" เรื่องราวต่างๆเป็นดั่งทองคำในเทพนิยาย เมื่อคุณแจกจ่ายไปมากขึ้น คุณก็ได้รับกลับมามากขึ้น " พอลลี แมคไกวร์
Group Blog
 
 
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
5 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
0025. THE MYSTERY OF CAPITAL : 1 ใน 109 หนังสือควรอ่าน จาก นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร






เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2545 นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "ยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความยากจนแบบยั่งยืน รวมถึงผู้ด้อยโอกาส" ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล มีข้อความตอนหนึ่งว่า....

...."รัฐบาลนี้จึงนำเงินออมนี้กลับไปสู่ชนบท เพราะสังคมปัจจุบันเป็นสังคมเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ภายหลังยุคสงครามเย็นที่ค่ายเสรีประชาธิปไตยชนะอย่างเด็ดขาด ซึ่งทำให้ทุกประเทศเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย นั่นคือ การค้าเสรี มีการใช้กลไกตลาด อย่างไรก็ตาม เรายังไม่เข้าใจถึงหัวใจของระบบทุนนิยม ซึ่งหมายถึง ทุน ที่หนังสือ Mystery of Capital บอกว่า Why the Capitalism Triumphs in the West and Fails Everywhere Else หมายถึง ทำไม ทุนนิยมได้ชัยชนะในตะวันตก แต่ล้มเหลวในที่อื่นๆ นั่นคือ ความเร้นลับของคำว่าทุน เพราะทุนนิยมคือทุน ถ้าไม่มีทุน จะบริหารทุนนิยมไม่ถูก ดังนั้น ประเทศกำลังพัฒนาไม่มีทุนเพียงพอเป็นของตนเอง จึงเรียกหาทุนจากต่างประเทศในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นดาบสองคม ถ้าเราเข้าใจไม่ถูกต้อง จะทำให้บาดมือเรา ถ้าเราใช้ทุนอย่างถูกต้อง จะเป็นอาวุธที่ทำให้เราต่อสู้กับโลกกับภาวะสังคมข้างหน้า"




เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2545 นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธี "งานร่วมใจ CEO เพื่อผู้บริโภค" ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล มีข้อความตอนหนึ่งว่า....

...."ผมได้มีโอกาสรับประทาข้าวกับประธานาธิบดีคลินตัน ท่านเล่าให้ผมฟังว่า ท่านพบกับนาย เฮอร์นันโด้ เดอ โซโต้ อดีตรับมนตรีคลังของประเทศเปรู เขาเขียนหนังสือเรื่อง The Mystery of Capital : Why the Capitalism Triumphs in the West and Fails Everywhere Else. ก็พบว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือ คนจนในประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายไม่ม่ปัญญาเข้าหาแหล่งทุน สินทรัพย์ของคนจนมีก็ไม่สามารถเข้าหาแหล่งเงินทุนได้ ได้มีการวิเคราะห์สินทรัพย์ของประเทศอียิปต์แล้วพบว่า สินทรัพย์ของคนจนอย่างเดียวรวมกันแล้วมีมูลค่า 55 เท่าของมูลค่าของเงินลงทุนจากต่างประเทศที่เข้าสู่ประเทศอียิปต์ ซึ่งนับเงินค่าลงทุนในการขุดคลองสุเอซด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถทำให้คนจนสามารถนำสินทรัพย์มาเป็นทุนได้ คนจนก็มีโอกาสสร้างชีวิตกับตนเอง"



เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2545 นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในพิธีเปิดการสัมมนา "ความอยู่ดีมีสุขของคนไทย: 5 ปี หลังวิกฤติเศรษฐกิจ" และ ปาฐกถาพิเศษเรื่อง ""รัฐบาลกับการสร้างความอยู่ดีมีสุขของคนไทย" ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ศูนย์ประชุมนานาชาติอิมแพค เมืองทองธานี นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึง หนังสือเล่มนี้อีกว่า....

..."หนังสือของนายเฮอร์นันโด้ เดอ โซโต้ ได้บอกว่า ระบบทุนนิยม ตัวสำคัญ คือ ทุน Capitalism มาจากคำว่า Capital คือ ทุน แต่ปัญหาวันนี้คือคนจนไม่มีทุน เมื่อคนจนไม่ได้มีทุนเมื่อไรจะมีโอกาส ผมสร้างตัวเองจากไม่มีอะไร ถ้าผมเข้าหาแหล่งทุนไม่ได้ ผมก็ไม่มาจึงวันนี้"


เฮอร์นันโด เดอ โซโต (Hernando de Soto)
นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2545 นายกรัฐมนตรีปาฐกถาพิเศษเรื่อง "เศรษฐกิจไทยในสถานการณ์โลกใหม่" ในพิธีมอบเข็มและประกาศเกียรติคุณให้กับนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น ประจำปี 2545 ณ ห้องกมลทิพย์บอลรูม โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพฯ มีข้อความตอนหนึ่งว่า...

..."เรื่องนี้ผมจะพูดฉายหนังซ้ำบ่อยหน่อย คือ เรื่องโอกาสของชาวบ้าน ผมชอบหนังสือของนาย เฮอร์นันโด้ เดอ โซโต้ เรื่อง The Mystery of Capital เขาพูดถึงเรื่องของระบบทุนว่า วันนี้ทำอย่างไรจึงจะให้ประชาชนมีทุน ถ้าประชาชนไม่มีทุน ประชาชนก็ไม่สามารถสร้างความมั่นคั่งให้กับตัวเองได้"



เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2545 นายกรัฐมนตรีกล่าว ในพิธีเปิดการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง "ยุทธศาสตร์พลิกประเทศไทย สู่การแข่งขันในเวทีโลก" ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มีข้อความตอนหนึ่งว่า....

..."ผมเชิญนาย เฮอร์นันโด้ เดอ โซโต้ ซึ่งเขียนหนังสือเรื่อง The Mystery of Capital อดีตรัฐมนตรีคลังของประเทศเปรู มาเป็นแขกของผมในวันที่ 7- 9 พฤศจิกายน เขาเขียนหนังสือเรื่อง ความเร้นลับของทุน และ เขาตั้งคำถามว่า ทำไมทุนนิยมจึงประสบความสำเร็จในประเทศตะวันตก และ ล้มเหลวในที่อื่น คนนี้ไปสหรัฐอเมริกา ไปเห็นว่าที่อเมริกาทุนนิยมสำเร็จมาก ถามว่าระบบธนาคารเขาคงดี ก็ไปดูที่ระบบธนาคาร เพราะเขาเป็นรัฐมนตรีคลัง แต่ปรากฏว่าเขาบอกว่าธนาคารยังเป็นอีกขั้นหนึ่ง ขั้นแรกก็คือว่า ระบบการที่เอาสินทรัพย์ไปค้ำ ไปเปลี่ยนเป็นทุนต่างหาก นั่นคือปัญหาที่เกิดขึ้นของประเทศกำลังพัฒนา เขาก็มานั่งสำรวจว่า สินทรัพย์ของคนจนมีมากน้อยแค่ไหน ก็พบว่าสินทรัพย์ของคนจนมีมากหลายสิบเท่าของเงินที่เราไปเรียกร้องให้ต่างประเทศมาลงทุน เงินที่ต่างประเทศมาลงทุนในแต่ละประเทศนั้น คิดแล้วยังน้อยกว่าสินทรัพย์ของคนจนหลายสิบเท่า แต่เรากลับไม่ค่อยได้ให้สินทรัพย์ของคนจนนั้นมีประโยชน์"




Create Date : 05 มีนาคม 2551
Last Update : 5 มีนาคม 2551 20:19:17 น. 12 comments
Counter : 1263 Pageviews.

 
เฮอร์นันโด เดอ โซโต
(Hernando de Soto)
นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ผู้เป็นขวัญใจไทยรักไทย


เฮอร์นันโด เดอ โซโต (Hernando de Soto) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ผู้เป็นขวัญใจไทยรักไทย ได้รับรางวัล The Milton Friedman Prize for Advancing Liberty ประจำปี 2547 ทั้งนี้ตามประกาศของ Cato Institute พิธีแจกรางวัลกำหนดวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 ณ Ritz-Carlton Hotel นครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา



Cato Institute เป็นองค์กรผลิตความคิด (Think Tank) สำคัญของฝ่ายขวาในสหรัฐอเมริกา ยึดกุมจุดยืนเสรีนิยมทางเศรษฐกิจและอนุรักษนิยมทางการเมือง Cato Institute สถาปนา The Milton Friedman Prize เพื่อเป็นเกียรติแก่มิลตัน ฟรีดแมน เสาหลักทางเศรษฐศาสตร์ของฝ่ายขวา ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งถึงกับทุ่มสุดตัวในการเกื้อหนุนนายพลปิโนเชต์แห่งชิลี เพียงเพราะนายพลปิโนเชต์ ยอมรับนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม โดยมองข้ามอาชญากรรมที่นายพลปิโนเชต์ ก่อในการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนนับพัน



The Milton Friedman Prize for Advancing Liberty มอบให้แก่บุคคลผู้มีผลงานในการอำนวยการให้มวลมนุษย์มีเสรีภาพเพิ่มขึ้น ผู้รับรางวัลจะได้เงินจำนวน 500,000 ดอลลาร์อเมริกัน รางวัลกำหนดให้ทุกสองปี เดอ โซโตมิใช่คนแรกที่รับรางวัลนี้ The Milton Friedman Prize เริ่มให้ในปี 2545 ผู้ที่ได้รับรางวัลนี้คนแรกคือ ศาสตราจารย์ปีเตอร์ ที. เบาเออร์ (Peter T. Bauer, 1915-2002) แห่ง London School of Economics and Politics เดอ โซโตนับเป็นผู้รับรางวัลคนที่สอง ทั้งคู่เป็นนักเศรษฐศาสตร์เหมือนกัน

เหตุใดเฮอร์นันโด เดอ โซโต จึงได้รับรางวัล The Milton Friedman Prize?



คำตอบน่าจะเป็นว่า เดอ โซโตมีคำตอบในการแก้ปัญหาความยากจน และอุทิศชีวิตในการแก้ปัญหาความยากจน ในขณะที่สำนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวามิได้สนใจประเด็นปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้เท่าที่ควร



เฮอร์นันโด เดอ โซโต ถือกำเนิดในครอบครัวผู้มีอันจะกิน บิดาทำงานในองค์การระหว่างประเทศ จึงต้องตามบิดามารดาไปอาศัยอยู่ในยุโรปตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เดอ โซโตรับการศึกษาในสวิตเซอร์แลนด์ และประกอบธุรกิจหลังสำเร็จการศึกษา ในปี 2522 เดอ โซโตตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตในเปรู ขณะนั้นมีอายุ 38 ปี เดอ โซโตพานพบประชาชนชาวเปรูระดับรากหญ้า ทุกแห่งหนมีแต่ความยากจน เดอ โซโตเริ่มครุ่นคิดหาทางแก้ปัญหาความยากจน คำถามพื้นฐานที่พยายามหาคำตอบก็คือ เหตุใดบางประเทศจึงร่ำรวย แต่บางประเทศกลับยากจน



ข้อเท็จจริงที่เดอ โซโตพานพบก็คือ ประชาชนที่ยากจนมิได้ขาดพลังในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และมิได้ขาดแคลนสินทรัพย์ ในที่สุด เดอ โซโตก็ได้คำตอบว่า การขาดกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินอย่างเป็นทางการ (Formal Property Rights) เป็นต้นตอของปัญหาความยากจน



ประชาชนในชนบทมีทั้งกลุ่มที่มีที่ทำกินและกลุ่มที่ไม่มีที่ทำกิน เกษตรกรที่มีที่ทำกินเป็นเจ้าของที่ดินตามข้อเท็จจริง (de facto owners) แต่ขาดเอกสารสิทธิ การขาดเอกสารสิทธิทำให้ขาดหลักทรัพย์สำหรับค้ำประกันเงินกู้ ข้อจำกัดทางด้านการเงินจึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาการผลิต



ประชาชนในเขตนาครจำนวนมาก แม้จะมีบ้านอยู่อาศัย แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ด้วยเหตุดังนั้น จึงถูกกันออกไปจากระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการที่ยึดโยงอยู่กับระบบกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย



เดอ โซโตนำเสนอแนวความคิดว่าด้วยทุนที่ตายแล้ว (Dead Capital) ด้วยเหตุที่ประชาชนที่ยากจนตามข้อเท็จจริงเป็นเจ้าของทรัพย์สินจำนวนมาก แต่มิได้มีกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทรัพย์สินเหล่านี้จึงเป็น "ทุนที่ตายแล้ว" เพราะมิอาจใช้ไปในการก่อดอกออกผลในกระบวนการผลิตอย่างเต็มที่ได้ หัวใจของการแก้ปัญหาความยากจนจึงอยู่ที่การฟื้นคืน "ทุนที่ตายแล้ว" ให้มีชีวิตชีวาในกระบวนการผลิต ยุทธวิธีสำคัญในการนี้ก็คือ การดึงทรัพย์สินนอกกฎหมาย (Extralegal Property) เข้าสู่ระบบกฎหมาย



ในปี 2523 เดอ โซโตก่อตั้งองค์กรผลิตความคิดชื่อ Institute for Liberty and Democracy เพื่อศึกษาวิจัยปัญหาความยากจน และแสวงหามรรควิถีในการแก้ปัญหาดังกล่าว เดอ โซโตพบว่า ความพยายามที่จะยอมรับกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของชาวบ้านเป็นเรื่องยากลำบากยิ่ง



ความพยายามในการแก้ปัญหาความยากจนผลักดันเดอ โซโตให้เป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดีอัลแบร์โต ฟูจิมอริ (Alberto Fujimori) แห่งเปรู โดยมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า ประธานาธิบดีฟูจิมอริเป็นจอมเผด็จการ ผู้ประกอบอาชญากรรมเข่นฆ่าประชาชน ในแง่นี้ เดอ โซโตมิได้แตกต่างจากมิลตัน ฟรีดแมน เพราะฟรีดแมนเกื้อหนุนจอมเผด็จการปิโนเชต์แห่งชิลี และอาจยินดีปราโมทย์ที่ซัลวาตอเร อัลยันเด ถูกเข่นฆ่า เพียงเพราะอัลยันเดประธานาธิบดีผู้มาจากการเลือกตั้งเลือกเส้นทางสังคมนิยม



แนวความคิดว่าด้วยการแก้ปัญหาความยากจนของเดอ โซโตฟังดูเข้าท่า ในด้านหนึ่ง เดอ โซโตต้องการขายความคิดของตน ในอีกด้านหนึ่ง ผู้นำชาติต่างๆ ต้องการได้เดอ โซโตเป็นที่ปรึกษา เพราะหากสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้สำเร็จ ย่อมช่วยยืดอายุทางการเมืองต่อไปได้ ผู้นำทางการเมืองที่เดอ โซโตให้คำปรึกษามีตั้งแต่ประธานาธิบดีวิเซนเต ฟ็อกซ์ (Vicente Fox) แห่งเม็กซิโกไปจนถึงโจเซฟ เอสตราดา (Joseph Estrada) และกลอเรีย อาร์โรโย (Gloria Arroya) แห่งฟิลิปปินส์ มิพักต้องกล่าวถึงวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งรัสเซีย เนอร์สุลตาน นาซาร์บาเยฟ (Nursultan Nazarbayev) แห่งคาซัคสถาน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แห่งประเทศไทย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยมีรากฐานทางความคิดมาจากเดอ โซโต



เฮอร์นันโด เดอ โซโต มีงานเขียนไม่มาก หนังสือที่เขียนมีอยู่เพียง 2 เล่ม อันได้แก่ The Other Path (1986) และ The Mystery of Capital (2000) หนังสือเล่มแรกเสนออรรถาธิบายว่า การขาดระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินอย่างเป็นทางการเป็นต้นตอของปัญหาความยากจนอย่างไร ส่วนหนังสือเล่มที่สองมีชื่อรองว่า Why Capitalism Triumphs in the West and Fails Everywhere Else



ตามอรรถาธิบายของเดอ โซโต ระบบทุนนิยมงอกงามในสหรัฐอเมริกา และประชาชนชาวอเมริกันสามารถสร้างสินทรัพย์ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความขยันขันแข็ง แต่ส่วนสำคัญยิ่งกว่าเกิดจากการจัดระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เริ่มต้นด้วย Homestead Act of 1862 ตามมาด้วยกฎหมายอื่น รวมเบ็ดเสร็จ 32 ฉบับ ทั้งหมดนี้จบสิ้นภายในคริสต์ศตวรรษที่ 19 สหราชอาณาจักรใช้เวลา 300-400 ปี ในการจัดระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน ญี่ปุ่นใช้เวลาเพียง 1-2 ชั่วคนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง



ระบบทุนนิยมมิอาจงอกงามในภูมิภาคอื่น เนื่องจากขาดระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน ซึ่งทำให้กระบวนการสร้างทรัพย์สิน (Wealth Creation) มิอาจก่อเกิด หรือถ้าก่อเกิด ก็มิอาจเติบโต ในประเทศที่กระบวนการสร้างทรัพย์สินมิอาจก่อเกิดและเติบโต ปัญหาความยากจนจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป



อรรถาธิบายของเดอ โซโตมิเพียงแต่โดนใจสำนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวาเท่านั้น หากยังโดนใจองค์กรโลกบาลดังเช่นธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศอีกด้วย ในปี 2540 ธนาคารโลกให้เงินกู้จำนวน 37 ล้านดอลลาร์อเมริกันแก่ Institute for Liberty and Democracy เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนชาวเปรู 4 ล้านคน ในการเข้าสู่ระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินตามกฎหมาย ท้ายที่สุด มีผู้เห็นว่า เดอ โซโตสมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ หากคณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลไม่งี่เง่ามากจนเกินไป



คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า เดอ โซโตประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดในการนำบทวิเคราะห์ไปสู่การดำเนินนโยบาย //www.ild.org.pe อันเป็น website ของ Institute for Liberty and Democracy ให้ข้อมูลด้านบวก



นโยบายการจัดระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินสำหรับคนจนและคนชายขอบในเปรู อันเป็นปิตุภูมิมาตุคามของเดอ โซโต มิอาจกล่าวอ้างได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม อรรถาธิบายของเดอ โซโตก็คือ ในระหว่างปี 2523-2538 Institute for Liberty and Democracy เผชิญกับการต่อต้านจากกลุ่มผู้ก่อการร้าย The Shining Path ชื่อหนังสือ The Other Path (1986) ของเดอ โซโต ต้องการเสนอทางเลือกที่ต่างไปจาก The Shining Path อบีมาเอล กุสแมน (Abimael Guzman) ผู้นำขบวนการ The Shining Path เป็นผู้นำการวิพากษ์ The Other Path (1986) เมื่อขบวนการ The Shining Path ถูกรัฐบาลเปรูปราบปรามจนสิ้นซาก เดอ โซโตต้องเผชิญอุปสรรคใหม่คือ ประธานาธิบดีฟูจิมอริ เพราะเดอ โซโตได้รับคะแนนนิยมจากขบวนการแก้ปัญหาความยากจนในเปรู จนฟูจิมอริเกรงว่า เดอ โซโตจะถีบตัวขึ้นมาเป็นคู่แข่งทางการเมือง การดำเนินนโยบายตามแนวทางของเดอ โซโต จึงเป็นไปอย่างครึ่งๆ กลางๆ



เฮอร์นันโด เดอ โซโต คงต้องใช้เวลาอีกนานในการพิสูจน์ความสำเร็จของการดำเนินนโยบายตามแนวความคิดของตนเอง



หมายเหตุ

1. รายงานข่าวเดอ โซโตได้รับรางวัล The Milton Friedman Prize for Advancing Liberty โปรดอ่านAmity Shlaes, "Peruvian Economist Wins $500,000 Award", The Financial Times (April 1, 2004)

2. ข้อมูลเกี่ยวกับ The Milton Friedman Prize for Advancing Liberty ดู //www.cato.org

3. ข้อมูลเกี่ยวกับ Institute for Liberty and Democracy ดู //www.ild.org.pe

4. บทความของเดอ โซโตรวบรวมอย่างเป็นระบบในwww.cato.org/special/friedman/desoto/

5. ความเห็นที่ว่า เดอ โซโตสมควรได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ โปรดอ่านJ. Bishop Grewell, "Nobel Heart in Peru", National Review Online (October 9, 2003)

6 บทวิเคราะห์ความคิดของเดอ โซโต ดูอาทิเช่นสมบูรณ์ ศิริประชัย "การสร้างความมั่งคั่งให้กับคนจน : ทางลัดของรัฐบาลปัจจุบัน" วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 3 (กันยายน 2546) หน้า 174-180

Resource:
เฮอร์นันโด เดอ โซโต (Hernando de Soto) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ผู้เป็นขวัญใจไทยรักไทย


โดย: เฮอร์นันโด เดอ โซโต (Hernando de Soto) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ผู้เป็นขวัญใจไทยรักไทย (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:20:22:08 น.  

 
28 ประมวลสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่พ.ศ. 2545
คำกล่าวของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในรายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน"

คำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ในรายการ “นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน”

ทางคลื่นเอฟ.เอ็ม. 92.5 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

เวลา 08.00 น. วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2545

-------------------------------------------


สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ
วันนี้พบกันเช่นเคยนะครับ ผมเพิ่งกลับจากการประชุมอาเซียนซัมมิท หรือการประชุมสุดยอดผู้นำ อาเซียน ครั้งที่ 8 ที่กัมพูชา ปีนี้เป็นการประชุมที่มากที่สุดของการประชุมอาเซียน เพราะว่ามีการประชุมหลายอย่าง สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกแต่ประชุมพร้อมกันในคราวเดียวกัน เป็นการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มี 6 ประเทศคือ จีน ไทย พม่า ลาวกัมพูชาและเวียดนาม เป็นประเทศที่มีแม่น้ำโขงผ่าน และประชุมครั้งแรกอีกครั้งหนึ่งคือการประชุมอาเซียนกับอินเดีย อินเดียเข้ามาร่วมประชุมผู้นำเป็น
ครั้งแรก เพราะฉะนั้น การประชุมค่อนข้างจะมีมากและมีการลงนามในสัญญามาก แต่สิ่งบอกเหตุอย่างหนึ่งแสดงให้เห็นว่า วันนี้ทั่วโลกหันกลับมาให้ความสนใจอาเซียนใหม่ หลังจากเดิมที่มีวิกฤตเศรษฐกิจ ความสนใจต่ออาเซียนเริ่มลดลงไป สังเกตได้เริ่มต้นตั้งแต่ตอนไปประชุมเอเชียยุโรปคึกคักขึ้น จากเดิมที่ยุโรปค่อนข้างจะมึนชา ตอนการประชุมระดับรัฐมนตรียังมึนชา แต่พอประชุมระดับผู้นำเริ่มสนใจขึ้นและอยากจะทำอะไรกับอาเซียนมากขึ้น พอมาประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้กับการประชุมเอเปคที่ผ่านมาเห็นชัดครับว่า สิ่งที่จุดประกายคือ 1.ประเทศในอาเซียนเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นแต่ไทยจะฟื้นมากที่สุดถ้าเปรียบเทียบอาเซียนทั้งหมด ถ้าดูผลของการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจแล้วไทยจะฟื้นเร็วที่สุดแข็งแรงที่สุด คนอื่นเริ่มฟื้นขึ้นมาหลายประเทศเริ่มดีขึ้นได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ตัวจุดประกายความสนใจนั้นนอกจากว่าเศรษฐกิจเราดีขึ้นแล้วคือจีน จีนให้ความใกล้ชิดกับอาเซียนโดยเฉพาะกับไทย เมื่อจีนเริ่มมาทุกคนมีความรู้สึกว่าปล่อยให้จีนมาคนเดียวไม่ได้ ญี่ปุ่นเข้ามา อเมริกาเริ่มเข้ามา ที่ผมไปประชุมเอเปค อเมริกาก็มีที่เรียกว่า Enterprise for Asian Initiative หมายความว่าเป็นการที่จะผลักดันให้มีการดำเนินการทางด้านธุรกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้นร่วมกันอเมริกากับไทย ทีนี้มาถึงอินเดียมาเป็นประเทศน้องใหม่ที่จะเข้ามาประชุมสุดยอดร่วมกับอาเซียน มีข้อเสนอเข้ามาแรงมาก ข้อเสนอทั้งหมดที่ผมพูดถึงนี้ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น อินเดีย อเมริกา เน้นเรื่องของการเปิดการค้าเสรีเป็นเขตการค้าเสรีร่วมกับอาเซียนเพื่อผนึกให้เป็นกำลังหลัก ผมจึงต้องบอกกับประเทศในตอนที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนอย่างเดียวที่ไม่มีคนอื่นเข้ามาร่วมด้วย ผมบอกว่าอาเซียนวันนี้ภาพดีแต่ข้างใน จริง ๆ แล้วยังหลวม ถ้าอาเซียนอยากจะยืนเข้มแข็งต่อไป อาเซียนต้องอย่าปล่อยให้ตัวเองหลวมอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ข้อตกลงอะไรที่ไปตกลงกันไว้อย่าเลิกอย่าถอยอย่าถอน เช่น มาเลเซียเป็นห่วงอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ถอย ฟิลิปปินส์ทำท่าจะถอย อินโดนีเซียเลยจะถอย ผมจึงบอกว่ากลุ่มอาเซียนได้ตกลงเรื่องเขตการค้าเสรีหรืออาฟต้าก่อนเพื่อนในโลก พอถึงเวลาปฏิบัติจริงเริ่มจะถอยกัน อันนี้อันตรายจะทำให้อาเซียนทั้งหมดหลวมไปได้ และจะทำให้คนที่เห็นว่าอาเซียนเป็นปึกแผ่นจะเริ่มถอย เพราะวันนี้ประเทศข้างนอก
เขามองอาเซียนว่ายังเป็นปึกแผ่นอยู่ ฉะนั้น อาเซียนต้องเป็นปึกแผ่น นี่คือสิ่งที่ผมเรียกร้องอาเซียนทั้งหมดว่าอาเซียนต้องเป็นปึกแผ่น ถ้าอาเซียนไม่เป็นปึกแผ่นสิ่งที่คนเข้ามาจะถอยไป แต่ประเทศไทยเราช่วยตัวเอง เราจับมือทวิภาคีเราเดินเร็ว



ไทยกับอินเดียจะลงนามตั้งเขตการค้าเสรีก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในปีหน้า
เมื่อวานนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอินเดียแวะมาทานข้าวกลางวันกับผมและคณะที่กระทรวงการต่างประเทศแล้วก็กลับ เพราะตอนนี้ทำเนียบรัฐบาลกำลังซ่อมจึงไม่มีที่รับรองแขกจึงไปใช้ที่กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวานนี้ได้ทานอาหารกลางวันกัน ท่านนายกรัฐมนตรีวัชปายีจากอินเดียพร้อมกับรัฐมนตรีต่างประเทศ นั่งคุยกัน ผมบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่เจรจาเรื่องเขตการค้าเสรีกับอินเดีย (Free Trade Area : FTA) อินเดียมีประชากร 1,000 ล้านคน เขาเพิ่งจะเริ่มเปิดประเทศแต่เขาเจรจาเรื่องเขตการค้าเสรี
กับไทยเป็นประเทศแรก แล้วบอกว่าเขาต้องทำกับไทยเป็นประเทศแรก เพราะไทยเป็นคนชวนเขาเป็นประเทศแรก ตอนที่ผมไปเยือนเขาเมื่อปลายปีที่แล้ว เราตกลงกันว่าเราจะเริ่มเขตการค้าเสรีโดยเลือกหมวดอุตสาหกรรมบางประเภทที่เราและเขาไม่มีปัญหาที่จะลดภาษีต่อกัน และจะเซ็นสัญญาก่อนการประชุม สุดยอดผู้นำอาเซียนปีหน้าคือก่อนเดือนตุลาคมปีหน้า อันนี้เป็นสัญญาณที่ดี และจีนก็เหมือนกันจีนบอกว่าจะทำ FTA กับไทยบางประเภทเป็นประเทศแรก เราจะให้เสร็จกลางปีหน้า ฉะนั้น แนวโน้มผมจะต้องรีบเรียกประชุมภาคเอกชนเพื่อให้เตรียมตัว เรากำลังจะมีตลาดใหญ่คือจีนและอินเดีย สองประเทศนี้ 2,300 ล้านคนแล้วปาเข้าไปเกือบครึ่งหนึ่งของโลก อาเซียน จีน อินเดีย สามประเทศนี่เกือบ ๆ ครึ่งหนึ่งของโลกแล้ว โลกมี 6,000 ล้านคน สามกลุ่มนี้รวมกัน 2,800 ล้านคน ถ้ารวมญี่ปุ่นเข้าไปได้ครึ่งหนึ่งของโลกพอดี ตอนนี้ภาคเอกชนต้องเตรียมตัว หมวดไหนจะได้เปรียบกรณีเซ็นกับจีน เสียเปรียบกรณีเซ็นกับอินเดีย จะได้ปรับตัวได้ถูก แต่ในฐานะที่ผมเป็นคนรับผิดชอบเรื่องประเทศไทยในภาพรวม ผมต้องดูภาพรวม ผมจะดูจุดใด
จุดหนึ่งไม่ได้ เมื่อดูภาพรวมแล้วค่อยกลับเข้ามาดูข้างในว่าจุดใดจุดหนึ่งเสียเปรียบเราก็หาทางแก้ไขช่วยเหลือ ทำให้การเสียเปรียบเป็นการไม่เสียเปรียบ อันนี้จะต้องมองภาพรวมอย่างนั้น ทั้งหมดที่เดินมุ่งเปิดตลาดให้สินค้าไทยให้มีการขยายเศรษฐกิจประเทศไทย มีการจ้างงานขึ้น มีการขยายการผลิต ขยายเรื่องของเกษตร เรื่องของผลิตภัณฑ์ชาวบ้านหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือเรื่องของอุตสาหกรรม เราจะต้องหาตลาดเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันต้องไปสร้างโอกาสให้กับพี่น้องคนยากคนจนในต่างจังหวัด เพื่อให้มีโอกาสได้เข้มแข็งขึ้น



สร้างโอกาสให้กับคนจนของประเทศมีโอกาสที่จะเข้าหาแหล่งทุน
ขณะนี้ผมได้เชิญนายเฮอร์นันโด เดอ โซโต ซึ่งเป็นคนเขียนตำราและตั้งสถาบันขึ้น เป็นอดีตรัฐมนตรีคลังของเปรูไปศึกษาปัญหาความยากจนทั้งหมด เรื่องระบบของความสำเร็จในระบบทุนนิยมของหลายประเทศ เขียนหนังสือเรื่องความเร้นลับของทุน และเห็นว่าระบบทุนนิยมทำไมถึงประสบผลความสำเร็จในตะวันตกและล้มเหลวในประเทศอื่น ได้พบว่าสิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในระบบทุนนิยมคือการที่คนจนไม่มีทุนมีสินทรัพย์เปลี่ยนเป็นทุนไม่ได้ทำให้เขาไม่มีทุนในการสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิตตัวเอง เพราะฉะนั้น ต้องให้โอกาสเขาเข้าหาแหล่งทุน ให้โอกาสเขาเอาสินทรัพย์นั้นมาทำเป็นทุนได้ เขาจึงจะมีโอกาสนำทุนมาสร้างความเจริญเพราะว่าระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแปลว่า เศรษฐกิจที่ต้องใช้ทุนถึงจะเติบโตได้ นั่นคือสิ่งที่เขาเข้าใจ วันนี้ผมจึงเชิญเขามาช่วยบรรยายให้ข้าราชการ บรรดาผู้ที่อยากรู้มาฟังกัน แล้วเราฟังความคิดเขาและดูความเป็นจริงของเรา ดูหลักคิดของเรา ดูความเป็นจริงของสังคม แล้วเรามาปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างโอกาสให้กับคนจนของประเทศมีโอกาสที่จะเข้าหาแหล่งทุน มีโอกาสแปลงสินทรัพย์เป็นทุนและจะมีโอกาสได้สร้างความมั่งคั่งของตัวเอง ยืนบนลำแข้งของตัวเองได้ ไม่ต้องผ่านกระบวนการของระบบเงินกู้ดอกเบี้ยแพง ต้องเอาวัว ควายไปจำนำ เอาลูกสาวไปไถ่ต้องเลิกเสียที อันนี้เป็นเรื่องที่เรากำลังจะแก้ไขตัวนี้นะครับ



จังหวัดเชียงใหม่จะเป็นศูนย์กลางการบินของประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

การประชุมอาเซียนเที่ยวนี้มีการลงนามในข้อตกลงหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ ที่ผมเล่ามาเรื่องหนึ่งคืออินเดียประกาศชัดว่าจะทำ FTA กับอาเซียนภายใน 10 ปี จีนลงนามใน MOU เลย ส่วนญี่ปุ่นกลัวน้อยหน้าประกาศและลงนามเหมือนกันว่าจะเปิดตลาดสินค้าเกษตรและจะเปิดให้มีการเจรจาเปิดการค้าเสรีกับอาเซียนภายใน 10 ปี แล้วญี่ปุ่นเจรจาทวิภาคีกับเราด้วย นอกจากนั้นมีความร่วมมือในเรื่องของท่องเที่ยว ตกลงกันว่าเราจะให้ความสะดวกเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวทั่วกันในอาเซียน ให้อาเซียนเป็น
จุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวเดียวกัน คนจะได้ไปไหนมาไหนสะดวก และในระหว่างการประชุมของประเทศกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ผมได้แจกแผนที่เพื่อให้เห็นว่าที่ตั้งของจังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ถ้าหากว่าเราจะเชื่อมกันด้วยระบบสายการบิน จะเห็นว่าเชียงใหม่เชื่อมคุนหมิงของจีน เชื่อมฮานอยของเวียดนาม เชื่อมเสียบเรียบของกัมพูชา เชื่อมหลวงพระบางของลาว เชื่อมย่างกุ้งของพม่า อยู่ในรัศมีชั่วโมงเศษ ๆ ทั้งนั้น เขาเห็นแผนที่เขาตกใจเขาไม่ได้คิด พอเห็นแล้ว ปรากฏว่าจีน เวียดนาม พม่า สนใจทันที ฉะนั้น โอกาสที่จะทำให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการบินเพื่อการขนถ่ายสินค้าและท่องเที่ยวเกิดขึ้นแน่นอน วันที่ 12 ธันวาคมนี้ เราจะเปิดเส้นทางบินครั้งแรกระหว่างไทยกับจิตตะกองของบังคลาเทศ ผมจะบินไปเปิดเที่ยวปฐมฤกษ์แล้วนายกรัฐมนตรีของบังคลาเทศก็จะบินมาเปิดเที่ยวปฐมฤกษ์ระหว่างจิตตะกองกับไทย เมื่อวานนี้ผมพูดกับนายกรัฐมนตรีของอินเดียเรื่องเชียงใหม่-กัลกัตตา ท่านสนใจมาก สรุปแล้วเชียงใหม่จะเป็นศูนย์กลางการบินแห่งที่สองของไทยแน่นอนนอกจากกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค เราจะต้องมีศูนย์กลางการบินย่อยในประเทศคือเชียงใหม่ ซึ่งผมกำลังมองภูเก็ตอีกที่หนึ่ง อันนั้นค่อย ๆ พัฒนาไป ตอนนี้เชียงใหม่เหมาะที่สุด เราได้มีการลงนามในเรื่องของการใช้ใบขับขี่ เช่น ไทย กัมพูชา ลาว ตอนนี้มีปัญหาเพราะต้องเปลี่ยนรถเปลี่ยนอะไร แต่ตอนนี้เราลงนามในข้อตกลงกันและอีกไม่นานเราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เมื่อเราจะมีการสร้างถนนเชื่อมกันระหว่างประเทศต่อประเทศแล้ว การไปมาหาสู่ต้องสะดวกด้วย ไม่ใช่ว่ามีแต่ถนนเหมือนกับมี Hard Ware แต่ Solf Ware ไม่มี คือมีถนนแต่กระบวนการในการปฏิบัติมีปัญหา เราก็จะแก้ไขกัน อาเซียนประชุมกันหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องการต่อต้านการก่อการร้ายด้วย ประเทศไทยได้ร่วมเป็นสมาชิกในการแลกเปลี่ยนข่าวสารกับประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สามประเทศที่เขาทำไว้ก่อน เราเข้าไปทีหลังและกัมพูชากำลังจะเข้าตามมา มีการแลกเปลี่ยนข่าวสารในเรื่องการก่อการร้าย อาเซียนมีหลายเรื่องครับวันนี้คงเล่าเรื่องหลัก ๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบถึงทิศทางว่าอาเซียนตอนนี้กำลังมีการร่วมมือกันอยู่หลายฝ่าย



นำนายเฮอร์นันโด เดอ โซโต นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรูเข้าเฝ้าฯ
เมื่อสักครู่ผมได้เล่าเรื่องนายเฮอร์นันโด เดอ โซโต ให้ฟังซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู เมื่อวานนี้ผมได้พาเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อจะให้นายเฮอร์นันโด ได้เล่าถวายถึงแนวคิดซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งถึงเรื่องการแก้ปัญหาของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการพระราชดำริหลายเรื่องซึ่งเป็นประโยชน์มาก นายเฮอร์นันโดรู้สึกประทับใจมากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทรงได้ช่วยเหลือพี่น้องคนจนในชนบทมาอย่างต่อเนื่อง และแนวคิดที่ได้ช่วยเหลือนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่เขาคิดคล้ายกันว่าเป้าหมายคือการแก้ปัญหาความยากจน เขาประทับใจมาก



รัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือติมอร์ตะวันออกในหลายเรื่อง
ตอนนี้ผมมีแขกอยู่ในประเทศอีกท่านหนึ่งคือประธานาธิบดีติมอร์ตะวันออกนายเคย์ ราลา ซาซานา กุสเมา ถือว่าติมอร์ตะวันออกเป็นประเทศน้องใหม่ของโลก เป็นประเทศที่ 192 และเป็นสมาชิกของสหประชาติประเทศที่ 191 ประชาชาติในโลกนี้มี 192 ประเทศ แต่มี 191 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสหประชาชาติคือวาติกันประเทศเดียว ติมอร์ตะวันออกมีประชากรอยู่ 800,000 คน ค่อนข้างยากจน มีความหวังจากรายได้จากแก๊ส น้ำมันในทะเล ซึ่งต้องเจรจากับออสเตรเลียเพราะเป็นเขตพื้นที่ทับซ้อนทางออสเตรเลีย สิ่งที่เรากับติมอร์ตะวันตกมีความสัมพันธ์กันคือ เราได้ส่งทหารไทยไปช่วยเขาพัฒนาไปช่วยรักษาความเรียบร้อยในกรอบของสหประชาชาติ อันนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลที่แล้วได้ตัดสินใจไปเป็นความรู้สึกที่ดีกับรัฐบาลติมอร์ฯ ที่มีความผูกพันกับประเทศไทยที่ทหารไทยได้ไปดูแลช่วยเหลือให้คำแนะนำในการพัฒนากับเขา ตอนนี้ทหารไทยยังอยู่ในติมอร์ฯ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น ยังมีตำรวจจำนวนหนึ่งไปช่วยเขาจัดระบบ แม้กระทั่งการดูแลอารักขาประธานาธิบดีติมอร์ฯ ยังใช้ตำรวจไทย



อินเดียยืนยันจะลงทุนก่อสร้างเชื่อมถนนระหว่างไทย-พม่า-อินเดีย
พอดีเมื่อวานนี้ที่เล่าให้ฟังเมื่อสักครู่คือนายกรัฐมนตรีของอินเดียแวะมาเปลี่ยนเครื่องบิน ผมเลยเชิญมารับประทานอาหารที่กระทรวงการต่างประเทศ เพราะคุ้นเคยและรู้จักกันดี ได้ขอบคุณท่านที่ได้ส่งรัฐมนตรีมาประชุมเอซีดี ท่านเป็นประเทศแรกที่สนับสนุนเอซีดีอย่างเป็นทางการ และขอบคุณที่ส่ง รัฐมนตรีมาเจรจาเรื่องความร่วมมือเรื่องขายข้าวในตลาดโลก อินเดียเป็นประเทศที่ส่งข้าว ปีนี้อินเดียส่งข้าวมากเป็นอันดับ 2 มากกว่าเวียดนามนิดหน่อย เขาส่ง 4 ล้านกว่าตัน ไทย 7 ล้านกว่าตัน เป็นประเทศหลักประเทศหนึ่งที่เราเจรจา ถ้าสมมุติว่าเจรจาไทย อินเดีย เวียดนาม 3 ประเทศนี้ถือว่าครึ่งหนึ่งของโลกแล้ว ครึ่งกว่า ๆ แล้วในการส่งข้าวของโลก แต่เรามีจีนและปากีสถานเข้ามาร่วมด้วย ทำให้มีการตกลงราคาเพื่อไม่ให้ขายข้าวต่ำกว่ากลับไป ทำให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในการขายข้าวมากขึ้น เป็นแนวโน้มที่จะทำให้ข้าวราคาดีขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ อันนี้เป็นสิ่งที่อินเดียถือว่าเป็นประเทศที่ให้ความร่วมมือกับเราดีมาก ผมจึงขอบคุณเขาไป และเขายืนยันที่จะลงทุนก่อสร้างเชื่อมถนนระหว่างไทย-พม่า-อินเดีย เราเองได้เตรียมพร้อมที่จะร่วมกับพม่า พม่าก็พร้อมและพม่ายังจะยกท่าเรือที่ทวายให้อินเดียไปลงทุนสร้างท่าเรือน้ำลึก เพราะฉะนั้น จะเป็นการเชื่อมกันระหว่างอันดามันกับอ่าวไทยโดยที่ผ่านท่าเรือทวายได้



ประกาศกระทรวงการคลังเพื่อควบคุมธุรกิจบัตรเครดิตทั้งระบบ
ได้มีประกาศกระทรวงการคลังเพื่อควบคุมธุรกิจบัตรเครดิตทั้งระบบคือปัญหาเป็นอย่างนี้ครับ เราเป็นห่วงคนไทยที่มีรายได้น้อยแล้วใช้จ่ายเกินตัว เมื่อใช้จ่ายเกินตัวเดี๋ยวจะเป็นปัญหาสังคมปัญหาครอบครัวต้องอดออม เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ามีการให้บัตรเครดิตกับคนที่รายได้น้อยเกินไป จะเป็นปัญหาเรื่องการใช้จ่ายเกินตัว จึงต้องมีการควบคุมรายได้ของผู้ที่จะมีบัตร เช่น ไม่น้อยกว่า 15,000 บาท และกำหนดดอกเบี้ยสูงสุดไว้แค่ 18% เดิมทีเดียวบางบริษัทคิดดอกเบี้ยถึง 25% มากไป และให้กลไกตลาดแข่งกันเอง เมื่อถูกกำหนดไว้แค่ 18% ถ้าอยากได้ลูกค้าต้องลดดอกเบี้ยแข่งกัน อันนี้ถือว่าให้กลไกตลาดเกิดขึ้น มีเรื่องค่าปรับค่าอะไรต่ออะไร เรารับไว้หมดเพื่อที่จะให้กลไกตลาดยังเดินได้ แต่การเอาเปรียบประชาชนต้องไม่มี เพราะอะไรรู้มั๊ยครับมีอยู่วันหนึ่งผมไปนั่งฟังนายธนาคารต่างประเทศ เขาบอกผมว่าเขาเห็นธนาคารไทยเข้ามาทำ นึกว่าคนเข้ามาใหม่จะเข้ามาเริ่มต้นด้วยการลดดอกเบี้ย แต่กลับไม่ลด เขาเลยสบาย ๆ สรุปแล้วคือว่าทุกคนไปพอใจกับดอกเบี้ยสูง ผมถือว่าเราต้องคุ้มครองผู้บริโภค ต้องไม่ให้สูงเกินไป


Resource:
คำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในรายการ “นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน”


โดย: คำกล่าวของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในรายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:20:26:52 น.  

 
คำกล่าวของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในรายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน"
...( ต่อ )...

บริษัทฟอร์ด มอเตอร์ ย้ายสำนักงานใหญ่ด้านการขายและการตลาดจากสหรัฐฯ เข้ามายังไทย
ระยะนี้ที่ผมเคยเล่าให้ฟังว่ามีประธานบริษัทใหญ่ ๆ ระดับโลกแวะมาประเทศไทยมากขึ้น และมาขอพบ ผมต้องให้พบครับเพื่อให้เกิดความมั่นใจในนโยบายทิศทางในเศรษฐกิจไทยเพื่อให้การลงทุนในประเทศไทยยังคงมีอย่างต่อเนื่อง เพราะวันนี้ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามาหนี้ต่างประเทศลดลง เงินทุนสำรองเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเศรษฐกิจเติบโต ถ้าเป็นสมัยก่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจมักจะเติบโตด้วยหนี้ต่างประเทศ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเติบโตด้วยเศรษฐกิจที่แท้จริง เติบโตด้วยการลงทุนมากกว่าเติบโตด้วยการสร้างหนี้ ผมถึงระมัดระวังและพยายามให้ผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจใหญ่ ๆ เข้าพบ เหมือนกับอธิบายให้เขาเข้าใจประเทศไทยได้ลึกซึ้งขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน มีประธานของบริษัทฟอร์ด มอเตอร์ ของสหรัฐอเมริกามาพบ เขาย้ายสำนักงานใหญ่ด้านการขายและการตลาดจากสหรัฐฯ มาตั้งอยู่ประเทศไทย ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเขาต้องการใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการทำการตลาดและในการผลิตเพื่อส่งออก ในภูมิภาคของเอเชียแปซิฟิก และผมสังเกตดูว่าญี่ปุ่นก็ย้ายฐานการผลิตเข้ามาไทย เมื่อวันพุธที่เขาคุยกับผมเขาบอกว่ากำลังพิจารณาที่จะขยายกำลังการผลิตว่าจะไปขยายที่ไทยหรืออินโดนีเซีย แนวโน้มผมเชื่อว่าเขาจะมาขยายที่ไทยเพราะหลังจากที่พูดคุยกันแล้วพยายามโน้มน้าวเขาอยู่ เขาบ่นเรื่องภาษีสรรพสามิตบ้างเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกอย่างต้องมีหลักการที่ถูกต้อง เราคงจะไม่ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่เราต้องมาทบทวนหลักการว่า ภาษีของเรานั้นเราตีความอย่างไร ต้องตีความตามเจตนารมย์ว่าเราต้องการเจตนารมย์ แยกระหว่างปิกอัพกับรถเก๋ง ทีนี้บางทีรถ Hybrid จะเอาอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่เทคโนโลยีกับกฎหมายจะต้องดูให้ทันกัน อธิบดีกรมสรรพสามิตมาด้วยก็ให้เขาฟังและเอาไปดูตามความเหมาะสม



มอบหนังสือเดินทางทูตให้ภราดร ศรีชาพันธุ์ นักเทนนิสมือวางอันดับ 16 ของโลก
วันที่ 7 พฤศจิกายน นายภราดร ศรีชาพันธุ์ นักเทนนิสมืออันดับ 16 ของโลกแล้ว เมื่อต้นปีอยู่อันดับที่ 125 เก่งมากครับ เป็นเด็กหนุ่มอายุ 27 ปี พ่อเป็นโค้ชเองไม่ได้จ้างโค้ชฝรั่งเพราะผมได้คุยกับคุณพ่อสาเหตุคุณพ่อเป็นนักเทนนิสอยู่แล้ว และสอนได้ดีเพราะว่ารู้จักลูกดี รู้ตั้งแต่เกิดมาแบเบาะว่าลูกมีนิสัยอย่างไร เพราะฉะนั้น ก็จะหาจุดที่ลูกควรจะพัฒนาไปจุดแข็งได้ จุดไหนเป็นจุดอ่อนจะแก้ไขอย่างไร คือการแข่งขันรู้เราและรู้เขา รู้เราคือรู้ภราดรดี รู้เขาคือมองคู่แข่งและวางแผนให้ต่อสู้ คือบางทีเราจ้างโค้ช
ต่างประเทศมา โค้ชต่างประเทศอาจจะเก่งหลักการทฤษฎีรู้เกณฑ์ แต่จะไม่รู้ตัวนักกีฬาแต่ละคนดี บังเอิญว่าคุณพ่อของภราดรเป็นนักเทนนิสเป็นคนที่เป็นโค้ชมานานแต่เป็นโค้ชไทย ตรงนี้รู้ลูกดีมากและสอนลูกพัฒนาลูกมาตลอดตั้งแต่เด็ก วันนี้ถือว่าเป็นบุคคลตัวอย่างคนหนึ่งที่ได้มุ่งมั่นเป็นลูกที่ดีทำให้เขาเติบโตขึ้นมาขนาดนี้ ซึ่งจะเป็นแบบอย่างกับเยาวชนของไทยในการที่จะพัฒนาตัวเอง คนเราถ้าเอาดีอะไรสักอย่างและทุ่มเทกับมันและรักในสิ่งที่เราทำนั้นจะเติบโตขึ้นเป็นคนที่เก่งได้อย่างเช่นภราดร และผมเชื่อว่าภราดรวันนี้เป็นอันดับที่ 16 ภายในปีหน้าภราดรจะต้องอยู่ในอันดับที่ไม่เกิน 10 แน่ ถือว่าเป็นอันดับดีที่สุดของคนเอเชียตั้งแต่มีการส่งคนเข้าแข่งเทนนิสมา รัฐบาลแสดงความยินดีและขอให้ภราดรซึ่งแข่งขันทีไรเมื่อจบแล้วจะใช้การไหว้ที่เป็นประเพณีอันดีงามของไทยถือว่าเป็นทูตวัฒนธรรมได้ให้พาสปอร์ตทูตทั้งคุณพ่อและภราดร เพื่อไว้สำหรับเดินทาง และการบินไทยให้ตั๋วสำหรับภราดรเดินทางจากประเทศหนึ่งไปประเทศหนึ่ง โดยใช้ การบินไทยในวงเงินถึง 3 ล้านบาท อันนี้เป็นกำลังใจนะครับ



เปลี่ยนวิธีการช่วยเหลือเกษตรกรมาเป็นเงินสดแทน
เรื่องสำคัญที่มีการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ผ่านมา บังเอิญผมไม่อยู่ ผมไปประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่กรุงพนมเปญ มีเรื่องสำคัญ ๆ ที่อยากเล่าให้ฟัง เรื่องแรกคืองบกลางแก้ปัญหาน้ำท่วม ผมถือหลักว่าเราจะไปรู้ความต้องการของประชาชนดีมากกว่าประชาชนไม่ได้ เพราะฉะนั้น ช่วยเหลือประชาชนให้เป็นเงินสดและให้เขาไปช่วยตัวเอง ให้เขาไปเลือก เขาเคยเลี้ยงไก่ ไก่ตายเขาอาจจะอยากเปลี่ยนเป็นเป็ดก็ได้ เราอย่าไปรู้แทนเขาบอกว่าเขาเลี้ยงไก่ ไก่ตายเอาไก่ไปคืนเขา อย่างนั้นคงจะไม่เหมาะ เราเพียงแต่ต้องมาตกลงกันว่า ความเสียหายของประชาชน 100 รัฐบาลช่วยได้เท่าไร ถ้ารัฐบาลบอกว่าช่วยได้ 50 50 ก็คือ 50 เมื่อ 50 จะไปช่วยอย่างไร ก็ไปดูประชาชนที่เดือดร้อน คนเดือดร้อน 1 บาทให้ 50 สตางค์ แต่ต้องดูให้ชัดว่าเดือดร้อนจริงแค่ไหนอย่างไร จะมีแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ มีนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้รับผิดชอบและจะจ่ายเงินตรงไปถึงประชาชน ไม่ผ่านตัวกลไกของระบบราชการ ผมจะเริ่มไปแจกครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้


เชิญชวนพี่น้องประชาชนซื้อสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นของขวัญปีใหม่
อีกเรื่องคือจะมีการรณรงค์ให้สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นของขวัญปีใหม่ ใกล้ปีใหม่แล้วอยากให้พี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับเพื่อเป็นการอุดหนุนคนไทยด้วยกัน ให้กำลังใจพี่น้องในระดับชุมชนชาวบ้านได้มีโอกาสขายของที่เขาได้ทุ่มเทแรงงานแรงใจกันผลิตมาให้ได้ เพราะฉะนั้น อยากจะแนะนำว่า สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์นั้นเป็นสินค้าที่หลายแห่งทำได้ดีมาก สวยงาม ราคาถูกมาก ถ้าเราจะอุดหนุนเกื้อกูลกันให้เผยแพร่สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ไปยังทั่วประเทศ เช่น สินค้าจากเชียงใหม่ไปให้คนทางใต้ สินค้าจากทางใต้ไปให้คนอีสาน เป็นต้น จะทำให้เกิดการกระจายตัวของสินค้า ส่งเสริมการสร้างเศรษฐกิจในประเทศ เพราะเศรษฐกิจนั้นจะเติบโตได้ไม่ใช่อาศัยการส่งออกอย่างเดียว นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายบางทีวิเคราะห์ว่าประเทศไทยยังแย่อยู่เพราะตลาดโลกไม่ดี เดี๋ยวจะมีสงครามอิรัก ถ้าเราไม่ช่วยตัวเองมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แต่ถ้าเราช่วยตัวเองไม่เป็นอย่างนั้นหรอกครับ เราต้องช่วยตัวเองทำให้เศรษฐกิจไทยภายในประเทศเข้มแข็ง ให้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งบนพื้นฐานของเศรษฐกิจในประเทศด้วย ไม่ใช่แค่บนพื้นฐานของการส่งออกเท่านั้น ส่งออกต้องทำต้องผลักดันต่อไป แต่ในประเทศต้องพัฒนาต่อไป เพราะฉะนั้น เราต้องทำสองทางสองขา เรื่องสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ถ้าคนไทยทั้งหมดจะช่วยกันสนับสนุนจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมชาติของเราที่ยังต้องการโอกาสอยู่มากมาย



การก่อเหตุไม่สงบในภาคใต้เป็นการกระทำของกลุ่มผู้จ้างวานกลุ่มเดียวกัน
อีกเรื่องคงต้องขอพูดเรื่องภาคใต้ ภาคใต้ขณะนี้การสอบสวนเป็นไปด้วยความคืบหน้ารู้ตัวผู้จ้างวานหมดเรียบร้อย ค่อนข้างจะได้ข้อมูลที่ดี สรุปคือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ใช่การก่อการร้ายเลย เป็นเรื่องของผู้ที่ไม่ปรารถนาดีเสียเงินเสียทองไปจ้างพวกบรรดามีประวัติเป็นโจร ลักรถ ติดยา ไปวางก่อวินาศกรรม วางระเบิดที่ปัตตานี เผาโรงเรียนที่สงขลา เกิดเหตุวันเดียวกันหมด เพราะฉะนั้น กลุ่มผู้จ้างวานกลุ่มเดียวกันครับ เรากำลังได้ความคืบหน้ามาก รายการนี้ต้องแตกหักไม่มีทางปล่อยไว้ เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในภาคใต้มานานแล้ว ผลสุดท้ายไม่มีอะไรหรอกครับโยงใยอยู่แค่อบายมุขกับการเมืองเท่านั้นเอง ไม่มีเรื่องอื่น เรื่องความขัดแย้งทางศาสนาไม่มี ยิ่งกว่านี้เอารัฐมนตรีมหาดไทยซึ่งเป็นมุสลิมไปดูแลแล้วคำว่าขัดแย้งทางศาสนาไม่มีข้ออ้างครับ เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจดีว่าไม่ใช่เลย ที่ผ่านมาความเกียจคร้านในการทำงาน ความที่ไม่รู้ รู้ผิว ๆ รู้น้อยและพูดมากบ้างเลยทำให้เกิดความสับสน ตั้งโจทย์ที่สูงเกินไป อ้างเป็นโจรแบ่งแยกดินแดนบ้าง อ้างเป็นโจรก่อการร้ายบ้าง ทำให้ไม่ต้องทำงานมาก อันนี้ผมกดดันไปบังคับเลยว่าถ้าหาคำตอบไม่ได้ ต้องมี
ผู้รับผิดชอบระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ทุกอย่างไปได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ กับท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้ร่วมมือกันประสานงานกับเจ้าหน้าที่ ประสานงานกับประเทศมาเลเซีย ตอนนี้ต้องยอมรับว่าเจ้าหน้าที่พอทำงานแล้วไม่มีอะไรเหลือบ่ากว่าแรงข้าราชการไทยได้เลย เพียงแต่ว่าจะทำจะจริงจังจะละผลประโยชน์หรือไม่เท่านั้นเอง วันนี้ภาคใต้กำลังจะจบ จะเห็นว่าอะไรเป็นอะไร วันนี้จับตัวคนวางเพลิงได้หลายคนแล้วครับ



รัฐบาลจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ทุจริตคอร์รัปชั่น
ส่วนเรื่องปุ๋ยอินทรีย์เมื่อวานนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ชี้แจงแล้ว เรื่องนี้ต้องเรียนว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลรู้และค้นพบเอง และผมได้สั่งการให้มีการสืบสวนทั้งทางลับและตั้งคณะกรรมการสอบสวนนานมากแล้วตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเดินทางไปเอเปค แต่ผมรู้ตั้งแต่ตอนที่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตน ผมกระซิบรัฐมนตรีเนวินฯ ว่าผมได้ข่าวลองสืบดูสิ แล้วปรากฏหลักฐานขึ้นในวันที่ผมจะเดินทางไปประชุมเอเปค ผมจึงได้สั่งการรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ไปตั้งคณะกรรมการสอบสวน ในที่สุดเมื่อวานนี้ได้แถลงออกเรียบร้อยแล้วว่าเราจะต้องดำเนินการเด็ดขาด ผมต้องขอร้องสื่อมวลชนบางฉบับตั้งใจจริง ๆ ไม่รู้ว่าฟังไม่เข้าใจหรืออยากจะเขียนอย่างนั้น ผมบอกว่ากรณีดำเนินคดีอาญาต้องมีหลักฐาน ถ้าไม่มีหลักฐานฟ้องไม่ได้ นั่นคือหลักของการดำเนินคดีอาญา ต้องทำสำนวน แต่กรณีทางการปกครองนั้นถ้าเราสืบทราบว่าใครเกี่ยวข้องเราสามารถจัดการทางการปกครองได้ นี่คือหลักทั่วไป บางคนในทางปกครองไม่ดำเนินการ ถ้าไม่มีหลักฐานก็ไม่ทำ สรุปแล้วคือต้องหาใบเสร็จ แต่ผมเรียนชัดเจนว่ากรณีที่บอกว่าใช้คำว่าหาใบเสร็จนั้นคือการดำเนินคดีอาญา ถ้าไม่มีหลักฐานดำเนินคดีอาญาไม่ได้ แต่กรณีดำเนินการทางการปกครองตั้งกรรมการสอบสวนไล่ออก ให้ออก หรือให้พ้นตำแหน่ง สามารถดำเนินการทางการปกครองใช้การสืบสวนประกอบพอได้ ซึ่งรัฐบาลนี้ได้ทำทั้งสองแนวทาง ทำทั้งทางการปกครองและจะทำทั้งทางอาญาเท่าที่หลักฐานจะพึงมีให้ทำ หลายเรื่องเรารู้ทั้งรู้ประชาชนก็รู้ หลายรัฐบาลรัฐมนตรีไปทำอะไรมาก็พอจะเดาออกแต่ไม่มีหลักฐานก็ทำอะไรไม่ได้ พอไล่หลักฐานก็จบที่ข้าราชการประจำ นั่นคือสิ่งที่ปกติเป็นอยู่แล้วหลายครั้งว่ารัฐมนตรีสั่งปากเปล่า แต่คนที่เซ็นเป็นลายลักษณ์อักษรกลายเป็นข้าราชการประจำ แล้วข้าราชการประจำซัดทอดก็ต้องว่ากัน ถ้าไม่ซัดทอดก็จบแค่นั้น อันนั้นคือหลักของการดำเนินคดีอาญา แต่การดำเนินการทางด้านการปกครองนั้นเราสามารถทำได้ ไม่แต่งตั้ง ถอดถอนหรืออะไรทำได้หมด อั้นนั้นกำลังทำ เรื่องที่รัฐมนตรีเกษตรฯ ได้แถลงเมื่อวานนี้ชัดเจนนะครับ กรณีเรื่องการฮั้วประมูลเข้าข่ายกฎหมายว่าด้วยการสมยอมราคาก็ต้องว่ากันไป ส่วนเรื่องที่ข้าราชการใครเกี่ยวข้องต้องตั้งกรรมการสอบสวน ถ้าเกี่ยวกับอาญาก็อาญา เกี่ยวกับวินัยต้องวินัย เพราะฉะนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนในช่วงระหว่างชุลมุนนั้น ข่าวอะไรมั่วไปหมด ขอเรียนว่ารัฐบาลนี้มุ่งมั่นและทำในสิ่งที่ถูกต้องและจะทำต่อไป มีอะไรระหว่างทางขอให้อดทนนิดหนึ่ง เรื่องไหนที่ผมรับรู้และรู้ผมจะไม่ยอม ผมจะเดินหน้า บางทีบังเอิญว่าในช่วงแรกนั้นอยู่ระหว่างการสืบสวนหาข้อมูล ฉะนั้น ระหว่างการสืบสวนหาข้อมูลต้องให้เวลาการทำงานของคนบ้าง ไม่ใช่เอาประเด็นการเมืองตีปี๊บกันใหญ่ จริง ๆ แล้วขอเรียนว่าเรื่องนี้รัฐบาลรู้และดำเนินการแล้ว ขอให้พี่น้องประชาชนได้สบายใจกับรัฐบาลของท่านได้เลยว่า รัฐบาลของท่านภายใต้การดูแลของผม ผมจะทำให้ดีที่สุดในทุกเรื่องทุกด้าน และผมจะไม่หวั่นไหวต่อการวิจารณ์ ผมจะทำให้ดีที่สุดในสิ่งที่พึงจะทำได้ภายใต้กฎหมายภายใต้กติกาที่จะให้ผมทำได้ อันไหนที่ให้อำนาจทางการปกครองให้อำนาจของการนำผมจะทำแบบหนึ่ง ในด้านของกฎหมายต้องทำตามกฎหมาย ขอเรียนพี่น้องประชาชนได้เข้าใจ คำวิพากษ์วิจารณ์บางครั้ง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงตั้งใจทำอะไรอย่างนี้ วันนี้ใช้เวลาของพี่น้องประชาชนมามากแล้ว ขอขอบคุณครับ สวัสดีครับ





------------------------------------------------



ฝ่ายวิเคราะห์ข่าว สำนักโฆษก

วิสุนี ตรวจ/จินตนา ถอดเทป

-----------------
Back Home

-----------------

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
E-mail : Webmaster E-mail : Spokesman Bureau

Resource:คำกล่าวของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในรายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน"


โดย: คำกล่าวของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในรายการ "นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน" (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:20:28:41 น.  

 
45 ประมวลสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่พ.ศ. 2545
คำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในพิธีเปิดการสัมมนาทางวิชาการและแสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ยุทธศาสตร์พลิกประเทศไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลกณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

คำกล่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ในพิธีเปิดการสัมมนาทางวิชาการและแสดงปาฐกถาพิเศษ

เรื่อง ยุทธศาสตร์พลิกประเทศไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลก

ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

วันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2545 เวลา 11.40 น.



******************************



ท่านอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ท่านอาจารย์

ท่านผู้มีเกียรติ นิสิต นักศึกษา

ผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เคารพรักทุกท่าน



วันนี้ ไม่แน่ใจว่าความรู้ที่มีอยู่เพียงพอหรือเปล่า ที่มาพูดให้นักวิชาการรุ่นใหญ่ ๆ ฟัง แต่จะพูดให้ฟังถึงแนวคิดที่ผมกับคณะได้คิดและทำกันมาโดยตลอด และมองถึงปัญหาข้างหน้า วันนี้ที่จะให้ผมพูดเรื่องยุทธศาสตร์พลิกประเทศไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลก ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เขาบอกว่าถ้าตัวเราอยากจะพัฒนาตัวเอง เราต้องมีเป้าหมายว่าเราอยากเห็นใครเป็นรูปแบบในใจ เอารูปแบบในใจมาตั้งไว้ แล้วมาดูว่าตัวเราจริง ๆ ตอนนี้อยู่ตรงไหน แล้วเราจะเดินไปถึงจุดที่เราอยากจะไปได้อย่างไร แล้วเราจะพัฒนาตัวเองให้ไปสู่จุดนั้นให้ได้ นั่นคือการพัฒนาตนเองโดยหารูปแบบที่พึงประสงค์มาเป็นตัวตั้ง เหมือนกันครับ วันนี้ท่านกำลังตั้งโจทย์ให้ผมว่าเราจะเอาประเทศไทยไปแข่งขันกับโลก เราต้องถามว่าตรงไหน ก็ต้องมาดูก่อนว่าโลกเขาไปถึงไหนแล้ว แล้วหันกลับมาดูตัวเรา ๆ อยู่ตรงไหน แล้วเราจะแก้อย่างไรเพื่อจะไปตรงนั้น ตรงนั้นคือที่ผมจะพูดในวันนี้ ผมจะพูดถึงโลกที่หลายท่านฟังแล้วอาจจะบอกว่ามันคนละโลกกับผมนี่ โลกมนุษย์ต่างดาวหรือเปล่า ไม่ใช่โลกผม เพราะฉะนั้นท่านอย่าเพิ่งคิดว่าผมเอาหนังมาฉายให้ฟัง แต่นี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในโลก แล้วเราถึงจะหันกลับมาดูว่าแล้ววันนี้เราอยู่ที่ไหน เราจะไปตรงนั้นไหวไหม จะใช้เวลานานเท่าไร นั่นคือปัญหา วันนี้ท่านพูด ท่านเรียน ท่านฟัง ท่านอาจารย์ไพบูลย์ ฯ ท่านอาจารย์เมธีฯ ท่านจาตุรนต์ ฯ พูดถึงเรื่องชุมชน เรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน นั่นคือสิ่งหนึ่งแน่นอน แต่ว่าผมกำลังจะบอกท่านก่อนว่าเราจะไปที่ไหนกัน

เมื่อก่อนนี้ความแตกต่างของประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่กำลังพัฒนามีไม่มาก ขนาดอาร์เจนติน่า 200 ปีที่แล้วยังร่ำรวยกว่าอเมริกาตอนนี้ เพราะฉะนั้นช่องว่างระหว่างประเทศที่พัฒนากับประเทศกำลังพัฒนาเป็นประมาณ 5 ต่อ 1 แต่วันนี้ 390 ต่อ 1 แต่กำลังจะเป็น 1,000 ต่อ 1 เพราะว่าประเทศที่พัฒนาแล้วไปไกลมาก และมีพลังในการขับเคลื่อนในการเดินข้างหน้าอีกมากมาย พลังที่ว่านั้นคือเทคโนโลยี แต่ประเทศที่กำลังพัฒนานั้นเหมือนกับคนป่วย รักษาตัวยังไม่หาย แต่จับให้ไปวิ่งแข่งขัน ต้องเสียเวลารักษาตัวก่อน ฟิตร่างกายแล้วค่อยไปแข่งขัน มีขั้นตอนอยู่ เพราะฉะนั้นวันนี้ประเทศกำลังพัฒนาก็เหมือนคนป่วยที่ต้องรักษาตัวให้ดี ฟิตร่างกายแล้วก็ออกไปแข่งขัน

จุดที่โลกกำลังถูกผลักดันให้เปลี่ยนไปวันนี้คือพลังของความรู้ คือเทคโนโลยี ความรู้เป็นหัวใจหมดแล้ว ต่อไปนี้เวลาเราซื้อของ 1 ชิ้น ในของชิ้นนั้นมูลค่าที่เกิดจากแรงงานหรือตัววัตถุดิบมีนิดเดียว แต่มูลค่าที่เกิดจากสมองหรือส่วนความรู้หรือส่วนเทคโนโลยีนั้นมากกว่า สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ยกตัวอย่าง ไปซื้อซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ ได้แผ่นดิสเก็ตมา 1 แผ่น ตัวค่าแผ่นนั้น 10 กว่าบาท แต่ปรากฏว่าเราต้องซื้อมา 2,000 กว่าบาท นั่นคือส่วนสมองแพงขึ้น เราซื้อเครื่องบินลำหนึ่งต้องปลูกข้าวเป็นหลายแสนไร่ เป็นล้านไร่ มีเทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่มากมาย เทคโนโลยีที่ว่านั้นคือทางด้านดิจิตอลเทคโนโลยี เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับเรื่องของการถอดรหัสยีน ทำให้มีความรู้ทางด้านพันธุกรรมศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมากขึ้น แล้วยังมีเทคโนโลยีที่เรียกว่านาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีที่สามารถที่จะบรรจุข้อมูลเข้าไปในขนาดเท่าหัวเข็มหมุด สามารถบรรจุข้อมูลในหนังสือขนาดใหญ่เข้าไป ตรงนี้เป็นเทคโนโลยีที่ไปเร็วมาก อีกหน่อยการรักษาร่างกายมนุษย์ แทนที่จะกินยาหรือฉีดยาธรรมดา สามารถปล่อยเครื่องมือที่เขาคิดค้นตัวเล็ก ๆ เท่ากับเซลล์เล็ก ๆ ของร่างกายมนุษย์เข้าไปในร่างกาย แล้วมันจะไปตามหาจุดที่เกิดเชื้อโรค พอเจอแล้วมันก็ปล่อยอณูของยาลงไปที่เชื้อตรงนั้นเลย แล้วก็รักษาเลย ไม่ต้องกินไม่ต้องฉีด

ปัจจุบันนี้ประเทศที่สำคัญ ๆ เขาค้นพบเทคโนโลยีมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอเมริกา แม้กระทั่งเรื่องของวิชาทางเศรษฐศาสตร์ก็ไปไกลมาก ขนาดว่าบ้านเรา ๆ เรียน MBA เราเรียนทางด้านการตลาด เราเรียนด้านไฟแนนซ์ด้านอะไรต่าง ๆ เขาก็สร้างความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมาอีก ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องเขาเรียกวิชา Financial Engineering คือวิศวกรรมทางการเงิน เราบอกว่าไม่เคยได้ยิน มีแต่วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมสื่อสาร วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมก่อสร้าง ตอนนี้มีวิศวกรรมทางการเงินเกิดขึ้น เมื่อมีวิศวกรรมทางการเงินเกิดขึ้น เขาเอาวิธีการคำนวณรูปแบบต่าง ๆ มาคำนวณเรื่องของเครื่องมือทางการเงิน คำนวณเรื่องระบบของการป้องกันค่าเงิน มีการคำนวณมากมาย เพราะฉะนั้นอย่างจอร์จ โซลอส มาโจมตีไทย เขาคำนวณเป็นบทเขารู้ว่าต้องเท่าไร อย่างไร เขามีวิธี มีโมเดลต่าง ๆ วิเคราะห์ประเทศไทยได้หมด วิเคราะห์ว่าเรามีเงินเท่าไร เป็นหนี้เท่าไร เรามีเงินที่เข้าไปสู่ภาคการผลิตเท่าไร เป็นภาคเก็งกำไรเท่าไรเขารู้หมด แต่เราแค่ความรู้ยังก้าวหน้าไม่พอ เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีไม่พอแล้ว ความรู้ไม่พอแล้ว แล้วยังไม่พอ ยังมีด้านการเมืองระหว่างประเทศไม่พออีก ยุทธศาสตร์ในการกีดกัน ในการเอาเปรียบทางการค้าก็ไม่ทันอีก นี่คือสิ่งที่โลกเป็นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งแค่โลกคอมพิวเตอร์อย่างเดียว มันไปไกลมาก เรากำลังไล่ แต่อย่างไรก็ยังไม่ทัน แต่มีเทคโนโลยีใหม่อีกซึ่งเรายังไม่ทันเริ่ม หลายที่เพิ่งเริ่มเรียนมานิดเดียว เพิ่งเข้าอนุบาลเขาจบมหาวิทยาลัยแล้ว สิ่งที่เป็นห่วงก็คือเรื่องความรู้ เรื่องเทคโนโลยี เรื่องชั้นเชิงที่อาศัยความรู้และประสบการณ์ที่สูงกว่า นี่คือการเอาเปรียบ แล้วอีกอย่างหนึ่ง มีคนต่างประเทศเอาเงินมาลงทุนที่ไทย เราก็เปลี่ยนเงินเป็นสร้างเงินบาท เสร็จแล้วดอลล่าร์ที่เราได้เราก็กลับไปฝากประเทศที่พัฒนาแล้วหมด เหมือนกับที่ต่างจังหวัด เรามีเงินออม เงินออมมีอยู่เท่าไรก็เก็บมาเข้ากรุงเทพ ฯ มาพัฒนาเมือง แต่ต่างจังหวัดไม่มีเงินพัฒนาตัวเอง

วันนี้เอเซียทั้งเอเซียเหมือนกัน มีเงินสำรองมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก แต่เอาไปฝากไว้ที่อเมริกาที่ยุโรปหมด เงินเหล่านั้นของเอเซียที่มีมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกไปสร้างความเจริญให้ที่อื่น ตัวเองเจริญได้ไม่ค่อยพอ แทนที่จะมาใช้สร้างความเจริญให้ตัวเอง ไม่ได้ใช้ นี่คือระบบที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ถ้าถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไร ถามกลับมาหาตัวเราก่อน ตัวเราวันนี้เป็นอย่างไร ดูกายภาพแผนที่ กายภาพของเราวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย เขาบอกว่าประเทศไหนถ้าปัญญาหรือทุนทางปัญญาต่ำหรือน้อยก็จะเผาผลาญและใช้ทรัพยากรมากเท่านั้น ถ้าทุนทางปัญญาสูงก็จะรักษาทรัพยากร ถ้าทุนทางปัญญาต่ำก็จะใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง เพราะฉะนั้นวันนี้หันมาดูประเทศไทย แหล่งต้นน้ำถูกทำลายหมด ป่าถูกทำลายมาก สิ่งแวดล้อมเสียหายมาก ผมไปดูผมตั้งใจจะฟื้นแหล่งต้นน้ำธรรมชาติ ไปดูตัวอย่างที่น้ำตกแม่สา แทบจะหมดหวัง ตอนที่ผมไปฟื้นห้วยแก้วนั้นง่าย เพราะเนื่องจากโชคดีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้สร้างพระตำหนักอยู่ข้างบน ป่าที่นั่นก็ไม่ถูกทำลายไม่ถูกบุกรุก เลยพอจะเอาน้ำตกห้วยแก้วคืนได้ แต่พอไปดูน้ำตกแม่สา ถูกทำลายมาก มีไร่นามีอะไรปลูกเต็มไปหมด อยู่ตรงที่ต้นน้ำหมด แล้วยังมีปางช้างเอาช้างไปเลี้ยงข้างบน เลี้ยงเสร็จช้างก็ถ่ายมูลลงในน้ำตก เพราะฉะนั้นขี้โคลนขี้ดินก็ลงมาปิด แม่น้ำลำคลองตื้นเขิน ถึงเวลาฝนตกก็น้ำท่วม หมดฝนก็น้ำแล้ง เพราะไม่มีที่เก็บน้ำ นี่คือกายภาพที่เสียหาย

หันกลับมาดูประชาชน ประชาชนมีอะไรบ้าง วันนี้เขาว่าเด็กเยาวชนไทยที่เกิดเติบโตขึ้นมาใหม่ ไอคิวเชาว์ปัญญาโดยเฉลี่ยลดลง เพราะว่าคงไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเพราะเป็นคนไทย เพราะว่าเกิดที่ไหนก็เหมือน ๆ กัน แต่ปัญหาคือการเลี้ยงดู เพราะไอคิวไม่ได้อยู่ในยีนอย่างเดียว อยู่ที่การเลี้ยงดูด้วย เนื่องจากว่าการที่เราต้องต่อสู้ชีวิตในระบบทุนนิยม เพราะฉะนั้นการเลี้ยงดูเราก็ปล่อยปละ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ปู่ย่าตายายไม่ได้เลี้ยง ฝากพี่เลี้ยง ๆ ที่บ้าน เพราะฉะนั้นการเลี้ยงดูไม่ได้พัฒนาเท่าที่ควร การพูดคุยกับเด็กตั้งแต่วัยเด็กที่เด็กยังพูดไม่รู้เรื่องนี้ฝรั่งจะพูดกับเด็กแล้ว ขนาดเด็กยังพูดไม่รู้เรื่อง แต่ลูกฝรั่งจะพูดตลอดเวลา เพราะฉะนั้นไอคิวเฉลี่ยเริ่มตกลง นี่คือสิ่งที่น่าห่วง สิ่งที่น่าห่วงอีกอันหนึ่งคือว่าระบบการเรียนการสอนของเรามีปัญหา แล้ววันนี้ถึงแม้ว่าจะมีพระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษาแล้ว เรื่องของกระบวนการเรียนรู้และหลักสูตรเป็นหัวใจสำคัญกว่า ซึ่งตรงนี้ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของครูมากพอสมควรทีเดียว ซึ่งไม่ง่ายแต่ก็ต้องทำ นี่คือผลผลิตของเรา คือเยาวชนเราได้รับการผลิตทางด้านการศึกษาจากกระบวนการศึกษาซึ่งอ่อนแอ เด็กไทยมีจุดอ่อนคือคิดบูรณาการไม่เป็นเพราะระบบการเรียนรู้ เพราะเรียนด้วยวิธีท่องจำ การเรียนรู้ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันก่อนผมไปเจอผู้บริหารบริษัท ระดับประธานบริษัททั้งหมด ผมถามว่าเขามาทำไม เขาบอกว่ามาอบรมการใช้สมองข้างซ้ายและใช้สมองข้างขวา มีฝรั่งมาสอนเขาคิดหัวละ 30,000 บาท เขาวิเคราะห์ว่าสมองข้างซ้าย สมองที่ใช้ตรรกกะเหตุผลเป็นอย่างไร สมองข้างขวาคือสมองที่มองปัญหาในเชิง มหภาค ในเชิงบูรณาการ ในเชิงวิสัยทัศน์ ใครเป็นอย่างไร แล้วฝึก เขาคิดหัวละ 30,000 บาท แสดงว่าการเรียนรู้ ถ้าคนใฝ่เรียนรู้ยังต้องเรียนรู้อยู่ ไม่ใช่ไม่เรียนรู้ต่อ นี่คือจุดอ่อนข้อที่สองของเรา ข้อที่สามคือยาเสพติดซึ่งเป็นตัวการในการทำลายสมองของเด็กไทย และวันนี้เด็กไทยใช้ยาเสพติดมาก แต่หารู้ไม่ว่ามันกำลังทำลายสมอง เมื่อทำลายสมองแล้วโดยเฉพาะทำลายสมองส่วนหน้า เกี่ยวข้องกับทางด้านอารมณ์ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ว่าเรากำลังเข้าสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ แต่คนอ่อนแอนี้คือที่เป็นห่วง เรื่องที่เป็นห่วงเรื่องคนอีกอย่างก็คือความยากจนในชนบทเรายังมีอยู่ โอกาสของคนชนบทที่จะเข้าหาแหล่งความรู้ โอกาสที่จะเข้าหาแหล่งเงินในการประกอบอาชีพเป็นปัญหาอยู่ ซึ่งเรากำลังแก้ แล้วที่หันกลับมาดูระบบ แน่นอนครับระบบราชการใหญ่ ช้า เป็นระบบที่ขาดบูรณาการ ขาดเจ้าภาพ แต่เรากำลังจะปฏิรูป อันนี้พูดถึงปัจจุบันก่อน ซึ่งระบบราชการนั้นเป็นตัวอำนวยความสะดวกในการผลักดันขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ แต่เป็นระบบที่มีปัญหาต่อการทำงานของประเทศ

มาดูกฎหมาย กฎหมายออกเป็นช่วง ๆ ตามยุคตามสมัย แต่กฎหมายวันนี้ในบางเรื่องเป็นปัญหาเป็นอุปสรรค ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรื่องกฎหมาย เรื่องของความยกจนกับกระบวนการยุติธรรมก็คงเห็นได้ชัด อย่างที่เราตั้งใจว่าเราจะลงโทษกักขังนาย ก ก็ความผิดไม่ถึงขัง เอาปรับก็แล้วกัน แต่นาย ก ดันไม่มีเงินเพราะจน นาย ก ก็เลยโดนขังแทนค่าปรับ นานกว่าลงโทษขังเสียอีก คือกฎหมายมีอะไรบางอย่าง อันนี้ยังมีอีกมาก กระบวนการยุติธรรมเป็นกระบวนการที่ยังมีปัญหาที่ต้องแก้ ท่านลองไปดูในคุก คนในคุกที่ติดอยู่ 90 % อย่างน้อยคือคนจน เพราะเขาบอกว่าอาชญากรรมมักจะก่อโดยคนจน แล้วก็ก่อกับคนจน ระบบยังต้องแก้ไข กฎหมายยังต้องแก้ไข กฎหมายยังไม่ค่อยให้โอกาสคนที่ตัวเล็ก กฎหมายยังไม่ค่อยให้โอกาสคนที่ไม่แข็งแรง ทั้ง ๆ ที่เราตกลงกันไว้ว่าการที่ประชาชนมารวมกันอยู่เป็นประเทศ ประชาชนทุกคนยอมเสียอิสรภาพบางส่วน เพื่อให้รัฐนำไปออกกติกา เพื่อให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่มีการข่มเหงรังแกกัน แต่ไม่ใช่ออกกติกาเพื่อเสริมอำนาจของรัฐ ต้องเป็นกติกาเพื่อทำให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ถ้าทุกคนถือว่ามีเสรีภาพ แต่ยอมเสียอิสรภาพบางส่วน ไม่มีใครมีเสรีภาพ 100 % ต้องเสียบางส่วน เช่น ถึงเวลาคุณต้องเอาลูกเข้าโรงเรียน ถ้าไม่เข้าโรงเรียนคุณผิด อย่างนี้แสดงว่าคุณไม่มีอิสระในการที่จะเลี้ยงลูกไม่ให้ไปเรียนหนังสือ เป็นต้น คุณจะขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด สมมติว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่ได้ อย่างนี้อิสรภาพคุณเสียหายไป เพราะต้องการไม่ให้คุณขับรถไปชนชาวบ้าน เพราะชาวบ้านเดือดร้อน นั่นคือการจัดกติกาให้อยู่ร่วมกัน แต่กฎหมายบางอย่างยังเป็นปัญหาที่ต้องปฏิรูป

การเมือง มีการเมืองหลายระดับ แต่วันนี้บุคลากรทางการเมืองยังไม่ค่อยเพียงพอที่จะใช้สำหรับการแก้ปัญหาของชาติ และบุคลากรทางการเมืองต้องมีหลายระดับ เพราะว่าการเมืองกำลังใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่าน อำนาจสูงสุดไปอยู่กับการเมือง การเมืองคือคนใช้อำนาจสูงสุด แต่การเมืองจะต้องมีคนที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะบริหารและใช้อำนาจสูงสุดมากขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลาในการชักชวนให้คนดี ๆ มีความรู้เข้าสู่การเมืองมากขึ้น แต่ด้วยระบบการเมืองที่ผ่านมาทำให้คนไม่ค่อยกล้าเข้าการเมืองเท่าที่ควร เลยมีให้เลือกไม่เต็มที่ ไม่ได้หมายความว่านักการเมืองที่มีอยู่นั้นไม่ดี แต่น่าจะได้คนเก่ง ๆ เข้ามาอีก จะได้ช่วยกันทำงานมากขึ้น ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง

นอกจากนี้ ความเป็นชาตินิยมของคนไทยลดน้อยไปมาก ถ้าเราไปทำสำรวจเราจะรู้ ความเป็นชาตินิยมลดลงตามอายุ สรุปแล้วว่าคนรุ่นหลัง ๆ ไม่ได้รับการปลูกฝังความเป็นชาตินิยมเท่าที่ควร ความเป็นชาตินิยมสำคัญอย่างไร เพราะว่าเราเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตยที่บริหารเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เมื่อบริหารเศรษฐกิจแบบทุนนิยมก็หมายความว่าความเป็นชาตินิยมมีความสำคัญต่อความสำเร็จของชาติของส่วนรวม เพราะมีการทำวิจัยพบว่าประเทศที่มีความสำเร็จทางทุนนิยมสูงคือประเทศที่มีความเป็นชาตินิยมสูงเช่นกัน เช่น อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น นอกนั้นทุนนิยมได้ล้มเหลวในทุก ๆ ประเทศ ความจริงแล้วความล้มเหลวคงไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องชาตินิยมอย่างเดียว แต่ชาตินิยมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ แต่ที่ล้มเหลวในหลายประเทศเพราะลืมไปว่า ประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเทศที่มีสองสังคมในประเทศเดียวกัน เป็นสังคมของคนชนบท เป็นสังคมที่มีการศึกษาและโอกาสน้อย ยากจนอยู่ กับสังคมเมืองที่มีการศึกษาดี มีโอกาสมาก เพราะฉะนั้นความแตกต่างของสังคมสองสังคมนี้ ถ้าไปใช้ทฤษฎีการบริหารที่ผิด ไปใช้ทฤษฎีการบริหารของประเทศพัฒนาแล้ว คนที่ได้ประโยชน์ก็เป็นคนสังคมฐานบน แต่ทำให้ช่องว่างของสังคมสองฐานกว้างขึ้นอีก ก็ยิ่งทำให้คนข้างล่างแบกภาระหนักขึ้นไปอีก นั่นก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของประเทศในวันนี้

ปัญหาสุดท้ายที่ผมพูดไปสักครู่นี้คือปัญหาเรื่องของเทคโนโลยี คือเราอ่อน ความอ่อนความรู้และการใช้เทคโนโลยีมีไม่พอเพียง การวิจัยพัฒนาเพื่อหาความรู้ใหม่ ๆ มีไม่พอเพียง นั่นคือจุดอ่อนทั้งหมดที่ผมพอจะคิดได้ในวันนี้ แต่เราเห็นจุดที่ประเทศต่าง ๆ ไป เกมการเมืองระหว่างประเทศก็สูง สามารถทำการกีดกันทางการค้ากับเราได้ เกมการเมืองสูง สามารถที่จะรวมกำลังทำให้เราใช้ตลาดเป็นตัวแลกเปลี่ยนการต่อรอง แต่เราตลาดเล็ก เขามีเทคโนโลยีสูง เขามีความรู้ที่จะใช้ชั้นเชิงในการแข่งขันทางเศรษฐกิจสูง แต่เราเป็นแค่เพียงผู้ที่จะผลิตจากทักษะ จากทรัพยากร ส่วนเทคโนโลยีนั้นมี แต่ไม่ก้าวหน้าเพียงพอถ้าเปรียบเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้ถามว่าต้องทำอะไรบ้าง อันนี้ขั้นที่สาม คือต้องทำอะไรบ้าง ต้องทำมาก ก่อนอื่นต้องกลับไปดูที่คนส่วนใหญ่ของประเทศ คือทำอะไรวันนี้ต้องปรับฐานก่อน สร้างบ้านถ้าไม่ตอกเสาเข็มไม่ลงฐานรากไม่ทำคานก่อน ขึ้นหลังคาไม่ได้ วันนี้บ้านพังลงมาก็ต้องกลับมาซ่อมตั้งแต่พื้นล่างก่อน เพราะฉะนั้นวันนี้ต้องกลับไปดูที่ฐานราก ฐานรากของประเทศคือประชาชนทั่วไปที่เป็นคนชนบท เราจะต้องให้เขายืนอยู่ได้ด้วยลำแข้ง

ผมเชิญนายเฮอร์นันโด้ ดิซอนโต้ ซึ่งเขียนหนังสือเรื่อง The Mystery of Capital เป็นอดีตรัฐมนตรีคลังของประเทศเปรูมาเป็นแขกของผมในวันที่ 7 – 9 พฤศจิกายน จะเชิญมาบรรยายในหลาย ๆ ที่ นายคนนี้เขียนหนังสือเรื่องความเร้นลับของทุน และเขาตั้งคำถามว่าทำไมทุนนิยมจึงประสบผลสำเร็จในตะวันตกและล้มเหลวในที่อื่น แต่คนนี้วิ่งไปสหรัฐอเมริกา ไปเห็นว่าที่อเมริกาทุนนิยมนี่สำเร็จมาก ถามว่าระบบธนาคารเขาคงดี ก็ไปดูระบบธนาคารเพราะเขาเป็นรัฐมนตรีคลัง แต่ปรากฏว่าเขาบอกธนาคารยังเป็นอีกขั้นหนึ่ง ขั้นแรกก็คือว่าระบบการที่เอาสินทรัพย์ไปค้ำ ไปเปลี่ยนเป็นทุนต่างหาก นั่นคือปัญหาที่เกิดขึ้นของประเทศกำลังพัฒนา เขาก็มานั่งสำรวจว่าสินทรัพย์ของคนจนมีมากน้อยแค่ไหน เขาพบว่าสินทรัพย์ของคนจนมีมากหลายสิบเท่า กว่าเงินที่เราไปเรียกร้องให้ต่างประเทศมาลงทุน เงินที่ต่างประเทศเอามาลงทุนในแต่ละประเทศนั้นคิดแล้วยังน้อยกว่าสินทรัพย์ของคนจนหลายสิบเท่า แต่เรากลับไม่ค่อยได้ให้สินทรัพย์ของคนจนนั้นมีประโยชน์

ปีหน้าจะเป็นทั้งปีที่รัฐบาลจะศึกษาเรื่องนี้ และปี 2547 จะเป็นปีที่ใช้งาน ยกตัวอย่างง่าย ๆ คนไทยอยู่บ้านนอกมีที่ 20 ไร่ เป็นคนจน เพราะว่าที่ 20 ไร่เอาไปจำนองจำนำไม่ได้ สมมติเป็นที่สปก.นาย ก.มีที่สปก.อยู่ 20 ไร่ นาย ก.อยากได้รถแทรกเตอร์ 1 คัน 100,000 บาท นาย ก.ก็จะเอา 20 ไร่ไปค้ำประกันเพื่อจะมาซื้อแทรกเตอร์สัก 100,000 บาท เพื่อเอามาไถจะได้ปลูกเร็วหน่อย จะได้ไม่ต้องจ้างงานมากนักจะได้ปลูกเร็ว แต่นาย ก.ไป เขาบอกไม่รับจำนำ นายก ก.ก็ต้องใช้จอบขุด แล้วเมื่อไรจะเสร็จ ผลผลิตของนาย ก. ก็ต่ำ นาย ก.ก็จนต่อไป แต่ในต่างประเทศ อย่างผมไปถึงอเมริกา มีเงินแค่มัดจำบ้าน อพาร์ทเม้นท์เท่านั้น ผมไม่ใช่คนจนอยู่แล้ว เพราะผมมีบ้านอยู่แล้วนี่ ไปเช่าเขา ผมไปรับจ้างล้างจาน มีเงินแล้ว แล้วก็เอาหลักฐานที่เขาจ่ายเงินเดือนของผมไปให้บริษัทรถว่าผมมีรายได้นะ ผมก็ผ่อนรถได้ พอผมผ่อนได้สักเดี๋ยว เออนี่ประวัติการผ่อนดี ไปผ่อนบ้านได้แล้ว ไปผ่อนร้านขายอาหารได้ นั่นคือที่อเมริกาต่างกับประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะประเทศกำลังพัฒนา คุณมีเงินไปลงทุน คนจนกว่าจะออมเงินได้แต่ละหมื่นบาทเป็นเรื่องใหญ่มาก สมมติผมออมมาได้ 50,000 บาทไปเช่าแผง ขาดอีก 30,000 บาทเพื่อซื้อของใส่หน้าร้าน ผมไปกู้เงินนอกระบบร้อยละ 20 ต่อเดือน แล้วเมื่อไรผมจะตั้งตัวได้ แต่ปรากฏว่าในประเทศที่เจริญแล้ว นาย ก.ลงไปแล้ว 50,000 บาทใช่ไหม จะอีก 30,000 บาทใช่ไหม ในเมื่อเจ้าตัวลง 50,000 บาท ธนาคารลงอีก 30,000 บาท เขาก็ไปซื้อของใส่หน้าร้านเสียดอกเบี้ยร้อยละไม่ถึง 1 ต่อเดือน นาย ก.ก็มีโอกาสตั้งเนื้อตั้งตัว

เพราะฉะนั้นวันนี้ก่อนอื่นต้องไปแก้ปัญหาให้คนจนหรือคนด้อยโอกาสในต่างจังหวัด ไม่ต้องถึงกับจน ให้มีโอกาส เพราะระบบทุนนิยมคือระบบที่ปิดโอกาสคนตัวเล็ก ไปเพิ่มโอกาสคนตัวโต เพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามผันคนทั้ง 63 ล้านคนเป็นพลังของประเทศทั้งหมด อย่าไปให้ส่วนหนึ่งเป็นภาระ ขั้นตอนแรกเราต้องทำก่อน เราต้องซ่อมก่อน นี่คือขั้นตอนของการรักษาคนป่วย สมมติว่านายประเทศไทยป่วย เพราะว่ามีฐานข้างล่างไม่แข็งแรง เพราะฉะนั้นต้องไปซ่อมฐานข้างล่างให้แข็งแรง เพื่อให้นายประเทศไทยแข็งแรง แล้วไปฟิตร่างกายแล้วไปแข่ง เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำ ต้องแก้ปัญหาความยากจน คือให้โอกาสคนจน ตอนนี้รัฐบาลกำลังทำในเรื่องนี้ ศึกษาว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีระบบการออกใบรับรองสิทธิของสินทรัพย์ของคนจนในรูปแบบต่าง ๆ ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ แล้วทำอย่างไรถึงจะมีกติกาเพื่อให้ธนาคารของรัฐสามารถที่จะให้คนจนนั้นใช้สินทรัพย์ค้ำประกันเพื่อไปลงทุน

วันนี้ต้องสร้างให้คนไทยเป็นผู้ที่สามารถลงทุน และเป็นคนที่จ้างงานตัวเองได้ ไม่ใช่ไปนั่งรอสมัครงานทุกอย่าง เป็นผู้ประกอบการขายของแปรรูปสินค้าเกษตรหรือทำการเกษตร ในสินทรัพย์ที่ตัวเองมีอยู่ก็ต้องสามารถที่จะไปแปลงเป็นทุน ถ้าสินทรัพย์แปลงเป็นทุนไม่ได้ คนจนก็ไม่มีโอกาส และทุนต้องมีเพียงพอ ไม่ใช่ว่าดูดทุนออกจากชนบทหมด แล้วชนบทไม่มีทุนจะขยายตัวทำมาหากิน นี้คือขั้นแรกเลย ขั้นที่สองต้องมามองว่าดินเป็นโรงพิมพ์แบงก์ แต่ดินรกร้างว่างเปล่ามาก เขาหัวโล้นก็มาก แล้วก็หวงกันไว้ ผมมีข้อสันนิษฐานว่าไม่มีใครเอาผืนแผ่นดินออกจากประเทศไทยได้เพราะอย่างไรมันก็อยู่ที่นี่ โฉนดก็คือการมอบให้นาย ก.เจ้าของโฉนดเป็นผู้ครอบครองดินผืนนี้ ถ้านาย ก.ตายไปก็ให้ลูกนาย ก.รับไป เหมือนกันครับ อะไรก็ช่างต้องมีคนดูแลจัดการและใช้ดินให้เกิดประโยชน์ที่สุด เพราะฉะนั้นจะต้องจัดสรรเรื่องที่ดินทำกินให้มากที่สุด เพื่อให้ดินนั้นเกิดประโยชน์ เกิดการงอกของเงิน ต้นไม้งอกมาก็เป็นเงิน เพราะฉะนั้นต้องมีการงอกเงยหรือการใช้ประโยชน์จากดินอย่างมีประโยชน์ นั่นคือการสร้างปักฐานก่อน ทีนี้หันกลับมาดูคนในเมืองหรือคนที่มีการศึกษาวันนี้ จบมาแล้วทำงานไม่ได้ จะต้องมีระบบสร้างผู้ประกอบการใหม่ ถ้าเราไม่สร้างผู้ประกอบการ วันนี้ก็จบแล้ว

เมื่อคืนก่อนผมไปนั่งคุยกับนักธุรกิจ ผมรู้เลยว่าวันนี้นักธุรกิจไทยหลายเปอร์เซ็นต์ไม่รู้ว่าจะพัฒนาตัวเองอย่างไร แล้วนักธุรกิจใหม่ ๆ ยังไม่ค่อยกล้าเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเด็กที่จบการศึกษาใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นจะต้องมีกระบวนการสร้างคนให้เป็นเถ้าแก่มากขึ้น อเมริกาที่เจริญระยะหลังนี้เขาสร้างเถ้าแก่ 1 ปี 1 ล้านคน ซึ่ง 1 ล้านคนนี้สมมติว่าทำกิจการเล็ก ๆ จ้างงานอย่างน้อย 5 คน เป็น 5 ล้านคน เพราะฉะนั้นพอเขาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เขาเอาคนงานออกปีหนึ่ง 300,000 – 400,000 คน แต่เขาจ้างงานใหม่ปีหนึ่ง 5 ล้านคน เขาไม่มีปัญหา คือระบบการลงทุนก็ดี ระบบของการให้โอกาสคนเข้ามาเป็นผู้ประกอบการก็ดี ต้องสร้าง เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่มีคนสร้างงาน มีแต่คนหางาน ยกตัวอย่างง่าย ๆ เด็กเกษตรจบมาใหม่ ๆ แทนที่จะให้ไปเป็นลูกจ้าง ก็อาจจะให้มีพื้นที่ดินให้เขาไปทำ เขารวมกัน 4 – 5 คนไปทำสวนเกษตร แล้วก็เอาเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งมาทำแปรรูป ต้องสร้างคนรุ่นใหม่ให้หัดเป็นผู้ประกอบการ ถ้าไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่มีใครเป็นตัวผลิตทางเศรษฐกิจ สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นต้องสร้างจุดนี้ เมื่อสร้างตรงจุดนี้แล้ว มันจะมีผู้ผลิตมาก ขณะเดียวกันต้องพัฒนานักธุรกิจปัจจุบันด้วย ให้นักธุรกิจปัจจุบันทันสมัยขึ้น สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น ต้องส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น ถ้าไม่ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีก็จบ ผลผลิตไปไหนไม่ได้ สู้เขาไม่ได้


.. มีต่อ


โดย: เรื่อง ยุทธศาสตร์พลิกประเทศไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลก (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:20:31:13 น.  

 
ปาฐกถาพิเศษ
เรื่อง ยุทธศาสตร์พลิกประเทศไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลก
...< ต่อ >...



พอมาถึงตรงนี้เราจะต้องขยายตลาด เพราะกำลังคนของเราวันนี้ผลิตจำนวนน้อย แต่สิ่งที่รัฐบาลจะทำต่อไปนี้เราจะต้องผลิตสินค้ามากขึ้น ผลิตสินค้าเกษตรมากขึ้น ผลิตสินค้าแปรรูป สินค้าหัตถกรรม สินค้าอุตสาหกรรมขนาดย่อมมากขึ้น ทีนี้ต้องหาตลาด เพราะฉะนั้นต้องบุกต่างประเทศมากขึ้น ในอดีตของเราขายของเราจะไปขายตลาดที่เจริญแล้วตลอด เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น อเมริกา ส่วนประเทศจีนและอินเดีย 2 ประเทศนี้รวมกันเกือบครึ่งหนึ่งของโลกแล้ว 2,300 ล้านคน แต่เราก็ยังขายไม่มาก สินค้าของไทยเป็นสินค้าที่ขายใครก็ได้ที่เป็นมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องรวย สินค้าเราเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ไหนมีพื้นฐานของประชากร บุกไปเลยขายได้ แต่เราเองไปมุ่งขายสินค้าที่ประเทศที่เจริญแล้วและแข่งขันกัน วันนี้ท่านรู้ไหมเราต้องไปแข่งขันกับจีนในประเทศที่จีนเข้าไปขาย แต่ประเทศที่จีนไม่ไปขายเราไม่ค่อยได้ไป เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงต้องเดินทางไปต่างประเทศแล้วบุกตลาดใหม่ แล้วคุยกันจนสร้าง ACD หรือความร่วมมือเอเชียขึ้น เพราะต้องการเปิดตลาดเอเชียที่มีประชากรประมาณ 3,500 ล้านคน ซึ่งเกินครึ่งหนึ่งของโลก ให้เป็นตลาดของไทยนอกเหนือจากตลาดเดิมที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา ยุโรป ก็ตาม เราต้องเปิดตลาดในเอเชีย แล้ววันนี้เริ่มสำเร็จ

วันนี้เราจะมีการเจรจาเพื่อจะลงนามการขายสินค้าโดยไม่เสียภาษีซึ่งกันและกันในหลายประเทศ เพราะฉะนั้นต่อไปคนไทย 63 ล้านคนผลิตก็จะต้องไปขายให้กับประเทศทั่วโลกได้ เมื่อเราผลิตแล้วขายของได้ ลูกหลานมีการจ้างงานมากขึ้น ชุมชนมีความเข้มแข็งส่งเสริมชุมชนตามที่ท่านได้บรรยายกันเมื่อตอนภาคเช้า เราก็จะพัฒนาเรื่องของการศึกษา พัฒนาเรื่องการใช้เทคโนโลยี พัฒนาเรื่องวิจัยพัฒนา เพื่อปรับฐานของเราให้เข้าสู่สังคมการเรียนรู้ พัฒนาให้สู่สังคมของการใช้ฐานความรู้ในการผลิตมากขึ้น เราต้องทำพร้อม ๆ กันหลายอย่าง เพราะว่าจะทำเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้ เพราะวันนี้จะไปบอกว่าจะไปรีบทำวิจัยก่อน จะเอาเทคโนโลยีมาใช้ก่อน แล้วคนจนทำอย่างไร ต้องทำพร้อม ๆ กัน เมื่อทำพร้อม ๆ กันแน่นอนครับต่างประเทศก็ต้องบุก การเจรจาต่อรองกับต่างประเทศ การสร้างน้ำยาให้กับตัวเองในเวทีโลกต้องทำ ถ้าอยู่เวทีโลกไม่มีน้ำยาก็โดนเขากินตลอด การเจรจาต้องมีน้ำยา สู้เขาได้ ต้องให้เขามองเราเป็นประเทศไม่ใช่มองเราเป็นลูกกระจ๊อก นี่คือสิ่งที่เราจะต้องทำพร้อม ๆ กัน

แต่ขณะเดียวกันนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการศึกษา เรื่องการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เรื่องของการที่คนไทยจะต้องรวมพลังกัน มีความเป็นชาตินิยมมากขึ้น คำว่าชาตินิยมต่างกับคำว่าคลั่งชาติ ถ้าคลั่งชาติก็หมดเลยไม่คบใครเลย ชาตินิยมหมายความว่าเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นตัวตั้ง จะต้องทำพร้อม ๆ กัน ที่สำคัญจะทำตรงนี้ไม่ได้เลยถ้าระบบกฎหมายไม่ได้รับการปฏิรูป เราจะต้องเอากฎหมายมามองบูรณาการเป็นเรื่อง อย่างเช่น กฎหมายว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมก็ต้องมองทั้งระบบ เพราะกฎหมายออกมาไม่พร้อมกัน กฎหมายบางกฎหมายแก่กว่าผมอีก กฎหมายบางกฎหมายเพิ่งออก เพราะฉะนั้นยุคสมัยจึงต่างกัน ต้องมองกฎหมายเป็นบูรณาการ แล้วมีการศึกษาแล้วแก้กฎหมายใหม่เป็นเรื่อง ๆ ทั้งหมด เพื่อจะได้ทันกับการพัฒนา และกฎหมายจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

เรื่องที่สองคือปฏิรูประบบการบริหารการจัดการทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ถ้าเราไม่ทำแสดงว่าเราบริหารงานแบบไม่มีประสิทธิภาพ แล้วจะไปสู้เขาได้อย่างไร โลกยุคใหม่ปัจจุบันแข่งกันที่ความเร็ว ใครช้าคนนั้นโดนกิน แต่เร็วต้องแม่น แม่นต้องมีข้อมูลที่แม่น แม่นต้องมีระบบการวางเครือข่ายข้อมูลซึ่งคนในระบบจะสามารถใช้ได้ เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีสมัยใหม่กับการบริหารต้องถูกนำมาใช้ เพราะฉะนั้นระบบการปฏิรูปราชการก็นำไปซึ่งการมีระบบที่มีเจ้าภาพ มีการเอาเรื่องราวเดียวกันที่เป็นภารกิจเดียวกันมารวมกัน เพื่อประชาชนจะได้ความสะดวกในการติดต่อ การแก้ปัญหามีเจ้าภาพหมด วันอังคารนี้จะมีการรายงานเข้าครม. มีมิสเตอร์เงาะ มิสเตอร์มังคุด มิสเตอร์ทุเรียน คือมีเจ้าภาพ จะต้องมองบูรณาการของสินค้าแต่ละตัว เพื่อให้สินค้านั้นได้รับการดูแล ต่อไปข้างหน้าราคาสินค้าเกษตรต้องดีกว่านี้ ถ้าเมื่อไรราคาสินค้าเกษตรไม่ดี ไม่มีทางที่เศรษฐกิจในประเทศจะดี ราคาดีก็คือราคาจากสวนจากเกษตรกร ไม่ใช่ดีที่พ่อค้าคนกลาง เหมือนที่ผมทำเรื่องยางพาราวันนี้

ใครมาจากทางภาคใต้บ้างครับ ยางพาราราคาดีไหมครับ ผมว่าซื้อมอเตอร์ไซค์ต้องรออีก 3 อาทิตย์ ไม่มีจะขายครับ โชคดีที่มอเตอร์ไซค์ผลิตในประเทศ เป็น Local content ตั้ง 90 กว่า % ถ้านำเข้าทั้งหมดคงแย่ ถ้าสินค้าเกษตรราคาดี ชาวบ้านมีเงินใช้ อย่างวันนี้เอาแค่ยางตัวเดียว ชาวบ้านมีเงินพิเศษเพิ่มจากปกติรวมกันปีละ 20,000 ล้านบาท เงิน 20,000 ล้านบาทนี้ไปอยู่กับเกษตรกรชาวสวนยางอย่างเดียวมันมีความหมายมาก หรือถ้าข้าวราคาดี เกษตรกรที่ปลูกข้าวมีเงินเพิ่มขึ้นมาอีกสัก 100,000 ล้านบาท ผลไม้ราคาดีมีอีกสัก 10,000 ล้านบาท นั่นคือการที่เติมเงินในกระเป๋าชาวบ้าน วันนี้โชคดีครับที่เงินเฟ้อต่ำ เงินเฟ้อเพียง 0.4 % ต้องถือว่าเป็นโชคของเกษตรกรที่จะสามารถทำให้สินค้าเกษตรราคาดีขึ้นไปอีก ก็ไม่ได้มีผลต่อเงินเฟ้อมากนัก สมัยก่อนในช่วงแผน 2 แผน 3 ของแผนสภาพัฒน์ ฯ เมื่อประมาณปี 2510 – 2518 ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เงินเฟ้อสูง เราจึงไม่มีการคุมอัตราเงินเฟ้อโดยการไม่ให้หมวดอาหาร หมวดสินค้าเกษตรขึ้นราคา ตรงนั้นทำให้เกษตรกรขายสินค้าเกษตรไม่ได้ราคา เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องถือโอกาสเงินเฟ้อต่ำให้สินค้าเกษตรขายดี เพราะผมวันนี้กำลังต้องการให้ความแข็งแรงเกิดขึ้น และให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือมากขึ้น เพราะผมเป็นห่วงมากเรื่องการศึกษา ถ้าการศึกษาไม่ดีหรือไม่เพียงพอ โลกที่เรากำลังเผชิญกำลังเป็นโลกอันตราย ท่านเชื่อไหมว่า 800 ปีที่แล้วเขมรข้างบ้านเรารุ่งเรืองที่สุด ดูนครวัดนครธม เห็นไหมครับ ใครมีปัญญาสร้างขนาดนั้น รุ่งเรืองมาก แต่วันนี้เป็นอย่างไร ทำสงครามล้างเผ่าพันธุ์ แย่งอำนาจไม่มีประสิทธิภาพในการบริหาร นั่นคือปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในอดีต หลายประเทศเป็น เพราะฉะนั้นประเทศไทยเรายังโชคดีกว่าหลายประเทศ แต่แน่นอนมันยังไม่พอ เราต้องทำอีก

สิ่งที่ต้องห่วงอีกเรื่องหนึ่งคือทำอย่างไร เราจะต้องเร่งเรื่องของการวิจัยพัฒนา วันนี้สิ่งที่ผมกลุ้มใจที่สุด ระบบการวิจัยพัฒนาของเรานั้นยังพื้นฐานมาก ไม่ค่อยพัฒนาขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง จะอ้างว่าไม่มีเงินก็ไม่ใช่ บางทีมีเงินแต่วิจัยอย่างไม่ค่อยก้าวหน้าเท่าที่ควร ความจริงแล้วคนที่มีความรู้มาก อยู่ในสถาบันการศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มากเหลือเกิน ดอกเตอร์มีมาก ประเทศไทยมีดอกเตอร์ไม่น้อยเลย แต่มีดอกเตอร์ที่ทำวิจัยน้อยเหลือเกิน เพราะฉะนั้นจะต้องทำให้เขามีการวิจัย แล้วมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จะต้องส่งเสริมให้คนทำวิจัย ผมมีเงินเตรียมไว้อยากจะให้วิจัยหลายเรื่อง อยากจะให้ศึกษาหลายเรื่อง บางทีให้โจทย์ไปก็ไม่เข้าใจว่าคืออะไร แล้วไม่ยอมกลับมาถาม กลัวเสียฟอร์ม ถ้ากลับมาถาม อธิบายให้ฟังแล้วไปทำวิจัยกันมาก ๆ จะทำให้ไทยเรามีความรู้ใหม่ ๆ ตอนนี้โชคดีโลกยุคหน้าเขาเน้นเรื่องไบโอเทค ซึ่งเรามีของดีอยู่หลายอย่าง นักวิจัยเบื้องต้นบางครั้งต้องจ้างมาจากเมืองนอก แล้วมาดึงนักวิจัยในไทยให้เก่งขึ้น เหมือนนักฟุตบอลจะไปแข่งขันพรีเมียร์ลีก มาเอาทีมกีฬาเขตไปแข่งก็แพ้ ต้องเอานักเตะพรีเมียร์ลีก หาเบคแฮม โอเวน มาสักคน ยังพอมีโอกาสลุ้น

เหมือนกันครับ เรื่องของวิจัยพัฒนาเราต้องยอมจ้างคนเก่ง ๆ เมืองนอกมา มาชวนนักวิจัยทำ แล้วต้องทำ เพราะเรามีความหลากหลายทางชีวภาพ เรามีอะไรหลายตัวที่จะใช้ในเรื่องของไบโอเทคในวันข้างหน้าอีกมาก วันนี้ท่านเชื่อไหม เขาสามารถที่จะทำแผนที่ DNA สามารถถอดรหัสพันธุกรรม เขาบอกว่าอีกไม่นานมนุษย์เปลี่ยนอะไรได้ทุกชิ้นยกเว้นผิวหนัง อีกหน่อยท่านจะป้องกันมะเร็งท่านไม่ต้องกินยา สามารถเอาตัวพันธุกรรมฝังเข้าไปในผักหรือผลไม้บางอย่าง แล้วก็ปลูกพันธุ์นั้นพิเศษ เมื่อกินแล้วจะป้องกันมะเร็ง เพราะมันพัฒนาก้าวหน้ามาก ทีนี้เราไปตรงไหน เราต้องรีบทำแล้ว ถามว่าคนไทยด้อยกว่าคนอื่นไหม ถ้าเปรียบสมองแล้วผมว่าไม่ด้อยครับ แต่ระบบบรรยายกาศ สิ่งแวดล้อม ความเข้าใจ ยังไม่ส่งเสริมให้เกิดสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำ เพราะเราส่งคนไปเรียนเมืองนอกมากมาย แล้วคนของเราก็ไปอยู่ในต่างประเทศเก่ง ๆ ก็หลายคน อเมริกาเขาได้เปรียบตรงที่เขาให้คนทั่วโลกมาเรียนหนังสือกับเขา แล้วเรียนเสร็จไม่ค่อยกลับบ้าน คนจีน 70 กว่า % ไม่กลับ คนอินเดีย 89 % ไม่กลับ กลายเป็นว่าเอาคนที่เก่งทั่วโลกมาสร้างความเจริญให้ประเทศอเมริกา

ของเราวันนี้คนเก่งไทยยังมีไม่พอ คนเก่งจากทั่วโลกไม่มา เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างคนเก่งไทยให้มาก ๆ ผมกำลังนัดทางมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร มีเด็กอัจฉริยะในสาขาต่าง ๆ อยู่ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ผมบอกว่าผลัดกันมากินข้าวเที่ยงกับผมหน่อยสิ ทีละคณะทีละประเภท ผมอยากคุย เผื่อผมจะฉลาดขึ้น อยากคุยกับเด็กอัจฉริยะ วันนี้เราจะต้องพยายามส่งเสริมคนเก่งในประเทศไทยให้มาก แล้วต้องให้คนเก่งเหล่านี้ได้มีโอกาสทำงานที่เก่ง ๆ ที่ท้าทายเขา วันนี้ต้องสร้าง เขาบอกว่าหน้าที่ของผู้บริหารมีหน้าที่ตามหาคนเก่งเอามาใช้ ใครสามารถหาคนเก่งมาใช้งานได้เท่าไรยิ่งดีเท่านั้น เพราะต่อไปข้างหน้า สมองจะเป็นตัวคิดตัวทำทุกอย่าง หัตถกรรมใช้มือมีมูลค่าน้อยลงทุกวัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ แค่การตลาดนี่ก็สมอง การใช้เครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ก็เป็นเรื่องสมอง ใครสามารถประหยัดต้นทุนทางการเงินเท่าไรก็ได้เปรียบ ใครสามารถทำการตลาดเก่งเท่าไร ทำให้คนเชื่อในสินค้าเท่าไรก็ได้ดีเท่านั้น ของบางอย่างเช่นแก้วใบนี้ ถ้ามองเป็นแก้ว 10 บาท แต่นักการตลาดมาบอกว่าแก้วใบนี้วันก่อนนายก ฯ มากินน้ำส้ม แล้วบอกว่าน้ำส้มนี้อร่อยมาก แก้วใบนี้มีประวัติศาสตร์ เล่าประวัติศาสตร์ให้ฟัง แก้วใบนี้ขาย 30 บาท แทนที่จะขาย 10 บาท คือนักการตลาดจะมีวิธี นี่คือสมอง เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าวันนี้ผมยังอยากจะให้มีการตัดวิธีคิด ถ้าวันนี้เรายังคิดอยู่ในกรอบเดิม ๆ เสร็จนะ

นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรมในสมัยก่อนผลิตของมาใบหนึ่ง ต้นทุน 5 บาท ผมจะเอากำไร 2 บาท ผมขาย 7 บาท สมัยนี้บอกขายไม่ได้หรอก เพราะว่าคนอื่นขาย 4 บาท เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะขายได้ต้องขาย 4 บาท ผมบอกว่าต้นทุนผม 5 บาททำอย่างไร ขาย 4 บาทผมก็แย่สิ ก็ถ้าคิดแค่นี้ก็แย่เลย ต้องกลับไปคิดใหม่ว่าถ้าผมจะขาย 4 บาทผมจะทำอย่างไร ผมต้องไปดูว่าผมจะผลิตอย่างไรให้ต่ำกว่า 4 บาท ถ้าผมต้องการกำไร 1 บาทผมต้องผลิตให้ได้ 3 บาท ผมก็ต้องไปดูว่าวัตถุดิบนี้ทำไมผมซื้อแพงกว่าคนอื่น ทำไมผมใช้ไฟแพงสูงกว่าคนอื่น ทำไมกระบวนการผลิตของผมมีความเสียหายมากกว่าคนอื่น ก็ไปดูแล้วก็แก้ แก้แล้วผมทำได้ ต้นทุน 3 บาท ผมก็ขาย 4 บาทได้สู้คนอื่นเขาได้ วิธีคิดย้อนหลังมันเปลี่ยนหมด วันนี้ทุกมิติต้องเปลี่ยนความคิด ต้องคิดอย่างสร้างสรรค์ ถ้าใครคิดอย่างสร้างสรรค์คิดเชิงบวกไม่เป็น มัวนั่งอิจฉาคน นั่งมองแล้วปรุงแต่งไปเรื่อย เจ้านี่หน้าตาไม่ดีเลย มันยียวนกวนอารมณ์ ผมเกลียดมัน ผมจะไม่ใช้มัน แต่เจ้านี่เก่งมาก ปรุงแต่งต่อไป ดูสินี่ดูสายตามันเยาะเย้ยผม ยิ่งคิดต่อไปอีก บ้าคนเดียว ทั้ง ๆ ที่คนเก่งต้องเรียกมาใช้ เพราะฉะนั้นการคิดอย่างเชิงบวก การคิดอย่างสร้างสรรค์จะเป็นหัวใจของความสำเร็จในยุคหน้า

โลกยุคใหม่เราต้องเอาคนดี ๆ เก่ง ๆ มาและต้องเปลี่ยนระบบคิดอย่างเดิม ๆ เอาง่าย ๆ เรื่องการเรียนการสอน เมื่อก่อนนี้ครูมาถึงบอกนักเรียนเปิดหนังสือหน้านั้นท่อง อ่าน ให้ฟัง 1 บวก 1 เป็นเท่าไร ผมเล่าเรื่องการเรียนการสอนให้ฟังเรื่องหนึ่ง มีโรงเรียนบ้านนอกอยู่โรงเรียนหนึ่งที่เชียงราย ครูคนนี้เป็นคนสอนระบบการเรียนการสอนแผนใหม่ที่บ้านโป่ง แล้วอยู่ไม่ได้ เลยอาสาตัวเองย้ายไปอยู่เชียงราย เพราะสอนประหลาด วิธีคิดประหลาด อยู่ ๆ ไม่ให้เด็กเรียนในห้องเรียน เอาไปเรียนในแปลงนา ที่เรียกว่า Activity base learning เด็กชอบ มีความรู้ดีมาก แต่ปรากฏว่าผู้ใหญ่ไม่ชอบ เขาก็เลยย้ายไป วันนั้นไปสอนเลขในใจ เขาบอกว่ามีเงิน 10 บาทไปตลาดไปซื้อของ 3 บาท ได้เงินทอนมาเท่าไร ทุกคนบอก 7 บาทหมด มีสองคนที่ตอบเป็นอย่างอื่น คนหนึ่งบอกว่าทอน 2 บาท อีกคนหนึ่งบอกว่าไม่ทอนเลย เขาก็เรียกสองคนนั้นมาถาม ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ได้คะแนนศูนย์แล้วเรียกมาตีด้วย ถามแค่นี้โง่เหลือเกิน เมื่อเด็กสองคนมาถึงก็ถามว่าทำไมทอน 2 บาท ก็ผมมีเหรียญ 5 บาท 2 เหรียญ ผมก็เอาเหรียญ 5 บาทให้เขา เขาก็ทอนมา 2 บาท ถูกไหม ไม่ผิดหรอก อีกคนบอกว่าผมมีเหรียญ 1 บาททั้งหมด 10 เหรียญ ก็ให้เขาไป 3 เหรียญ ก็เลยไม่ต้องทอน ผิดไหม อย่างนี้เขาเรียกว่ามีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) อย่าไปมองว่าบ้า ถ้าสมัยก่อนก็บอกว่าสองคนนี้บ้าต้องให้ศูนย์ แต่สมัยนี้บอกว่ามีความคิดสร้างสรรค์ เพราะฉะนั้นเรื่องการเรียนการสอนก็เปลี่ยนมิติ จากเมื่อก่อนที่ครูเป็นศูนย์กลาง ต่อไปนี้บอกว่าครูอย่าคิดว่าอายุมากกว่าเด็ก เรียนมามากกว่าเด็ก และมีความรู้กว่าเด็ก เรียนรู้ร่วมกันเถิด เด็กกับครูเรียนด้วยกัน สมองเดียวสู้ 40 สมองรวมกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นช่วยกันคิดเรียนรู้ด้วยกัน เอาโจทย์มานั่งถกเถียงกันคิดร่วมกัน ก็จะเก่งไปด้วยกัน ครูก็เก่งขึ้นนักเรียนก็เก่งขึ้น อย่าบังคับให้นักเรียนท่องแล้วถึงเวลาตกเย็นมาไปเรียนพิเศษ ถ้าไม่เรียนพิเศษก็สอบตก อย่างนี้ก็หมด ในวันนี้ผมเห็นลูก ผมยังสงสาร เรียนพิเศษถึง 3 – 4 ทุ่ม ผมบอกเรียนอย่างนี้แย่เลย และไม่ฉลาดขึ้น

ระบบการเรียนรู้เปลี่ยนไป ระบบการค้าขายก็เปลี่ยนไป ระบบบริหารก็ต้องเปลี่ยนไป วันนี้รัฐบาลนี้เปลี่ยนระบบบริหารจากการที่รัฐบาลจะต้องเป็นคนจัดวางกติกาและอำนวยความสะดวก ติดตามประเมินผล และพัฒนาระบบให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ทุกอย่างเปลี่ยนหมด ระบบคิดต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยน เราไม่มีทางแข่งกับโลกได้ แล้ววันนี้การเจรจาระหว่างประเทศต้องเร็ว ฉับพลัน เดี๋ยวนี้ผมไปเจรจา ถ้าเกิดต่างประเทศบอกว่าของเราช้า ผมเล่นงานเลย เพราะญี่ปุ่นเร่งมาระบบการเจรจาเรื่องการค้าแบบยกเว้นภาษี ปรากฏว่าของเราเลื่อนไป 3 สัปดาห์ ผมถามว่าทำไม ใครเลื่อน เลื่อนเพราะอะไร ปรากฏว่าคนเดียวเจรจา 3 – 4 ประเทศ ไม่ไหว เราไม่ได้สร้างคน ต้องสร้างคนช่วยกันทำ เพราะฉะนั้นวันนี้เรื่องของการสร้างคนสร้างความรู้ สร้างความรู้ใหม่ ๆ ด้วยการวิจัย เป็นหัวใจของความสำเร็จในการแข่งขันโลกข้างหน้า แต่ก่อนอื่น 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือช่วยเหลือคนฐานล่างให้เข้มแข็ง ให้เขาสามารถพ้นจากการเป็นภาระของสังคม ให้มาเป็นพลังของสังคม

ขั้นตอนที่สอง พัฒนาคนรุ่นใหม่วันนี้ ให้ระบบการเรียนการสอนที่เข้มแข็งให้เก่งขึ้นและแข็งแรงขึ้น ขั้นตอนที่สาม เอาคนที่มีอยู่ ความรู้ปัจจุบัน มาทำวิจัยมาค้นคว้าหาสิ่งใหม่ ๆ แล้วเป็นความรู้ที่เผยแพร่ให้กับคนทั่วไป ให้คนทั่วไปฉลาดขึ้น รู้ขึ้น สังคมต้องเป็นสังคมที่มีการเรียนรู้ตลอดไป ภาษาอังกฤษเรียกว่า Nation that learn คือประเทศไทยต้องเป็นประเทศแห่งการเรียนรู้ ไม่ง่าย ยากมาก แต่ทำได้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมขี้เกียจอ่าน ผมไปทำสำรวจถามว่าท่านได้รับฟังข่าวสารจากอะไร พบว่าโทรทัศน์ 82 % หนังสือพิมพ์ 10 % นอกนั้นวิทยุ เพราะฉะนั้นสังคมไทยเป็นสังคมฟัง สังคมพูด แต่ไม่ใช่สังคมอ่าน การอ่านจำเป็นอย่างยิ่ง ผมเองเดี๋ยวนี้ยังไม่เลิกอ่านต้องอ่านหนังสือทุกอาทิตย์ อาทิตย์ไหนไม่ได้อ่านหนังสือ มีความรู้สึกว่าเราไม่ทันโลก

ยุทธศาสตร์ของเราคือสร้างความเข้มแข็งคือ 1.ผมกลับไปฟื้นธรรมชาติ ผมซ่อมก่อนเป็นขั้นซ่อมเพื่อจะฟื้นธรรมชาติ แก้ปัญหาสังคม แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคม และเปิดโอกาสให้คนที่อ่อนแอวันนี้ได้เติบโต 2. ขั้นพัฒนาความแข็งแรง พัฒนาเรื่องระบบการบริหารการจัดการทั้งภาครัฐภาคเอกชน สร้างการเรียนรู้ พัฒนาระบบการเรียนรู้การสอนให้เข้มแข็งขึ้น และสร้างผู้ประกอบการใหม่จากคนที่มีการศึกษา ให้มีโอกาสได้เป็นผู้ประกอบการได้เป็นเถ้าแก่มากขึ้น 3. ปรับยุทธ-ศาสตร์ระหว่างประเทศ การวิจัยพัฒนาให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เปิดตลาดใหม่ สร้างพันธมิตรนานาชาติ หลักทั้งหมดคงเป็นเท่านี้ ขอบคุณครับ



****************************************



ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักโฆษก

วิมลมาส รัตนมณี / ถอดเทป / พิมพ์
ดวงฤดี รัตนโอฬาร / ตรวจ


-----------------
Back Home

-----------------

สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
E-mail : Webmaster E-mail : Spokesman Bureau


-----------------

Resource:
ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ยุทธศาสตร์พลิกประเทศไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลก



โดย: ปาฐกถาพิเศษ (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:20:33:18 น.  

 
Hernando de Soto
โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง ผู้จัดการออนไลน์ วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2547

เฮอร์นันโด เดอ โซโต (Hernando de Soto) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรู ผู้เป็นขวัญใจไทยรักไทย ได้รับรางวัล The Milton Friedman Prize for Advancing Liberty ประจำปี 2547 ทั้งนี้ตามประกาศของ Cato Institute พิธีแจกรางวัลกำหนดวันที่ 6 พฤษภาคม 2547 ณ Ritz-Carlton Hotel นครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา

Cato Institute เป็นองค์กรผลิตความคิด (Think Tank) สำคัญของฝ่ายขวาในสหรัฐอเมริกา ยึดกุมจุดยืนเสรีนิยมทางเศรษฐกิจและอนุรักษนิยมทางการเมือง Cato Institute สถาปนา The Milton Friedman Prize เพื่อเป็นเกียรติแก่มิลตัน ฟรีดแมน เสาหลักทางเศรษฐศาสตร์ของฝ่ายขวา ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งถึงกับทุ่มสุดตัวในการเกื้อหนุนนายพลปิโนเชต์แห่งชิลี เพียงเพราะนายพลปิโนเชต์ ยอมรับนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม โดยมองข้ามอาชญากรรมที่นายพลปิโนเชต์ ก่อในการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนนับพัน

The Milton Friedman Prize for Advancing Liberty มอบให้แก่บุคคลผู้มีผลงานในการอำนวยการให้มวลมนุษย์มีเสรีภาพเพิ่มขึ้น ผู้รับรางวัลจะได้เงินจำนวน 500,000 ดอลลาร์อเมริกัน รางวัลกำหนดให้ทุกสองปี เดอ โซโตมิใช่คนแรกที่รับรางวัลนี้ The Milton Friedman Prize เริ่มให้ในปี 2545 ผู้ที่ได้รับรางวัลนี้คนแรกคือ ศาสตราจารย์ปีเตอร์ ที. เบาเออร์ (Peter T. Bauer, 1915-2002) แห่ง London School of Economics and Politics เดอ โซโตนับเป็นผู้รับรางวัลคนที่สอง ทั้งคู่เป็นนักเศรษฐศาสตร์เหมือนกัน

เหตุใดเฮอร์นันโด เดอ โซโต จึงได้รับรางวัล The Milton Friedman Prize?



คำตอบน่าจะเป็นว่า เดอ โซโตมีคำตอบในการแก้ปัญหาความยากจน และอุทิศชีวิตในการแก้ปัญหาความยากจน ในขณะที่สำนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวามิได้สนใจประเด็นปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้เท่าที่ควร

เฮอร์นันโด เดอ โซโต ถือกำเนิดในครอบครัวผู้มีอันจะกิน บิดาทำงานในองค์การระหว่างประเทศ จึงต้องตามบิดามารดาไปอาศัยอยู่ในยุโรปตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เดอ โซโตรับการศึกษาในสวิตเซอร์แลนด์ และประกอบธุรกิจหลังสำเร็จการศึกษา ในปี 2522 เดอ โซโตตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตในเปรู ขณะนั้นมีอายุ 38 ปี เดอ โซโตพานพบประชาชนชาวเปรูระดับรากหญ้า ทุกแห่งหนมีแต่ความยากจน เดอ โซโตเริ่มครุ่นคิดหาทางแก้ปัญหาความยากจน คำถามพื้นฐานที่พยายามหาคำตอบก็คือ เหตุใดบางประเทศจึงร่ำรวย แต่บางประเทศกลับยากจน

ข้อเท็จจริงที่เดอ โซโตพานพบก็คือ ประชาชนที่ยากจนมิได้ขาดพลังในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และมิได้ขาดแคลนสินทรัพย์ ในที่สุด เดอ โซโตก็ได้คำตอบว่า การขาดกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินอย่างเป็นทางการ (Formal Property Rights) เป็นต้นตอของปัญหาความยากจน

ประชาชนในชนบทมีทั้งกลุ่มที่มีที่ทำกินและกลุ่มที่ไม่มีที่ทำกิน เกษตรกรที่มีที่ทำกินเป็นเจ้าของที่ดินตามข้อเท็จจริง (de facto owners) แต่ขาดเอกสารสิทธิ การขาดเอกสารสิทธิทำให้ขาดหลักทรัพย์สำหรับค้ำประกันเงินกู้ ข้อจำกัดทางด้านการเงินจึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาการผลิต

ประชาชนในเขตนาครจำนวนมาก แม้จะมีบ้านอยู่อาศัย แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย ด้วยเหตุดังนั้น จึงถูกกันออกไปจากระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการที่ยึดโยงอยู่กับระบบกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย

เดอ โซโตนำเสนอแนวความคิดว่าด้วยทุนที่ตายแล้ว (Dead Capital) ด้วยเหตุที่ประชาชนที่ยากจนตามข้อเท็จจริงเป็นเจ้าของทรัพย์สินจำนวนมาก แต่มิได้มีกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทรัพย์สินเหล่านี้จึงเป็น "ทุนที่ตายแล้ว" เพราะมิอาจใช้ไปในการก่อดอกออกผลในกระบวนการผลิตอย่างเต็มที่ได้ หัวใจของการแก้ปัญหาความยากจนจึงอยู่ที่การฟื้นคืน "ทุนที่ตายแล้ว" ให้มีชีวิตชีวาในกระบวนการผลิต ยุทธวิธีสำคัญในการนี้ก็คือ การดึงทรัพย์สินนอกกฎหมาย (Extralegal Property) เข้าสู่ระบบกฎหมาย

ในปี 2523 เดอ โซโตก่อตั้งองค์กรผลิตความคิดชื่อ Institute for Liberty and Democracy เพื่อศึกษาวิจัยปัญหาความยากจน และแสวงหามรรควิถีในการแก้ปัญหาดังกล่าว เดอ โซโตพบว่า ความพยายามที่จะยอมรับกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของชาวบ้านเป็นเรื่องยากลำบากยิ่ง

ความพยายามในการแก้ปัญหาความยากจนผลักดันเดอ โซโตให้เป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดีอัลแบร์โต ฟูจิมอริ (Alberto Fujimori) แห่งเปรู โดยมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า ประธานาธิบดีฟูจิมอริเป็นจอมเผด็จการ ผู้ประกอบอาชญากรรมเข่นฆ่าประชาชน ในแง่นี้ เดอ โซโตมิได้แตกต่างจากมิลตัน ฟรีดแมน เพราะฟรีดแมนเกื้อหนุนจอมเผด็จการปิโนเชต์แห่งชิลี และอาจยินดีปราโมทย์ที่ซัลวาตอเร อัลยันเด ถูกเข่นฆ่า เพียงเพราะอัลยันเดประธานาธิบดีผู้มาจากการเลือกตั้งเลือกเส้นทางสังคมนิยม

แนวความคิดว่าด้วยการแก้ปัญหาความยากจนของเดอ โซโตฟังดูเข้าท่า ในด้านหนึ่ง เดอ โซโตต้องการขายความคิดของตน ในอีกด้านหนึ่ง ผู้นำชาติต่างๆ ต้องการได้เดอ โซโตเป็นที่ปรึกษา เพราะหากสามารถแก้ปัญหาความยากจนได้สำเร็จ ย่อมช่วยยืดอายุทางการเมืองต่อไปได้ ผู้นำทางการเมืองที่เดอ โซโตให้คำปรึกษามีตั้งแต่ประธานาธิบดีวิเซนเต ฟ็อกซ์ (Vicente Fox) แห่งเม็กซิโกไปจนถึงโจเซฟ เอสตราดา (Joseph Estrada) และกลอเรีย อาร์โรโย (Gloria Arroya) แห่งฟิลิปปินส์ มิพักต้องกล่าวถึงวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งรัสเซีย เนอร์สุลตาน นาซาร์บาเยฟ (Nursultan Nazarbayev) แห่งคาซัคสถาน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แห่งประเทศไทย ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยมีรากฐานทางความคิดมาจากเดอ โซโต

เฮอร์นันโด เดอ โซโต มีงานเขียนไม่มาก หนังสือที่เขียนมีอยู่เพียง 2 เล่ม อันได้แก่ The Other Path (1986) และ The Mystery of Capital (2000) หนังสือเล่มแรกเสนออรรถาธิบายว่า การขาดระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินอย่างเป็นทางการเป็นต้นตอของปัญหาความยากจนอย่างไร ส่วนหนังสือเล่มที่สองมีชื่อรองว่า Why Capitalism Triumphs in the West and Fails Everywhere Else

ตามอรรถาธิบายของเดอ โซโต ระบบทุนนิยมงอกงามในสหรัฐอเมริกา และประชาชนชาวอเมริกันสามารถสร้างสินทรัพย์ได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความขยันขันแข็ง แต่ส่วนสำคัญยิ่งกว่าเกิดจากการจัดระบบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เริ่มต้นด้วย Homestead Act of 1862 ตามมาด้วยกฎหมายอื่น รวมเบ็ดเสร็จ 32 ฉบับ ทั้งหมดนี้จบสิ้นภายในคริสต์ศตวรรษที่ 19 สหราชอาณาจักรใช้เวลา 300-400 ปี ในการจัดระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน ญี่ปุ่นใช้เวลาเพียง 1-2 ชั่วคนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ระบบทุนนิยมมิอาจงอกงามในภูมิภาคอื่น เนื่องจากขาดระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน ซึ่งทำให้กระบวนการสร้างทรัพย์สิน (Wealth Creation) มิอาจก่อเกิด หรือถ้าก่อเกิด ก็มิอาจเติบโต ในประเทศที่กระบวนการสร้างทรัพย์สินมิอาจก่อเกิดและเติบโต ปัญหาความยากจนจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป

อรรถาธิบายของเดอ โซโตมิเพียงแต่โดนใจสำนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายขวาเท่านั้น หากยังโดนใจองค์กรโลกบาลดังเช่นธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศอีกด้วย ในปี 2540 ธนาคารโลกให้เงินกู้จำนวน 37 ล้านดอลลาร์อเมริกันแก่ Institute for Liberty and Democracy เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนชาวเปรู 4 ล้านคน ในการเข้าสู่ระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินตามกฎหมาย ท้ายที่สุด มีผู้เห็นว่า เดอ โซโตสมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ หากคณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบลไม่งี่เง่ามากจนเกินไป

คำถามพื้นฐานมีอยู่ว่า เดอ โซโตประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดในการนำบทวิเคราะห์ไปสู่การดำเนินนโยบาย //www.ild.org.pe อันเป็น website ของ Institute for Liberty and Democracy ให้ข้อมูลด้านบวก

นโยบายการจัดระบบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินสำหรับคนจนและคนชายขอบในเปรู อันเป็นปิตุภูมิมาตุคามของเดอ โซโต มิอาจกล่าวอ้างได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม อรรถาธิบายของเดอ โซโตก็คือ ในระหว่างปี 2523-2538 Institute for Liberty and Democracy เผชิญกับการต่อต้านจากกลุ่มผู้ก่อการร้าย The Shining Path ชื่อหนังสือ The Other Path (1986) ของเดอ โซโต ต้องการเสนอทางเลือกที่ต่างไปจาก The Shining Path อบีมาเอล กุสแมน (Abimael Guzman) ผู้นำขบวนการ The Shining Path เป็นผู้นำการวิพากษ์ The Other Path (1986) เมื่อขบวนการ The Shining Path ถูกรัฐบาลเปรูปราบปรามจนสิ้นซาก เดอ โซโตต้องเผชิญอุปสรรคใหม่คือ ประธานาธิบดีฟูจิมอริ เพราะเดอ โซโตได้รับคะแนนนิยมจากขบวนการแก้ปัญหาความยากจนในเปรู จนฟูจิมอริเกรงว่า เดอ โซโตจะถีบตัวขึ้นมาเป็นคู่แข่งทางการเมือง การดำเนินนโยบายตามแนวทางของเดอ โซโต จึงเป็นไปอย่างครึ่งๆ กลางๆ

เฮอร์นันโด เดอ โซโต คงต้องใช้เวลาอีกนานในการพิสูจน์ความสำเร็จของการดำเนินนโยบายตามแนวความคิดของตนเอง

หมายเหตุ

1. รายงานข่าวเดอ โซโตได้รับรางวัล The Milton Friedman Prize for Advancing Liberty โปรดอ่านAmity Shlaes, "Peruvian Economist Wins $500,000 Award", The Financial Times (April 1, 2004)

2. ข้อมูลเกี่ยวกับ The Milton Friedman Prize for Advancing Liberty ดู //www.cato.org

3. ข้อมูลเกี่ยวกับ Institute for Liberty and Democracy ดู //www.ild.org.pe

4. บทความของเดอ โซโตรวบรวมอย่างเป็นระบบในwww.cato.org/special/friedman/desoto/

5. ความเห็นที่ว่า เดอ โซโตสมควรได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ โปรดอ่านJ. Bishop Grewell, "Nobel Heart in Peru", National Review Online (October 9, 2003)

6 บทวิเคราะห์ความคิดของเดอ โซโต ดูอาทิเช่นสมบูรณ์ ศิริประชัย "การสร้างความมั่งคั่งให้กับคนจน : ทางลัดของรัฐบาลปัจจุบัน" วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 3 (กันยายน 2546) หน้า 174-180


Resource:
//www.nidambe11.net/ekonomiz/2004q2/article2004apr22p4.htm


โดย: Hernando de Soto โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:20:37:53 น.  

 
Resource:mon.wordpress.com/2007/10/28/desoto/ target=_blank>http:madmon.wordpress.com/2007/10/28/desoto/

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อประมาณเดือนก่อน.. แต่นั่งพิมพ์ข้อเขียนชิ้นนี้หลังจากอ่านจบไปหลายสิบวัน.. ก็อาจหลงๆลืมๆบางประเด็นไปบ้าง.. เอามาแปะให้อ่านกันเล่นๆครับ..

.. mad mon ..


The Mystery of Capital : Why Capitalism Triumphs in the West and Fails Everywhere Else ของ Hernando De Soto

“ทำไมทุนนิยมจึงเติบโตในโลกตะวันตกหากแต่ล้มเหลวในดินแดนส่วนที่เหลือของโลก” อาจเป็นคำถามที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างใคร่ครวญคิดคำนึงถึง และอาจเป็นคำถามที่มีคำตอบจำนวนมากที่แตกต่างหลากหลายผ่านกรอบวิธีคิดของแต่ละบุคคล สำหรับคำถามดังกล่าว หนังสือ The Mystery of Capital ของ Hernando De Soto เล่มนี้ก็มีชุดคำตอบ/คำอธิบายแบบหนึ่งให้กับมนุษยชาติ ซึ่งคำตอบนั้นคือ ประเทศตะวันตกมีระบบกฎหมายที่รองรับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของประชาชนที่ดี ขณะที่ในประเทศโลกที่สามและประเทศที่เคยใช้ระบบคอมมิวนิสต์นั้นไม่มี

ระบบกฎหมายที่รองรับกรรมสิทธิ์นี้เองที่ De Soto เชื่อว่าเป็นกุญแจสำคัญในการสร้าง “ทุน” การไม่มีระบบกฎหมายเช่นว่าจึงทำให้ประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถได้รับผลประโยชน์อย่างที่ประเทศตะวันตกสามารถสร้างทุนและสร้างความมั่งคั่งจากระบบทุนนิยมได้


ในเบื้องต้น De Soto ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งที่สำคัญของระบบทุนนิยมนั่นก็คือ “ทุน” ซึ่งเป็น “แก่นสาร” ของระบบ “ทุนนิยม” กลับกลายเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจน้อยมากจนทำให้ “ทุน” กลายเป็นสิ่งที่ “ลึกลับ” ไปในที่สุด แล้ว De Soto ก็ค่อยๆคลี่คลายความลึกลับ 5 ประการของทุนออกมาในแต่ละบทของหนังสือ นั่นคือ 1. ความลึกลับของการไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์เพียงพอ 2. ความลึกลับของทุน, การสร้างทุน และความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับทุน 3. ความลึกลับของความ(ไม่)ตระหนักรู้ของรัฐบาล 4. การหลงลืมบทเรียนจากประเทศตะวันตก โดยเฉพาะตัวอย่างสำคัญในหนังสือเล่มนี้คือประเทศสหรัฐอเมริกา และ 5. ความลึกลับของระบบกฎหมาย

เนื้อหาแต่ละบทเป็นฐานความเข้าใจให้กับบทต่อๆมา ความลึกลับของทุนก็ค่อยๆถูกคลี่ออกให้เราได้เข้าใจเพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อย โดยเฉพาะในบทที่ 3 ความลึกลับของทุน(The Mystery of Capital) ซึ่ง De Soto ได้กล่าวไว้ในบทแรกว่าเป็นส่วนที่เป็นกุญแจสำคัญของหนังสือเล่มนี้และผู้วิจารณ์ก็เห็นด้วยนั้น ได้พาเราย้อนเวลากลับไปหานักเศรษฐศาสตร์คลาสสิคอย่าง Adam Smith และ Karl Marx ที่ได้กล่าวถึง “ทุน” เอาไว้, พูดถึงศักยภาพแฝงของทุน และที่ผู้วิจารณ์เห็นว่าสำคัญมากก็คือการเชื่อมความสัมพันธ์ของ “กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน” กับการ “ก่อร่างของทุน”

ในบทนี้ De Soto กล่าวถึงระบบกรรมสิทธิ์ในประเทศตะวันตกว่าก่อให้เกิดผลหกประการที่มีส่วนสำคัญให้ประชาชนสามารถสร้างทุนได้ นั่นคือ 1. กำหนดศักยภาพทางเศรษฐกิจของทรัพย์สิน 2. รวบรวมผสมผสานข้อมูลที่กระจัดกระจายมาเป็นระบบเดียว 3. ทำให้ผู้คนมีความน่าเชื่อถือ, มีความรับผิดชอบ 4. ทำให้ทรัพย์สินแลกเปลี่ยนได้ 5. สร้างเครือข่ายของประชาชน และ 6. คุ้มครองธุรกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ

ดังนั้น สำหรับ De Soto แล้ว ประเทศกำลังพัฒนาจึงต้องสร้างระบบกรรมสิทธิ์ที่เอื้อให้ทรัพย์สินนั้นสามารถสร้างทุนได้ ยิ่งไปกว่านั้นต้องสร้างระบบกฎหมายที่รองรับระบบกรรมสิทธิ์ของทั้งสังคมได้ กล่าวคือต้องดึงเอาภาคเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบที่ถูกกฎหมายให้ได้

อย่างไรก็ตาม De Soto เห็นว่าระบบกฎหมายที่สร้างขึ้นนั้นไม่สามารถสร้างลอยๆได้โดยไม่เข้าใจระบบที่เศรษฐกิจที่ทำงานอยู่แล้วเพราะจะไม่สามารถใช้ได้ผล แต่ต้องลงไปดูระบบความสัมพันธ์ที่แท้จริงที่ปรากฏในสังคม แล้วนำระบบที่มีอยู่ดังกล่าวมาใช้อย่างเป็นทางการ โดยต้องสร้างความเชื่อมโยงให้ได้ทั้งระบบจึงจะทำให้เกิดประโยชน์จากระบบกฎหมายและระบบกรรมสิทธิ์เพื่อสร้างทุนอย่างแท้จริง

หากจะกล่าวถึงจุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คงกล่าวได้ว่าเป็นหนังสือวิชาการที่ค่อนข้างอ่านง่ายและไม่ซับซ้อน มีประเด็นคำถามและคำตอบที่ชัดเจน มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ทำให้ข้อถกเถียงดูมีน้ำหนักและเข้มแข็ง แต่ขณะเดียวกันหนังสือเล่มนี้ก็มีประเด็นที่ผู้วิจารณ์อยากจะชี้ชวนให้สังเกตสักเล็กน้อย ซึ่งก็มิอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดอ่อนด้อยเสียทีเดียว

ข้อสังเกตประการแรก De Soto มักจะกล่าวถึงหรืออธิบายประเด็นเดิมๆซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งอาจเป็นเจตนาดีของผู้เขียนที่พยายามอธิบายให้ชัด แต่การพูดประเด็นเดิมซ้ำซากอาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกเบื่อหน่ายกับข้อเขียนได้

ประการที่สอง ถึงแม้ De Soto จะกล่าวว่าประวัติศาสตร์ของประเทศตะวันตกและสหรัฐอเมริกาก็คล้ายคลึงกับที่ประเทศกำลังพัฒนาประสบอยู่ และประเทศกำลังพัฒนาต้องเรียนรู้จากตัวอย่างเหล่านี้นั้น De Soto กลับไม่สามารถให้คำอธิบายที่เข้มแข็งและชัดเจนได้ว่าทำไมประเทศตะวันตกสามารถสร้างระบบกรรมสิทธิ์ที่สร้างทุนและความมั่งคั่งได้

ประการที่สาม ความไม่ลงตัวและความฟุ่มเฟือยในการอ้างอิงถึงความคิดหรือคำพูดของนักคิดหลายๆคน เช่น การอ้างถึง Michel Foucault, Jacques Derrida, Claude Levi-Strauss และ Karl Popper เป็นต้น ผู้วิจารณ์เห็นว่าการอ้างถึงความคิดของนักคิดดังกล่าวไม่ได้ทำให้ข้อเขียนมีน้ำหนักขึ้น หากแต่ทำให้รู้สึกถึงความไม่ลงตัวตัวบท ในแง่นี้จึงมีผลให้ข้อเขียนบางตอนดูอ่อนลงด้วยซ้ำไป

และประการสุดท้ายซึ่งผู้วิจารณ์เห็นว่าสำคัญที่สุดนั่นคือ De Soto กล่าวราวกับว่าการสร้างระบบกฎหมายกรรมสิทธิ์ที่ครอบคลุมทั้งระบบเป็นคำตอบสุดท้ายในการจัดการกับปัญหาการไม่เติบโตของระบบทุนนิยม ซึ่งดูจะเป็นการกล่าวเกินความจริงไป พร้อมๆไปกับการกดทับหรือปิดกั้นความจริงอื่นที่ไม่ได้พูดถึง ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว การจะสร้างระบบกรรมสิทธิ์อย่างบูรณาการดังที่ De Soto เสนอนั้นก็อาจดูเป็นการประเมินศักยภาพของ “รัฐ” ในประเทศโลกที่สามสูงเกินไปเสียด้วยซ้ำ และถ้าจะผลักข้อถกเถียงไปให้ไกลขึ้นก็อาจกล่าวได้ว่า เมื่อผนวกรวม “โลกาภิวัตน์” เข้าไปอาจทำให้มองเห็นว่าแท้ที่จริงแล้วระบบกรรมสิทธิ์ที่เป็นทางการที่เป็นมาตรฐานดังที่ De Soto เสนอนั้นก็เป็นผลจากความคิดแบบ “โลกาภิวัตน์” ที่ต้องการสร้างระบบระเบียบสากลบางอย่างขึ้น ซึ่งถ้ามองในแง่นี้ก็จะพบว่า “รัฐ” ไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจจัดการอย่างแท้จริง แต่เป็น “โลกาภิวัตน์” หรือ “ระบบโลก” ต่างหากที่มีอำนาจเหนือ “รัฐ” ในสังคมโลกปัจจุบัน



ลิงค์อ้างถึง

มี 1 ความคิดเห็น »
123 กล่าว,

มกราคม 24, 2008 ที่ 10:41 am

อ.ปราโมทย์ นาครธรรพ เคยวิพากษ์ไว้ว่า หนังสือเล่มมีการอ้างอิงข้อมูลที่ผิดพลาดหลายแห่ง โดยมีข้อมูล ประวัติศาสตร์ และการวิเคราะห์วิวัฒนาการเศรษฐกิจผิดพลาดมากมาย
//fridaycollege.org/blog.php?file=forum&obj=forum.view(cat_id=edu-edu,id=46)



โดย: The Mystery of Capital : Why Capitalism Triumphs in the West and Fails Everywhere Else ของ Hernando De Soto (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:20:41:16 น.  

 
The Mystery of Capital
Why Capitalism Triumphs In The West And Fails Everywhere Else
โดย Hernando De Soto

Hernando De Soto เป็นผู้ก่อตั้งและประธานสถาบัน the Institute of Liberty and Democracy (ILD: //www.ild.org.pe) ในประเทศเปรู ซึ่งดำเนินงานเพื่อพัฒนาแนวคิดและกลยุทธ์ในการสร้างระบบตลาดที่มีกฏหมายในการเสริมสร้างศักยภาพและโอกาสของคนยากจนเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ผู้เขียนได้รับการยกย่องจากวรสาร the Economist ว่าเป็นนักคิดคนสำคัญคนที่สองของโลก รวมทั้งได้รับการยกย่องจากวรสาร time ว่าเป็นหนึ่งในห้าคนละตินอเมริกันที่สร้างสรรค์แนวคิดใหม่ของศตวรรษที่ยี่สิบ
ประเด็นสำคัญของหนังสือกล่าวถึงสาเหตุที่ทำไมการนำระบบทุนนิยมมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศประสบความสำเร็จในกลุ่มประเทศตะวันตก แต่ไม่ประสบความสำเร็จในประเทศโลกที่สามและในกลุ่มประเทศอดีตคอมมิวนิสต์ ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่ของนักคิดตะวันตกได้แก่ การขาดความเป็นนักประกอบการ (entrepreneurship) ที่ดี การไม่มีระบบตลาด รวมทั้งปัจจัยต่างๆ ทางสังคม เป็นต้น อย่างไรก็ตามผู้เขียนเห็นว่าเหตุผลดังกล่าวมีน้ำหนักไม่เพียงพอ ซึ่งโดยความเห็นของผู้เขียนแล้ว การไม่ประสบความสำเร็จจากการนำระบบทุนนิยมมาใช้ในอดีตประเทศโลกที่สอง และประเทศโลกที่สาม เกิดเนื่องมาจากความไม่สามารถของประเทศในการสร้างทุน (capital) ส่งผลให้ประเทศมีลักษณะ undercapitalized เปรียบเสมือนกับบริษัทที่มีการออกตราสารทุนหรือหลักทรัพย์น้อยกว่าศักยภาพในการหารายได้และสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง ทำให้การระดมทุนของบริษัทเพื่อขยายหรือพัฒนากิจการทำได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ผู้เขียนได้ประมาณการว่า ในประเทศเฮติ สินทรัพย์ของคนยากจนมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1804 รวมกัน ถึง 150 เท่า (ตัวเลขดังกล่าวท่านนายกฯ ทักษิณ นำไปพูดในปาฐกถาต่างๆ) แต่สินทรัพย์ดังกล่าวนั้นถือครองอยู่ในรูปที่ไม่พร้อมแปลงสภาพเป็นทุน ทำให้ไม่สามารถนำมาค้ำประกันเงินกู้ และประมาณว่าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาสินทรัพย์ของคนยากจนซึ่งเป็นกลุ่มคนประมาณร้อยละ 80 ของประชากร ไม่สามารถแปลงสภาพเป็นทุน หรือที่ผู้เขียนเรียกว่า dead capital
สาเหตุสำคัญของการมี dead capital จำนวนมากเนื่องจากความยุ่งยากของระเบียบและข้อกฎหมายต่างๆ ส่งผลให้การผลิตและสินทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตที่ไม่เป็นทางการ (informal sector หรือผู้เขียนใช้ว่า extralegal sector) คณะวิจัยของ ILD ได้ทดลองจัดตั้งธุรกิจเสื้อผ้าที่ถูกกฎหมายในเขตที่อยู่อาศัยของคนจนในกรุงลิมา ประเทศเปรู พบว่าต้องใช้ระยะเวลา 289 วันทำการ ในการขออนุญาติจดทะเบียนและมีขั้นตอนต่างๆ ถึง 207 ขั้นตอน ส่วนในประเทศอียิปต์ การขอถือครองที่ดินรกร้างในทะเลทรายต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ของรัฐบาลจำนวนไม่น้อยกว่า 77 ขั้นตอนและเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ 31 หน่วยงาน รวมใช้เวลา 5 – 14 ปี ซึ่งเห็นได้ว่าความยุ่งยากเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนยากจนเลือกที่จะอยู่นอกภาคการผลิตที่เป็นทางการ (formal sector) หรือถือครองที่ดินโดยไม่ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ก่อนที่จะเสนอแนวคิดในการแปลง dead capital ไปสู่ทุนที่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผู้เขียนได้อธิบายความสำคัญของทุนต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยใช้กรอบแนวคิด classical economics เช่นของ Adam Smith ที่ว่า การแบ่งงานกันทำ (division of labor) และแลกเปลี่ยนสินค้ากันภายหลังโดยใช้กลไกตลาด เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมประสิทธิภาพในการผลิต ทำให้เกิดความมั่งคั่งของประเทศ (the wealth of nations) ซึ่งการแบ่งงานกันทำและการแลกเปลี่ยนดังกล่าวจะกระทำได้ต้องอาศัยทุน เมื่อมีทุนผู้ประกอบการสามารถจะทำการผลิตที่ตนเองถนัดก่อนและนำไปแลกเปลี่ยนสินค้าที่ตนต้องการภายหลังได้ ดังนั้น การสะสมทุนยิ่งมากเท่าไร ผู้ประกอบการก็จะสามารถผลิตสิ่งที่ตนเองถนัดได้มาก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามกัน
การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนในประเทศตะวันตก
ในประเทศตะวันตก การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนใช้ระบบการถือครองกรรมสิทธ์ เป็นเครื่องมือ โดยเริ่มจากการบันทึกและจัดหมวดหมู่สินทรัพย์ ซึ่งจะแสดงประโยชน์/ลักษณะทางเศรษฐกิจและลักษณะทางสังคมต่างๆ ของสินทรัพย์นั้นๆ และมอบกรรมสิทธ์ให้แก่ผู้ถือครอง ทำให้สามารถทราบถึงมูลค่าของสินทรัพย์และนำไปใช้ประโยชน์ในภายหลัง ต่างจากในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งคนยากจนไม่สามารถเข้าถึงระบบการถือครองกรรมสิทธิ์ได้โดยง่าย ทำให้ไม่สามารถนำสินทรัพย์ที่ตนมีไปค้ำประกันเงินกู้เพื่อการลงทุน หรือเป็นประโยชน์ในการผลิต
ในความคิดของผู้เขียน ระบบการถือครองกรรมสิทธิ์ในประเทศตะวันตก จะส่งเสริมในการสร้างทุน สรุป 6 ประการดังนี้
• เป็นการแสดงศักยภาพ(มูลค่า)ทางเศรษฐกิจของสินทรัพย์ ระบบการถือครองกรรมสิทธิ์เป็นเครื่องมือในการคุ้มครองผลประโยชน์ของคู่สัญญาหรือผู้ที่ทำธุรกรรมด้วย และเป็นการสร้าง accountability โดยการแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมสิทธ์ในที่ดินสามารถนำไปค้ำประกัน หรือหุ้นของบริษัทสามารถนำไปใช้เป็นการลงทุนในบริษัทอื่น
• เป็นการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เข้าสู่ระบบเดียว ในประเทศตะวันตกมีระบบการถือครองกรรมสิทธิ์ที่มีข้อมูลเป็นมาตรฐานและสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม
• ทำให้เกิดความรับผิดชอบ (accountable) ลดการฉ้อโกงจากการทำธุรกรรมเนื่องจากสินทรัพย์และธุรกิจได้ถูกจดทะเบียนสามารถระบุได้ว่าอยู่ที่ใด
• ทำให้สามารถแสดงสินทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ ส่งผลให้ทำธุรกรรมได้ง่ายขึ้น เช่น การจัดหมวดหมู่สินทรัพย์ทำให้สามารถเปรียบเทียบประโยชน์ใช้สอยของสินทรัพย์ต่างๆ หรือการแบ่งส่วนสินทรัพย์ โดยแบ่งเป็นหุ้น
• ทำให้เกิดเครือข่ายทางธุรกิจ เนื่องจากระบบถือครองกรรมสิทธ์ทำให้ผู้ถือครองสินทรัพย์อยู่ในเครือข่ายของหน่วยธุรกิจที่สามารถระบุได้และมีความรับผิดชอบ (identifiable and accountable)
• คุ้มครองการทำธุรกรรม เนื่องจากเอกสารแสดงสิทธิ์ต่างๆอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล

ผู้เขียนได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุ 2 ประการที่ประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้ตระหนักถึงการสร้างระบบถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดี ประกอบด้วย
• การขยายตัวของ informal sector ในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมาก่อให้เกิดผู้ประกอบการใหม่กลุ่มใหม่ที่มีกลไกและระเบียบปฏิบัติในการทำธุรกิจเป็นแบบเฉพาะภายในกลุ่ม ซึ่งรัฐบาลในประเทศต่างๆ ไม่มีสถิติหรือเครื่องชี้วัดการดำเนินการทางเศรษฐกิจของกลุ่ม informal sector หรือจำนวนสินทรัพย์ที่ถือครองโดยคนจน ดังนั้นเมื่อรัฐบาลได้ตระหนักว่าในปัจจุบันกลุ่มคนจนเป็นกลุ่มคนที่ถือครองทรัพย์สินจำนวนมากของประเทศ รวมทั้งเป็นหน่วยการผลิตที่สำคัญ รัฐบาลจะพบว่าปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความยากจนที่เผชิญอยู่ เกิดจากการออกกฎหมายต่างที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินการทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ
• ปัญหาความยากจนที่ประสบไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่ประเทศตะวันตกได้ประสบมาในอดีต ซึ่งในอดีตประเทศเหล่านั้นก็ใช้มาตรการในการแก้ปัญหาต่างๆ อย่างไม่บูรณาการ และมิได้ตระหนักถึงการสร้างระบบถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดี อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายและระบบถือครองกรรมสิทธิ์เพื่อส่งเสริมการแบ่งงานกันทำ (division of labor) ประชาชนในประเทศเหล่านั้นจึงสามารถแบ่งงานกันทำในตลาดที่ใหญ่ขึ้น และเพิ่มการสะสมทุน
กระบวนการแปลง dead capital เป็นทุนที่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
สถาบัน ILD ได้จัดทำสรุปกระบวนการแปลงสภาพ dead capital เป็นทุนที่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (รายละเอียดในเอกสารแนบ) ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้นำรายละเอียด 2 ประเด็นมาพิจารณา
• ด้านกฎหมาย (ข้อ A.4) ซึ่งเป็นขั้นตอนในการระบุจารีต ประเพณีปฏิบัติ เกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สินใน informal sector
• ด้านการเมือง (ข้อ B.1) รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญในการแปลงสภาพสินทรัพย์ของคนจน ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ คือ หนึ่ง ต้องแก้ไขปัญหาโดยใช้มุมมองและประสบการณ์จริงของคนจนเป็นที่ตั้ง เพื่อที่จะให้คนจนเป็นฐานสำคัญในการส่งเสริมการปฏิรูปและเป็นผู้สะท้อนปัญหาต่างๆ เพื่อแก้ไขให้โครงการต่างๆ ดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และ สอง ให้กลุ่มคนรวยเข้าร่วมในดำเนินงาน โดยแสดงให้กลุ่มคนรวยเห็นถึงประโยชน์การปฏิรูป ตัวอย่างเช่น เมื่อคนยากจนเข้าสู่ระบบถือครองกรรมสิทธิ์ภายใต้กฎหมายใหม่ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเริ่มตามมา (ท่านนายกฯ ทักษิณ ให้ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความยากจนว่า เป็นการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน โดยพยายามให้คนจนรวยขึ้น แต่ไม่ใช้ปิดกั้นไม่ให้คนรวยรวยขึ้น)

โดยสรุปผู้เขียนได้เสนอแนวคิดใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแต่เดิมมุ่งเน้นแต่การพัฒนาในระดับมหภาคเช่นการหยุดการหดตัวทางเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างของประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมการเจริญเติบโตแบบไม่สมดุล โดยให้คนยากจนเป็นกลุ่มคนที่แบกรับภาระของการพัฒนา ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดเดิมและใช้กันมาตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ
ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาโดยใช้สินทรัพย์ของคนจนเป็นฐานในการพัฒนา ซึ่งจะต้องเริ่มจากการแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆ ให้เอื้อประโยชน์กับคนจนในการใช้สินทรัพย์ที่ถือครองอยู่เป็นเครื่องมือในค้ำประกันเงินกู้ หรือการทำธุรกรรมต่างๆ รวมทั้งการเข้ามาในภาค formal sector เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งในปัจจุบันมีความเข้าใจผิดๆ ว่าการดำเนินธุรกิจใน informal sector มีต้นทุนที่ถูกกว่า โดยในความเป็นจริงการผลิตในภาค informal sector อาจมีต้นทุนสูงกว่ามาก เช่น การกู้เงินนอกระบบ การจ่ายค่าคุ้มครองให้ผู้มีอิทธิพล เป็นต้น


นายธนศาล วิธีเจริญ
ส่วนเศรษฐกิจการคลังและนโยบายงบประมาณ 1
สำนักนโยบายและแผนงบประมาณ
21 ตุลาคม 2545



โดย: The Mystery of Capital (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:20:44:43 น.  

 
วารสารเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ Thammasat Economic Journal
ปีที่ 21 ฉบับที่ 3 กันยายน 2546 Vol.21, No.3, September, 2003

การสร้างความมั่งคั่งให้กับคนจน: ทางลัดของรัฐบาลปัจจุบัน

บทความปริทัศน์ :
Hernando de Soto, “The Mystery of Capital : Why Capitalism Triumphs in the West and Fails Everywhere Else. London : Bantum Press, 2000.

สมบูรณ์ ศิริประชัย

คุณูปการของ เดอ โซโต
เราคงไม่แปลกใจว่ า รัฐบาลปัจจุบันได้เสนอนโยบายใหม่ๆ เสมอตั้งแต่ขึ้นมามีอำนาจ นอกเหนือจากนโยบายหลักๆ 3 ประการที่เป็นที่รู้กันอยู่ นโยบายที่เพิ่งมีการนำเสนอเมื่อเร็วๆ นี้ก็คือ การแปลงหนี้หรือ สินทรัพย์ให้เป็นทุน แนวความคิดของนโยบายนี้แท้ที่จริงแล้วมาจากนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงชาวเปรู Hernando de Soto ในหนังสือเรื่อง “The Mystery of Capital, Why Capitalism Triumphs in the West and Fails Everywhere Else.” ข่าวที่ไม่ลับระบุว่าที่ปรึกษาบางท่านของรัฐบาลชุดนี้ต่างหลงใหลได้ปลื้มความคิดของ เดอ โซโต อย่างหัวปักหัวปำ จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ เดอ โซโต ก็ได้รับเชิญจากรัฐบาลไทยให้มาพูดและพบปะเจ้าหน้าที่ผู้วางนโยบายของรัฐบาลไทยหลายๆท่าน เป้าหมายของการพบครั้งนี้ มีการอ้างว่าเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ในการช่วยเหลือคนจน โดยจะพยายามเปลี่ยนความคิดให้มีลักษณะที่แปลกแหวกแนวจากที่เคยเชื่อกันมาก่อน ในบทความสั้นๆนี้ต้องการจะชี้ให้เห็นถึงความคิดของ เดอ โซโต ให้ละเอียดลึกซึ้งขึ้นสิ่งที่น่าพิศวงในหนังสือเล่มใหม่ของเขาที่ทำให้ที่ปรึกษาของรัฐบาลไทยชุดนี้จึงชอบความคิดของเขา อย่างน้อยความคิดของเขาดูเหมือนว่าจะสอดคล้องกับความเชื่อของที่ปรึกษาบางท่านว่า คนจนในเมืองไทยนั้นมิได้จนเพราะว่าขาดแคลนซึ่งปัจจัยทุน (Capital) ซึ่งมีผลทำให้นำไปสู่วัฏจักรแห่งความยากจน การที่จะดิ้นหลุดออกจากวัฏจักรนี้ เราจำเป็นต้องสร้างทุนบางชนิดสำหรับคนจน เพื่อให้สามารถนำมาผลิตสินค้าซ้ำ (Reproduction) ใหม่ได้ ในความเป็นจริงหนังสือของ เดอ โซโต ไม่เพียงแต่สามารถจะประยุกต์เข้ากับประเทศที่เป็นสังคมนิยมมาก่อน แต่ยังสามารถใช้กับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ได้ด้วย ก่อนที่เราจะวิเคราะห์นโยบายของรัฐบาลไทยในการแปลงหนี้เป็นทุน เราจะต้องเข้าใจว่าสิ่งที่ เดอ โซโต พูดในหนังสือเล่มใหม่ของเขาว่า ทำไมผู้วางนโยบายของไทยจึงคิดว่า ความคิดของเขาสอดคล้องกับกรณีของประเทศไทย
ตามความคิดของ เดอ โซโต เขาเสนอว่า ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมหรือประเพณีที่บกพร่อง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือการล้มเหลวของการสร้างระบบกฎหมายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่จะรับผิดชอบต่อความยากจนในปัจจุบัน ในประเทศตะวันตกที่สามารถจะสร้างความมั่งคั่งนั้น มีความเกี่ยวโยงกับการสถาปนาระบบกรรมสิทธิ์ทางกฎหมายที่มีความ กลมกลืนอย่างยิ่ง และนั่นเป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ด้วยความเชื่อนี้ เดอ โซโต จึงเสนอว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา ทำให้คนจนเหล่านั้นมิได้ครอบครองสินทรัพย์และเปลี่ยนมันเป็นทุนได้ ด้วยข้อสมมติเช่นนี้ เดอ โซโต จึงตั้งใจที่จะแสดงให้เราเห็นว่า ความไม่สามารถในการสร้างทุน นับเป็นอุปสรรคที่ชัดเจนที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายไม่ได้ประโยชน์จากการมีเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
หนังสือเล่มนี้สามารถแบ่งออกเป็น 7 บท ในบทที่ 1 นั้น มีการกล่าวถึงความลับ 5 ข้อ
1. สินทรัพย์ของภาคคนจนที่สุดของสังคม ที่มีการสะสมนั้น ไม่มีข้อมูลอยู่เลย
2. ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างทุน และที่เกี่ยวข้องกับเงินนั้น ยังมีความบกพร่องอยู่มาก
3. รัฐบาลต่างๆ ไม่ค่อยตระหนักถึงการออมของคนจน
4. คนส่วนมากมักจะลืมถึงความสำเร็จของประเทศตะวันตก ที่สร้างความมั่งคั่งมาได้ในอดีตว่าสร้างมาได้อย่างไร
5. ประเทศสังคมนิยมก่อนหน้านี้ได้คัดลอกกฎหมายจากตะวันตก แต่ความลับยังคงมีอยู่ว่า ทำไมกฎหมายพวกนั้นจึงไม่สามารถทำงานได้ และเราจะแก้ไขได้อย่างไร

หลังจากเสนอความลับแต่ละข้อในบทที่ 2 – 6 เดอ โซโต ก็เสนอความคิดหลักของเขาในบทที่ 7 ว่า คนส่วนมากในประเทศยากจนทั้งหลาย ไม่สามารถเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ จากตลาดที่ขยายตัว ทั้งนี้เพราะคนเหล่านั้นไม่สามารถที่จะเข้าถึงระบบกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ ซึ่งจะทำให้เขาไม่สามารถที่จะแปลงสินทรัพย์เป็นทุน
“เลือดและเนื้อของระบบทุนนิยม ไม่ใช่อินเตอร์เน็ตหรือว่าร้านฟ้าสฟูด แต่คือทุน มีแต่ทุนเท่านั้นที่ให้วิธีการที่จะสนับสนุนให้เกิดความชำนาญพิเศษ การผลิต และการแลกเปลี่ยนของสินทรัพย์ในตลาดที่มีการขยายตัว มีแต่ทุนเท่านั้นที่เป็นแหล่งของการเพิ่มผลิตภาพและดังนั้นจึงเป็นความมั่งคั่งของประเทศ” (De Soto, 2000, p.209)
ดังนั้น ในการศึกษาของเขา ถ้าประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยมมาก่อนและประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ต้องการสร้างความร่ำรวย และได้รับประโยชน์จากทุนนิยมอย่างเต็มที่ ระบบกรรมสิทธิ์จะต้องมีการนำมาใช้และสถาปนาขึ้นให้ได้ก่อน เพื่อเป็นตัวแทนในการสร้างสรรค์สินทรัพย์สำหรับคนจน และสินทรัพย์เหล่านี้ก็สามารถจะนำมาถ่ายโอนและนำไปใช้อย่างถูกต้อง
เราจึงไม่มีข้อสงสัยว่า เดอ โซโต ปฏิเสธความคิดที่ว่า คนจนเป็นพวกเกาะกินสังคม ขี้เกียจสันหลังยาว และไม่ทำงานหนัก ในทางตรงกันข้าม เดอ โซโต แย้งว่า ความยากจนมิใช่ผลของความไม่ถูกต้องที่มิได้ยอมรับวัฒนธรรมของตะวันตกที่คนเคยเชื่อกันมาก่อนเป็นเวลาอันยาวนาน ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดของคนจนก็คือ การขาดโอกาสในการครอบครองทรัพย์สินและสร้างทุนขึ้นมา เดอ โซโต สรุปว่า
“คนจนมีบ้านแต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ มีพืชผลแต่ไม่สามารถแสดงความเป็นเจ้าของพืชผลนั้น และมีธุรกิจ แต่ก็ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของกิจการที่ถูกกฎหมาย” (De Soto, 2000, p.7)
อย่างที่เราคาดคิดไว้ก่อน เดอ โซโต โต้แย้งต่อไปว่า สินทรัพย์ของคนจน ยังคงเป็นทุนที่ตายแล้ว เพราะไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายที่สามารถนำไปจำนองหรือจำนำเพื่อให้ได้เงินกู้ และเข้าถึงสถาบันการเงิน
เพื่อทำให้ประเด็นของ เดอ โซโต ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้ง เดอ โซโต และกลุ่มเพื่อนของเขา ได้พยายามผลิตสถิติเพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้งนี้ มีการอ้างว่า มูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่คนจนถือไว้ในประเทศโลกที่สาม และประเทศที่เป็นสังคมนิยมมาก่อนหน้านี้ มีค่าสูงมากอย่างน่าฉงน มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ที่แท้จริงที่คนจนถือไว้นั้นอย่างไม่ถูกกฎหมายมีค่าสูงถึงประมาณ 9.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ นี่เป็นเรื่องน่าแปลกใจ มูลค่านี้มีค่าสูงเท่าๆ กับมูลค่าของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใน 20 ประเทศที่พัฒนาแล้ว
เดอ โซโต ไม่ลังเลที่จะสรุปว่า ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างประเทศตะวันตกกับประเทศที่ยากจน คือ ประเทศตะวันตกได้มีระบบกรรมสิทธิ์ที่สามารถจะใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ประเทศยากจนไม่มีระบบกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น ความล้มเหลวของระบบทุนนิยมจึงมีมูลเหตุมาจากการปฏิเสธการสร้างระบบกรรมสิทธิ์ที่ถูกกฎหมายในภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการของประเทศยากจน (Informal Sectors) ดังนั้น ข้อสรุปของ เดอ โซโต ในการแก้ปัญหา ที่ดูเหมือนจะแก้ยากเย็นนี้ก็คือการสร้างหรือพัฒนาระบบโครงสร้างของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ตลาดมืดหรือตลาดใต้ดิน หรือเศรษฐกิจนอกระบบ เข้ามาผนวกเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจที่เป็นทางการ
เดอ โซโต ชอบที่จะใช้คำพูดแบบเรียกร้องความสนใจ เช่น “ผู้นำต่างๆ ในประเทศโลกที่ 3 จะต้องไม่ไปคิดถึงสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และการติดต่อกับรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของโลกตะวันตก เพื่อเสาะแสวงหาโชค แต่ในท่ามกลางประเทศที่ยากจนที่สุดทั้งหลายนั้น เราย่อมไม่มีเพชรจำนวนมากมายมหาศาล และไม่มีเงินดอลลาร์เป็นจำนวนล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สิ่งที่เราต้องการก็เพียงแต่ให้รู้ว่าจะเข้าใจถึงความลับว่าทรัพย์สินเหล่านั้นมีการแปลงทรัพย์สินเหล่านั้นให้อยู่ในรูปของทุนที่มีชีวิตได้อย่างไรต่างหาก”
ในความคิดของเขา เขาดูเหมือนจะไม่เชื่อว่า คนจนในประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยม และประเทศโลกที่ 3 นั้น ไม่มีความสามารถในการออมและสะสมทรัพย์สินจำนวนมหาศาล ซึ่งเกือบทั้งหมดของทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นทุนที่ตายแล้ว ในการวิเคราะห์ของ เดอ โซโต ความล้มเหลวในการเข้าใจว่าทุนมีการสร้างและมีความเกี่ยวพันกับเงินอย่างไรนั้น เป็นความลับข้อที่ 2 ที่สำคัญที่สุดในหนังสือของเขา เพื่อทำให้ประเด็นนี้มีความ ชัดเจนขึ้น เขาโต้แย้งว่า ทุนมิได้หมายความถึงการสะสมสต๊อกของสินทรัพย์ แต่เป็นโอกาสที่แท้จริงที่เราจะนำมาใช้ในกระบวนการการผลิต พูดอีกนัยหนึ่ง เงินสามารถจะช่วยเราในการทำธุรกรรม แต่เงินในตัวมันเองไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เกิดการผลิตเพิ่มมากขึ้น เพื่อทำให้ทุนกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง เราจำเป็นต้องแปลงทรัพย์สินให้อยู่ในรูปคงที่ที่สามารถจับต้องได้ เพื่อที่จะเปลี่ยนให้เป็นทุนอีกทอดหนึ่ง ตามนัยนี้ ระบบกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้เราสามารถสร้างกระบวนการ สร้างแบบแผน และกฎ กติกา ที่จะทำให้สินทรัพย์นั้นมีค่าคงที่หรือนิ่ง เพื่อให้สังคมสามารถจะใช้สินทรัพย์นี้แปลงเป็นทุนที่มีชีวิต
ทำไมกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงมีความสำคัญในแง่นี้ คำตอบที่ง่ายๆ ก็คือ กรรมสิทธิ์ที่เป็นทางการนั้น ไม่สามารถที่จะแยกเด็ดขาดจากการสะสมทุน การมีระบบกรรมสิทธิ์ที่ได้รับการออกแบบและนิยามอย่างชัดเจน จะเป็นตัวลดต้นทุนธุรกรรม เพื่อให้รู้ถึงคุณภาพของสินทรัพย์อย่างแท้จริง และให้เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มความสามารถของคู่กรณีในการใช้สินทรัพย์เหล่านั้นเพื่อเพิ่มการผลิต และเพื่อเพิ่มความชำนาญพิเศษ อย่างที่ เดอ โซโต กล่าวในหนังสือของเขาว่า
“มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าเขาจะผลิตหรือรับเงินมากขึ้นหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับว่า เขาสามารถเข้าใจสถาบันที่ถูกต้อง และเข้าถึงเจตจำนงทางการเมืองที่จำเป็นในการสร้างระบบกรรมสิทธิ์ขึ้นมา เพื่อที่จะให้คนจนสามารถที่จะเข้าถึงได้” (De Soto, 2000, p.66)
ในบทที่ 3 เดอ โซโต อธิบายว่า ความลับของความสำนึกทางการเมือง เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เขาอธิบายว่า ผู้นำระดับชาติในประเทศโลกที่ 3 ดูเหมือนจะไม่ตระหนักถึงอำนาจของประชาชน ในความคิดของเขา คนจนนั้นกำลังรวมตัวกัน และกลุ่มที่อยู่เหนือกฎหมายก็สามารถที่จะรวมตัวกันเพื่อให้ได้สิทธิทางกฎหมายอย่างถูกต้องถ้าหากรัฐบาลเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ทำได้ ในความเป็นจริง ความไร้ระเบียบในหมู่คนจนนั้น ไม่ใช่เพราะว่าเป็นปัญหาด้านประชากร ความเติบโตของเมือง หรือเป็นเรื่องของชุมชนของคนจน แต่สาเหตุที่แท้จริงนั้นคือระบบกฎหมายกรรมสิทธิ์มีรูปแบบที่ไม่เหมาะสม
เราอาจจะสรุปว่ามีจุดบอดอยู่ 2 จุดในเรื่องนี้ จุดบอดแรกเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ได้ตระหนักถึงพลังของประชากรของโลกที่อยู่อย่างไม่ถูกกฎหมายในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา คนกลุ่มเหล่านี้เป็นชนชั้นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบ ซึ่งสามารถจะจัดการกับธุรกิจของเขาเองอย่างดี จุดบอดที่สองก็คือมีคนจำนวนน้อยมากที่ดูเหมือนจะยอมรับถึงปัญหานี้ว่ามันเกี่ยวพันกับการย้ายถิ่นและเรื่องกิจกรรมที่อยู่เหนือกฎหมายในประเทศโลกที่สาม ซึ่งเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศตะวันตกในช่วงปฏิวัติ อุตสาหกรรม เดอ โซโต พยายามที่จะอธิบายประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาคู่ขนานกับประเทศโลกที่สามในรูปแบบที่ว่า สิทธิที่อยู่เหนือกฎหมายต่างๆ นั้น ได้ถูกผนวกและยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบกรรมสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกา

ว่าด้วยประเทศไทย
สำหรับที่ปรึกษาเชิงนโยบายของไทย หนังสือของเดอ โซโต ถือว่าเป็นบ่อทองและที่ปรึกษาเหล่านี้ก็มองหาสิ่งเหล่านี้มาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ เดอ โซโต อธิบายในหนังสือของเขาจริงๆ แล้วไม่เป็นเรื่องใหม่ แต่ในขณะเดียวกันความคิดของเขาก็ไม่ควรถูกประเมินค่าต่ำเกินไป ในงานวิชาการจำนวนมากแสดงถึงความเหนือกว่าของระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเหนือกว่ากรรมสิทธิ์ส่วนรวม อิทธิพลของงานวิจัยที่สำคัญที่สุดนี้เขียนโดย Hardin (1968) ซึ่งยังมีอิทธิพลอยู่อย่างมากในเรื่องโศกนาฏกรรมของส่วนรวม “Tragedy of Common” อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ ความคิดเรื่องโศกนาฏกรรมของส่วนรวมได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์และโต้แย้งจากงานวิชาการของอาจารย์ Ostrom (1993; 2000) โดยทั่วไป นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก มักจะเชื่อว่าระบบกรรมสิทธิ์ส่วนรวมนำไปสู่ความไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพราะระบบแรงจูงใจภายใต้ระบบดังกล่าวนั้น ไม่สามารถนำไปสู่การให้รางวัลต่างๆ แก่คนงานหรือชาวนาชาวไร่ที่ทำงานหนัก ยิ่งกว่านั้น ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนรวมมักจะทำให้เกิดต้นทุน ธุรกรรมที่สูงในแง่ของการบังคับใช้ เมื่อคนที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ส่วนรวมไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องผลกระทบภายนอกของการใช้ทรัพยากรอย่างมากมายมหาศาล ยิ่งกว่านั้น ยังจะมีการถลุงค่าเช่าทางเศรษฐกิจของทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้ก็เพราะว่าทุกๆ คน ต่างก็ต้องการมีส่วนร่วมในการใช้ทรัพยากรส่วนรวมนั้น ซึ่งทำให้เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า แต่ละคนต้องการใช้ทรัพยากรก่อนที่คนอื่นจะมาใช้จนหมด
ประสบการณ์ของประเทศตะวันตกดูเหมือนจะคล้ายคลึงกับเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น โดยเฉพาะประวัติศาสตร์อเมริกา ที่เปลี่ยนจากระบบสถาบันที่มีส่วนรวมของทรัพยากร มาเป็นระบบกรรมสิทธิของปัจเจกชน ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจยุโรป ก็ยิ่งชี้ชัดถึงความสำคัญของระบบกรรมสิทธิ์ที่มีความเข้มแข็ง อย่างที่มีการกล่าวกันในตำราว่า การกำเนิดของเมืองเวนิสมีที่มามาจากการพัฒนาของระบบกฎหมายธุรกิจ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศอื่นๆ แน่นอน เรารู้ว่าระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลได้ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และ ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการลดต้นทุนธุรกรรมในตลาด ดังนั้นการกล่าวอ้างของ เดอ โซโต ที่ว่า ความคิดของเขาเป็นเรื่องใหม่เอี่ยม และความคิดแบบแรกๆ นั้น จึงเป็นเรื่องเกินความจริง
สำหรับผู้อ่านทั่วไป หนังสือของ เดอ โซโต ไม่ได้อิงกับหลักวิทยาศาสตร์หรือว่าการใช้ศัพท์แสงทางวิชาการ แต่สำหรับที่ปรึกษานโยบายของไทยกลับคิดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นการค้นพบที่ใหม่เอี่ยมถอดด้าม
ในช่วง 3 – 4 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลและที่ปรึกษาต่างทำงานที่จะทำให้ทุนที่ตายแล้วกลายเป็นทุนที่มีชีวิต ที่ดินป่าสงวนกำลังมีการนำมาเข้าโครงการนี้ ตลอดจนทางเท้าในกรุงเทพฯ ก็จะมีการให้กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ซึ่งสามารถมาใช้เป็นเครื่องค้ำประกันในการกู้เงินได้ ในอดีตที่ผ่านมาในประเทศไทย สำนักงานปฏิรูปที่ดินได้มีการจัดสรรที่ดินให้กับชาวนาที่ยากจน แต่เป็นระบบกรรมสิทธิ์ที่มีความแข็งกระด้างมาก ในแง่ที่ว่าที่ดินที่ให้ชาวบ้านใช้ทำกินนั้น ไม่สามารถเปลี่ยนหรือขายกรรมสิทธิ์ได้ มีแต่สิทธิในการทำกินเท่านั้น ตามความคิดใหม่ของ เดอ โซโต นี้ ที่ดินในเขตป่าเสื่อมโทรมจะนำมาจัดสรรและให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างถูกต้อง หรือพูดใหม่ก็คือว่าจะมีการมอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินของเอกชนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
สิ่งที่น่ากลัวในความคิดของ เดอ โซโต และความคิดของเขาถ้าเอามาจริงในกรณีของไทย เราไม่รู้ว่าผลสุดท้ายของนโยบายนี้จะเป็นอย่างไร ไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ในขณะนี้ แต่ที่แน่ๆ ที่ปรึกษาไทยที่มีความหลงใหลในความคิดของ เดอ โซโต น่าจะได้รับข่าวสารที่ไม่ถูกต้องว่า ระบบทุนนิยมที่สำเร็จในตะวันตกนั้นเป็นเพราะว่ามีการสถาปนาระบบกรรมสิทธิ์อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นระบบที่มีความปลอดภัยและไม่มีความ ยุ่งยากในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศที่เป็นสังคมนิยมมาก่อนและประเทศโลกที่สาม
ความจริงก็คือว่า เดอ โซโต ไม่ได้พูดถึงหรือตระหนักถึงความจริงที่ว่า ประเทศตะวันตกนั้นมีความมั่งคั่งและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน มิได้เกิดขึ้นเพราะมีการสถาปนาระบบกรรมสิทธิ์ของเอกชนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผสมผสานระบบเศรษฐกิจต่างๆ เข้ากับการแก้ไขความผิดพลาดเชิงนโยบายจำนวนมาก ประเทศตะวันตกนั้น ได้มีการประยุกต์ใช้ระบบภาษีและระบบสวัสดิการของสังคม เพื่อสร้างสรรค์ระบบสังคมให้มีความเสมอภาคขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มูลค่าส่วนเกินจำนวนมากที่ได้จากระบบทุนนิยมจะต้องมีการกระจายกลับไปสู่พลเมืองของตนเอง สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะสำคัญมากในตะวันตกคือ การสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้สังคมสามารถบรรลุถึงความเสมอภาคในการกระจายรายได้และจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดในประเทศไทย คือการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ซึ่งน่าจะมีมากกว่าที่เสนอโดย เดอ โซโต สังคมไทยเป็นสังคมที่ซับซ้อน สิ่งที่ เดอ โซโต พูดว่า การเปลี่ยนแปลงสินทรัพย์ที่ตายแล้วให้เป็นทุนที่มีชีวิตเป็นเรื่องที่กว้างและง่ายเกินไป สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะไม่น่าเชื่อถือที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ ระบบหรือชนิดของระบบกรรมสิทธิ์ของประเทศกำลังพัฒนา เช่นประเทศไทยนั้น ไม่มีปรากฏอยู่เลย ระบบกฎหมายที่ใช้บังคับในหมู่ประเทศกำลังพัฒนานั้น เป็นเรื่องที่จะต้องสร้างขึ้น และการสร้างระบบกฎหมายเช่นนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศไทยเท่านั้น แต่รวมถึงประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ อีกด้วย
References

Hardin, Garrett, 1968. The Tragedy of the Commons. Science, 13 December.
Ostrom, Elinor, 1993. Governing the Commons: The Evolution of Institutions for Collective Action. Cambridge: Cambridge University Press.
Ostrom, Elinor, 2000. Private and Common Property Rights. In B. Bouckaert and G. De Geest (eds.) Encyclopedia of Law and Economics. Cheltenham: Edward Elgar, pp. 332-379.

Resource:การสร้างความมั่งคั่งให้กับคนจน: ทางลัดของรัฐบาลปัจจุบัน


โดย: การสร้างความมั่งคั่งให้กับคนจน: ทางลัดของรัฐบาลปัจจุบัน (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:20:50:53 น.  

 
The Mystery of Capital Why Capitalism Triumphs in the West and Fails Everywhere Else
By Hernando de Soto



ทำไมระบบทุนนิยมจึงประสบความสำเร็จในโลกตะวันตก แต่ล้มเหลวในที่อื่น ๆ

ผู้เขียน คือ เฮอร์นานโด เดอ โซโต้ นักเศรษฐศาสตร์ชาวเปรูบอกว่า สาเหตุไม่ได้เป็นเพราะวัฒนธรรมการเมืองที่แตกต่างกัน สภาพภูมิประเทศ หรือค่านิยมที่มีต่อการทำงานของผู้คน แต่เป็นเพราะว่าประเทศที่พัฒนาแล้วในโลกตะวันตกมีระบบที่รับรองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของประชาชนทุนนิยมเกิดขึ้นในสหรัฐฯ และอังกฤษ พร้อม ๆ กับที่รัฐบาลของสองชาตินี้เปิดโอกาสให้ประชาชนจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ของตนได้โดยง่าย ตรงกันข้ามกับประเทศกำลังพัฒนา ที่การรับรองสิทธิความเป็นเจ้าของทรัพย์สินของประชาชนมีข้อจำกัดมาก ทำให้ทรัพย์สินเหล่านี้เป็นทรัพย์สินที่ตายแล้ว คือ ไม่สามารถใช้เป็น “ทุน” เพื่อสร้างความมั่งคั่งได้ ถ้ามีกฎหมายที่เอื้ออำนวยให้ประชาชนสามารถนำที่ดิน บ้านเช่า แผงลอยที่ตนครอบครองหรือใช้ทำกินไปจดทะเบียนแสดงสิทธิได้ ทรัพย์สินที่ตายแล้วก็จะถูกปลุกชีพ แปลงสิทธิเป็นทุนได้ ประเทศก็จะไม่ต้องพึ่งเงินทุนภายนอกมากเกินไป เศรษฐกิจก็จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่นิตยสาร Time บอกว่าเป็นหนังสือที่ต้องอ่านในยุคโลกาภิวัตน์ และนิตยสาร The Economist บอกว่าเป็นหนังสือที่อ่านแล้วเกิดสติปัญญาและท้าทายในการจัดตั้งทุนนิยมสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา



โดย: ทำไมระบบทุนนิยมจึงประสบความสำเร็จในโลกตะวันตก แต่ล้มเหลวในที่อื่น ๆ (moonfleet ) วันที่: 5 มีนาคม 2551 เวลา:20:52:39 น.  

 
สรุปประเด็นสำคัญ
จากหนังสือเล่มใหม่ที่น่าสนใจ

สารบัญ

เรื่องที่ 1 The Mystery of Capital โดย Hernando De Soto
สรุปโดย นายธนศาล วิธีเจริญ

เรื่องที่ 2 As The Future Catches You โดย Juan Enriquez
สรุปโดย นางสาวเบญจมาศ มหาวงศ์ขจิต

เรื่องที่ 3 การคิดเชิงสร้างสรรค์ โดย เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
สรุปโดย นางสาววัชราภรณ์ หาสะศรี

เรื่องที่ 4 Why CEOs Fail โดย David L. Dotlich และ Peter C. Cairo
สรุปโดย นางนฤมล หริจันทนะวงศ์

เรื่องที่ 5 ห้าหลุมพรางของ CEO โดย Patrick Lanceoni
สรุปโดย นางนฤมล หริจันทนะวงศ์

เรื่องที่ 6 Rethinking The Future แปล – เรียบเรียงโดย ธันยาวัชร์ ไชยตระกูลชัย
สรุปโดย นางสาวนันทนา สุทธิธนากุล

เรื่องที่ 7 Competitive Strategy โดย Michael E. Porter
สรุปโดย นางสาวชลลดา อิศรางกูร ณ อยุธยา

เรื่องที่ 8 First Things First โดย Stephen R. Covey, A. Roger Merrill และ Rebecca R. Merrill
สรุปโดย นางสาวณฉัฐ จิตต์เยี่ยม


โดย: สรุปประเด็นสำคัญ (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:9:13:11 น.  

 
The Mystery of Capital
Why Capitalism Triumphs In The West And Fails Everywhere Else
โดย Hernando De Soto

Hernando De Soto เป็นผู้ก่อตั้งและประธานสถาบัน the Institute of Liberty and Democracy (ILD: //www.ild.org.pe) ในประเทศเปรู ซึ่งดำเนินงานเพื่อพัฒนาแนวคิดและกลยุทธ์ในการสร้างระบบตลาดที่มีกฏหมายในการเสริมสร้างศักยภาพและโอกาสของคนยากจนเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ผู้เขียนได้รับการยกย่องจากวรสาร the Economist ว่าเป็นนักคิดคนสำคัญคนที่สองของโลก รวมทั้งได้รับการยกย่องจากวรสาร time ว่าเป็นหนึ่งในห้าคนละตินอเมริกันที่สร้างสรรค์แนวคิดใหม่ของศตวรรษที่ยี่สิบ
ประเด็นสำคัญของหนังสือกล่าวถึงสาเหตุที่ทำไมการนำระบบทุนนิยมมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศประสบความสำเร็จในกลุ่มประเทศตะวันตก แต่ไม่ประสบความสำเร็จในประเทศโลกที่สามและในกลุ่มประเทศอดีตคอมมิวนิสต์ ซึ่งคำตอบส่วนใหญ่ของนักคิดตะวันตกได้แก่ การขาดความเป็นนักประกอบการ (entrepreneurship) ที่ดี การไม่มีระบบตลาด รวมทั้งปัจจัยต่างๆ ทางสังคม เป็นต้น อย่างไรก็ตามผู้เขียนเห็นว่าเหตุผลดังกล่าวมีน้ำหนักไม่เพียงพอ ซึ่งโดยความเห็นของผู้เขียนแล้ว การไม่ประสบความสำเร็จจากการนำระบบทุนนิยมมาใช้ในอดีตประเทศโลกที่สอง และประเทศโลกที่สาม เกิดเนื่องมาจากความไม่สามารถของประเทศในการสร้างทุน (capital) ส่งผลให้ประเทศมีลักษณะ undercapitalized เปรียบเสมือนกับบริษัทที่มีการออกตราสารทุนหรือหลักทรัพย์น้อยกว่าศักยภาพในการหารายได้และสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง ทำให้การระดมทุนของบริษัทเพื่อขยายหรือพัฒนากิจการทำได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ผู้เขียนได้ประมาณการว่า ในประเทศเฮติ สินทรัพย์ของคนยากจนมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1804 รวมกัน ถึง 150 เท่า (ตัวเลขดังกล่าวท่านนายกฯ ทักษิณ นำไปพูดในปาฐกถาต่างๆ) แต่สินทรัพย์ดังกล่าวนั้นถือครองอยู่ในรูปที่ไม่พร้อมแปลงสภาพเป็นทุน ทำให้ไม่สามารถนำมาค้ำประกันเงินกู้ และประมาณว่าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาสินทรัพย์ของคนยากจนซึ่งเป็นกลุ่มคนประมาณร้อยละ 80 ของประชากร ไม่สามารถแปลงสภาพเป็นทุน หรือที่ผู้เขียนเรียกว่า dead capital
สาเหตุสำคัญของการมี dead capital จำนวนมากเนื่องจากความยุ่งยากของระเบียบและข้อกฎหมายต่างๆ ส่งผลให้การผลิตและสินทรัพย์ส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตที่ไม่เป็นทางการ (informal sector หรือผู้เขียนใช้ว่า extralegal sector) คณะวิจัยของ ILD ได้ทดลองจัดตั้งธุรกิจเสื้อผ้าที่ถูกกฎหมายในเขตที่อยู่อาศัยของคนจนในกรุงลิมา ประเทศเปรู พบว่าต้องใช้ระยะเวลา 289 วันทำการ ในการขออนุญาติจดทะเบียนและมีขั้นตอนต่างๆ ถึง 207 ขั้นตอน ส่วนในประเทศอียิปต์ การขอถือครองที่ดินรกร้างในทะเลทรายต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ของรัฐบาลจำนวนไม่น้อยกว่า 77 ขั้นตอนและเกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ 31 หน่วยงาน รวมใช้เวลา 5 – 14 ปี ซึ่งเห็นได้ว่าความยุ่งยากเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนยากจนเลือกที่จะอยู่นอกภาคการผลิตที่เป็นทางการ (formal sector) หรือถือครองที่ดินโดยไม่ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ก่อนที่จะเสนอแนวคิดในการแปลง dead capital ไปสู่ทุนที่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ผู้เขียนได้อธิบายความสำคัญของทุนต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยใช้กรอบแนวคิด classical economics เช่นของ Adam Smith ที่ว่า การแบ่งงานกันทำ (division of labor) และแลกเปลี่ยนสินค้ากันภายหลังโดยใช้กลไกตลาด เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมประสิทธิภาพในการผลิต ทำให้เกิดความมั่งคั่งของประเทศ (the wealth of nations) ซึ่งการแบ่งงานกันทำและการแลกเปลี่ยนดังกล่าวจะกระทำได้ต้องอาศัยทุน เมื่อมีทุนผู้ประกอบการสามารถจะทำการผลิตที่ตนเองถนัดก่อนและนำไปแลกเปลี่ยนสินค้าที่ตนต้องการภายหลังได้ ดังนั้น การสะสมทุนยิ่งมากเท่าไร ผู้ประกอบการก็จะสามารถผลิตสิ่งที่ตนเองถนัดได้มาก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตของประเทศเพิ่มสูงขึ้นตามกัน
การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนในประเทศตะวันตก
ในประเทศตะวันตก การแปลงสินทรัพย์เป็นทุนใช้ระบบการถือครองกรรมสิทธ์ เป็นเครื่องมือ โดยเริ่มจากการบันทึกและจัดหมวดหมู่สินทรัพย์ ซึ่งจะแสดงประโยชน์/ลักษณะทางเศรษฐกิจและลักษณะทางสังคมต่างๆ ของสินทรัพย์นั้นๆ และมอบกรรมสิทธ์ให้แก่ผู้ถือครอง ทำให้สามารถทราบถึงมูลค่าของสินทรัพย์และนำไปใช้ประโยชน์ในภายหลัง ต่างจากในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งคนยากจนไม่สามารถเข้าถึงระบบการถือครองกรรมสิทธิ์ได้โดยง่าย ทำให้ไม่สามารถนำสินทรัพย์ที่ตนมีไปค้ำประกันเงินกู้เพื่อการลงทุน หรือเป็นประโยชน์ในการผลิต
ในความคิดของผู้เขียน ระบบการถือครองกรรมสิทธิ์ในประเทศตะวันตก จะส่งเสริมในการสร้างทุน สรุป 6 ประการดังนี้
• เป็นการแสดงศักยภาพ(มูลค่า)ทางเศรษฐกิจของสินทรัพย์ ระบบการถือครองกรรมสิทธิ์เป็นเครื่องมือในการคุ้มครองผลประโยชน์ของคู่สัญญาหรือผู้ที่ทำธุรกรรมด้วย และเป็นการสร้าง accountability โดยการแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมสิทธ์ในที่ดินสามารถนำไปค้ำประกัน หรือหุ้นของบริษัทสามารถนำไปใช้เป็นการลงทุนในบริษัทอื่น
• เป็นการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เข้าสู่ระบบเดียว ในประเทศตะวันตกมีระบบการถือครองกรรมสิทธิ์ที่มีข้อมูลเป็นมาตรฐานและสามารถเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม
• ทำให้เกิดความรับผิดชอบ (accountable) ลดการฉ้อโกงจากการทำธุรกรรมเนื่องจากสินทรัพย์และธุรกิจได้ถูกจดทะเบียนสามารถระบุได้ว่าอยู่ที่ใด
• ทำให้สามารถแสดงสินทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ ส่งผลให้ทำธุรกรรมได้ง่ายขึ้น เช่น การจัดหมวดหมู่สินทรัพย์ทำให้สามารถเปรียบเทียบประโยชน์ใช้สอยของสินทรัพย์ต่างๆ หรือการแบ่งส่วนสินทรัพย์ โดยแบ่งเป็นหุ้น
• ทำให้เกิดเครือข่ายทางธุรกิจ เนื่องจากระบบถือครองกรรมสิทธ์ทำให้ผู้ถือครองสินทรัพย์อยู่ในเครือข่ายของหน่วยธุรกิจที่สามารถระบุได้และมีความรับผิดชอบ (identifiable and accountable)
• คุ้มครองการทำธุรกรรม เนื่องจากเอกสารแสดงสิทธิ์ต่างๆอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาล

ผู้เขียนได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุ 2 ประการที่ประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้ตระหนักถึงการสร้างระบบถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดี ประกอบด้วย
• การขยายตัวของ informal sector ในช่วงสี่สิบปีที่ผ่านมาก่อให้เกิดผู้ประกอบการใหม่กลุ่มใหม่ที่มีกลไกและระเบียบปฏิบัติในการทำธุรกิจเป็นแบบเฉพาะภายในกลุ่ม ซึ่งรัฐบาลในประเทศต่างๆ ไม่มีสถิติหรือเครื่องชี้วัดการดำเนินการทางเศรษฐกิจของกลุ่ม informal sector หรือจำนวนสินทรัพย์ที่ถือครองโดยคนจน ดังนั้นเมื่อรัฐบาลได้ตระหนักว่าในปัจจุบันกลุ่มคนจนเป็นกลุ่มคนที่ถือครองทรัพย์สินจำนวนมากของประเทศ รวมทั้งเป็นหน่วยการผลิตที่สำคัญ รัฐบาลจะพบว่าปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความยากจนที่เผชิญอยู่ เกิดจากการออกกฎหมายต่างที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินการทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของประเทศ
• ปัญหาความยากจนที่ประสบไม่ใช่ปัญหาใหม่ แต่เป็นปัญหาที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่ประเทศตะวันตกได้ประสบมาในอดีต ซึ่งในอดีตประเทศเหล่านั้นก็ใช้มาตรการในการแก้ปัญหาต่างๆ อย่างไม่บูรณาการ และมิได้ตระหนักถึงการสร้างระบบถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดี อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายและระบบถือครองกรรมสิทธิ์เพื่อส่งเสริมการแบ่งงานกันทำ (division of labor) ประชาชนในประเทศเหล่านั้นจึงสามารถแบ่งงานกันทำในตลาดที่ใหญ่ขึ้น และเพิ่มการสะสมทุน
กระบวนการแปลง dead capital เป็นทุนที่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
สถาบัน ILD ได้จัดทำสรุปกระบวนการแปลงสภาพ dead capital เป็นทุนที่มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (รายละเอียดในเอกสารแนบ) ซึ่งในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้นำรายละเอียด 2 ประเด็นมาพิจารณา
• ด้านกฎหมาย (ข้อ A.4) ซึ่งเป็นขั้นตอนในการระบุจารีต ประเพณีปฏิบัติ เกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สินใน informal sector
• ด้านการเมือง (ข้อ B.1) รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญในการแปลงสภาพสินทรัพย์ของคนจน ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ คือ หนึ่ง ต้องแก้ไขปัญหาโดยใช้มุมมองและประสบการณ์จริงของคนจนเป็นที่ตั้ง เพื่อที่จะให้คนจนเป็นฐานสำคัญในการส่งเสริมการปฏิรูปและเป็นผู้สะท้อนปัญหาต่างๆ เพื่อแก้ไขให้โครงการต่างๆ ดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และ สอง ให้กลุ่มคนรวยเข้าร่วมในดำเนินงาน โดยแสดงให้กลุ่มคนรวยเห็นถึงประโยชน์การปฏิรูป ตัวอย่างเช่น เมื่อคนยากจนเข้าสู่ระบบถือครองกรรมสิทธิ์ภายใต้กฎหมายใหม่ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะเริ่มตามมา (ท่านนายกฯ ทักษิณ ให้ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความยากจนว่า เป็นการลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน โดยพยายามให้คนจนรวยขึ้น แต่ไม่ใช้ปิดกั้นไม่ให้คนรวยรวยขึ้น)

โดยสรุปผู้เขียนได้เสนอแนวคิดใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแต่เดิมมุ่งเน้นแต่การพัฒนาในระดับมหภาคเช่นการหยุดการหดตัวทางเศรษฐกิจและการปรับโครงสร้างของประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมการเจริญเติบโตแบบไม่สมดุล โดยให้คนยากจนเป็นกลุ่มคนที่แบกรับภาระของการพัฒนา ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดเดิมและใช้กันมาตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ
ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาโดยใช้สินทรัพย์ของคนจนเป็นฐานในการพัฒนา ซึ่งจะต้องเริ่มจากการแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆ ให้เอื้อประโยชน์กับคนจนในการใช้สินทรัพย์ที่ถือครองอยู่เป็นเครื่องมือในค้ำประกันเงินกู้ หรือการทำธุรกรรมต่างๆ รวมทั้งการเข้ามาในภาค formal sector เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการผลิต ซึ่งในปัจจุบันมีความเข้าใจผิดๆ ว่าการดำเนินธุรกิจใน informal sector มีต้นทุนที่ถูกกว่า โดยในความเป็นจริงการผลิตในภาค informal sector อาจมีต้นทุนสูงกว่ามาก เช่น การกู้เงินนอกระบบ การจ่ายค่าคุ้มครองให้ผู้มีอิทธิพล เป็นต้น


นายธนศาล วิธีเจริญ
ส่วนเศรษฐกิจการคลังและนโยบายงบประมาณ 1
สำนักนโยบายและแผนงบประมาณ
21 ตุลาคม 2545



โดย: The Mystery of Capital (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:9:14:22 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

moonfleet
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาได้ หากไม่เคยเป็นความฝันมาก่อน
New Comments
Friends' blogs
[Add moonfleet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.