" เรื่องราวต่างๆเป็นดั่งทองคำในเทพนิยาย เมื่อคุณแจกจ่ายไปมากขึ้น คุณก็ได้รับกลับมามากขึ้น " พอลลี แมคไกวร์
Group Blog
 
 
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
10 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
0070. THE ROARING NINETIES : 1 ใน 109 หนังสือควรอ่าน จาก นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร










เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2547 นายกรัฐมนตรีบรรยายพิเศษเรื่อง "มิติใหม่ทางการบริหาร กับ การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ" ณ ห้องประชุมสุขุมนัยประดิษฐ์ สถาบันพระปกเกล้า สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี มีข้อความตอนหนึ่งว่า...

...."ผมอ่านหนังสือของ Joseph E. Stiglitz เคยเป็นอาจารย์ ได้รับรางวัลโนเบล และ เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของ บิล คลินตัน อดีตประธานธิบดีสหรัฐอเมริกาในสมัยแรก และ ภายหลังเป็น SVP (Shared Vision Program) ของธนาคารโลก และ เป็นคนวิจารณ์กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) สิ่งที่โจเชฟพูดคือ ตอนที่เขาได้รับเชิญมาทำงานหให้ประธานธิบดี เขามีความรู้สึกว่าเขาอยากมาทันที เนื่องจากเขาเป็นนักวิชาการ และ นักวิจารณ์อยู่ข้างนอก โดยไม่เห็นอะไรมานาน เขาจะได้มีโอกาสเห็น แล้วเมื่อเขาเห็นแล้ว ทำให้เขาเข้าใจโลกทั้งสองซีกคือ โลกของการที่ไม่เคยมีการปฏิบัติ กับ โลกของการปฏิบัติ และ สิ่งที่เขาพูดอีกอย่างคือ " บทบาทของรัฐกับกลไกตลาด" ต้องมีระบบตรวจสอบ และ สมดุล นั่นคือสิ่งที่เขาอยากทำ

"สิ่งที่ผมอยากจะพูดให้ท่านฟังเกี่ยวกับเรื่องการบริหารการจัดการ ในอดีตระบบราชการไทยเป็นระบบที่หาเจ้าภาพไม่พบ เป็นระบบที่ไม่มียุทธศาสตร์ เป็นระบบที่ไม่มีเป้าหมาย....

อ่าน
นายกรัฐมนตรีบรรยายพิเศษเรื่อง “มิติใหม่ทางการบริหารกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ
ได้ที่
Resource:
//www.thaigov.go.th/webold/news/press/thaksin/pr07jan47-01.htm

ข่าวที่ 01/07-01
วันที่ 7 มกราคม 2546


นายกรัฐมนตรีบรรยายพิเศษเรื่อง “มิติใหม่ทางการบริหารกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ”



วันนี้ เวลา 09.30 น. ณ หอประชุมสุขุมนัยประดิษฐ สถาบันพระปกเกล้า สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษเรื่อง “มิติใหม่ทางการบริหารกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ” ซึ่งสถาบัน พระปกเกล้าจัดขึ้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ของไทย กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อสังคมไทย และเสริมสร้างเจตคติ ค่านิยม และ วิถีชีวิตประชาธิปไตย รวมทั้งเพิ่มพูนทักษะและพฤติกรรมประชาธิปไตยในอันที่จะสร้างบทบาทและ เครือข่ายในการพัฒนาและเผยแพร่ประชาธิปไตย ให้แก่นักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 7 นักศึกษาหลักสูตรการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 3 และนักศึกษาหลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 2 รวมจำนวน 380 คน

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความขอบคุณและกล่าวอวยพรปีใหม่ขอให้ปี 2547 เป็นปีที่ดีสำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและยึดมั่นในคุณธรรม เพราะอีก 5 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสถาบัน ครอบครัว เพราะเป็นสถาบันที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ทุกคนด้วยการลดความเครียดและให้กำลังใจ ในการทำงานให้ได้ดี

นายกรัฐมนตรีบรรยายความสำคัญของการบริหารการจัดการต่อเศรษฐกิจว่า ปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งที่กระทบต่อชีวิต แต่การบริหารการจัดการปัจจัยภายในที่ดีสามารถลดความเสี่ยง ดังนั้น เศรษฐกิจของประเทศจึงต้องอาศัยการบริหารการจัดการที่ดี โดยมีเป้าหมายคือสร้างความสมดุล ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน พร้อมกับการเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยศาสตร์หลายๆ ศาสตร์ประกอบกัน

การบรรยายพิเศษจะประกอบด้วย 1) มิติใหม่ของโครงสร้างการบริหารการจัดการ 2) การบริหารเศรษฐกิจในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต 3) ความยั่งยืน

มิติใหม่ของโครงสร้างการบริหารการจัดการ ตามหลักการ “บทบาทของรัฐต้องสมดุลกับกลไกตลาด” ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการ เพื่อสร้างความเป็นเจ้าภาพ กำหนดเป้าหมาย กำหนดยุทธศาสตร์ และประเมินผลตามเป้าหมาย โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1) สร้าง Chief Executive Officer:CEO เพื่อสร้างเจ้าภาพในพื้นที่ ในภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย ด้วยการสร้างทีมหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดยุทธศาสตร์ และกำหนดเป้าหมายและประเมินผลความสำเร็จ 2) สร้างภาวะความเป็นผู้นำตามความรับผิดชอบในทุกระดับ 3) ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน ด้วยการทำความเข้าใจจุดด้อยและเสริมจุดแข็งขององค์กร 4) รู้จักและ เข้าใจสิ่งแวดล้อมองค์กร เพราะแต่ละองค์กรต่างเป็นส่วนหนึ่งของประเทศและมีความเชื่อมโยงกัน นอกจากนี้ CEO จะต้องวิเคราะห์ตัวเลขที่เป็นฐานข้อมูล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างถูกต้อง รวมทั้ง จะต้องมีความรู้ทั้งทฤษฎี การใช้เทคโนโลยีที่จะเป็นธุรกิจที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศ เพื่ออธิบายให้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาเข้าใจและสามารถทำงานได้ตามแนวทางของ CEO ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุน และเพิ่มศักยภาพของประเทศไทย รวมทั้งเป็นการขยายโอกาสด้วย

การบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทย ในอดีตเป็นเศรษฐกิจแบบเน้นการส่งออก ซึ่งไม่มีความสมดุล เพราะทำให้เกิดปัญหาบุกรุกป่าและที่ดินของรัฐเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ดังนั้น รัฐบาลจึงส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแรง โดยดึงทุนไปสู่ชนบท ด้วยการสร้างให้ประชาชนมี ที่ดินทำกินเพื่อทำกินในฤดูกาล และสามารถแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนคือ OTOP นอกฤดูกาล ซึ่งจะเป็นการขยายโอกาสให้แก่ชุมชนและเป็นการสร้างคนเก่งให้เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ เมื่อเศรษฐกิจชุมชนแข็งแรงจะกลายเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง เนื่องจากเศรษฐกิจในอนาคตมีแนวโน้มการจ้างงานลดลง

ความยั่งยืน รัฐบาลมีนโยบายสำคัญคือ 1) ลดปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง ด้วยการจดทะเบียนคนยากจนเพื่อให้สามารถหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง เพราะคนจนเป็น รากฐานของประเทศ โดยทำให้เกษตรกรมีความภาคภูมิใจในการมีที่ดินทำกินและสามารถแปลง สินทรัพยเป็นทุน 2) ลดปัญหาสังคม สร้างวัฒนธรรมให้แข็งแรง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่คนรุ่นใหม่ เฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหายาเสพติด

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีประสิทธิภาพ จะต้องอาศัยชาตินิยมคือถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญและมีความสามัคคี



--------------------------------------------------



ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก
อภิญญา ตันติรังสี /รายงาน

ดวงฤดี รัตนโอฬาร /ตรวจ




Create Date : 10 มีนาคม 2551
Last Update : 10 มีนาคม 2551 19:59:36 น. 6 comments
Counter : 711 Pageviews.

 


The Roaring Nineties: A New History of the World's Most Prosperous Decade
by Joseph E. Stiglitz
W. W. Norton

There is little "new" in Joseph E. Stiglitz's "The Roaring Nineties: A New History of the World's Most Prosperous Decade." Anyone who was not aware that the unprecedented growth under the Clinton administration was as much a result of fiscal policy as luck, or who did not realize that the subsequent corporate scandals and recession could have been prevented during the '90s, has been living in a bubble (or in denial). And anyone who hadn't realized that the Bush tax cut exacerbated the recession and slowed the current recovery probably voted for the "MBA president."

Even Stiglitz's personal accounts of confrontations between the Council of Economic Advisers — on which he served from 1993 to 1997 — and the voices of Wall Street interest groups in the Department of Treasury should come as little surprise. The story is a familiar one: the economic advisers present their sound analysis of a situation; enter politics. But economists have long groaned about seeing their reasoned policy recommendations sidelined by political wrangling. Even the International Monetary Fund has retorted that the very policies so heavily criticized by Stiglitz in his last book, "Globalization and its Discontents," failed because policy-makers implemented them improperly.

Rather than giving his readers a truly new account of the rise and fall of the roaring '90s, Stiglitz offers two major contributions to the interpretation of the previous decade.

Stiglitz develops a perspective he calls "democratic idealism" — a mix of sober economics and social responsibility with an unyielding, optimistic belief in the democratic political process. "I see the market as a powerful instrument for doing good," Stiglitz says, "but one which has not only not lived up to its potential, but has, in the process, left some behind, and actually made some worse off." Critics at the Economist claim that this personal philosophy "provides little operational guidance." There is some truth to the censure since most of Stiglitz's examples are (inevitably) assessed in hindsight. And there is certainly an aspect of mea culpa in Stiglitz's assessment of the Clinton administration that is often couched in a sorrowful tone of if-only.

Still, Stiglitz's prescriptions for moderation and social commitment are refreshing. At a time when protectionism is emerging as a backlash against what Alan Greenspan called the "irrational exuberance" of the '90s, Stiglitz's perspective swings the pendulum back toward the center. In contrast to both those who tout the perfection of the markets and those who have become disillusioned with American capitalism, Stiglitz calls for a balance between government and markets, for transparency to better inform the public and for social justice and empowerment at all levels. His sober perspective urges debunking the myths of the New Economy without disparaging its successes in the '90s — in deficit reduction, economic recovery and poverty reduction.

Through "The Roaring Nineties" and "Globalization and its Discontents" Stiglitz has also developed a new nonfiction genre of the economist-laureate cum memoirist. Despite a repetitive and at times overbearing style, Stiglitz's nontechnical texts are an attempt to provide some of the transparency he champions in his books. For an economist whose major academic contributions — and those for which he received the Nobel Prize in 2001 — focused on the effects of asymmetric information on markets, making the public aware of even just his own perspective on the '90s is a step in the right direction. "If democracies are to work," he argues in his preface, "citizens must understand the basic issues confronting our societies and the way their government works."

In Washington, Stiglitz was often considered an outsider, an academic who based his policy recommendations on empirical evidence rather than partisanship. Moreover, Stiglitz was known for his persistence. In 1999, Jonathan Chait wrote in the American Prospect that "the trouble, as far as the White House was concerned, was not that Stiglitz took the wrong side of the argument, but that he wouldn't shut up." His tenacity was driven by a fundamental belief in giving the public the information to demand sound economic policy.

With "The Roaring Nineties" Stiglitz advances this objective and once again distinguishes himself from many of his colleagues in economic policy who are loath to so candidly confront public scrutiny.

— Noam Lupu (noam at flakmag dot com)


โดย: The Roaring Nineties: A New History of the World's Most Prosperous Decade (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:19:38:45 น.  

 


Joseph E. Stiglitz
The Roaring Nineties
A New History of the World's Most Prosperous Decade
How one of the greatest economic expansions in history sowed the seeds of its own collapse.

With his best-selling Globalization and Its Discontents, Joseph E. Stiglitz showed how a misplaced faith in free-market ideology led to many of the recent problems suffered by the developing nations. Here he turns the same light on the United States.

The Roaring Nineties offers not only an insider's illuminating view of policymaking but also a compelling case that even the Clinton administration was too closely tied to the financial community—that along with enormous economic success in the nineties came the seeds of the destruction visited on the economy at the end of the decade.

This groundbreaking work by the Nobel Prize-winning economist argues that much of what we understood about the 1990s' prosperity is wrong, that the theories that have been used to guide world leaders and anchor key business decisions were fundamentally outdated. Yes, jobs were created, technology prospered, inflation fell, and poverty was reduced. But at the same time the foundation was laid for the economic problems we face today. Trapped in a near-ideological commitment to free markets, policymakers permitted accounting standards to slip, carried deregulation further than they should have, and pandered to corporate greed. These chickens have now come home to roost.

The paperback includes a new introduction that reviews the continued failure of the Bush administration's policies, which have taken a bad situation and made it worse.

"An excellent primer."—Booklist

"Solidly rooted in [Stiglitz's] path-breaking work on the economics of risk and information."—Boston Globe

"Stiglitz brings unsurpassed expertise and an insider's perspective to the subject of corporate greed."—San Francisco Chronicle

"In this groundbreaking work, Stiglitz argues that much of what we understood about '90s prosperity is wrong, that the theories are outdated."—Express News

"A powerfully argued brief...about the lessons to be gleaned from the new-economy bubble."—Harvard Business Review

"Joe Stiglitz is the economist I want guarding my back if a bloody firefight is about to break out with free-market fundamentalists."—John Leonard, Salon.com



--------------------------------------------------------------------------------
Joseph E. Stiglitz won the Nobel Prize in Economics. He was chairman of the Council of Economic Advisers in the Clinton administration and then vice president and chief economist at the World Bank. He is a member of the economics department at Columbia University and lives in New York City.


Also Available:
Globalization and Its Discontents






--------------------------------------------------------------------------------
2004 / paperback / ISBN 0-393-32618-7
2003 / hardcover / ISBN 0-393-05852-2
6" x 8" / 432 pages / Economics


โดย: Joseph E. Stiglitz (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:19:41:57 น.  

 
Resource://www.thaigov.go.th/webold/news/press/thaksin/pr07jan47-01.htm

ข่าวที่ 01/07-01
วันที่ 7 มกราคม 2546

นายกรัฐมนตรีบรรยายพิเศษเรื่อง “มิติใหม่ทางการบริหารกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ”


วันนี้ เวลา 09.30 น. ณ หอประชุมสุขุมนัยประดิษฐ สถาบันพระปกเกล้า สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเรือน ถนนติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บรรยายพิเศษเรื่อง “มิติใหม่ทางการบริหารกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ” ซึ่งสถาบัน พระปกเกล้าจัดขึ้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ของไทย กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อสังคมไทย และเสริมสร้างเจตคติ ค่านิยม และ วิถีชีวิตประชาธิปไตย รวมทั้งเพิ่มพูนทักษะและพฤติกรรมประชาธิปไตยในอันที่จะสร้างบทบาทและ เครือข่ายในการพัฒนาและเผยแพร่ประชาธิปไตย ให้แก่นักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 7 นักศึกษาหลักสูตรการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 3 และนักศึกษาหลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 2 รวมจำนวน 380 คน

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความขอบคุณและกล่าวอวยพรปีใหม่ขอให้ปี 2547 เป็นปีที่ดีสำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและยึดมั่นในคุณธรรม เพราะอีก 5 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสถาบัน ครอบครัว เพราะเป็นสถาบันที่สร้างความเข้มแข็งให้แก่ทุกคนด้วยการลดความเครียดและให้กำลังใจ ในการทำงานให้ได้ดี

นายกรัฐมนตรีบรรยายความสำคัญของการบริหารการจัดการต่อเศรษฐกิจว่า ปัจจัยภายนอกเป็นสิ่งที่กระทบต่อชีวิต แต่การบริหารการจัดการปัจจัยภายในที่ดีสามารถลดความเสี่ยง ดังนั้น เศรษฐกิจของประเทศจึงต้องอาศัยการบริหารการจัดการที่ดี โดยมีเป้าหมายคือสร้างความสมดุล ระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน พร้อมกับการเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีความซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยศาสตร์หลายๆ ศาสตร์ประกอบกัน

การบรรยายพิเศษจะประกอบด้วย
1) มิติใหม่ของโครงสร้างการบริหารการจัดการ
2) การบริหารเศรษฐกิจในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
3) ความยั่งยืน

มิติใหม่ของโครงสร้างการบริหารการจัดการ ตามหลักการ “บทบาทของรัฐต้องสมดุลกับกลไกตลาด” ดังนั้น จึงจำเป็นต้องปฏิรูประบบราชการ เพื่อสร้างความเป็นเจ้าภาพ กำหนดเป้าหมาย กำหนดยุทธศาสตร์ และประเมินผลตามเป้าหมาย โดยมีขั้นตอนดังนี้

1) สร้าง Chief Executive Officer:CEO เพื่อสร้างเจ้าภาพในพื้นที่ ในภารกิจตามที่ได้รับมอบหมาย ด้วยการสร้างทีมหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดยุทธศาสตร์ และกำหนดเป้าหมายและประเมินผลความสำเร็จ

2) สร้างภาวะความเป็นผู้นำตามความรับผิดชอบในทุกระดับ

3) ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน ด้วยการทำความเข้าใจจุดด้อยและเสริมจุดแข็งขององค์กร

4) รู้จักและ เข้าใจสิ่งแวดล้อมองค์กร เพราะแต่ละองค์กรต่างเป็นส่วนหนึ่งของประเทศและมีความเชื่อมโยงกัน นอกจากนี้ CEO จะต้องวิเคราะห์ตัวเลขที่เป็นฐานข้อมูล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างถูกต้อง รวมทั้ง จะต้องมีความรู้ทั้งทฤษฎี การใช้เทคโนโลยีที่จะเป็นธุรกิจที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ของประเทศ เพื่ออธิบายให้ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาเข้าใจและสามารถทำงานได้ตามแนวทางของ CEO ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุน และเพิ่มศักยภาพของประเทศไทย รวมทั้งเป็นการขยายโอกาสด้วย

การบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทย ในอดีตเป็นเศรษฐกิจแบบเน้นการส่งออก ซึ่งไม่มีความสมดุล เพราะทำให้เกิดปัญหาบุกรุกป่าและที่ดินของรัฐเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ดังนั้น รัฐบาลจึงส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้แข็งแรง โดยดึงทุนไปสู่ชนบท ด้วยการสร้างให้ประชาชนมี ที่ดินทำกินเพื่อทำกินในฤดูกาล และสามารถแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ทำให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ เพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนคือ OTOP นอกฤดูกาล ซึ่งจะเป็นการขยายโอกาสให้แก่ชุมชนและเป็นการสร้างคนเก่งให้เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ เมื่อเศรษฐกิจชุมชนแข็งแรงจะกลายเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง เนื่องจากเศรษฐกิจในอนาคตมีแนวโน้มการจ้างงานลดลง

ความยั่งยืน รัฐบาลมีนโยบายสำคัญคือ

1) ลดปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง ด้วยการจดทะเบียนคนยากจนเพื่อให้สามารถหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง เพราะคนจนเป็น รากฐานของประเทศ โดยทำให้เกษตรกรมีความภาคภูมิใจในการมีที่ดินทำกินและสามารถแปลง สินทรัพยเป็นทุน

2) ลดปัญหาสังคม สร้างวัฒนธรรมให้แข็งแรง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่คนรุ่นใหม่ เฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหายาเสพติด

นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มีประสิทธิภาพ จะต้องอาศัยชาตินิยมคือถือผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญและมีความสามัคคี



--------------------------------------------------



ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก
อภิญญา ตันติรังสี /รายงาน

ดวงฤดี รัตนโอฬาร /ตรวจ


โดย: นายกรัฐมนตรีบรรยายพิเศษเรื่อง “มิติใหม่ทางการบริหารกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ” (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:19:58:19 น.  

 
"ผู้จัดการที่ไม่มีความสามารถ

มีแนวโน้มจะจ้างคนเพิ่มเป็นประจำ"


โดย: ผู้จัดการที่ไม่มีความสามารถ (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:20:00:52 น.  

 
อีก 5 ปีครองเบอร์ 1 อาเซียน "ทักษิณ" ประกาศ ศก. ไทยฟื้นแบบไม่มีขาลง


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง "มิติใหม่ทางการบริหารกับการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ" จัดขึ้นโดยสถาบันพระปกเกล้า ว่า ปี 2547 จะเป็นปีที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่อยู่เฉยและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ซึ่งรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาหลายอย่างที่หมักหมมมานานหลายปี และเชื่อว่าจะนำพาเศรษฐกิจของประเทศไทยพุ่งทะยานได้แน่ และจากนี้ไปอีก 5 ปี ไทยจะเป็นที่ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

"ถ้าเราบริหารเศรษฐกิจแบบไม่บริหาร เราก็อยู่กันตามวงจร สาเหตุที่ต้องทะเลาะนักวิชาการที่คนเชื่อมาตลอด เพราะชีวิตผมไม่ต้องการถูกคนลิขิตเราต้องลิขิตชีวิตตัวเอง ถ้าเรานอนรอชะตาฟ้า เราก็เป็นผู้แพ้ตั้งแต่วันแรกต้องวางแผนตัวเองเช่นเดียวกัน เศรษฐกิจประเทศที่ต้องการการจัดการบริหารจัดการ สำหรับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยจะต้องมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาดและทฤษฎีของเศรษฐศาสตร์ ที่คำนวณว่าเศรษฐกิจมีขาขึ้นและขาลงอีกต่อไป ตนไม่เชื่อว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ เพราะไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นนักบริหาร ซึ่งจะต้องบริหารจัดการในประเทศให้ดีสามารถที่จะนำพาประเทศ แม้จะมีปัจจัยภายนอกเข้ามา หากสามารถจัดการในประเทศได้ก็จะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด เหมือนกับส่งออกปี 2546 ทั้งที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นยังส่งออกได้ 16%"

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า สภาพเศรษฐกิจของประเทศวันนี้ดีขึ้นแล้ว ดูได้จากเงินหยุดไหลออกนอกประเทศ และมีเงินนอกไหลเข้าประเทศจำนวนมาก ส่งผลให้เงินทุนสำรองเพิ่มขึ้น แม้จะใช้หนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ไปแล้ว ปัจจุบันเงินทุนสำรองที่มีอยู่บวกกับเงินฝากธนาคารพาณิชย์ของเอกชน ในต่างประเทศมีมากกว่าหนี้สินของภาครัฐบวก กับของเอกชน ทำให้ฐานะประเทศไทยจากผู้กู้กลายเป็นผู้ให้กู้ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 300,000 ล้านบาท ส่งออกทั้งปี 2546 คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 16% จีดีพีโต 6.3% อัตราภาวะเงินเฟ้อ 1.8% ดังนั้นภายใน 3 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะไม่มีหนี้ต่างประเทศเหลืออีก

สำหรับการสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหาที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศโตอย่างยั่งยืน โดยจะเริ่มจากฐานรากของประเทศ คือกลุ่มเกษตรกร คนยากจน และคนในต่างจังหวัด โดยทำให้กลุ่มคนดังกล่าวมีโอกาสในการทำมาหากินเข้าถึงแหล่งทุน มีโอกาสในการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจชุมชนดีขึ้น รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องทุ่มเทงบประมาณ ไปพัฒนาชุมชนให้แข็งแกร่งและอยู่ได้ ทำให้คนจนหมดไปจากประเทศ ซึ่งโครงการขึ้นทะเบียนคนจนจะเป็นฐานข้อมูลในการแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี จาก 2 วันที่ประชาชนมาขึ้นทะเบียนคนจน ทำให้มองเห็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาได้บ้างแล้ว

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเพิ่มทุนประเทศไทย ว่า ประเทศมีความสมดุลในทุกด้านแล้ว เชื่อว่าจะมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เหมือนกับกรณีที่ภาคใต้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น นักลงทุนแต่อย่างใด ยกตัวอย่างมี 2 บริษัทที่ดีเหมือนกัน บริษัทหนึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวทำธุรกิจไปเรื่อยๆ อีกบริษัทเป็นมหาชน มีการเพิ่มทุนในตลาดฯ สามารถออกหุ้นกู้ทำให้ขนาดบริษัทใหญ่ขึ้น คนเก่งอยากร่วมงาน เพราะมีโอกาสเติบโตได้ ผ่านไป 10 ปีบริษัทมหาชนมีขนาดใหญ่ ขณะที่บริษัทครอบครัวอยู่ที่เดิมจะเหมือนประเทศไทยเมื่อมีศักยภาพ มีความน่าเชื่อถือ มีเศรษฐกิจดี ก็ควรจะใช้โอกาสดังกล่าวเพิ่มทุนประเทศไทยด้วย

ตั้งแต่ทำงานมา 2 ปีกว่า สามารถที่จะยืดตัวเอส หรือเศรษฐกิจให้โตต่อเนื่องได้ 5-6 ปี แต่อีก 10 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจจะไม่เป็นแบบนี้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ซึ่งจะมีพวกนาโนเทคโนโลยี โมเดิร์นเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้อง ดังนั้นจะต้องวางแผนกันตั้งแต่วันนี้เพื่อรับมือในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นจะมีคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารช่วย และหาตัวเอสตัวใหม่มาเกี่ยว เพื่อมิให้เศรษฐกิจหัวทิ่มลง ขอยืนยันว่าในสมัยที่ยังเป็นนายกรัฐมนตรี เศรษฐกิจประเทศจะไม่หัวทิ่มแน่นอน

ด้านนายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล อธิบดีกรม สรรพากร แถลงผลการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากรในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2547 ตั้งแต่เดือน ต.ค.-ธ.ค.2546 กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ 141,622 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 30,791 ล้านบาท หรือ 27.78% ขณะที่เดือน ธ.ค.เพียงเดือนเดียว กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีได้ 49,744 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 13,005 ล้านบาท หรือ 35.37% สูงกว่าปีก่อน 11,986 ล้านบาท โดยปีงบประมาณนี้คาดว่าจะจัดเก็บภาษีได้สูงกว่าประมาณการ 608,000 ล้านบาท ประมาณ 100,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้กรมสรรพากรมียอดจัดเก็บภาษีทะลุเกินกว่า 700,000 ล้านบาท

โดย ไทยรัฐ วันที่ 8 ม.ค. 47



โดย: อีก 5 ปีครองเบอร์ 1 อาเซียน "ทักษิณ" ประกาศ ศก. ไทยฟื้นแบบไม่มีขาลง (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:20:02:04 น.  

 
สรุปประเด็น รายการนายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และ สทท.11 กรมประชาสัมพันธ์

Resource:
//region1.prd.go.th/primeminister/data/prime100147.htm


โดย: สรุปประเด็น รายการนายกฯ ทักษิณ คุยกับประชาชน (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:20:03:57 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

moonfleet
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาได้ หากไม่เคยเป็นความฝันมาก่อน
New Comments
Friends' blogs
[Add moonfleet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.