" เรื่องราวต่างๆเป็นดั่งทองคำในเทพนิยาย เมื่อคุณแจกจ่ายไปมากขึ้น คุณก็ได้รับกลับมามากขึ้น " พอลลี แมคไกวร์
Group Blog
 
 
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
6 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
0038. THE NEW LAW OF DEMAND AND SUPPLY : 1 ใน 109 หนังสือควรอ่าน จาก นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร





เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2546 ในการประชุมเรื่อง "นโยบายในการพัฒนาระบบอุดมศึกษา" ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี มูลนิธิวชิรเวชวิทยา ซอย ศูนย์วิจัย กรุงเทพฯ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึง หนังสือเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับอุปสงค์ และ อุปทาน ดังนี้.....


... the laws of demand and supply ...

...." โลกใหม่ เขาให้กลับขั้ว เขาใช้ยุทธศาสตร์ ด้านอุปสงค์ มีหนังสือเล่มใหม่ปี ค.ศ.2002 นี้ ชื่อ The New Law of Demand and Supply เขียนโดย ริค คาช เขาพูดถึงว่า ตอนนี้ทุกอยางต้องเริ่มต้นที่ด้านอุปสงค์ เช่นเดียวกับมหาวิทยายาลัยที่ดี ศูนย์กลางต้องอยู่ที่นักศึกษา ไม่ใช่ศูนย์กลางอยู่ที่มหาวิทยาลัย ต้องอยู่ที่การศึกษา เช่นเดียวกับวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ต้องรับมอบภารกิจ เพราะเลขาธิการสภาพัฒน์ นั่งอยู่ที่นี่ ต้องสามารถพยากรณ์ทิศทางของโลกว่าโลกจะไปทางไหน แล้วเราควรจะมียุทธศาสตร์ของเราอย่างไร เมื่อรู้ว่ายุทธศาสตร์ของเรานั้นเป็นอย่างไร ต้องมีทรัพยากรบุคคลรองรับยุทธศาสตร์นั้นอย่างไร ต้องมีทรัพยากรรองรับแขนงไหน อย่างไร เท่าไร เมื่อไร แล้วจึงดำเนินการวาปี พ.ศ. ใด ควรจะผลิตบัณฑิตอะไร อย่างไร

" ถ้าเป็นเช่นนี้ จะแสดงให้เห็นว่า ความคล่องตัวของมหาวิทยาลัยที่ต้องปรับตัวเพื่อให้สายการผลิตของตนเองนี้ ปรับตัว มีสูงมาก ซึ่งย้อนจากที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ไหมว่า ถ้าคณะใดต่างคนต่างอยู่ และ สร้างอาณาจักรให้โตขึ้นเรื่อยๆ บางสาขาเป็นความรู้ที่ตายแล้ว หรือ เป็นสาขาที่กำลังจะตายในความต้องการของโลกหน้า แต่บังเอิญว่าคณบดีคณะนี้มีพลังที่ดี สามารถบริหารให้คณะตนเองโตได้อย่างเต็มที่ ปรับงบประมาณได้ทั้งหมด เสร็จเลย ฉะนั้น ต้องบอกได้ว่าต่อไปประเทศไทยต้องการอาชีพอะไร ? เท่าไร ? เช่นเดียวกับอุตสาหกรรม ถ้าผมมีต้นแบบสินค้าชนิดนี้ และ ผมยืนยันจะผลิตสินค้าชนิดนี้เพราะผมมีต้นแบบสินค้าอยู่แล้ว ผมก็จะผลิตขายอยู่เรื่อยๆ และ ในที่สุดผมก็จะขาดทุนเพราะขายไม่ออก เพราะคนไม่ต้องการ ผมจะต้องมีความคล่องตัวในการปรับสายการผลิต เปลี่ยนตนแบบสินค้าได้ จะผลิตสิ่งที่ลูกค้าต้องการซื้อเท่านั้น ผมจึงจะขายได้ ผมจึงจะรอด ฉะนั้น การผลิตของมหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน ต้องผลิตบัณฑิตเพื่อรองรับความต้องการของประเทศ แต่วันนี้ไม่มีใครบอก จะโทษมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ เมื่อไม่มีใครบอก มหาวิทยาลัยก็ใช้ยุทธศาสตร์ด้านอุปทาน Supply Side Strategy ตลอดเวลา มีหน้าที่มาบอกทบวงว่า ปีนี้ผมสามารถรับได้เท่านี้ เช่น คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ รับได้....คน จุฬา รับได้ ... คน รามคำแหงไม่อั้น สุโขทัยไม่อั้น จะออกมาในรูปแบบนี้ และ ถามว่าต่อไปนี้ เรายังต้องการนักกฏหมายอีกไหม คำตอบคือต้องการ แต่จำนวนน้อยลงหรือไม่ อะไรทำนองนี้

"ต้องมีการดำเนินการตรงนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสภาพัฒน์ สภาพัฒน์ มีหน้าที่มาก แต่ไม่จำเป็นต้องทำเอง ทำสัญญาให้ใครไปทำการศึกษาเรื่องนี้ว่าประเทศไทยจะสู้กับเขาได้ในอนาคตนั้น ประเทศไทยต้องไปทางไหน และ มีบุคลากรรองรับเท่าไร แล้วจึงผลิต ต้องมีตรงนี้ จึงจะเรียกว่าเป็น Demand Side Strategy ถ้าใครยังผลิสินค้ามากๆอยู่ ขาดทุนเพราะผลิตแล้วขายไม่ออก

"ฉะนั้น การวางแผนจาก Supply Side Strategy จึงเป้นสิ่งที่ผิดพลาด และ จะพลาดไปถ้าเรายังปล่อยให้การศึกษาของเราเป็น Supply Side Strategy ต่อไป จะไม่สามารถรองรับความต้องการของประเทศ เชื่อไหมว่า สิ่งที่ผมพบวันนี้ เวลาจะทำอะไร หาคนที่เหมาะสมกับสิ่งที่จะให้ทำ หาได้ยากมาก การสรรหาบุคคลสักที เช่น ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจทั้งหลาย นี่คือสิ่งที่น่าเศร้า เพราะเราไม่มีคนเพียงพอในการขับเคลื่อนกลไกเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต เพราะระบบการศึกษาขาดการวางแผนที่ถูกต้อง ฉะนั้น วันนี้เรื่องการวางแผนในการผลิตจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ต้องทำ และ ต้องมอบให้สภาพัฒน์ฯ เป็นหลักร่วมกับอุดมศึกษา

"ผมอยากขอให้มีการพัฒนาร่วมกันในเรื่องของการวางยุทธศาสตร์ โดยอาศัย Demand Side Strayegy ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางแผน การพัฒนา การทำวิจัย การทำวิจัย ก็ต้องอาศัย Demand Side ไม่ใช่ว่าใช้ความรู้สึกว่าเราอยากจะทำอะไรก็จะทำ อยากจะทำวิจัยอะไรก็จะทำ ส่งรายงานมาว่า ขอทำเรื่องนี้ แต่ถ้ามีพื้นฐานว่าเราควรจะหาความรู้เรื่องอะไรก็ทำวิจัยเรื่องนั้น ทุกอย่างผมขอให้ไป Focus on Demand Side Strategy เช่นเดียวกับธุรกิจที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง รัฐบาลก็เหมือนกัน ต้องมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง คิดอะไรต้องคิดว่าประชาชนได้อะไร ทำอย่างนี้ประชาชนได้อะไร ฉะนั้นการพัฒนาของรัฐบาลมีสองส่วน ส่วนหนึ่งพัฒนาโดยตรงไปยังประชาชน ส่วนที่สองพัฒนาไปยังกระบวนการเพื่อประชาชน คือ ต้องทำเรื่องกระบวนการเพื่อปรับปรุงการบริการให้กับประชาชน ทุกอย่างต้องมีเป้าหมายไปยังประชาชน คือ เป้าหมายพื้นฐานทั้งหมด เช่นเดียวกับลูกค้าของมหาวิทยาลัย คือ นักศึกษา"




เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2546 นายกรัฐมนตรี กล่าวในการบรรยายพิเศษเรื่อง "แนวคิดใหม่ของการบริหารราชการแผ่นดิน" ให้แก่นักสถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรการบริหารการปกครองระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 6 ณ ห้องประชุมสุขุมนัยประดิษฐ์ สถาบันพัฒนาข้าราชการพลเมือง จังหวัดนนทบุรี มีข้อความตอนหนึ่งว่า...

..."หนังสือที่ออกมาประมาณสัก 10 กว่าปีหลัง เป็นหนังสือที่เขียนในแนวเดียวกันหมด เพราะกระบวนทัศน์บริบท กระบวนทัศน์ในความคิด มันเปลี่ยนจากการที่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง กลับไปสู่ที่ ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง วันนั้น ที่ผมไปบรรยายให้คณบดีกับหัวหน้าคณะภาพวิชาฟัง ผมบอกว่า มหาวิทยาลัยไทยนี่ เป็นลักษระใช้ Supply Side Strtegy คือ มหาวิทยาลัยก็คิดเพียงว่า คณะของข้าพเจ้าจะผลิตปีนี้ ได้เท่าไร ข้าพเจ้าก็จะรับเท่านั้น แต่ไม่ได้คิดว่าความต้องการของประเทศ ความต้องการของเยาวชนที่ต้องการจะเรียน ต้องการจะเรียนคณะไหน อย่างไร เท่าไร หรือ ต้องการผลิตคนอย่างไหน อย่างไร เพราะว่ามันไม่มี ไม่มีมหาวิทยาลัย ก็เป็นคนคิด Supply Side แม้กระทั่งตำราออกมา 10 กว่าปี เกือบ 20 ปี พวกเราก็ยัง Supply Side อยู่ อันนี้อันตราย



..."หนังสือเล่มล่าสุดที่ออกมา คือ The New Law of Demand and Supply เขียน โดย รัค คาซ ออกมาปีนี้ กลางปี ปลายปี 2002 ซึ่งมันเป็นหนังสือที่ความจริงแล้วไม่ใหม่ แต่มันต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่ออกมา ตั้งแต่เรื่อง Inside-out, Outside-in ของ IBM บริษัท IBM พังในช่วงนั้น เพราะ Inside-out ( คิดจากความต้องการของตัว) หรือ เป็น Supply Side Strategy คือ คิดว่า ผมอยากจะผลิตอะไร ผมมีความรู้อย่างนี้ ผมจะผลิตอย่างนี้ ราคาผมก็จะกำหนดว่า ต้นทุนผมได้เท่านี้ ผมก็จะขายเท่านี้ อันนี้เป้นสิ่งที่มันผิดมาอย่างต่อเนื่อง 10 กว่าปี เหมือนกันครับ การบริหารประเทศ ถ้าเมื่อไหร่การบริหารประเทศรัฐบาลคิดเอาเอง ผมอยากจะทำอย่างนี้ แต่ไม่รู้ความต้องการนี้หรือเปล่า พัง งบประมาณเท่าไรก็เอาไม่อยู่ เพราะว่ารัฐบาลคิดเอาเอง ไม่รู้ว่าความต้องการจริงๆคิดอะไร ยกตัวอย่างที่เราล้อกันเล่นสมัยก่อน เขาอยากได้บ่อน้ำบาดาล เราเอาอะไรไม่รู้ไปยัดเยียดให้เขา เขาก็รับไปทั้งที่ไม่ต้องการ เพราะว่าเรายัดเยียดให้เขา เพราะฉะนั้น วันนี้ จุดการปฏิรูประบบราชการนี้ ปฏิรูปเพื่อที่จะปรับระบบให้ราชการยอมรับว่าประชาชนคือศูนย์กลาง ปรับระบบเพื่อให้เกิดการบริการที่ดีขึ้น แต่แน่นอนครับ การปรับระบบมันปรับโครงสร้างเสร็จต้องปรับวัฒนธรรม ใช้เวลา สิ่งที่เราปฏิรูประบบราชการนั้นก็คือว่า เราเอาลักษณะของงานที่เหมือนกันเกี่ยวเนื่องกันมารวมกัน ให้มากที่สุสด เท่าที่จะทำได้"






Create Date : 06 มีนาคม 2551
Last Update : 7 มีนาคม 2551 9:19:46 น. 9 comments
Counter : 1356 Pageviews.

 
สรุปผลการประชุม นายกรัฐมนตรีให้นโยบาย คณบดีและหัวหน้าภาควิชา
เรื่อง นโยบายในการพัฒนาระบบอุดมศึกษา
วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2546
ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี

ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายแก่คณบดี
หัวหน้าภาควิชา และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในเรื่อง นโยบายในการพัฒนาระบบอุดมศึกษา
สรุปได้ดังนี้

1) การปฏิรูปการศึกษา คือ กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การจัดการอุดมศึกษาจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกรอบกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm Shift) สถาบันอุดมศึกษาจะต้องผลิตบัณฑิตตามความต้องการของตลาดหรือผู้เรียน (Demand Side) และมุ่งสร้างประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรเป็นสำคัญ

2) แนวทางสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ประกอบด้วย

2.1) การบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัย ควรมีลักษณะดังนี้
• ความยืดหยุ่น (Flexible) และคล่องตัว ไม่ควรมี
เส้นแบ่งเขตแดน (Border Line) ระหว่างภาควิชา คณะ ในลักษณะที่ต่างคนต่างอยู่ แต่ควรสนับสนุนให้มีความร่วมมือทางวิชาการ
• ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) ควรส่งเสริมให้
บุคลากรในมหาวิทยาลัย/สถาบันมีความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของสถาบันร่วมกัน (Sense of Ownership) ควรส่งเสริมการสร้างระบบเครือข่ายความรู้และการใช้ทรัพยากร (Share Resource) ทุกประเภทร่วมกันในระหว่างภาควิชา คณะ ระหว่างมหาวิทยาลัย และนอกมหาวิทยาลัย โดยมุ่งพัฒนาที่ Software และตัวอาจารย์ แทนการลงทุนด้าน Hardware

2.2) การบริหารระบบห้องสมุด ควรพัฒนาให้ห้องสมุดมีความน่าสนใจ เป็นห้องสมุดที่มีชีวิต (Living Library) ที่จัดหาหนังสือที่ทันสมัยอยู่เสมอ และจัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศรองรับเพื่อการศึกษาค้นคว้าและการเรียนรู้ เช่น E-Book, E-Library เพื่อจูงใจให้นักศึกษาสนใจที่จะเข้าห้องสมุดและใช้ประโยชน์จากห้องสมุดอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันอาจารย์จำเป็นต้องพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้ของตัวเองอยู่ตลอดเวลาด้วย

2.3) การพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งความรู้ที่มาจากผลงานวิจัยของอาจารย์และนักวิจัยในมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมสังคมไทยสู่การเป็นสังคม ฐานความรู้ (Knowledge Based Society) โดย
• ต้องมุ่งให้ความสำคัญต่อระเบียบวิธีวิจัย
มุ่งเน้นการวิจัยเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ๆและถูกต้องแก่สังคม และมีการแสวงหาคำตอบที่เป็น วิทยาศาสตร์โดยใช้เครื่องมือวัดที่ถูกต้อง (Validity) และน่าเชื่อถือ (Reliability)
• การสร้างระบบการจูงใจ (Incentive) ให้กับนักวิจัย
ทั้งด้านความก้าวหน้าในวิชาชีพ (Career Path) และด้านการเงิน ได้แก่ การจัดสรรทุนสนับสนุนการทำวิจัย และผลตอบแทนจากลิขสิทธิ์ผลงานวิจัย



2.4) การกำหนดเป้าหมายและวางแผนการผลิตกำลังคนของประเทศ ควรพิจารณาจากความต้องการกำลังคนของตลาดเป็นตัวกำหนด (Demand Strategy) โดยมอบให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้กำหนดทิศทาง เป้าหมาย และ วางแผนความต้องการกำลังคนของประเทศโดยประสานกับทบวงมหาวิทยาลัย สำหรับในระดับสถาบัน อุดมศึกษาต้องมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนแผนการผลิตกำลังคนให้สอดคล้องกับเป้าหมายความต้องการกำลังคนของประเทศได้ตลอดเวลา

2.5) การปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตบัณฑิต ควรปรับปรุง
จากเดิมที่มีการผลิตจำนวนมากตามความสามารถในการผลิตบัณฑิตของสถาบันอุดมศึกษา (Mass Production) เปลี่ยนเป็น การผลิตตามความต้องการของผู้ใช้ (Mass Customization) เพื่อให้ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดหรือสังคม และเน้นความเชื่อมโยงกับชุมชนและสังคม รวมถึงการพิจารณาระบบการรับเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษา (Admission) ให้มุ่งตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อเอื้อให้นักศึกษาได้เรียนในวิชาหรือหลักสูตรที่ตนชอบหรือต้องการเรียนให้มากที่สุด และเกิดจิตวิญญาณในการเรียนรู้ รักที่จะเรียนรู้ มีความใฝ่รู้ และใฝ่เรียน

2.6) การพัฒนาการศึกษาที่มุ่งให้บัณฑิตมีความรู้ใน
ศาสตร์หลายๆศาสตร์ (Multidisciplinary) มีการจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง (Student Center) เน้นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความคิด ข้อมูล ข่าวสารและเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างอาจารย์ผู้สอนและนักศึกษา มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT)มาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อก่อให้เกิดการสร้างความรู้ใหม่ๆจากองค์ความรู้พื้นฐาน เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมฐานความรู้ (Knowledge Based Society) รวมทั้งเน้นเนื้อหาของหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อมุ่งสร้างบัณฑิตให้มีความรู้และสามารถบูรณาการและประยุกต์ใช้ความรู้ในการดำรงชีวิตต่อไปได้
ทั้งนี้ ทบวงมหาวิทยาลัยควรลดความเป็นระบบราชการ
(Debureaucratization) โดยผ่อนคลายกฎหรือระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ และสามารถส่งเสริมให้เกิดความรู้ เช่น การกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเทียบโอนหน่วยกิต การเทียบโอนความรู้ ควรสร้างวัฒนธรรมและทัศนคติใหม่ของสถาบันอุดมศึกษาที่สนับสนุนให้สามารถแสดงความคิดเห็นทางวิชาการได้อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา รวมถึงการที่ครูอาจารย์ ควรให้ความเอาใจใส่ต่อลูกศิษย์ เสมือนเป็นลูกหลาน และพร้อมให้คำปรึกษา ความเข้าใจ และ คำแนะนำ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาของสังคมได้

Resource:นโยบายในการพัฒนาระบบอุดมศึกษา


โดย: moonfleet วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:21:43:50 น.  

 
รายงานการประชุมสัมมนา นายกรัฐมนตรีให้นโยบายการพัฒนาระบบอุดมศึกษาแก่คณบดี และหัวหน้าภาควิชา ในสถาบันอุดมศึกษา ณ.อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี

การจัดประชุมสัมมนา ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีให้นโยบาย คณบดีและหัวหน้าภาควิชา เรื่อง นโยบายในการพัฒนาระบบอุดมศึกษา เพื่อให้คณบดีและหัวหน้าภาควิชาได้รับฟังนโยบายในการพัฒนาระบบ อุดมศึกษา การจัดการเรียนการสอน การวิจัย และการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2546 ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี มีผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งสิ้นประมาณ 1,600 คน

ในการประชุมสัมมนาครั้งนี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้มอบนโยบายในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา โดยการจัดการอุดมศึกษาจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ ให้ผลิตบัณฑิตตรงกับความต้องการของตลาด และเน้นความเชื่อมโยงกับชุมชนและสังคม เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมฐานความรู้ และพัฒนาการเรียนให้บัณฑิตมีความรู้ในหลาย ๆ ด้าน มีการจัดการเรียนการสอนที่ ยืดหยุ่น นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการจัดการเรียนการสอน และให้ใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนการผ่อนคลาย กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน

ทบวงมหาวิทยาลัยพิจารณาเห็นว่า การให้นโยบายต่าง ๆ ดังกล่าวของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย/สถาบัน ในช่วงของการปฏิรูปอุดมศึกษา จึงได้ จัดทำเอกสารเผยแพร่ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับทราบนโยบายและนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิรูปอุดมศึกษาต่อไป




โดย: นโยบายการพัฒนาระบบอุดมศึกษา (moonfleet ) วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:21:44:46 น.  

 
สรุปผลการประชุม โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี มอบนโยบาย แก่คณบดี และหัวหน้าภาควิชา
เรื่อง แนวนโยบายในการพัฒนาระบบอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2546

ตามที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายแก่คณบดี หัวหน้าภาควิชา และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องแนว นโยบายในการพัฒนาระบบอุดมศึกษา ในการประชุมเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2546 ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี กรุงเทพมหานคร นั้น ทบวงมหาวิทยาลัยได้แจ้งสรุปผลการประชุมการมอบนโยบาย ของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับนโยบายในการพัฒนาระบบ อุดมศึกษา เพื่อทราบและใช้เป็นแนวทางการดำเนินการในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการกำหนด เป้าหมาย และวางแผนการผลิตกำลังคนของประเทศ ควรพิจารณา จากความต้องการกำลังคนของประเทศ (Demand Strategy) ซึ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติไปกำหนดทิศทาง เป้าหมาย และวางแผนกำลัง คนของประเทศโดยประสานกับทบวงมหาวิทยาลัย ดังนั้น ทบวง มหาวิทยาลัยจึงให้มหาวิทยาลัย/สถาบันดำเนินการดังนี้
1. ประเมินสถานภาพปัจจุบันว่าการผลิตบัณฑิตของ มหาวิทยาลัย/สถาบันนั้น สอดคล้องกับแนวนโยบายดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร และขอให้ปรับปรุงทบทวนผลการดำเนินงานปัจจุบัน เพื่อ ชะลอ ปรับลด หรือยกเลิกผลผลิต และกิจกรรมที่หมดความจำเป็น หรือมีความสำคัญในระดับรอง และดำเนินการเฉพาะผลผลิตหรือ กิจกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อกลยุทธ์โดยรวมของหน่วยงาน และมี ส่วนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายการให้บริการของกระทรวง ให้ เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545 (ตามบันทึก ที่ ทม 0204(4)/ว.1060 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2545) และตาม การชี้แจงของรองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ เครืองาม) เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2546 และขอให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้น และแจ้งสำนักงาน ปลัดทบวง มหาวิทยาลัยทราบภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 เพื่อ ให้ทันการจัดทำงบประมาณปี 2547 ต่อไป
2. ขอให้มหาวิทยาลัย/สถาบัน ร่วมมือกับผู้ใช้บัณฑิต โดย เฉพาะกับสภาอุตสาหกรรม หรือท้องถิ่นในการผลิตบัณฑิต เพื่อให้ การผลิตบัณฑิตตรงกับความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตเป็นลำดับแรก เพื่อรองรับความต้องการทางเศรษฐกิจ และการแข่งขันของประเทศ และคำนึงถึงการผลิตบัณฑิตในสาขาวิชา ที่สามารถคงไว้ซึ่งคุณค่า ทางวิชาการด้วย ในขณะเดียวกันควรคำนึงถึงความต้องการของ ผู้เรียน หรือในการขยายโอกาสเข้าสู่การบริการของอุดมศึกษา และขอให้ปรับระบบบริหารจัดการ รวมทั้งปรับหลักสูตรการเรียน การสอนให้มีความยืดหยุ่น สร้างระบบเครือข่ายความรู้ และการใช้ ทรัพยากรร่วมกัน โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ เพื่อ ให้เกิดความมีประสิทธิภาพและการบริหารจัดการที่ดี ทั้งนี้การดำเนิน การดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับหลักการของความเป็นอิสระทาง วิชาการ และความเป็นอิสระในการบริหารจัดการอุดมศึกษา โดย คำนึงถึงคุณภาพมาตรฐานควบคู่ไปด้วย

สรุปผลการประชุม นายกรัฐมนตรีให้นโยบายคณบดี และหัวหน้าภาควิชา เรื่อง นโยบายในการพัฒนาระบบอุดมศึกษา วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2546 ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี


ฯพณฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบ นโยบายแก่คณบดีหัวหน้าภาควิชา และผู้แทนจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในเรื่อง นโยบายในการพัฒนาระบบอุดมศึกษา สรุปได้ ดังนี้
1. การปฏิรูปการศึกษา คือ กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การจัดการอุดมศึกษาจะต้องมีการปรับเปลี่ยน กรอบกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm Shift) สถาบันอุดมศึกษาจะต้อง ผลิตบัณฑิตตามความต้องการของตลาดหรือผู้เรียน (Demand Side) และมุ่งสร้างประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรเป็นสำคัญ
2. แนวทางสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ประกอบด้วย
2.1 การบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัย ควรมี ลักษณะดังนี้
- ความยืดหยุ่น (Flexible) และคล่องตัว ไม่ควร มีเส้นแบ่งเขตแดน (Border Line) ระหว่างภาควิชาคณะ ในลักษณะ ที่ต่างคนต่างอยู่ แต่ควรสนับสนุนให้มีความร่วมมือทางวิชาการ
- ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) ควรส่งเสริม ให้บุคลากรในมหาวิทยาลัย/สถาบันมีความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของ สถาบันร่วมกัน (Sense of Ownership) ควรส่งเสริมการสร้างระบบ เครือข่ายความรู้และการใช้ทรัพยากร (Share Resource) ทุกประเภท ร่วมกันในระหว่างภาควิชา คณะ ระหว่างมหาวิทยาลัย และนอก มหาวิทยาลัย โดยมุ่งพัฒนาที่ Software และตัวอาจารย์ แทนการ ลงทุนด้าน Hardware
2.2 การบริหารระบบห้องสมุด ควรพัฒนาให้ห้อง สมุดมีความน่าสนใจ เป็นห้องสมุดที่มีชีวิต (Living Library) ที่จัด หาหนังสือที่ทันสมัยอยู่เสมอ และจัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รองรับเพื่อการศึกษาค้นคว้าและการเรียนรู้ เช่น E-Book, E-Library เพื่อจูงใจให้นักศึกษาสนใจที่จะเข้าห้องสมุด และใช้ประโยชน์จาก ห้องสมุดอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันอาจารย์จำเป็นต้องพัฒนา และ เพิ่มพูนความรู้ของตัวเองอยู่ตลอดเวลาด้วย
2.3 การพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งความรู้ที่ มาจากผลงานวิจัยของอาจารย์ และนักวิจัยในมหาวิทยาลัย เพื่อ เตรียมสังคมไทยสู่การเป็นสังคมฐานความรู้ (Knowledge Based Society) โดย
- ต้องมุ่งให้ความสำคัญต่อระเบียบวิธีวิจัย มุ่ง เน้นการวิจัยเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่ๆ และถูกต้องแก่สังคม และมี การแสวงหาคำตอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ โดยใช้เครี่องมือวัดที่ถูกต้อง (Validity) และน่าเชื่อถือ (Reliability)
- การสร้างระบบการจูงใจ (Incentive) ให้กับ นักวิจัย ทั้งด้านความก้าวหน้าในวิชาชีพ (Career Path) และด้าน การเงิน ได้แก่ การจัดสรรทุนสนับสนุนการทำวิจัย และผลตอบแทน จากลิขสิทธิ์ผลงานวิจัย
2.4 การกำหนดเป้าหมาย และวางแผนการผลิตกำลัง คนของประเทศ ควรพิจารณาจากความต้องการกำลังคนของตลาด เป็นตัวกำหนด (Demand Strategy) โดยมอบให้สำนักงานคณะ กรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเป็นผู้กำหนด ทิศทาง เป้าหมาย และวางแผนความต้องการกำลังคนของประเทศ โดยประสานกับทบวงมหาวิทยาลัย สำหรับในระดับสถาบันอุดม ศึกษาต้องมีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนแผนการผลิตกำลังคน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายความต้องการกำลังคนของประเทศได้ ตลอดเวลา
2.5 การปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตบัณฑิต ควร ปรับปรุงจากเดิมที่มีการผลิตจำนวนมาก ตามความสามารถใน การผลิตบัณฑิตของสถาบันอุดมศึกษา (Mass Production) เปลี่ยน เป็นการผลิตตามความต้องการของผู้ใช้ (Mass Customization) เพื่อ ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด หรือสังคม และเน้น ความเชื่อมโยงกับชุมชน และสังคม รวมถึงการพิจารณาระบบการรับเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษา (Admission) ให้มุ่งตอบสนอง ต่อความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อเอื้อให้นักศึกษาได้เรียน ในวิชาหรือหลักสูตรที่ตนชอบ หรือต้องการเรียนให้มากที่สุด และ เกิดจิตวิญญาณในการเรียนรู้ รักที่จะเรียนรู้ มีความใฝ่รู้ และใฝ่เรียน
2.6 การพัฒนาการศึกษาที่มุ่งให้บัณฑิตมีความรู้ในศาสตร์ หลาย ๆ ศาสตร์ (Multidisciplinary) มีการจัดการเรียนการสอน ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (student Center) เน้นการสร้างกระบวน การเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความคิด ข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยี ร่วมกันระหว่างอาจารย์ผู้สอน และนักศึกษา มีการนำเทคโนโลยี สารสนเทศ (ICT) มาใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อก่อให้เกิดการสร้าง ความรู้ใหม่ ๆ จากองค์ความรู้พื้นฐาน เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็น สังคม ฐานความรู้ (Knowledge Based Society) รวมทั้งเน้นเนื้อหา ของหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อมุ่งสร้างบัณฑิตให้มีความรู้ และสามารถบูรณาการ และประยุกต์ใช้ความรู้ในการดำรงชีวิต่อไปได้
ทั้งนี้ ทบวงมหาวิทยาลัยควรลดความเป็นระบบราชการ (Debureaucratization) โดยผ่อนคลายกฎ หรือระเบียบที่เป็น อุปสรรคในการเรียนรู้ และสามารถส่งเสริมให้เกิดความรู้ เช่น การ กำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเทียบโอนหน่วยกิต การเทียบโอนความรู้ ควรสร้างวัฒนธรรมและทัศนคติใหม่ของ สถาบันอุดมศึกษา ที่สนับสนุนให้สามารถแสดงความคิดเห็นทาง วิชาการได้อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา รวมถึงการที่ครูอาจารย์ควร ให้ความเอาใจใส่ต่อลูกศิษย์เสมือนเป็นลูกหลาน และพร้อมให้คำ ปรึกษา ความเข้าใจ และคำแนะนำ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ของสังคมได้


(จากหนังสือเวียนสำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ที่ ทม 0204 (3) ว.96 ลว. 6 ก.พ. 46)


โดย: แนวนโยบายในการพัฒนาระบบอุดมศึกษา เมื่อวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2546 (moonfleet ) วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:21:50:24 น.  

 


Rick Kash CEO ของบริษัทที่ปรึกษา Combridge Group ชี้ว่า บริษัทจะต้องเลิกวิธีทำธุรกิจแบบเก่าที่พิจารณา supply เป็นหลัก มาเป็นการวิเคราะห์ demand ทั้งที่มีอยู่แล้ว และเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ เป็นอันดับแรก Kash เสนอวิธีทำธุรกิจแนวใหม่ เรียกว่า Demand Strategy ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 ขั้น และอธิบายว่า วิธีใหม่ดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทสร้างสรรค์สินค้าที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร และสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีที่สุดได้อย่างไร




โดย: Demand Strategy (moonfleet ) วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:21:52:57 น.  

 
คำกล่าวของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ในโอกาสการเป็นประธานการประชุมเรื่อง
"นโยบายในการพัฒนาระบบอุดมศึกษา"
ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี มูลนิธิวชิรเวชวิทยา
ซอย ศูนย์วิจัย กรุงเทพมหานคร
วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2546 เวลา 09.00 น.

รูปแบบ file pdf จำนวน 15 หน้า

Resource://www.arc.tru.ac.th/acrob/pedu2.pdf


โดย: "นโยบายในการพัฒนาระบบอุดมศึกษา" (moonfleet ) วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:22:00:10 น.  

 


Demand-side innovation
606 x 446 - 25k - gif
cmctraining.typepad.com


โดย: Demand-side innovation (moonfleet ) วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:8:33:03 น.  

 


Demand-side or “Border-Out” issues: ...
414 x 420 - 42k - jpg
www.dce.gov.ro


โดย: Demand-side or “Border-Out” issues: ... (moonfleet ) วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:8:34:33 น.  

 


On the demand side, the government ...
500 x 512 - 52k - gif
patrick.net


โดย: On the demand side, the government ... (moonfleet ) วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:8:38:09 น.  

 


Demand Side Policy Needed to Extend the Information Highway

Click:Demand Side Policy Needed to Extend the Information Highway


โดย: Demand Side Policy Needed to Extend the Information Highway (moonfleet ) วันที่: 7 มีนาคม 2551 เวลา:8:42:07 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

moonfleet
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาได้ หากไม่เคยเป็นความฝันมาก่อน
New Comments
Friends' blogs
[Add moonfleet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.