" เรื่องราวต่างๆเป็นดั่งทองคำในเทพนิยาย เมื่อคุณแจกจ่ายไปมากขึ้น คุณก็ได้รับกลับมามากขึ้น " พอลลี แมคไกวร์
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2552
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
1 พฤษภาคม 2552
 
All Blogs
 
167. ชำระหนี้คืนหนี้ IMF ก่อนกำหนด 1 ใน 1,000 ผลงานที่ดีของ ท่านนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และ ไทยรักไทย






ชำระหนี้คืนหนี้ IMF ก่อนกำหนด ... ปลดพันธนาการ เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง

ปีที่ 9 ฉบับที่ 1462 วันที่ 31 กรกฎาคม 2546

บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

นับตั้งแต่ที่รัฐบาลไทยได้ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ในเดือนสิงหาคม 2540 ภายในกรอบวงเงิน 17.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจนถึงหนังสือแสดงเจตจำนงฉบับที่ 8 รัฐบาลไทยได้เบิกกู้ไป 12.04 พันล้านดอลลาร์ และมียอดคงค้างของเงินกู้ ณ ปลายปี 2545 เหลืออยู่ที่ 4.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นผลจากการทยอยชำระคืนหนี้หลังจากที่ภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งต่อมาในเดือนมกราคม 2546 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ชำระคืนหนี้ที่เหลือทั้งหมดก่อนกำหนด โดยรัฐบาลมองว่า การชำระคืนหนี้ก่อนกำหนดดังกล่าว น่าที่จะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย รวมไปถึงการประหยัดรายจ่ายดอกเบี้ยของทางการไทย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็คงจะยังต้องเน้นประเด็นในเรื่องเสถียรภาพและความมั่นคงของเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือและนักลงทุนต่างชาติยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด ทำให้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า แม้ว่าจะชำระคืนหนี้ IMF หมดแล้ว ทางการไทยก็ยังคงมีภาระกิจที่ต้องสานต่อให้ลุล่วงในอีกหลายด้าน อันได้แก่ การแก้ปัญหาหนี้ NPL และการสร้างความแข็งแกร่งแก่สถาบันการเงินในระบบ การประกาศใช้กฎหมายทางการเงินต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกรอบในการสร้างความมั่นคงแก่สถาบันการเงินดังกล่าว รวมทั้งการบริหารฐานะทางการคลังของภาครัฐในระยะกลางและระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่ออาจจะยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากภาระทางการคลังในด้านต่างๆ รวมทั้งจากความผันผวนของวัฏจักรเศรษฐกิจ










นายกฯแจงปลดหนี้ไอเอ็มเอฟผ่านทีวีให้ปชช.มีกำลังใจ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในคืนวันนี้ วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 ที่จะออกรายการโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เพื่อจะได้เล่าให้ประชาชนฟังถึงวิกฤตที่ผ่านมา และการแก้ปัญหาจนนำมาซึ่งการชำระหนี้ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) โดยจะบอกฐานะการเงินการคลังของประเทศ แนวโน้มทิศทางให้ประชาชนทราบ

"วันนี้ ครบ 2 ปีครึ่งพอดีของการทำงานของ ครม.ชุดนี้ เพราะฉะนั้นก็สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะรายงานให้ประชาชนทราบ เพราะอยากให้ประชาชนทราบว่าสถานะเราเป็นอย่างไร ให้ประชาชนมีกำลังใจ เพราะการฟังการพูดที่ไม่สร้างสรรค์มามาก ทำให้ไม่มีกำลังใจ ทั้งที่ทุกอย่างชัดเจนมากๆ"

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า การอธิบายในครั้งนี้ ทุกคนจะเห็นตัวเลขทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร เหมือนกับว่าคนอ่านวิเคราะห์ประสิทธิภาพเป็น จะรู้ว่าอย่างนี้แข็งแรงหรือไม่แข็งแรง เหมือนคนอ่านบาลานซ์ชิป หรืออ่านผลเลือดมนุษย์เป็น ก็จะรู้ว่าแข็งแรงหรือไม่แข็งแรง

"วันนี้ถือเป็นการแสดงความชัดเจนว่า แม้ประเทศไทยไม่ต้องเสนอ เลทเท่อร์ออฟอินเท้นท์ แต่พันธะกรณีที่มีอยู่เดิมก็หมดไป เราจะปฏิบัติในสิ่งที่เหมาะสมกับเรา ตามวิถีทางที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อเราเท่านั้น อย่างเช่น เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่เราเซ็นสัญญาว่าตุลาคมนี้ต้องขึ้น 10% วันนี้เราก็ไม่ขึ้น และไม่ต้องไปขอผ่อนผันกับใคร เป็นเรื่องของเรา เรามีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ เราใช้หนี้หมดแล้ว หากใช้หนี้ไม่หมด เขาก็จะบอกว่าแล้วเราจะเอาเงินที่ไหนไปใช้ นอกจากนี้ เราก็ไม่ต้องขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ เพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ แต่เราจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เอามาใช้หนี้"

ต่อข้อถาม ไม่ถือว่าเราเป็นลูกหนี้แล้วใช่หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ต้องขอตรวจสอบตัวเลขอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็หมายความว่าเงินที่เราไปฝากไว้กับเงินที่เรากู้นั้น มันเจ๊า ๆ กัน

ส่วนการรณรงค์ให้ประดับธงชาติ ในวันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป ถือเป็นการปลดแอกจากไอเอ็มเอฟ หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า มันเป็นเหตุบังเอิญ ความจริงตั้งแต่ที่ตนกลับจากฝรั่งเศสก็ให้มีการแก้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการประดับธง ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ธง ก็ได้เตรียมการมานาน ซึ่งก็ใช้เวลา บังเอิญเสร็จพอดีวันที่ 1 ส.ค.นี้เป็นต้นไป


โชคดีค่ะ บ๊ายบายนะคะ

"น้ำตาล"

ที่มา .....//www.bangkokbiznews.com/bknews/read.php?newsid=615






“ทักษิณ” ประกาศความเป็นไท ไร้พันธนาการจากไอเอ็มเอฟ

“ทักษิณ” ประกาศกับคนไทยทั้งประเทศ พ้นพันธะลูกหนี้ของไอเอ็มเอฟ หลังชำระหนี้ก้อนสุดท้าย กว่า 60,000 ล้านบาท และยังมีเงินทุนสำรองในประเทศอีกว่า 38 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ พร้อมให้ความเชื่อมั่นคนไทยจะไม่ตกเป็นทาสไอเอ็มเอฟอีก หากรัฐบาลชุดนี้ยังบริหารประเทศอยู่

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับ การที่ธนาคารแห่งประเทศได้ชำระหนี้ให้กับกองทุนไอเอ็มเอฟ งวดสุดท้าย เป็นจำนวนเงินกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งการชำระหนี้ไอเอ็มเอฟครั้งนี้ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดเหลือ 38 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าทุนสำรองฯ ยังอยู่ในระดับที่สูง และฐานะการเงินของประเทศยังคงแข็งแกร่ง

“รัฐบาลชุดนี้เชื่อว่าการชำระหนี้ก่อนเวลาถึง 2 ปี เนื่องจากมีความมั่นใจว่าเราพลิกสถานการณ์ได้ และมั่นใจว่าเราจะมีเงินทุนเพียงพอ โดยที่เราไม่ต้องเก็บหนี้ไว้ การที่เราใช้หนี้เร็วนอกจากจะประหยัดดอกเบี้ยถึง 5,000 ล้านบาทแล้วยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศเพื่อให้ต่างประเทศเห็นว่าเรามีความพร้อม มีความแข็งแรงพอ พร้อมที่จะให้หนี้ก่อนเวลา” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสำเร็จที่ไทยสามารถปลดหนี้ได้ เกิดจากการปรับนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่ใช้นโยบาย 2 แนวทาง ซึ่งอาศัยเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก และรัฐบาลชุดนี้ ยังให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจรากหญ้าด้วย ซึ่งถือว่ามีความสำคัญ ที่จะเป็นการกระจายรายได้ที่ดีที่สุด ซึ่งถือว่าการกระจายทุนเป็นสิ่งจำเป็น ด้วย

ทั้งนี้การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟของไทยในครั้งนี้ ทำให้ไทยหมดพันธกรณีหลายๆ อย่าง เช่น การที่ไม่ต้องปรับขึ้นภาษีจาก 7 เปอร์เซ็นต์ เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ตามที่ได้สัญญาไว้ว่า จะต้องเพิ่มเป็นร้อยละ 10 ในเดือนตุลาคมนี้ และเรื่องการแก้ไขกฎหมาย 11 ฉบับ ที่หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วงและไม่เห็นด้วย จากการหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้ข้อสรุปว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งที่ผ่านมาไทยจำเป็นต้องขายรัฐวิสาหกิจเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ กฎหมายล้มละลาย ที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรมทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้ให้ได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน กฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าวบนพื้นฐานความเป็นธรรม และกฎหมายพิจารณาทางแพ่ง

“วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลใด แต่เป็นการสะสมของการที่ไม่ได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก และ ไม่ได้ใช้ข้อมูลอย่างฉลาด เหตุการณ์เหล่านี้ต้องไม่เกิดซ้ำอีก ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเพราะคนไทยจำนวนมากยังไม่หายเจ็บปวดจากวิกฤติเศรษฐกิจ ดังนั้นควรเป็นบทเรียนแก่คนไทย ที่ต้องร่วมคิดร่วมแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของระบบทุนนิยม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นอกจากนี้พ.ต.ท.ทักษิณ ยังยืนยันการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ว่าจะไม่ทำให้คนไทยตกเป็นทาสของไอเอ็มเอฟ และภายในปีนี้ประเทศไทยจะมีเงินทุนสำรองที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์หลังการปลดหนี้ไอเอ็มเอฟในครั้งนี้ พร้อมเชิญชวนคนไทยติดธงชาติไทย เพื่อประกาศถึงความเป็นไทให้ประเทศ

................................................................
ที่มา .....//www.manager.co.th






การประกาศรับพันธะสัญญาข้อที่ 7 ของ IMF นำไปสู่การเปิด BIBF ในช่วง พ.ศ.2535-2536 นำไปสู่วิกฤติการณ์เงินและการลดค่าเงินเมื่อ 2 กรฏาคม พ.ศ. 2540 ทำให้ประเทศไทยต้องประกาศรับความช่วยเหลือจาก IMF

ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาเหมือนอยู่ในอุโมงค์แห่งความมืดมิด ไม่มีใครสามารถมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้เลย เครื่องยนต์กลไกทางเศรษฐกิจทั้ง 4 เครื่องดับสนิท

ใครจะไปเชื่อ หรือ ช่างเหลือเชื่อ ในปีวันส่งท้ายปีเก่า พ.ศ.2545 และ ต้อนรับปีใหม่ พ.ศ.2546 รัฐบาลไทยรักไทย โดย ท่านนายกฯทักษิณ ชินวัตร ได้ประกาศชำระหนี้ IMF

ชำระหนี้คืนหนี้ IMF ก่อนกำหนด ... ปลดพันธนาการ เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง


นี่คือ 1 ใน 1,000 ผลงานที่ดีของท่านนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

หมายเหตุ: ในช่วงนี้ เริ่มมีกระแสแห่งความ อิจฉา ตาร้อนขึ้นมาแล้ว ด้วยการกล่าวว่า ชำระหนี้ก่อนกำหนดทำไม

จะบ้าเหรอ ความไม่เป็นหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ ถ้ามีโอกาสใช้หนี้ก็จงใช้เสีย เพราะการเป็นหนี้เป็นทุกข์ ไปอ่านในพระไตรปิฏกเสียบ้าง








ชำระหนี้คืนหนี้ IMF ก่อนกำหนด ... ปลดพันธนาการ เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง


แต่เหลือเชื่อครับ ในปี พ.ศ.2552 รัฐบาลไทย โดย นายกฯ ทรรราชมือเปื้อนเลือด แห่งพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาก่อหนี้ และ จะนำพาประเทศไทยไปเป็นประเทศลูกหนี้ อีกครั้ง.....


Create Date : 01 พฤษภาคม 2552
Last Update : 1 พฤษภาคม 2552 23:42:42 น. 2 comments
Counter : 3572 Pageviews.

 
ปลดแอกIMFคลังฟุ้งยกใหญ่ คนไทยกระเป๋าตุงมีเงินใช้บาน

คลัง ได้ทีฟุ้งกระจาย ระบุ ปลดหนี้ไอเอ็มเอฟ จะทำให้ประชาชนกระเป๋าตุง มีเงินใช้จ่ายเพิ่มปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท และ ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องต่างๆ ที่เคยเป็นกฎทาสของไอเอ็มเอฟ ด้าน “หม่อมอุ๋ย” เผยทุนสำรองลดหลังใช้หนี้งวดสุดท้าย เลขานุการคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ ปชป. อัดทันที เป็นคำพูดที่สร้างความสับสน เกทับรัฐใช้หนี้ได้เร็ว เป็นเพราะรัฐบาลที่แล้วกู้เงินต่ำกว่าที่ไอเอ็มเอฟกำหนด

นายสมชัย สัจจพงษ์ รองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การที่ประเทศไทยใช้หนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) และไม่เป็นหนี้อีกต่อไปนั้น ทำให้ไทยได้รับประโยชน์หลายอย่าง เช่น ไม่ต้องเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10 ของราคาสินค้าและบริการตามที่ไอเอ็มเอฟเคยมีเงื่อนไขเอาไว้ และ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มีนโยบายชัดเจนแล้วว่า ในช่วง 2-3 ปีนับจากนี้ไป จะคงอัตราจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ร้อยละ 7 ต่อไป ไม่มีการจัดเก็บเพิ่มขึ้นตามที่สื่อมวลชนบางแห่งรายงานออกมา ส่วนจะปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 หรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในช่วงนั้น ๆ จึงไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้

ทั้งนี้ การไม่ปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 ของราคาสินค้าและบริการนั้น ภาษี ร้อยละ 1ไม่ปรับเพิ่มขึ้น ช่วยให้ประชาชนมีเงินไว้ใช้จ่ายรวมกันประมาณ 20,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นการไม่ปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 3 จึงทำให้ประชาชนมีอำนาจใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 60,000 ล้านบาท ซึ่งหากเทียบกับเงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่มีเงินออกไปสู่มือประชาชน 70,000 กว่าล้านบาท จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจขยายตัวคิดเป็นร้อยละ 1.25 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่ภาษีไม่จัดเก็บไม่อาจคำนวณในลักษณะนี้ได้ตรง ๆ

ปลดหนี้เลิกทาส
นายสมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ไทยไม่เป็นหนี้ไอเอ็มเอฟ ยังทำให้ไม่ต้องเร่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจตามกรอบที่ไอเอ็มเอฟกำหนด สามารถดำเนินการได้ตามที่รัฐบาลไทยเห็นว่า เหมาะสมกับสถานการณ์ นอกจากนี้ ยังไม่จำเป็นต้องทำการเปิดเสรีการเงินตามกรอบที่ไอเอ็มเอฟกำหนด สามารถพิจารณาได้เอง ไม่จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบเกินดุล และสามารถแก้ไขกฎหมาย 11 ฉบับที่มีการคัดค้านมาโดยตลอดได้

“หม่อมอุ๋ย” ระบุทุนสำรองลด
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ประเทศไทยชำระหนี้คืนให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) งวดสุดท้ายจำนวน 1,670 ล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดเหลือ 38,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าทุนสำรองฯ ยังอยู่ในระดับที่สูง และฐานะการเงินของประเทศยังคงแข็งแกร่ง เทียบเท่ากับมูลค่านำเข้า 3.3 เดือน และเพียงพอที่จะรองรับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านต่างประเทศ ทั้งนี้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง โดยทางการได้มีการชำระหนี้รายงวดให้กับไอเอ็มเอฟมาอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 2 ของปี 2546 โดยตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศล่าสุดในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ประมาณ 39,000ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสะท้อนเสถียรภาพทางด้านต่างประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ภาระหนี้ต่างประเทศได้มีการปรับตัวลดลงมาโดยตลอด ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2546ภาระหนี้ต่างประเทศอยู่ที่ระดับ 55,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากเดือนเมษายน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยหนี้ระยะสั้นอยู่ที่ระดับร้อยละ 21.2 และหนี้ระยะยาว ร้อยละ 78.8

ปชป.เคลมผลงาน
นายสรรเสริญ สมะลาภา รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการคณะทำงานด้านเศรษฐกิจของพรรค กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีประกาศจะชำระหนี้ให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก่อนกำหนดว่า อยู่ในวิสัยที่ทำได้ เพราะปัจจุบันมีเงินไหลเข้าประเทศจำนวนมาก โดยเฉพาะในรูปของเงินฝาก ทำให้สภาพคล่องของสถาบันการเงินท่วม และดอกเบี้ยเงินฝากต่ำลงมาก นอกจากนี้จำนวนเงิน 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับเงินที่กู้จากไอเอ็มเอฟทั้งหมด 14,400 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายสรรเสริญ กล่าวว่า การที่รัฐบาลบอกว่าประเทศไทยเป็นอิสระแล้ว เพราะชำระหนี้ไอเอ็มเอฟหมดนั้น จะสร้างความสับสนให้กับประชาชน เพราะปัจจุบันไทยไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟ และสิ่งที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้ใช้หนี้ได้ก่อนกำหนด เนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้วกู้เงินต่ำกว่าที่ไอเอ็มเอฟกำหนดถึง2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นจึงไม่อยากให้รัฐบาลนำเรื่องนี้มาเป็นผลงานมากจนเกินไป

“แน่นอนการปลดหนี้ ถ้าอยู่ในวิสัยที่ทำได้ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นการลดยอดหนี้ต่างประเทศให้ลดลง และดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายในอนาคตก็ลดลงไปด้วย ซึ่งเงิน 5,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็ไม่ถือว่ามาก เมื่อเทียบกับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอยู่ 30,000 ล้าน เพราะฉะนั้นด้านผลเสียในอนาคตคิดว่าช่วงนี้คงไม่มี” นายสรรเสริญ กล่าว

..................................................
ที่มา .....//www.manager.co.th

โดย : น้ำตาล เมื่อ : 1/08/2003 01:52 AM


โดย: ปลดแอกIMFคลังฟุ้งยกใหญ่ คนไทยกระเป๋าตุงมีเงินใช้บาน (moonfleet ) วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 เวลา:23:44:21 น.  

 
วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ทำให้ไทยต้องกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) พร้อมกับยอมรับเงื่อนไขที่เข้มงวด ซึ่งเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดและไม่อยากกลับไปอยู่ในสภาพนั้นอีก ปัจจุบันเศรษฐกิจดีขึ้นโดยลำดับ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม รัฐบาลนี้ได้ประกาศชำระหนี้ก้อนสุดท้ายกว่า 6 หมื่นล้านบาท ทำให้ไทยพ้นจากพันธกรณีกับไอเอ็มเอฟ สามารถดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเป็นของตนเอง

หมายเหตุ - เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ สถานะการเงิน-การคลังของประเทศไทย รวมทั้งการชำระหนี้งวดสุดท้ายให้กับ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งสามารถชำระก่อนครบกำหนด 2 ปี มีรายละเอียดดังนี้

วันนี้เป็นวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ชำระหนี้ก้อนสุดท้าย เมื่อเย็นวันนี้ ได้ชำระก้อนสุดท้ายคืนไอเอ็มเอฟจำนวน 6 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งได้กู้ยืมมาในช่วงเกิดวิกฤตเมื่อปี 2540 โดยไอเอ็มเอฟอนุมัติวงเงินให้ไทย 14,500 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่เบิกมาใช้จริงเพียง 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.1 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลชุดที่แล้ว(รัฐบาลนายชวน หลีกภัย) ได้ชำระไป 1 หมื่นล้านบาท แต่รัฐบาลนี้ได้ชำระครบทั้ง 5 แสนล้านบาท ทำให้ไทยพ้นจากพันธกรณีกับไอเอ็มเอฟ ประเทศไทยเคยเข้าโปรแกรมของไอเอ็มเอฟมาแล้วหลายครั้ง คือ เมื่อปี 2524, 2525, 2528 ทั้ง 3 สัญญาเป็นเงิน 982 ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้หมดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2533 แต่หลังจากนั้น 7 ปี เกิดวิกฤตอีกครั้ง เป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง

ถ้าวิเคราะห์แล้ว วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลใดหรือคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการสะสม ที่เราไม่ได้ติดตามสถานการณ์ ไม่ได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่ได้ใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด ไม่ได้รับรู้ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดอีก ครั้งนี้ขอให้เป็นครั้งสุดท้าย ที่ต้องเข้าโปรแกรมของไอเอ็มเอฟ รัฐบาลนี้พยายามแก้ไขปัญหาหลายๆ อย่าง เพื่อให้เกิดความมั่นคง ดูทิศทางทุกอย่างไม่ให้เกิดปัญหาอีก เชื่อว่าในปี 2540 จนถึงวันนี้ ยังมีหลายคนยังไม่หายเจ็บปวด บาดเจ็บอยู่ เป็นบทเรียนของหลายคนในประเทศ ต้องร่วมคิด ร่วมกันแก้ปัญหา ประเทศต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เป็นเหยื่อของการแข่งขันทุนนิยมที่เราไม่รู้เท่านั้น รัฐบาลจะทำอย่างเต็มที่ เพื่อวางกติกา วางระบบ และพัฒนาทุกๆ อย่าง เพื่อให้เรารู้เท่าทันได้อย่างทันท่วงที วันนี้ ทำไมเรากล้าใช้หนี้ไอเอ็มเอฟก่อนครบกำหนดเวลาล่วงหน้าถึง 2 ปี ก็เพราะเราสามารถปรับพลิกสถานการณ์ได้แล้ว และมีเงินทุนเพียงพอ ไม่ต้องเก็บหนี้ไว้ การใช้หนี้ครั้งนี้ทำให้ประหยัดดอกเบี้ยถึง 5 พันล้านบาท และยังสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยมากขึ้น

ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามา มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลายสาขา ภาคเกษตร รายได้เกษตรกรจากพืชผลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อปลายรัฐบาลที่แล้ว รายได้ติดลบ 3.4% ปี 2544 เพิ่มขึ้น 8.1% ปี 2545 เพิ่ม 11.7% ในปี 2546 เพิ่มขึ้น 25% ในภาคอุตสาหกรรม ปี 2544 ติดลบ ในปี 2545 เพิ่มขึ้นมา 59.5% ครึ่งปีแรกของปี 2546 เพิ่มขึ้นถึง 66.6% ตัวเลขมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนที่อัตราการว่างงานปี 2546 มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนการส่งออกดีขึ้นมาก ปี 2544 ติดลบ 1.7% เพราะเหตุการณ์ 11 กันยายน ในสหรัฐอเมริกา ส่วนปี 2545 สามารถเติบโตได้ 5.7% ปีนี้เพียงครึ่งปีแรก โตได้ถึง 19% ส่วนกำไรสุทธิของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ปี 2543 มีกำไร 4.15 หมื่นล้านบาท ปี 2544 มีกำไร 1.12 แสนล้านบาท ปี 2545 มีกำไร 1.7 แสนล้าน และปี 2546 ไม่น่าจะน้อยกว่า 2 แสนล้านบาท

ส่วนรายได้ภาครัฐบาล รายได้รวมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้รวมเพียง 9 เดือนแรกของปี 2546 มีถึง 9 แสนกว่าล้าน พอๆ กับปี 2543 ทั้งปี ส่วนดุลงบประมาณ การขาดดุลกำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2543 ประเทศไทยขาดดุล 1.2 แสนล้าน ปี 2544 ขาดดุล 1.1 แสนล้าน ปี 2545 ขาดดุล 1.26 แสนล้าน แต่ในปี 2546 เพียงแค่ 9 เดือนแรก ก็เกินดุลแล้ว 1.46 หมื่นล้าน สถานการณ์ด้านงบประมาณดีขึ้นมาก

ส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศ ปี 2543 มี 32,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2544 เพิ่มเป็น 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2545 เพิ่มเป็น 38,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2546 เมื่อชำระหนี้ไอเอ็มเอฟหมดแล้ว จะมีทุนสำรอง 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าไทยมีสถานะการเงินแข็งแกร่งมาก

รัฐบาลขอยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศไทยวันนี้ ผมอยากจะบอกให้พี่น้องประชาชนให้มีความมั่นใจ และภูมิใจในความเป็นคนไทย ว่าวันนี้เราไม่มีพันธะใดๆ สิ่งที่จะทำต่อไปก็คือว่า จะต้องทำประเทศให้เข้มแข็ง

ปี 2545 ผมตั้งเป้าเศรษฐกิจ 5 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่มีใครเชื่อ ตอนนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขาตั้งว่าจะโตแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ ต่างกันถึง 150 เปอร์เซ็นต์ แต่ในที่สุดรัฐบาลก็ทำได้คือโต 5.2 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2546 ผมตั้งเป้า 6 เปอร์เซ็นต์ แม้จะประสบปัญหาโรคซาร์ส แต่มั่นใจว่าไม่เกินความสามารถ เชื่อว่าจะทำได้ใกล้เคียงคือเกิน 5.5 เปอร์เซ็นต์แน่นอน เพราะข้าราชการและเอกชน ประชาชนมีกำลังใจ และไม่ใช่วิสัยของรัฐบาลนี้ที่จะงอมืองอเท้า เราต้องกำหนดชีวิตเราเอง ตั้งใจว่าปีหน้าจะทำให้ดีกว่านี้อีก คนไทยต้องมีงานทำ ต้องกระจายความเจริญไปสู่รากหญ้า ให้ความเจริญกระจายไปอย่างทั่วถึง ต้องปรับเศรษฐกิจให้ได้

รัฐบาลนี้ทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน คือใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบ 2 แนวทาง คืออาศัยทั้งเศรษฐกิจภายในประเทศและการส่งออก จากเดิมที่เราพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก รัฐบาลนี้ได้กระจายเศรษฐกิจไปยังรากหญ้า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่มีกำลังใจ ไม่สู้ แต่รัฐบาลมีทิศทางที่จะทำให้ท่านสู้ และสิ่งนี้จะเกิดไม่ได้ ถ้าราชการไม่ทุ่มเท 2 ปีครึ่งของรัฐบาลชุดนี้ข้าราชการเหนื่อยกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ทุกคนทุ่มเท และทำให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

การใช้หนี้วันนี้ทำให้ประเทศหมดพันธกรณีหลายๆ อย่าง เราไม่ต้องขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ต้องทำตามคำสั่งของไอเอ็มเอฟ เราสามารถที่จะเลือกยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง ยืนยันว่ารัฐบาลนี้จะดำรงภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ ไม่ขึ้นเป็น 10 เปอร์เซ็นต์อย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ การพ้นจากไอเอ็มเอฟ ทำให้รัฐบาลสามารถจะแก้ไขกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ 11 ฉบับ(ซึ่งออกในสมัยนายชวน หลีกภัย) ที่หลายฝ่ายห่วงใยกันอยากให้มีการแก้ไข ซึ่งรัฐบาลได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุยและสรุปว่าจะแก้ไขกฎหมายบางฉบับ คือ 1.กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ ซึ่งตามข้อกำหนดของไอเอ็มเอฟต้องขายมาใช้หนี้ แต่เราจะกระจายหุ้นในตลาด เพื่อขยายตลาดอย่างมืออาชีพ และตรวจสอบด้วยระบบจะเข้มแข็ง ทำให้รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ขายมาใช้หนี้ เพราะไม่จำเป็น จึงจะมีการออก กม.ปรับปรุงพัฒนารัฐวิสาหกิจเพื่อปรับปรุงองค์กร 2.กฎหมายล้มละลาย ให้มีความเป็นธรรมลูกหนี้และเจ้าหนี้ 3.กฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าว รักษาผลประโยชน์ประชาชน พันธสัญญาต่างตอบแทน 4.กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 5.กฎหมายอาคารชุด 6.กฎหมายประกันสังคม ซึ่งจะมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น

ต่อไปนี้รัฐบาลมีภารกิจทำต่อ เพื่อให้ตัวเลขเศรษฐกิจเป็นอย่างนี้ต่อไป ที่ผ่านมาขาดดุลและหนี้มาก แต่ปัจจุบันหนี้ลดลงและปรับเป็นบวก เพราะส่งเสริมเศรษฐกิจรากหญ้า ไม่ส่งเสริมการนำเข้า เพื่อมาแทรกแซงการส่งออก รัฐบาลท่องคาถา "ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาส"

เราจะเดินหน้าต่อไปในเรื่องการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน เพื่อให้ดินที่รกร้างว่างเปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์มาเป็นทุนได้ เพื่อนำมาต่อยอดให้กองทุนหมู่บ้านที่ดี กลายเป็นธนาคารประจำหมู่บ้าน ใช้ระบบเทคโนโลยีมาบริหารจัดการ ใช้ผู้ว่าฯซีอีโอมาพัฒนาประเทศ เร่งปฏิรูปการศึกษาในทุกๆ ด้าน พร้อมเร่งปราบปรามยาเสพติด ใช้ความเด็ดขาดอย่างต่อเนื่อง โดยขอให้ผู้มีอิทธิพลทั้งหลายหยุดการกระทำที่ผิดกฎหมาย ให้ธุรกิจใต้ดินถูกจัดการเสียภาษีให้อย่างถูกต้อง ไม่มีระบบมาเฟีย

วันนี้ เป็นอีกวาระหนึ่ง ซึ่งผมเพิ่งลงนามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการใช้ การชัก ธงชาติ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถที่จะชูธงชาติได้สะดวกขึ้น ไม่มีข้อกฎหมายอะไรห้ามไว้ ผมเห็นนานาประเทศใช้ธงชาติอย่างชัดเจน ผมขอถือโอกาสนี้ ใช้พันธกรณีที่ปลดหนี้จากไอเอ็มเอฟได้ ให้ช่วยกันชักธงชาติให้เป็นหนึ่ง เหมือนประเทศทุนนิยมที่ประสบผลสำเร็จ ที่จะมีเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก โดยใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ของผลประโยชน์แห่งชาติ จึงอยากให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศชักธงชาติเพื่อแสดงให้เห็นว่า เราได้หมดหนี้จากไอเอ็มเอฟแล้ว โดยทุกส่วนราชการได้สั่งให้ปักธงไว้แล้ว

ส่วนสินค้าที่เหมาะสม ก็สามารถใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ได้ ขอให้ชูธงเพื่อชูชาติ วันนี้ อยากจะบอกว่า รัฐบาลได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ และเพิ่มบทบาทในระดับนานาชาติ เพื่อให้คนไทยมีงานทำ และในสิ้นปีนี้ เราจะมีทุนสำรองที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ วันนี้ถือโอกาสขอบคุณมิตรประเทศ ที่ให้ไทยได้กู้ยืมเงินในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า เพื่อนยามยาก โดยญี่ปุ่นให้เรากู้เท่ากับไอเอ็มเอฟ ธนาคารกลางของจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ออสเตรเลีย และแคนาดา รวมถึงอินโดนีเซียที่เอ่ยปากให้ไทยกู้เงินจำนวน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทุกวันนี้ ไอเอ็มเอฟไม่ได้ผิดอะไรกับเรา การให้ยารักษาเราในช่วงปี 2524-2525 เป็นการให้ยาที่ถูกต้องถูกสมัย เพราะช่วงนั้น เรามีคนไทยไปร่วมทำงานกับไอเอ็มเอฟด้วย เขายินดีรับฟังคนของเรา แต่งวดนี้ ยาของไอเอ็มเอฟผิด ทำให้เราต้องเสียหายมากกว่าที่ควรจะเป็น แต่ขณะนี้ ความเสียหายในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงิน เป็นวงเงิน 1.4 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ที่ได้ตกลงกันแล้วว่า จะจัดการหนี้เหล่านี้ให้เรียบร้อย โดยจะไม่มีผลกระทบต่องบประมาณของประเทศไทย ทีแรกธนาคารแห่งประเทศไทย แสดงเจตจำนง จะนำรายได้ของธนาคารแห่งประเทศไทยไปใช้หนี้ โดยกำหนดว่าจะใช้เวลาประมาณ 29 ปี แต่วันนี้แนวโน้มเหล่านี้ หนี้ที่เกิดจากการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินคาดว่าจะสามารถชำระหนี้คืนได้หมดโดยเร็ว เพราะหนี้เหล่านี้เป็นหนี้เงินบาท ไม่มีปัญหา เหมือนเงินสกุลต่างประเทศ แต่วันนี้หนี้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศเราใช้หนี้หมดแล้ว

วันนี้เราต้องมีกำลังใจ ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ทำธุรกิจ ครอบครัว และกิจวัตรอย่างดีที่สุด ด้วยความทุ่มเท และประเทศไทยเราจะเข้มแข็ง ไม่มีวันที่จะกลับไปสู่ไอเอ็มเอฟอีก หากผมยังอยู่ ผมจะวางระบบและจะทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อให้คนที่มารับงานต่อจากผม มาทำงานอย่างเป็นระบบ โดยจะได้ไม่ต้องพาคนไทยเข้าไอเอ็มเอฟอีก ขอแสดงความยินดีและดีใจกับประชาชนคนไทย สำหรับชัยชนะที่เราได้ร่วมกันพิชิตในวันนี้ (หน้า 2 มติชน ฉบับวันที่ 1 ส.ค. 2546)



โดย : sod


โดย: โดย : sod (moonfleet ) วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 เวลา:23:47:01 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

moonfleet
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาได้ หากไม่เคยเป็นความฝันมาก่อน
New Comments
Friends' blogs
[Add moonfleet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.