" เรื่องราวต่างๆเป็นดั่งทองคำในเทพนิยาย เมื่อคุณแจกจ่ายไปมากขึ้น คุณก็ได้รับกลับมามากขึ้น " พอลลี แมคไกวร์
Group Blog
 
 
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
9 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
0052. PRINCIPLE CENTERED LEADERSHIP : 1 ใน 109 หนังสือควรอ่าน จาก นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร





เมื่อวันที่ 16 กันยายน ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ชื่อว่า Plinciple Centered Leadership มีเนื้อหาโดยสรุปว่า...

..."ผู้นำองค์กร หรือ ผู้บริหาร จะต้องเป็นเสมือนโครงเหล็กที่อยู่ในเสาคอนกรีต แม้ว่าเสาจะสูงขึ้นเท่าไร เสาก็จะไม่ล้ม ซึ่งผู้บริหารมีหน้าที่ยึดเหนี่ยว เป็นกรอบในการทำงานขององค์กร นั้นๆ"


Create Date : 09 มีนาคม 2551
Last Update : 9 มีนาคม 2551 14:45:31 น. 4 comments
Counter : 1071 Pageviews.

 
POSITIONING : MAGAZINE : AT CLASS : HIGH VALUE

Stephen R. Covey : From Effectiveness to Greatness

วิลาวรรณ ผคังทิว
Positioning Magazine พฤศจิกายน 2547

ถ้าหนังสือเล่มหนึ่งสามารถทำยอดขายได้กว่า 15 ล้านเล่ม ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 38 ภาษา และยังคงความนิยมอย่างสูงมาตลอด 15 ปี คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้เขียนและแนวคิดของเขาจะมีอิทธิพลต่อผู้คนมากมายขนาดไหน

หนังสือคลาสสิกเล่มที่ว่านี้ก็คือ The 7 Habits of Highly Effective People ที่เขียนโดย Stephen R. Covey หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งบริษัท FranklinCovey องค์กรด้านการพัฒนาภาวะผู้นำและความมีประสิทธิผลในการทำงาน และอาจารย์แห่ง Brigham Young University สหรัฐอเมริกา

Covey เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาในปี ค.ศ. 1989 ซึ่งพอเหมาะพอเจาะกับยุคที่ผู้คนกำลังกระหายแนวคิดใหม่ๆ ในการค้นพบสิ่งที่พวกเขาต้องการในชีวิต ส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง แนวคิดที่ฉีกจากหนังสือแนว How to ทั่วไปที่มักแนะนำให้เปลี่ยนแปลงการกระทำภายนอก ขณะที่ Covey ย้ำความสำคัญของการเอาชนะตัวเองและเปลี่ยนแปลงจากภายใน ไม่ใช่แค่บุคลิก แต่ลงลึกถึงอุปนิสัย

The 7 Habits จึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของแนวคิดการพัฒนาตนเองกับคู่มือนักบริหารหรือผู้นำองค์กร และเข้าทางตามหลักการตลาดที่ผนวก 2 กลุ่มเป้าหมายเข้าด้วยกัน ทำให้ครอบครองพื้นที่ได้เป็น 2 เท่า ตัวอย่างของหนังสือที่ประสบความสำเร็จแบบเดียวกันนี้ ก็เช่น Who Moved My Cheese? ของ Spencer Johnson ที่นักอ่านบ้านเรารู้จักกันดี

ประวัติส่วนตัวของ Covey เขาเกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1932 จบจากมหาวิทยาลัยยูท่าห์ แล้วไปเรียนต่อ MBA ที่ฮาวาร์ด จากนั้นไปได้ปริญญาเอกที่ Brigham Young University ซึ่งระหว่างเรียนเขาก็ทำงานอยู่ที่นั่น ในฐานะผู้ช่วยอธิการบดีและเป็นอาจารย์สอนวิชาการจัดการธุรกิจและพฤติกรรมองค์กร ทางด้านครอบครัว เขาสมรสกับ Sandra Merrill Covey มีบุตรด้วยกัน 9 คน ซึ่งต่อมาก็มีส่วนร่วมในหนังสือบางเล่มของเขาด้วย

ก่อนหน้าที่จะตั้ง FranklinCovey ขึ้นในปี ค.ศ. 1997 นั้น เขาได้ก่อตั้งธุรกิจของตัวเองในนาม Covey Leadership Center ระหว่างนั้นก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง ได้รับรางวัลเกียรติคุณมากมาย อาทิ International Entrepreneur of the Year ในปี ค.ศ. 1994 รางวัล Services Entrepreneur of the Year จาก Inc. Magazine และรางวัล National Entrepreneur of the Year ในปี 1996 จนกระทั่ง 30 ตุลาคม 1997 ได้ตัดสินใจรวมกิจการกับ Franklin Quest กลายเป็นบริษัท FranklinCovey ที่มีพนักงานกว่า 3,000 คน ทำรายได้กว่าปีละ 350 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีบริษัทตัวแทนอยู่ในประเทศต่างๆ เกือบทั่วโลก ให้บริการกับลูกค้าองค์กรที่ต้องการจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและภาวะผู้นำของบุคลากร ในเมืองไทยเองมี Pacrim Group เป็นตัวแทนที่ได้รับอนุญาตเพียงรายเดียว

นอกเหนือจากหนังสือ The 7 Habits of Highly Effective People ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงแล้ว Covey ได้ออกซีดีเรื่องเดียวกันตามมาด้วย ทำยอดขายได้กว่า 1.5 ล้านแผ่น หนังสือด้านภาวะผู้นำในชื่อ Principle-Centered Leadership ก็มียอดขายกว่า 1 ล้านเล่ม ขณะที่หนังสือเกี่ยวกับการบริหารเวลาชื่อ First Things First ที่เขาเขียนร่วมกับ A. Roger และ Rebecca R. Merrill ก็มียอดขายกว่า 2 ล้านเล่ม และ The 7 Habits of Highly Effective Families ที่ตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 1997 ก็ขึ้นแท่นหนังสือขายดี ติดอันดับ 4 ของชาร์ต New York Times หลังวางแผงแค่ 3 เดือน

ตลอดเวลาที่ผ่านมาแนวคิดจากหนังสือ The 7 Habits of Highly Effective People ถูกนำไปใช้สร้างประสิทธิภาพให้กับองค์กรต่างๆ มากมาย อาทิ บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายหนึ่งสามารถเพิ่มคุณภาพการทำงานได้ 40% เพิ่มการผลิตได้เป็น 2 เท่าโดยไม่ต้องเพิ่มคน และเพิ่มประสิทธิภาพการส่งสินค้าได้ตรงเวลาถึง 98% หรือกรณีของอีกบริษัทที่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 3.5 ล้านเหรียญ จากการพัฒนากระบวนการผลิต

Covey ได้เก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ ผนวกกับประสบการณ์ความสำเร็จในการทำงานของเขาเอง เป็นเหมือนการวิจัยเชิงลึกเก็บข้อมูลซ้ำจากแหล่งเดียวกันในระยะยาว จนล่าสุดเป็นที่มาของการตีพิมพ์ภาคต่อของ The 7 Habits of Highly Effective People ในชื่อว่า The 8th Habit : From Effectiveness to Greatness

หนังสือเล่มนี้มีกำหนดวางแผงพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 9 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ และ Covey ได้นำเสนอความเป็นผู้มีประสิทธิผลสูงของตัวเขาเอง ด้วยการตระเวนบรรยายทั่วโลกเพื่อโปรโมตหนังสือเล่มใหม่ สำหรับคนไทยที่ต้องการพิสูจน์ว่าค่าบัตร 15,000 บาท จะสามารถสร้างประสิทธิผลให้กับชีวิตและการทำงานได้มากแค่ไหน เตรียมพบกับเขาได้ที่อิมแพค อารีน่า ในวันที่ 17 พฤศจิกายน


Did you know?

7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง (ฉบับภาษาไทยเรียบเรียงโดย สงกรานต์ จิตสุทธิภากร)
อุปนิสัยที่ 1 : บี โปรแอคทีฟ
อุปนิสัยที่ 2 : เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ
อุปนิสัยที่ 3 : ทำสิ่งที่สำคัญก่อน
อุปนิสัยที่ 4 : คิดแบบชนะ/ชนะ
อุปนิสัยที่ 5 : เข้าใจผู้อื่นก่อนแล้วจึงให้ผู้อื่นเข้าใจเรา
อุปนิสัยที่ 6 : ผลึกพลังประสานความต่าง
อุปนิสัยที่ 7 : ลับเลื่อยให้คมอยู่เสมอ

Resource:
//www.positioningmag.com/magazine/Details.aspx?id=27171&menu=magazine,atclass,highvalue


โดย: POSITIONING : MAGAZINE : AT CLASS : HIGH VALUE (moonfleet ) วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:14:49:26 น.  

 
เครื่องมือนักบริหารสมัยใหม่

(คัดย่อเรียบเรียงจาก 100 เครื่องมือนักบริหารสมัยใหม่ ของ ดร.วรภัทร ภู่เจริญ)

ผู้ข่วยสำคัญของนักบริหาร

โลกธุรกิจปัจจุบันต้องการผู้บริหารที่มีศักยภาพมากกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โลกของการบริหารยิ่งจำเป็นต้องสร้างวิสัยทัศน์ที่ดีเพื่อเปิดโอกาสให้มีอิสระในการบริหารการ
จัดการ ดังนั้น ผู้ทำหน้าที่ผู้บริหารที่แท้จริง จึงต้องอาศัยความสามารถที่จะได้รับทักษะและเครื่องมือใหม่ ๆ ที่จำเป็น ตามสถานการณ์แวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริหารที่มีศักยภาพย่อมมาจากการเรียนรู้วิธีการบริหารที่ทำอยู่ผ่านการ
ลงมือทำด้วยตนเองเป็นพื้นฐานสู่การเปลี่ยนแปลง และเติบโตเมื่อพบปัญหาในการบริหารถ้ามีที่ปรึกษาให้คำแนะนำ ที่ดีได้ก็ถือว่าเป็นโชค เพราะการศึกษาจากทฤษฎี ที่มีอยู่ในตำรา หลักสูตรฝึกอบรม สัมมนาเพื่อเพิ่มพูนความรู้ และทักษะต่าง ๆ นั้น คงไม่มีคุณค่าเท่ากับประสบการณ์ จริง ในวงการบริหารไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนจึงมักเกิด "ผู้นำในระดับบริหาร" ที่มีทั้งพรสวรรค์ และพรแสวง องค์การต่าง ๆ นำเอาเครื่องมือทางการบริหารใหม่
ๆ มาใช้ ด้วยหวังที่จะให้เป็นผู้ช่วยสำคัญของนัก บริหาร แต่หลายครั้งก็พบว่าไม่อาจช่วยให้ฝ่าฟันวิกฤตต่าง
ๆ ไปได้อย่างเบ็ดเสร็จด้วยเครื่องมือเพียงชนิดเดียว เพราะปัจจัยสำคัญอยู่ที่การมีโอกาสที่จะทบทวน สมมติฐานเบื้องต้น ขององค์การถึงบทบาทเชิงกลยุทธ์ เพื่อพัฒนาเครื่องมือ ต่าง ๆ เหล่านี้ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ได้รวบรวมเครื่องมือ สำหรับนักบริหาร ซึ่งมีอยู่มากมายทั้งที่เป็นเครื่องมือดั้งเดิม และเครื่องมือทันสมัยที่สุด หรือเครื่องมือที่เป็นดาวค้างฟ้า เพื่อให้ผู้บริหารได้ทบทวนความเหมาะสมสำหรับนำไปใช้ บริหารองค์การ ทั้งที่อาจใช้แบบเดี่ยว ๆ หรือใช้หลาย ๆ เครื่องมือผสมผสานกันไป ขึ้นกับความถนัดของผู้บริหารและ วัฒนธรรมองค์กร โดยแบ่งออกเป็น 7 ระดับ ซึ่งใน บทความนี้ได้คัดเลือก เครื่องมือบางตัวมานำเสนอพร้อมด้วยคำ อธิบายพอสังเขป

ระดับที่ 1 เครื่องมือเฉพาะบุคคล

เครื่องมือระดับนี้ เป็นเครื่องมือที่ให้ไว้สำหรับให้นักบริหารใช้กับตัวเองจัดเป็นทักษะเฉพาะตัว มี 7 ตัว คือ

1. สมาธิ เพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถสร้าง Vision สำหรับกิจการได้ เพราะการมีสมาธิดี ทำให้ เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย สรุปประเด็นได้เร็ว
2. Employability เนื่องจากความมั่นคงในสภาพการทำงานในองค์การต่าง ๆ โดยทั่วไปกำลังจะ หมดไป ดังนั้นผู้บริหารจะต้องสำรวจและฝึกทักษะของตนเองและบุคลากรในความรับผิดชอบ เพื่อทำ "การตลาด" ให้กับตัวเอง สำหรับเป็นจุดขายให้กับลูกค้า หรือแม้กระทั่งองค์การใหม่
3. การประเมินผลการปฏิบัติงานแบบ 360 องศา
เป็นเครื่องมือประเมินบุคคลโดยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องประเมินตัวลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกจ้าง ฯลฯ ซึ่งนอกจากนี้อาจใช้การประเมินด้วยผลงาน (Result Qriented)หรือดัชนีวัดผล (Performance Indicators)
4. Entrepreneurship คือ มีนิสัยและทักษะความเป็นนักประกอบการ เช่น มีวิสัยทัศน์ ใฝ่รู้ ช่างสังเกต ศรัทธาและความเชื่อ ฯลฯ มากกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือน
5. กำลังใจ / ศรัทธา / ความเชื่อมั่น เพื่อฝึกจิตใจของนักบริหารให้เข้มแข็ง โดยยึดถือหลักการ ถ้า เชื่อว่าเราทำได้ แล้วเราก็จะทำได้นั่นเอง
6. บริหารตัวเอง (Intrapranearship) เป็นส่วนที่ช่วยเสริมเครื่องมือตัวที่ 4 เพราะพนักงานแต่ละคน ในองค์กรต้องบริหารตัวเองก่อน ไม่ว่าจะด้วยการกำหนดเป้าหมาย กำหนดนโยบายชีวิต การประเมินผลตัวเอง
7. Lateral Thinking เป็นวิธีการคิดแบบใหม่ ที่ต่อเนื่องทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ หลักการ ก็คือ คิดให้ครบทุกแง่มุม คือ ทั้งตามสภาพที่เห็น ทางเลือกหรือแนวทางใหม่ ๆ ข้อดี ข้อเสีย และมองแบบสรุป ภาพรวม

ระดับที่ 2 เครื่องมือระหว่างบุคคล
เป็นเครื่องมือที่นักบริหารต้องใช้กับคนที่อยู่รอบ ๆ ตัว ได้แก่

1. แก้ไขปัญหาในองค์การด้วยวิธีการใช้ทางเลือก (Alternative Dispute Resolution) ทางออก ของปัญหาต้องหาให้ได้หลาย ๆ ทางเป็นตัวเลือก วิธีการส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ก็คือการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจของคน ๆ เดียว
2. ทำตัวให้เป็นผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำ
3. ฝึกบุคลากรให้มีทัศนคติที่ดีต่อลูกค้า เพราะองค์การยึดหลักความพอใจของลูกค้า
4. Diversity ใช้เพื่อแก้ไขไม่ให้พนักงานรังเกียจความเป็นมนุษย์ของเพื่อนร่วมงาน หรือ "อคติ" นั่นเอง
5. จากสัญญาการจ้างงานเปลี่ยนเป็นสัญญาการเช่างาน เพราะพนักงานต้องพัฒนาตนเองและสร้าง ผลงานให้ปรากฏเพื่อเพิ่มมูลค่า
6. Empowerment การเพิ่มขวัญ กำลังใจให้กับบุคลากร ไม่ว่าจะด้วยรางวัลที่เป็นตัวเงินหรือไม่ใช่ ตัวเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้อำนาจแก่พนักงานให้ปฏิบัติงานได้คล่องตัวโดยองค์การได้งานตามเป้าหมาย
7. Enlightened Leadership ผู้บริหารมีหน้าที่ "นำ" ให้ผลทั้งองค์การฝันร่วมกัน และเกิด ความคิดที่จะทำตามแนวคิดนั้น
8. Impression Management คือ การเน้นภาพพจน์ และชื่อเสียงขององค์กร รวมถึงการบริหาร ที่ทำให้พนักงานในองค์กรประทับใจ ผู้บริหารที่ทำให้ลูกน้องประทับใจได้ต้องได้รับการฝึกฝนอบรมและรู้เรื่องการบริหาร และเครื่องมือในการบริหารมากกว่าลูกน้องถึงขั้นที่เป็นครูสอนลูกน้องได้ จึงจะเป็นผู้บริหารมืออาชีพที่ดี
9. Management by Objectives การบริหารโดยยึดวัตถุประสงค์เป็นเครื่องมือเก่า แต่ก็เป็น พื้นฐานของการบริหาร จุดสำคัญในการใช้เครื่องมือนี้ก็คือเมื่อตั้งเป้าหมายแล้วต้องตรวจประเมินเป็นระยะ ๆ
10. Management by Walking Around ผู้บริหารควรใช้วิธีการลงมาดูสภาพของหน้างานต่าง ๆ อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นงานบริการหรืองานสนับสนุนอื่น ๆ
11 One Minute Manager ผู้บริหารควรใช้เวลาวันละ 1 นาที สำหรับทบทวนเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทบทวนงานที่ผิดพลาดที่เกิดขึ้น รวมถึงการชมเชยลูกน้องที่ทำงานได้ดี
12. Peer Review & Peer Appraisal ประเมินพนักงานโดยใช้วิธีให้พนักงานประเมินกันเอง ทั้งนี้ จะต้องชี้แจงวิธีการประเมินให้เข้าใจถูกต้องตรงกันและเน้นที่ความยุติธรรม
13. ตัวกลางไกล่เกลี่ย Peer Mediation เป็นการจัดตั้งทีมงานเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย กรณีพิพาทในองค์การ เพราะจากสถิติมีงานบริหารถึง 25% ที่ต้องใช้ในการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในองค์การ
14. Principle - centered Leadership เป้าหมายของวิธีการนี้ คือ ให้ความสำคัญกับ "หลักการ" โดยต้องสอนให้พนักงานรู้จักการกำหนดเป้าหมาย กำหนดบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง สื่อสารกับคนอื่นได้ดี อดทนต่อเงื่อนไขต่าง ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อฝึกความมีวินัยและการควบคุมตัวเอง เพื่อให้ช่วยส่งผลต่อการมอบอำนาจ (Empowerment)
15. Situational Leadership ผู้บริหารตามสถานการณ์ เพราะผู้บริหารที่ดีต้องมีความสามารถใน การปรับสไตล์ ปรับแผน ปรับตนเอง เพื่อให้รองรับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้
16. ตำราพิชัยสงคราม ซุนวู ยอดนักบริหารสงครามของจีนซึ่งมีหลายกลยุทธ์ที่ปรับใช้เป็นกลยุทธ์ใน การวางแผนการบริหารธุรกิจ
17. Servant Leadership ความเป็นผู้นำขึ้นอยู่กับการที่เราสามารถสร้างและรับใช้ลูกน้องโดยสร้าง บรรยากาศการทำงานเก่งแค่ไหน ความสำเร็จของลูกน้องเป็นตัวชี้วัดฝีมือของผู้บริหาร
18. Transactional Analysis เป็นการวิเคราะห์วิธีการสื่อสารของคู่เจรจาในลักษณะผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ และเด็ก
19. Workout บริษัท GE ในสหรัฐอเมริกาใช้เครื่องมือนี้ด้วยวิธีการเปิดประชุมใหญ่ให้พนักงานมี โอกาสซักถามได้เต็มที่ภายในเวลาที่กำหนดและวัตถุประสงค์ของบริษัท

ระดับที่ 3 เครื่องมือระดับกลุ่ม

1. After - action Review เป็นเครื่องมือที่ได้แบบอย่างจากการทำงานของทหารหน่วยพิเศษ เริ่มต้นจากการแจ้งภารกิจ วัตถุประสงค์ของงานจนถึงเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่ต้องการให้กลุ่มหรือทีมงานรับทราบและปฏิบัติงานมื่องานสำเร็จก็จะมีการ ทบทวนข้อดี ข้อเสีย หรือข้อผิดพลาด ตลอดจนเรื่องที่เรียนรู้
2. Break - Through Action Teams ใช้ลักษณะการทำงานแบบหน่วยเฉพาะกิจที่เข้าช่วยแก้ปัญหาฉุกเฉินของกลุ่ม
3. Crisis Management หรือการบริหารวิกฤตการณ์ ใช้เพื่อให้มีการฝึกทักษะการบริหารใน วิกฤตการณ์ เพราะเชื่อว่าวิกฤตการณ์ช่วยให้เกิดการเรียนรู้
4. Dialogue Group เป็นการรวมกลุ่มเพื่อเปิดใจพูดคุยฝึกการลดอัตตา เพื่อรับฟังความคิดเห็นของ คนอื่น ไปจนถึงลด ความเครียด
5. Outward Bound เป็นการฝึกความเป็นผู้นำ ฝึกการอยู่ร่วมกัน เพื่อใช้สถานการณ์สร้างทักษะ ผู้นำด้านต่าง ๆ ทั้งการสื่อสาร การสร้างแรงจูงใจ การตัดสินใจ การประเมินความเสี่ยง
6. Participation Management การบริหารโดยให้พนักงานมีส่วนร่วมช่วยให้ได้รับรู้ปัญหาจาก หลายแง่มุม ซึ่งช่วยให้ขวัญกำลังใจของบุคลากรดีขึ้น แต่ต้องมีการให้ความรู้พื้นฐานบางเรื่องและกำหนดกติกา บางอย่างแก่พนักงาน
7. Quality Circles (QC) ถือเป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้พนักงานมีส่วนร่วมในการบริหาร แบบล่างขึ้นบน เพราะคนที่รู้ปัญหาของงานดีที่สุดคือพนักงาน
8. Quick Response เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่อาศัยหลักของความรวดเร็ว ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะ เป็นเรื่องคุณภาพ การควบคุม ต้นทุน การตอบสนองลูกค้า ตัวอย่างเช่น การพัฒนา Software เชื่อมโยงข้อมูลทุก หน่วยงานหรือการใช้ระบบ Just in time
9. Self Managing Work Teams หรือการปล่อยให้พนักงานบริหารกันเอง ลักษณะของเครื่องมือ นี้คือ การมอบหมายอำนาจให้พนักงานทำงานเอง ตัดสินใจเอง ตั้งเป้าหมายเอง และในที่สุดถึงขั้นตรวจสอบและแก้ ปัญหาได้เอง วิธีนี้ช่วยให้ผู้บริหารเห็นฝีมือบริหารของลูกน้องแต่ละกลุ่ม
10. Skrunk works หลักการคือปล่อยให้กลุ่มมีอิสระในการคิดไม่ต้องห่วงกฎ ระเบียบใด ๆ ทั้งสิ้น ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ได้งานนั้นสำเร็จตามเป้าหมายและเวลาที่กำหนด
11. Synergy การรวมพลัง สำหรับองค์กรที่มีขนาดใหญ่



Work'tip >>>ไม่มีเครื่องมือหรือวิธีการบริหารใดที่จะดีไปตลอดกาล เราต้องปรับปรุงให้เหมาะสมอยู่เสมอ




ระดับที่ 4 ระหว่างกลุ่ม มีเพียง 2 เครื่องมือ คือ

1. Networking คือระบบเครือข่ายซึ่งเปรียบเทียบกับระบบเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ แต่เป็น เครือข่ายในการบริหารงาน เพื่อให้เกิดความหลากหลาย
2. Matrix Management เป็นการบริหารแบบตั้งทีมงาน เพื่อทำโครงการ ใช้คนจากหลาย หน่วยงาน ซึ่งต้องฝึกวิธีการทำงานร่วมกันในลักษณะ Cross function

ระดับที่ 5 ระดับระบบ

เป็นเครื่องมือที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับ "ระบบ" ซึ่งในที่นี้หมายถึงกิจกรรมหรือการทำงานที่มีขั้นมีตอน และมีระเบียบแบบแผนชัดเจน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติทำงานได้คงเส้นคงวา


1. Adhocracy หรือ Temporary Organization เครื่องมือนี้เหมาะสำหรับหน่วยงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นระยะ ๆ ตามสถานการณ์ระหว่าง การบริหารแบบรวมศูนย์และการบริหารแบบกระจายอำนาจ หรือระหว่างการมีสายบังคับบัญชากับไม่มีสายการบังคับบัญชา การมีกฎระเบียบ กับ ไม่มีกฎระเบียบ เพราะยึดหลักการหมุนเวียนให้พนักงานเข้าไปเรียนรู้ในหน้าที่ต่าง ๆ
2. Benchmarking เป็นการเปรียบเทียบ หรือเทียบเคียงด้วยการมองหาและปฏิบัติโดยศึกษาจากตัวอย่างที่ดีที่สุดแล้ววางแผนปฏิบัติให้ช่องว่างระหว่างเรากับตัวอย่างนั้น
เหลือน้อยที่สุด ทำได้ทั้งเทียบเคียงกันภายในองค์กรเองเ ทียบเคียงกับคู่แข่ง เทียบเคียงกับองค์กรอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมคล้ายๆ
กัน เทียบเคียงกับผู้ที่ปฏิบัติได้ดีที่สุด (Best Practice) ในประเภทเดียวกัน โดยเทียบเคียงตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ และระบบ
3. Boundarylessness ระเบียบวิธีการบางอย่างที่ไร้เหตุผล ถ้าสามารถตัดหรือเลิกไปได้ ก็ทำให้เราทำงานสะดวก มีประสิทธิภาพ
เพิ่มขึ้น เพราะเรามักยึดติดกับกฎที่กำหนดไว้มากเกินไป หรือทำตามสิ่งที่ทำกันมานาน เครื่องมือนี้มีวิธีการช่วยสนับสนุน เช่น
- บริหารแนวนอน หรือ Cross function และบริหารแนวดิ่งให้น้อยลง โดยลดระดับชั้นการบังคับ บัญชา หรือลดกระบวนการทำงาน
- บริหารภายนอก ด้วยวิธีคบหาลูกค้า ผู้ส่งมอบ ธุรกิจวงการต่าง ๆ
- ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
4. Contingent Work Force หมายถึง การเตรียมคนสำรองไว้สามารถเรียกใช้ได้ทันทีเมื่อจำเป็น
5. Cycle time หมายถึง การกำหนดรอบของเวลา หรือคาบเวลาในการผลิตสินค้า หรือทำกิจกรรม อย่างใดอย่างหนึ่งตั้งแต่เริ่มต้น
จนสิ้นสุด ให้เป็นเวลามาตรฐาน
6. ISO 9000 เป็นมาตรฐานสำหรับการตรวจสอบการทำงานที่เป็นระบบ มีเอกสารอธิบายการทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่า กระบวนการ
ทำงานต่าง ๆ ที่ได้วางแผนไว้ สามารถให้สินค้าหรือบริการที่ตรงตามความต้องการของ ลูกค้า
7. Job Enlargement และ Job Enrichment คือ การหางานให้พนักงานทำมากขึ้น และทำให้งานที่ทำนั้นน่าทำมากขึ้นด้วย
8. Pay for Performance วางแผนการให้รางวัลตามความสามารถและการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของ พนักงาน หรือจ่ายตามผลงาน
9. Quality System ยังเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอยู่นับตั้งแต่ Total Quality Management (TQM) Cost of Quality
(COQ), Deming System
10. Restructuring ปรับโครงสร้างการทำงาน / โครงสร้างการบริหาร ไม่ว่าจะเป็น Flat Organization / Profit Center /
Downsizing
11. Rightsizing ปรับขนาดขององค์กรให้เหมาะสม
12. Scientific Management เป็นเครื่องมือเก่าแก่ มีหลักการอยู่ที่การทำงานที่ถูกต้อง ต้องอาศัย วิธีคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเทคนิคการตัดสินใจ


Work'tip >>> การสื่อสารที่ดีและบ่อย ๆ เป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการบริหาร

ระดับที่ 6 ระดับองค์การ

1. Centralization เป็นเครื่องมือยอดนิยมในอดีต เป็นแหล่งกำเนิดของระบบราชการ จากการ รวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง แต่ในปัจจุบันเราสามารถกระจายอำนาจแต่ยังคงรวมอำนาจด้วยระบบข้อมูล เพราะ เทคโนโลยีและระบบการสื่อสารทำให้ส่วนกลางสามารถตรวจสอบควบคุมได้ทั่วถึง เป็นการนำระบบเครือข่ายคอม- พิวเตอร์มาใช้ในการติดต่อสื่อสารภายในองค์การ (Groupware) โดยเฉพาะองค์การที่มีหน่วยงานย่อย ๆ กระจาย ออกไป ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาประชุม แต่สามารถถ่ายโอนข้อมูลและวางแผนร่วมกันได้
2. Chaos Theory ผู้บริหารสามารถทำให้พนักงานเข้าใจได้ว่า โลกนี้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง และ มีความสับสน ยุ่งเหยิง ย่อมจะสามารถบริหารองค์การต่อไปได้ เพราะทุกคนเข้าใจดีว่า ความสับสนยุ่งเหยิงเกิดจาก ตัวแปรต่าง ๆ ในระบบ ถ้าสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ แล้วก็จะสามารถ ควบคุม หรือพยากรณ์ เหตุการณ์ได้
3. Corporate Culture หรือวัฒนธรรมองค์การที่แต่ละองค์การย่อมมีแตกต่างกันไปขึ้นกับความเชื่อ พื้นฐานความคิด ข้อคิด อคติ ความสัมพันธ์ภายใน ความสามารถในการเข้าสังคม ตลอดจนการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะ ส่งผลต่อผลิตภาพ (Productivity) ขององค์การ การจะปรับปรุงแก้ไขปัญหาหรือเลือกใช้เครื่องมือบริหารใด จึงจำเป็นต้องดูวัฒนธรรมขององค์การด้วย
4. Downsizing / Demassing การลดขนาดองค์การต้องผ่านการประเมินหรือศึกษากระบวนการ ทำงาน ต้นทุนการทำงาน และประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อให้ได้ขนาดที่เหมาะสม แต่การลดขนาดก็อาจไม่ใช่ การแก้ปัญหาที่ถูกต้องเสมอไป ต้องมีระบบที่ดีมารองรับหลังจากลดขนาดด้วย
5. Economic Value Added เป็นการให้รางวัลแก่พนักงานที่ทำกำไรได้มากกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ ก็ให้รางวัลได้เลย แต่เป็นวิธีที่ช่วยให้ได้ประโยชน์เฉพาะระยะสั้น ๆ ได้เท่านั้น
6. Excellence ความเป็นเลิศนับตั้งแต่การเน้นความสำคัญของลูกค้า การสื่อสารในองค์การ การมี ความคิดสร้างสรรค์ การให้ทุกคนมีส่วนร่วม การกระจายงาน การทำงานแบบข้ามสายงาน ความรับผิดชอบ การ ร่วมพลังร่วมใจทำงาน
7. Gain Sharing หรือ Employee Stock Ownership Programs (E SOPs) เป็นการ บริหารที่ทำให้พนักงานรู้สึกมีส่วนร่วมกับรายได้ขององค์การด้วย มีความรู้สึกเป็นเจ้าขององค์การ โดยการให้ถือหุ้น ด้วย
8. Horizontal Organization หรือ Flat Organization คือ องค์การที่สามารถรวมตัวกันระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ และการลดขนาดองค์การให้มีขั้นตอน หรือระดับการตัดสินใจสั้น ๆ รวดเร็ว โดยเฉพาะพนักงานต้องมีอำนาจการตัดสินใจ สามารถบริหารตนเองได้ทำงานแบบข้ามสายงาน (Cross - functional Team)
9. Intelligent Organization เป็นวิธีที่ให้องค์กรบริหารกันเองแบบอิสระ เน้นการบริหารแบบ ประชาธิปไตย มีกฎประจำบริษัทในนามของรัฐบาลกลาง และมีกฎของหน่วยงานย่อย
10. Learning Organization เป็นเครื่องมือที่กำลังเป็นที่นิยม เพราะเชื่อว่าองค์กรที่ดีจะต้องมีความ สามารถในการเรียนรู้ สามารถปรับปรุงพัฒนาตนเองได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งความสามารถดังกล่าวนี้มาจากปัจจัย 5 ประการ คือ ความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ (System thinking) สามารถคุมตนเองได้ (Personal Mastery) ไม่มีอคติ ไม่ท้อแท้ (Mental Models) ฝันร่วมกัน (Shared Vision) และเรียนรู้เป็นทีม (Team Learning)
11. Organization Transformation การแปรรูปองค์การเพื่อให้อยู่รอดต่อไป โดยทำให้ทุกคนได้ รับทราบและมีส่วนร่วมประโยชน์ แนวทาง วิสัยทัศน์ ในการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
12. Quality of Work life คุณภาพชีวิตในการทำงานที่ดีจะช่วยเพิ่มผลผลิตได้
13. Social Responsibility เป็นเครื่องมือขององค์การที่ต้องการให้หันมาช่วยกันพัฒนาและตรวจสอบเพื่อสังคม
14. Virtual Organization เป็นองค์การสำหรับโลกอนาคตที่อยู่ในโลกเสมือนจริง คือ พนักงาน ทำงานหรือร่วมกิจกรรมต่าง ๆ จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน
15. Vision / Mission / Values องค์การต้องกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยม เพื่อให้บริหาร องค์การไปในแนวทางที่ดีและถูกต้อง
16. Zero - Based Budgeting งบประมาณแบบฐานศูนย์ คือระบบการจัดตั้งงบประมาณ ด้วย การเริ่มจากศูนย์ โดยกำหนดต้นทุนกันอย่างละเอียด เพื่อตัดกิจกรรมที่ไม่ก่อประโยชน์ออกไป




Work'tip >>> ลักษณะขององค์กรที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลสูง
1. พนักงานมีความรับผิดชอบร่วมกัน รู้และเข้าใจงานของตน
2. พนักงานมีทักษะ
3. มีขั้นของการบริหารองค์การ (Organization Chart) ไม่กี่ชั้น
4. บริหารแบบเป็นทีม
5. งานบริหารสามารถทำได้โดยพนักงาน
6. เน้นความสำคัญของลูกค้า
7. ระบบการผลิต การทำงานหรือบริการ มีความยืดหยุ่นและรวดเร็ว
8. พัฒนาอย่างต่อเนื่อง


ระดับที่ 7 ระหว่างองค์การ

1. Competitive Advantage เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่ง โดยให้ พิจารณาถึงการพัฒนาคน ซึ่งเป็นแก่นกลางของขีดความสามารถในการเอาชนะคู่แข่ง
2. Conglomeration การรวมหรือผนวกธุรกิจเข้าด้วยกัน
3. Outsourcing จ้างผู้ชำนาญ/ที่ปรึกษาจากภายนอกองค์การมาทำงานให้
4. Strategic Alliances การสร้างพันธมิตรกับองค์กรอื่น



บทสรุป

จะเห็นได้ว่าหลายครั้งที่ผู้บริหารจำเป็นต้องปรับวิธีการนำซึ่งอาจจำแนกกระบวนการบริหารเป็น 2 ลักษณะ คือ บริหารแบบรู้คำตอบ คือ การบริหารในลักษณะของการวางแผนกำหนดมาตรฐาน ควบคุม และ ประเมิน กับการบริหารในลักษณะของการค้นหาคำตอบ ซึ่งเป็นการค้นหาความเป็นไปได้ หรือวิธีการบริหารแบบใหม่ ที่ไร้รูปแบบนั่นเอง ปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์ ผู้ชำนาญด้านการบริหารการจัดการระดับโลก กล่าวไว้ว่า ภารกิจ 7 ประการ ของผู้บริหารในอนาคตคือ
1. ต้องบริหารงานอย่างมีวัตถุประสงค์ (Management By Objective)
2. ต้องเสี่ยงยิ่งขึ้นและมองไกล มองยาว
3. สามารถตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้
4. ต้องสามารถสร้างทีมงานได้แต่ละคนในกลุ่มต้องสามารถจัดการงาน และวัดผลงานของ ตนเองได้ อย่างสัมพันธ์กับเป้าหมายรวม
5. สื่อสารผ่านข้อมูลได้ฉับไว ชัดเจน ทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ ในทีมได้
6. ต้องเห็นภาพรวมธุรกิจและสามารถบูรณาการเข้ากับ Function ที่ตัวเองถนัดได้
7. ต้องเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์และอุตสาหกรรมเข้ากับสภาพแวดล้อมให้ได้

Resource:
//www.police7.go.th/forum/viewtopic.php?p=5592&sid=beeeaa1f8ecdecc4507bd34f981430ad


โดย: เครื่องมือนักบริหารสมัยใหม่ (moonfleet ) วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:14:51:18 น.  

 
ความสำเร็จเริ่มต้นที่บ้าน

เขียนโดย ทีมงาน
Sunday, 13 June 2004
อ้างอิง: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ฉลอง มาปรีดา : คุณธรรมสำหรับผู้บริหาร,โอเดียนสโตร์, 2537 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมมธโร) : นิสัยซื้อสัตย์” ในบทสร้าง ศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ : “ความซื่อสัตย์ ดัชนีความสำเร็จที่ยั่งยืน” ใน ลักษณะชีวิตสู่ความสำเร็จ เล่ม 1, บริษัทซัคเซสมีเดียว จำกัด, 2538, หน้า 17-26 Bennett, William J. : “Honesty” in “ The book of virtues”, Simon and Schuster, 1993, p.599-600 Covey, Stephen R. : Principle-Centered Leadership , Simon and Schuster,1991 Senge, Peter M. : The Fifth Discipline, Century Business, 1990, p.22-23

ปัญหาในสังคมทุกวันนี้ ทำให้เรายอมรับความจริงกันมากขึ้นว่า เรายังไม่ เก่ง จริงในเวที โลก ความได้เปรียบในเชิงแข่งขันระดับสากลต้องการความรู้ความสามารถ ทักษะ เทคโนโลยี คุณธรรม พื้นฐาน ที่เข้มข้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อรวมกันเป็น คุณภาพ ของประเทศ ของคน ของสินค้าและบริการ ซึ่งจะเป็นคำตอบที่ยังยื่นของความอยู่รอดอย่างแท้จริง !



คำว่า Back to the Basics ได้กลายเป็นคำกล่าวที่หนาหูมากขึ้น ซึ่งมีความหมายว่า เรากำลังถอยหลังเพื่อเดินทางไปข้างหน้า ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เราจะถอยไปไกลแค่ไหน จึงจะมั่นใจได้ว่า ก้าวเดินในอนาคตนั่นจะมั่นคง และจะไม่พลาดหกล้มอีก

“ ความสำเร็จ เริ่มต้นที่บ้าน” จึงเป็นคำพูดที่ไม่เกินจริง เนื่องจาก การอบรมเลี้ยงดูเด็กที่บ้านเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่อความสำเร็จในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่ด้านการศึกษา มนุษย์สัมพันธ์ จนถึงด้านการทำงาน การปลูกฝังลักษณะนิสัยบางอย่าง เช่น ความมีระเบียบวินัย การรู้จักรับผิดชอบ การเรียนรู้แก้ปัญหา เป็นต้น หากไม่เริ่มตั้งแต่เด็ก จิตสำนึกที่ถูกต้องในเรื่องหล่านั้นก็ยากที่จะบ่มเพาะได้สำเร็จเมื่องเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว การเลี้ยงดูเด็กที่ดี ถูกต้อง และเหมาะสม จึงน่าจะได้รับการพิจารณาส่งเสริมอย่างจริงจังและทุ่มเทอย่างเต็มที่ เพื่อให้เยาวชนรุ่งใหม่ของประเทศสามารถร่วมกันสร้างพลังพัฒนาชาติให้เจริญได้อย่างถาวร การเลี้ยงดูเพื่อให้เด็กเติบโตมีคุณภาพสมบูรณ์ในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความซื่อสัตย์ ความอุตสาหะพยายาม การรักษาคำมั่นสัญญา ความมีวินัย ความกล้าหาญ การรู้จักเคารพตนเองและผู้อื่น ความยึดมันในคุณธรรมและความถูกต้อง ความใฝ่ใจอยากเรียนรู้ ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค การรู้จักวางแผนล่วงหน้า ความเป็นผู้นำ ความมุ่งมั่นในความเป็นเลิศ การรู้จักจินตนาการ การมีวิสัยทัศน์ ความกล้ายืนยันตนเอง ต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนสามารถศึกษาเทคนิคจากแหล่งความรู้ที่มีอยู่ทั่วไปได้ บทความนี้เพียงต้องการเสนอแนะผู้เป็นพ่อแม่ ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่เลี้ยงดูเด็กโดยตรง ถึงจุดที่ต้องระลึกและคอยเตือนตนเองโดยสม่ำเสมอในการเลี้ยงดูลูก เพราะภาระการเลี้ยงดูเด็กนั้นยิ่งใหญ่และไม่ใช้เรื่องง่าย ภารกิจนี้เรียกร้องเวลาเป็นอย่างมาก ต้องการความพยายามและความอดทนสูงสุดของผู้เป็นพ่อแม่ คำแนะนำต่อไปนี้จะได้เป็นเครื่องเตือนสติ เวลาหมดกำลังใจ เบื่อลูก และหมดความอดทนในความดื้อ ความซนและความเป็นเด็กของเรา

ความรัก ความอดทน ความเอาใจใส่ ความสม่ำเสมอ การมีเวลาให้แก่ลูก เหลานี้เสมือนหนึ่งการฝากบัญชีอารมณ์กับลูก ต้องหมั่นฝากสะสมให้มากไว้ เผื่อไว้สำหรับเวลาที่เราต้องการถอนบัญชีด้วยการว่ากล่าว ตำหนิ หรือลงโทษ เขาจะยินดี ยอมรับและเชื่อฟัง แต่พึงระลึกว่าต้องอฝากให้มากกว่าถอน หากถอนมากกว่าฝาก จะเปิดแผลทางใจใหญ่กว่าที่คิด เพราะลูกไม่มีระบบโอดีในบัญชีอารมณ์ นี้ให้แก่เรา
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างให้ได้ตามความต้องการ ต้องพูดบ่อย ๆ กระทำซ้ำ ๆ รูจักให้รางวัลที่เหมาะสมจนเห็นผลการเปลี่ยนแปลง
ให้มั่นใจว่า ลูกเป็นคนดี สามารถเลี้ยงดูให้เป็นคนดีได้ ความดื้อและพฤติกรรมยั่วยุ ที่ไม่พึง ประสงค์นั้นเป็นปรากฎการณ์ชั่วความตามวัยเท่านั้น
อดทนให้มากไว้เวลาสอนลูก โดยเฉพาะเวลาสอนการบ้านให้ลูก
เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก อย่างให้ลูกเป็นอย่างไร ก็จงเป็นอย่างนั้นให้ได้
เราไม่ได้ถูกไปหมดทุกเรื่อง อย่าเอาความคิดของผู้ใหญ่ไปตัดสินเด็ก
เมื่อโกรธ พยายามระดับอารมณ์ และเดินหนีเสีย ให้ละเว้นการพูดเยาะเย้ย ถากถาง เปรียบ เทียบ
อย่าตีเด็ก เพราะเด็กจะประพฤติในสิ่งที่เราต้องการมากขึ้น
เรานำลูกได้ แต่เขาอาจเป็นอย่างที่เราต้องการไม่ได้ ให้ยอมรับเขาในลักษณะที่เขาเป็น อย่าพยายามให้เขาเป็นในสิ่งที่เขาเป็นไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเรายังทำหรือเป็นไม่ได้
คอยถามตนเองอยู่เสมอ ๆ ว่า เรามองโลกอย่างที่เด็กอย่างเขามองหรือเปล่า เราเป็นเพื่อเขามากแค่ไหน และเรารู้จักใช้อารมขันเข้าช่วยมากพอหรือยัง
เวลา ที่ให้ลูก แม้มีน้อย แต่ขอให้เป็นเวลาที่เต็มไปด้วยคุณภาพและมีความหมาย
สร้าง ค่านิยม ที่ถูกต้องให้กับตัวเราก่อน และปฏิบัติตามนั้นให้ได้ ตัวเราเองนั้นเหละ คือ แบบอย่างเกือบทั้งหมดที่ลูกเป็น
แสวงหาและกำหนดกิจกรรมที่สามารถทำกับลูกได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เป็นโอกาสและเป็นเครื่องมือในการปลูกฝังสิ่งที่ดี ๆ ให้แก่ลูก เช่น การวางแผนล่วงหน้าร่วมกัน การรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน ดูทีวีด้วยการ ช่วยกันระบายสีวาดภาพ การอ่านหนังสือให้ลูกฟังก่อนนอนเป็นต้น
แสวงหาความรู้และเทคนิคใหม่ ๆ ในการเลี้ยงดูลูกกับวัยที่เติบโตขึ้น วิธีการทีทราบอาจใช้ไม่ได้ผลกับเด็กทุกคน แหล่งความรู้มิได้หลากหลายจากการฟัง, การอ่าน , การเข้าสัมมนา, การพูดคุย, แลกเปลี่ยนกับเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นใหญ่ ผู้รู้และคู่ชีวิตของเราเอง
เราทำบ้านให้เป็นหรือไม่ ถ้าเด็กมีความสุข มีความสนุกสนานกับบ้าน เด็กจะไม่แสวงหาความสุขจากแหล่งอื่น เด็กจะไม่เดินหายาเสพติด และคบหาเพื่อนไม่ดี
เด็กโตขึ้นทุกวัน ถ้าเราทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาไม่เป็นที่ต้องการของบ้าน เขาเข้าหาเราไม่ได้ หรือเรา ไม่ต้องรับเขาเมื่อถึงวันที่เขาเลือกได้ เขาจะไม่เลือกมาหาเราเวลาเขาต้องการความช่วยเหลือ
การเลี้ยงดูลูก ต้องการกระทำที่มุ่งมั่นและต่อเนื่องของพ่อแม่ เป็นเรื่องของความพยายามที่ ไม่มีจะสิ้นสุด เราอาจจำเป็นต้องหวนกลับหาทบทวนเรื่องพื้นฐานอยู่บ่อย เพื่อให้ลูกเป็นคนดี ที่สุดอย่างที่เราต้องการ
วันนี้ เรากอดลูก จูบลูก และบอกว่า รักลูก แล้วหรือยังทั้งหมดนี้ให้ประโยชน์แก่ผู้เขียนมาแล้วทั้งสิ้น ปฏิบัติได้มากบ้าง น้อยมาก เคยช่วยลดอุณหภูมิของความโกรธที่เกิดขึ้น เป็นกำลังใจให้อย่างเลี้ยงดูให้ดีสมหวัง และเดินหน้าต่อไป และมีความสุขกับการเห็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นตามเป้าหมาย การเรียนรู้มีไม่สิ้นสุด ความสำเร็จและความไม่สำเร็จเป็น “ครู” ของเราได้ทุกเรื่อง หากรู้จักยอมรับข้อผิดพลาดเรียนรู้ และรู้จักแก้ไข บทเรียนราคาแพงที่เมืองไทยเรียนรู้ใน พ.ศ.นี้ บอกเราว่า ชั่วชีวิตของเราอาจไม่นานพอที่จะเห็นผลสำเร็จของความพยายามในการแก้ไข ดังนี้หากเรายังไม่ปลูกฝังสิ่งที่ถูกต้องแก่คนรุ่นต่อไป ก็ไม่ทราบเช่นกันว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ชั่วอายะคน ประเทศไทยที่รักของเราจึงจะสามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนได้!!

ทพ.ธวัชชัย หลายศิริเรืองไร ธัชสรา เด็นตัล เซ็นเตอร์ - ศูนย์ทันตกรรมสำหรับเด็กและครอบครัว

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 18 April 2006 )

Resource://www.satitprasarnmit.org/index.php?option=com_content&task=view&id=95&Itemid=107


โดย: ความสำเร็จเริ่มต้นที่บ้าน (moonfleet ) วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:14:58:15 น.  

 
Copy จาก

คิดใหม่เรื่องภาวะผู้นำ (5) -Dr.DanaiT.

คิดใหม่เรื่องภาวะผู้นำ
(Rethinking the Leadership)

4.ผู้นำแบบโควีย์ ยึดหลักการเป็นศูนย์กลาง

ในช่วงปี 1990อีกเช่นกัน โควีย์ได้เสนอนิสัย 7 ประการของการเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ในหนังสือ The 7 Habits of Highly Effective People: Powerful Lessons in Personal Change (1990) อาทิ ทำเชิงรุก (Be Proactive) เริ่มต้นจากสิ่งสุดท้ายที่อยู่ในใจ (Begin with the End in Mind) ทำสิ่งสำคัญที่สุดก่อน (Put First Things First) คิดแบบชนะ-ชนะ (Think Win/Win) แสวงหาความเข้าใจในคนอื่นก่อนแล้วทำให้เขาเข้าใจเรา (Seek First to Understand, Then to be Understood) พลังร่วม (Synergize) และฝึกฝนอยู่เสมอ (ลับคมใบเลื่อย) (Sharpen the Saw)


หลังจากนั้นได้เสนอ นิสัยที่ 8 ออกมาในปี 2004 ซึ่งเป็นเรื่องของการสื่อสาร
สำหรับคุณลักษณะของผู้นำแบบโควีย์ ที่ยึดหลักการเป็นศูนย์กลาง (Principle-Centered Leaders) มีอยู่ 8 ลักษณะด้วยกันดังต่อไปนี้

1. การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
ผู้นำค้นหาการเรียนรู้ เข้าคอร์สอบรม ฟัง ถามคำถาม
2. มุ่งเน้นบริการ
ผู้นำมองชีวิตคือ ภารกิจ ไม่ใช่อาชีพ
3. แผ่พลังทางบวก
ผู้นำเป็นคนที่ชื่นบาน น่ายินดี มีความสุข มองโลกในแง่ดี มองแง่บวก กระตือรือร้น มีความหวังและเชื่อในทุกคน
4. เชื่อในคนอื่น
ไม่แสดงออกในพฤติกรรมทางลบ ไม่คิดแบบเส้นตรงหรือมองมุมเดียวหรือด่วนตัดสินคนอื่น
5. นำความสมดุลให้ชีวิต
ผู้นำเป็นคนที่สมดุล ฉลาก มีความรู้สึกไวง่าย ไม่ควบคุมความคิด กระฉับกระเฉง ร่วมกิจกรรมสังคมและเป็นนักอ่าน ไม่ชอบที่จะตำหนิหรือกล่าวโทษคนอื่นแต่มีความสุขที่ได้เห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ
6. มองชีวิตเป็นการผจญภัย
ผู้นำเป็นคนกล้า ไม่ปกปิด ยืดหยุ่นที่จะสำรวจโดยรวม ชีวิตที่รสชาติ
7. พลังร่วม
เป็นคนที่มีผลิตภาพ เป็นผู้นำเร่งการเปลี่ยนแปลงการทำงานอย่างสง่างาม
8. ผูกพันทั้งสิ่งที่เป็นกายภาพ
สมอง อารมณ์และจิตวิญญาณ
สำหรับเปลี่ยนตนเองใหม่
ผู้นำที่สามารถจะออกกำลังกาย ชอบอ่านหนังสือ เขียนและแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ เป็นคนที่อ่อนไหวแต่อดทน ฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจและแสดงความรักโดยไม่มีเงื่อนไข ท่านสวดมนตร์ ฝึกสมาธิและศึกษาหลักศาสนา

ดร.ดนัย เทียนพุฒ
Dr.Danai Thieanphut
DNT Consultants

Resource:https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=dnt&month=12-2006&date=11&group=38&gblog=7


โดย: ผู้นำแบบโควีย์ ยึดหลักการเป็นศูนย์กลาง (moonfleet ) วันที่: 9 มีนาคม 2551 เวลา:15:02:04 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

moonfleet
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาได้ หากไม่เคยเป็นความฝันมาก่อน
New Comments
Friends' blogs
[Add moonfleet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.