิบัติจริงมันก็ไม่มีอย่างว่าสักหน่อย"

นั่นคือท่าทีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ แสดงออกต่อเหล่าบรรดาสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และนักวิชาการที่ไปร่วมสัมมนา ซึ่งเป็น "ลักษณะสวนหมัด" อยู่ตลอดเวลา

ซึ่งตรงนี้ สะท้อน "ภาวะ" การใช้ตนเองเป็นศูนย์กลางอย่างสูง

สูงจนเกิดอาการ "ไม่ฟัง" ใคร

และยิ่งเมื่อรัฐบาลมีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งในทาง "การเมือง" "ทุน" และ "อำนาจ" และมีแนวโน้มที่จะ "สืบทอด" และ "เพิ่ม"ความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปอีกสมัย ทำให้นอกจากไม่ฟังแล้ว เรายังเห็นแนวโน้มของการ "บงการ" ด้วย

จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ หยิบประเด็นความโอหังที่อาจทำให้เจ๊ง มาพูดและให้สติรัฐมนตรีว่า รัฐบาลนี้เริ่มต้นจากการใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ก็ขอให้ระวังว่า เมื่อเวลาผ่านไปหากไม่เลิกคิดที่จะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางไม่ได้ ความนิยมของรัฐบาลก็จะลดลง

และจะยินดียิ่งขึ้น หากเชื่อเช่นนี้จริงๆ

ไม่ใช่ ปากอย่าง แต่ใจคิดอีกอย่าง !

Resource:
//www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q3/article2004july02p6.htm


โดย: จากข้อเตือนใจ "Celebration of Fools" "โอหัง" แล้ว "เจ๊ง ถึงท่าที"อัดยับขาประจำ" ภาพแตกต่าง 2 ด้านของ"ทักษิณ" (moonfleet ) วันที่: 11 มีนาคม 2551 เวลา:14:29:00 น.  

 
ความรุ่งเรืองและตกต่ำของยักษ์ค้าปลีก J. C. Penney ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของสหรัฐฯ เคยเป็นธุรกิจที่ดีที่สุดของประเทศนี้ แต่ขณะนี้ J. C. Penney กลับกำลังตกต่ำถึงขีดสุดและต้องดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างหนัก

Bill Hare ผู้แต่งซึ่งเคยทำงานเป็นนักเขียนสุนทรพจน์ให้แก่ผู้บริหารของยักษ์ค้าปลีกแห่งนี้ ได้ศึกษาค้นคว้าประวัติของ J. C. Penney อย่างละเอียด และถ่ายทอดเรื่องราวของบริษัทที่มีประวัติความเป็นมายาวนานถึง 100 ปีแห่งนี้ ด้วยสายตาของคนวงใน

Hare เริ่มเล่าตั้งแต่กำเนิดของ J. C. Penney ที่เริ่มต้นมาจากร้านเล็กๆ ในเมือง Kemmerer ในรัฐ Wyoming ที่ก่อตั้งโดย James Cash Penney ในปี 1902 ร้านเล็กๆ แห่งนี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดกลายมาเป็นร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ ด้วยสูตรความสำเร็จคือความซื่อสัตย์ ความเชื่อมั่นในตนเอง การบริการและการให้ความร่วมมือ บวกกับการทำงานหนักของตัวผู้ก่อตั้ง รวมถึงผู้จัดการและพนักงานทุกคน ที่ผ่านการเลือกสรรและฝึกอบรมมาอย่างดีด้วยตัวของผู้ก่อตั้งเอง

Hare เล่าต่อไปถึงวันที่ J. C. Penney ซึ่งเป็นบริษัทที่เริ่มต้นและเป็นปึกแผ่นมาได้ ด้วยความมัธยัสถ์และความมีวิสัยทัศน์ ได้กลับกลายเป็นบริษัทที่น่าผิดหวังและเต็มไปด้วยความผิดพลาด ซึ่งเกิดจากการมีผู้นำที่ Hare ระบุว่า หยิ่งยโส และสนใจแต่ประโยชน์ของตนเอง ผู้กระทำการที่ Hare เห็นว่า แสนจะโง่เขลาเบาปัญญา จนทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ต้องเสื่อมราศี

เจาะลึกถึงกนบึ้งของจิตใจ
Hare พาผู้อ่านมองทะลุเข้าไปถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้ก่อตั้ง J. C. Penney ซึ่งต้องต่อสู้กับความสงสัยไม่แน่ใจในตนเองเมื่อแรกเริ่มก่อตั้งธุรกิจ และรับมือกับการขาดทุนที่น่าท้อใจ Hare เล่าถึงบุคลิกลักษณะและความแข็งแกร่งของผู้บริหารรุ่นที่สองซึ่งเป็นผู้หญิง ซึ่ง Penney เลือกมากับมือ เมื่อเธอต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนัก ในขณะที่พยายามจะประดิษฐานวิสัยทัศน์และคุณค่าของผู้ก่อตั้ง ให้ตั้งมั่นหยั่งรากลึกลงในบริษัท Hare ได้นำพาผู้อ่านมองทะลุเข้าไปถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้นำหญิงและรับรู้ถึงความผิดหวังของเธอ ที่จำต้องยอมรับว่า ยังมีอำนาจบางอย่างที่สุดวิสัยที่เธอจะควบคุมได้

นอกจากเรื่องราวของผู้บริหารแล้ว Hare ยังเล่าถึง นักออกแบบไฟแรงคนหนึ่งในบริษัท ซึ่งถูกบั่นทอนกำลังใจจนหมดสิ้นจากผู้นำที่มีอคติ

การไม่กล้าตัดสินใจและการตัดสินใจผิด
Hare ระบุว่าความผิดพลาดของ J. C. Penney เกิดจากการมีผู้นำที่อ่อนแอ ซึ่งไม่กล้าตัดสินใจและตัดสินใจผิดพลาด ซึ่ง Hare ชี้ว่า ทำให้ผู้ถือหุ้นของบริษัทต้องสูญเสียเงินไปหลายล้าน การศึกษาความผิดพลาดของ J. C. Penney จึงเป็นการศึกษาเรื่องผู้นำและการตัดสินใจของผู้นำ รวมทั้งผลกระทบของการตัดสินใจของคนเพียงคนเดียว ที่ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อองค์กรทั้งองค์กร และในกรณีของ J. C. Penney คือการที่ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกที่มีความโดดเด่นเหนือคนอื่น

ซึ่งยึดหลักการของความไว้วางใจ การบริการและการยึดมั่นในการรับใช้ลูกค้าและสังคม ต้องกลับกลายไปเป็นบริษัทธรรมดาๆ ที่มุ่งเน้นแต่การขายและกำไร

Resource:
//www.gotomanager.com/books/details.aspx?menu=books&id=399


โดย: ความรุ่งเรืองและตกต่ำของยักษ์ค้าปลีก J. C. Penney (moonfleet ) วันที่: 11 มีนาคม 2551 เวลา:14:30:59 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

moonfleet
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาได้ หากไม่เคยเป็นความฝันมาก่อน
New Comments
Friends' blogs
[Add moonfleet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.