" เรื่องราวต่างๆเป็นดั่งทองคำในเทพนิยาย เมื่อคุณแจกจ่ายไปมากขึ้น คุณก็ได้รับกลับมามากขึ้น " พอลลี แมคไกวร์
Group Blog
 
 
มีนาคม 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
10 มีนาคม 2551
 
All Blogs
 
0059. RE-IMAGINE ! : 1ใน 109 หนังสือควรอ่าน จาก นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร






เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ Re-imagin! .....





หนังสือน่าอ่าน

Re-imagine!
Book Description
More than just a how-to book for the 21st Century, Re-imagine! is a call to arms -- a passionate wake-up call for the business world, educators, and society as a whole. Focusing on how the business climate has changed, this inspirational book outlines how the new world of business works, explores radical ways of overcoming outdated, traditional company values, and embraces an aggressive strategy that empowers talent and brand-driven organizations where everyone has a voice.

About the Author
Author, provocateur, and business visionary Tom Peters is recognized around the globe as one of the most influential and revolutionary management gurus of the last century. The author of more than 10 best-selling books on innovative business practices, including the groundbreaking In Search of Excellence, Peters gives more than 100 major seminars each year and serves as the chairman of Tom Peters Company.

Foreword: I'm Mad as Hell
Business is cool. Or at least it can be. But bankrupt "business practices" keep us from reckoning fully with the workplace revolution that is now under way. In the New Economy, people must grasp the power that comes with taking responsibility for their professional lives. The harsh news (but also the exciting news): THIS IS NOT OPTIONAL.

Introduction: New War. New Business.
On September 11, 2001, a tiny band of Internet-savvy fundamentalists humbled the world's only superpower. The terrorists conceived the ultimate "virtual organization"--fast, wily, flexible, determined. And then they trumped the bureaucratic behemoths lined up against them. This is not a book about the war on terror. But it is a book about the war on terror. It is about the failure of organizations invented for another era.

น.ต.ศิธา ทิวารี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ (๔ พ.ย.) ว่า ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม นายกรัฐมนตรีได้แนะนำให้คณะรัฐมนตรีได้อ่านหนังสือชื่อ Re-Imagine ที่เขียน โดย ทอม ปีเตอร์

ซึ่งนายกรัฐมนตรีอ่านไปเพียงครึ่งเล่มแล้วพบว่า หนังสือได้กล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในอนาคตและสิ่งที่เกินความคาดหมายของเราในปัจจุบัน โดยหนังสือเล่มนี้จะสอนให้เรารู้จักคิดหรือจินตนาการที่เกินจากความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งการที่เราจะจินตนาการจนเกินจากความเป็นจริงได้ จะต้องประกอบด้วยวิสัยที่แหลมคมและสามารถวิเคราะห์ได้ นายกรัฐมนตรีจึงได้แนะนำว่า หากใครมีเวลาว่างก็ให้ไปอ่านหนังสือเล่มนี้




Create Date : 10 มีนาคม 2551
Last Update : 10 มีนาคม 2551 11:50:41 น. 17 comments
Counter : 2902 Pageviews.

 
Resource://advisor.anamai.moph.go.th/re_im.html

การสร้างจินตนาการใหม่
(สร้างธุรกิจให้เป็นเลิศ ในยุคแห่งความผันผวน และไร้ระเบียบ)

Re-imagine !
(Business Excellence in a Disruptive Age)

เรียบเรียงโดย นพเก้า ห่อนบุญเหิม
นักพัฒนาระบบราชการ 5 สำนักงาน ก.พ.ร.

องค์กรธุรกิจสมัยใหม่ (New Business) จะมีรูปร่าง และลักษณะขององค์กรแบบเสมือนจริง (Virtual Organization) ซึ่งหมายถึง องค์กรซึ่งดำรงอยู่ด้วยเครือข่าย หรือพันธมิตรของบริษัทที่เป็นอิสระ และดำเนินการร่วมผลประโยชน์ของธุรกิจเฉพาะ ที่มีการดำเนินกิจกรรมด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ มีประสิทธิภาพสูงสุด มีการวางกลยุทธ์ในการดำเนินกิจกรรม และสามารถยืดหยุ่น ปรับตัวได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ซึ่งรูปแบบดังกล่าว Tom Peters อธิบายไว้ว่า ได้มีแบบอย่างมาจาก พวกเครือข่ายกลุ่มลัทธิก่อการร้ายข้ามชาติ (Terrorist) ในปัจจุบัน

ผู้เขียนต้องการมุ่งเน้นให้ผู้อ่านเรียนรู้ วิธีการปฏิวัติการบริหารจัดการ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก ที่เปลี่ยนแปลงไป ที่จะทำให้องค์กรธุรกิจ สร้างธุรกิจให้ดีเลิศ ในยุคแห่งความผันผวน และไร้ระเบียบ (Disruptive Age หมายถึง ยุคแห่งการสร้างความแตกต่าง ที่ไม่เหมือนคู่แข่งขันรายอื่นๆ) วิธีการบริหารจัดการรูปแบบเดิม ที่เคยใช้กันมาจำเป็นต้องถูกทำลายล้าง และเปลี่ยนแปลงสร้างขึ้นมาใหม่ บุคคลในองค์กรธุรกิจ และองค์กรอื่นๆ สามารถทำการเปลี่ยนแปลงองค์กรที่พวกเขาทำงานอยู่ เปลี่ยนแปลงแนวทางการทำงาน และการดำรงชีวิต โดยการทบทวนความนึกคิด จินตนาการที่เกินจากความเป็นจริงในปัจจุบัน ทบทวนพิจารณาสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ในที่ทำงานด้วยความรู้สึก ที่ไม่มีอคติ ไม่มีกิเลส ความโลภโกรธหลง รู้จักปล่อยวาง (Light-hearted) เปลี่ยนไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ด้วยความกระหาย และกระตือรือร้น ที่จะทำการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างความสดชื่น ร่าเริง ให้กลับมาเกิดขึ้นใหม่ กับทุกๆ คย ภายในองค์กร

Tom Peters ได้เขียนถึงเหตุการณ์วินาศกรรม ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา (9/11) เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 หรือ Spetember 11, 2001 กลุ่มผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ (Terrorist) ที่มีชื่อเรียกว่า Al-Qaeda ได้ก่อวินาศกรรม ทำลายล้างถล่มตึก World Trade Center เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คนทั่วโลก ตระหนักถึงการทำลายล้าง ของเครือข่ายกลุ่มลัทธิก่อการร้ายข้ามชาติ ที่สามารถสั่นคลอนประเทศมหาอำนาจ ทำให้ทุกคนเริ่มกลับมาทบทวนความคิดต่างๆ ที่ผ่านมา เขากล่าวว่า ทุกๆ สิ่งในโลกปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงหลังจากเกิด 9/11 ซึ่งในอนาคตองค์กรต่างๆ ทั้งภาคเอกชน และภาครัฐ จะต้องเตรียมความพร้อม สำหรับปัญหาการถูกทำลาย จากสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นตัวตน นั่นคือ ปัญหากลุ่มผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ และปัญหาเรื่องอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นเหนือความคาดหมายของเรา ทุกองค์กรต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง โดยทำลายล้างความนึกคิดแบบเดิม และจินตนาการความคิดให้เกิดขึ้นใหม่ (จินตนาการที่เกินจากความเป็นจริงในปัจจุบัน) โดยอาศัยวิสัยทัศน์ที่แหลมคม ซึ่ง Tom Peters มีคำแนะนำบางอย่างที่น่าสนใจ ดังนี้

กำหนดกลยุทธ์ใหม่ (New Strategy)
กำหนดยุทธวิธีในการทำการแข่งขันใหม่ (New Tactics)
มีการสร้างนักรบ หรือทรัพยากรมนุษย์รุ่นใหม่ (New Soldier)
มีการสร้างระบบ และเครื่องมือการจัดการขึ้นมาใหม่ (New Weapon)
มีการกำหนดรูปแบบการสั่งการ และการควบคุมใหม่ (New Command - and - Control Model) เป็นลักษณะการผสมผสาน โดยการสื่อสารแบบข้ามฝ่ายกัน (Cross - functional Communication)
เตรียมพร้อมรับมือกับศัตรูในรูปลักษณ์ใหม่ (New Enemy) ที่มีความบ้าคลั่ง (Fanatical) เจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก (Elusive) และมีประสิทธิภาพครอบคลุมเครือข่ายโดยแท้จริง (Virtual)
Tom Peters นำแนวความคิดของ องค์กรเสมือนจริง Virtual Organization เสนอผู้อ่านให้ผู้อ่านได้เข้าใจว่า Virtual Organization สามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการ กับธุรกิจสมัยใหม่ได้อย่างไร




โดย: การสร้างจินตนาการใหม่ : เรียบเรียงโดย นพเก้า ห่อนบุญเหิม (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:11:15:30 น.  

 
การสร้างจินตนาการใหม่ : เรียบเรียงโดย นพเก้า ห่อนบุญเหิม


Tom Peters นำแนวความคิดของ องค์กรเสมือนจริง Virtual Organization เสนอผู้อ่านให้ผู้อ่านได้เข้าใจว่า Virtual Organization สามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการ กับธุรกิจสมัยใหม่ได้อย่างไร




แผนภาพที่ 1 องค์กรแบบเสมือนจริง
ที่มา : //www.usfca.edu

หนังสือ Re-imagine มีแนวคิดเกี่ยวกับ การปรับตัวขององค์กรธุรกิจ ให้เข้ากับโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่มีความผันผวน และความหวาดกลัวของธุรกิจในอนาคต ความแน่นอนคือ ความไม่แน่นอน (Uncertainty is the only thinf to be sure of) บทเรียนจากความล้มเหลวของธุรกิจที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นถึงกลีบุคของแรงงานในอนาคต ที่กำลังจะเกิดขึ้น ความวิตกกังวลกับแรงงานทางสมอง (White-Collar) ว่าจะสามารถปรับตัวได้อย่างไร กับโลกแห่งการทำลายล้างอย่างไร้ระเบียบ ซึ่งแรงงานลักษณะที่ใช้สมอง เช่น พวกครู เจ้าหน้าที่ในออฟฟิศ และเจ้าหน้าที่ของสถานที่ราชการ ที่ไม่ได้ใช้แรงงานทางกายโดยทั่วไป (White-Collar) เหล่านี้ จะถูกถ่ายเทไปยังที่อื่น และหมดสิ้นไปในไม่ช้า นอกจากนี้ เพื่อเป็นสิ่งกระตุ้นให้องค์กรธุรกิจ และทุกคนภายในองค์กรอื่นๆ ได้ทบทวนความนึกคิด (Re-imagine) และทำลายอุปสรรค ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในอดีต สร้างจินตนาการใหม่ ในการประดิษฐ์ ออกแบบ และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ให้เกิดขึ้นกับองค์กรธุรกิจในยุคปัจจุบัน และอนาคตต่อไป โดยสิ่งที่จะต้องทำ และต้องปรับเปลี่ยนโดยทันที คือ

สร้างวัฒนธรรมในการปรับเปลี่ยน (โปรดดูแผนภาพที่ 2)
มีการทำงานร่วมกันเป็นทีมงาน โดยยกเลิกระบบการแบ่งงานกันทำ (Division of Labor)
มีการทำงานโดยไม่ยึดถือรูปแบบมากเกินไป
มีวัฒนธรรมในการยอมรับกัน อะลุ่มอะล่วย ยอมที่จะเปลี่ยนแปลง
มีเป้าหมายที่จะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จร่วมกัน โดยมีการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน (Shared Vision)



แผนภาพที่ 2 การบริหารการเปลี่ยนแปลง
ที่มา : //www.lachlangroup.com/changemodel.html

สำหรับการศึกษาความอยู่รอดของแรงงาน ความมั่นคงในอาชีพของพนักงานในสำนักงานต่างๆ ในตลาดเศรษฐกิจใหม่ หรืออนาคต Tom Peters กล่าวว่าหลักการของเขา (Peters' Principles) อาจช่วยให้คนในองค์กรต่างๆ สามารถต่อสู้กับวิกฤติได้ ดังนี้

ต้องสร้างพลังบางรูปแบบ เกิดความกระตือรือร้นให้หลงใหลในสิ่งที่ทำ (Passion) ทำให้เกิดความตื่นเต้นท้าทาย (Excitement)
ต้องมีแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดในชีวิต (Vitality) และจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurial spirit)
ต้องพยายามสร้างตราสัญญลักษณ์ หรือตราสินค้า เฉพาะของตนเองขึ้นมา (to the Brand you thing)
สร้างคุณค่า และบริการ (Value and services)
สร้างความฝัน (Dreams) สะสมประสบการณ์ (Experiences) และแสวงหาทางออก / คำตอบ (Solutions)
ต้องเป็นนักออกแบบ (Designers) ที่มีจิตวิญญาณ (Soul) และวิสัยทัศน์ (Visions) สามารถสร้างจินตนาการ ในเรื่องที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
แสวงหาความรู้ (Educate) ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในระดับสูง (Higher-skilled, higher-paying)
ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจ (บุคคล) มาสนับสนุนความคิดของคุณ
เริ่มต้นทันที จงลืม และให้อภัยกับสิ่งต่างๆ ในอดีต แล้วทำสิ่งใหม่อะไรก็ได้ให้เกิดขึ้น


โดย: การสร้างจินตนาการใหม่ : เรียบเรียงโดย นพเก้า ห่อนบุญเหิม (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:11:18:38 น.  

 
การสร้างจินตนาการใหม่ : เรียบเรียงโดย นพเก้า ห่อนบุญเหิม

...
นอกจากนี้ ความสำเร็จจากการนำเสนอแนวความคิดผ่านหนังสือ ซึ่งเขาเคยเขียนในอดีต ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี (เช่น In Search of Excellence ในปี 1982, Thrieving on Chaos ในปี 1987 และ The Circle of Innovation ในปี 1997 เป็นต้น) Tom Peters แสดงความคิดเห็นว่า ทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง ไม่สามารถนำมาใช้ในสถานการณ์โดยเฉพาะได้ จะต้องมีการผสมผสานความพอดี ของทฤษฎี ดังนั้น หนังสือธุรกิจ หรือตำราด้านธุรกิจยุคเก่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้กับโลกธุรกิจยุคใหม่ ที่มีความสลับซับซ้อนยุ่งเหยิง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่ผู้บริหารขององค์กรภาคเอกชน และองค์กรภาครัฐต้องปรับตัวให้ทัน เรียนรู้เพิ่มพูนทักษะชั้นสูง ในเรื่องของการสร้างสรรค์ให้เกิดแนวความคิดใหม่ ด้านบริหารจัดการ ที่สำคัญ คือ การสร่างให้เกิดภาวะผู้นำ (Leadership) โดยทุกคนที่เกี่ยวข้องในโลกใหม่ ต้องปรับเปลี่ยนจากผู้ที่คอยตามคนอื่นๆ มาเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต



แผนภาพที่ 3 ภาวะผู้นำ
ที่มา : //www.bredemeyer.com/architect.htm

เนื้อหาในหนังสือ Re-imagine ! แบ่งออกเป็น 8 ส่วน แยกรายละเอียดออกเป็น 25 บท ในภาพรวมผู้เขียนบรรยายถึงโลกธุรกิจสมัยใหม่ (New Business) ในบริบทของสิ่งต่างๆ ที่เป็นสิ่งใหม่ อาทิเช่น สิ่งแวดล้อม และการสร้างความคิดใหม่ เทคโนโลยีใหม่ การสร้างคุณค่าใหม่ การสร้างตราสินค้า หรือตราสัญญลักษณ์ใหม่ ตลาดธุรกิจที่เกิดขึ้นใหม่ แรงงานที่เกิดใหม่ และที่ใกล้หมดไป เป็นต้น ผู้เขียนชี้ให้เห็นความจำเป็น ในการปรับเปลี่ยนวิธีคิด และวิธีการทำงาน เพื่อรับมือกับโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดน ด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร เป็นโลกที่ผันผวน ไร้ระเบียบแบบแผน องค์กรแบบเก่าใช้ไม่ได้แล้ว ผู้บริหารต้องปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่ Virtual Organization หรือองค์กรแบบเสมือนจริง ในลักษณะไม่มีตัวตน อย่างเป็นรูปธรรม ที่สามารถจับต้องกันได้ ไม่มีสำนักงานที่ประกอบด้วยโต๊ะ เก้าอี้ ไม่มีลักษณะขั้นตอนการบังคับบัญชาในแนวดิ่ง โดยเปลี่ยนเป็นแบบแผนราบ เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายการทำงาน และต้องเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Knowledge-based Organization)

เนื้อหาอย่างละเอียดในแต่ละบทนั้น ผู้เรียบเรียงได้สรุปประเด็นที่สำคัญ และน่าสนใจ สามารถนำมาปรับใช้ได้กับทุกๆ องค์กร มีดังนี้

โลก กับการทบทวนความคิดใหม่


โดย: การสร้างจินตนาการใหม่ : เรียบเรียงโดย นพเก้า ห่อนบุญเหิม (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:11:20:20 น.  

 
การสร้างจินตนาการใหม่ : เรียบเรียงโดย นพเก้า ห่อนบุญเหิม

โลก กับการทบทวนความคิดใหม่
ในการสร้างองค์กรพันธุ์ใหม่ ต้องมีการทำลายล้างระบบการบริหารงาน แบบราชการ โดยผลักดันให้ทุกคนในองค์กร มีความนึกคิด หรือจินตนาการ กระตุ้นการสร้างสรรค์แนวความคิดใหม่ กล้าทำ กล้าตัดสินใจ สร้างอาชีพ และความรับผิดชอบต่ออาชีพของตน ให้ประสบความสำเร็จในอาชีพนั้นๆ ผลักดันให้ทุกคนเกิดความคิด ในการเป็นเจ้าของกิจการ (Entrepreneurial Spirit) ซึ่งหมายถึง บุคคลที่พร้อมจะสร้างธุรกิจใหม่

ในยุคศตวรรษที่ 20 ธุรกิจมีการนำเอา การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic planning) มาใช้กับองค์กร และเน้นในเรื่องของการบริหารคุณภาพ (เช่น TQM) แต่ในยุคศตวรรษที่ 21 และอนาคตเศรษฐกิจยุคใหม่นั้น เราต้องการบางสิ่งที่แตกต่างจากของเดิม อย่างสิ้นเชิง เพื่อทำให้เกิดสิ่งที่ดีกว่า เราจึงต้องพร้อมที่จะเล่นเกมส์ใหม่ของโลกธุรกิจด้วย

รักษาความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน (Sustainable Competitive Advantage)
สร้างพื้นฐานความคิดที่มีคุณค่า จากโอกาสทางธรุกิจใหม่ที่มีอย่างไม่จำกัด
ยืดแบบอย่าง และปฏิบัติตามกฎของคนที่ชอบการสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆ
กล้าที่จะเสี่ยง โดยไม่กลัวความล้มเหลว เพราะความสำเร็จ และคววามล้มเหลว เป็นของคู่กัน เป็นวัฏจักร (Success-tofailure cycles)
ใช้เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร (Info tech) ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง
เริ่มต้นก่อนคนอื่น ด้วยความมั่นคง และสม่ำเสมอ
การทำลายล้างความคิดเก่า เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
Kelvin Kelly (Change watcher) กล่าวว่า "การทำลายองค์กร เป็นสิ่งที่ทำง่ายมากกว่าการเปลี่ยนแปลงองค์กร (kill an organization easier than change it)" สิ่งที่จะสามารถทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น และสำเร็จลงได้ คือ เงื่อนไขที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ (imperative) และการกำหนดเงื่อนไขผูกมัดด้านเวลา หมายถึง เหมาะสมกับเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลง และเหมาะสมกับเวลาที่จะต้องทำลาย (it is time to take change, time to destroy)

ในอดีต วิธีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งบริษัทต่างๆ ใช้กัน อาจเป็นสาเหตุให้บริษัทต้องพบกับความล้มเหลว ตัวอย่างเช่น บริษัทใหญ่ๆ ทั้งหลายพังพินาศ จากการที่มีความเชื่อมั่นว่า ลูกค้าถูกต้องเสมอ (The xustomer id always right) พวกเขาล้วนแต่ฟังลูกค้า และตอบสนองทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการ เมื่อบริษัทสามารถตอบสนองลูกค้าได้ ก็จะมีผลให้บริษัทสามารถมีกำหรอย่างมหาศาล แต่ความเป็นจรองแล้ว หากเมื่อใกที่บริษัทไม่สามารถตอบสนองลูกค้าได้ อาจเป็นเพราะสาเหตุที่ไม่มีการพัฒนาการบริหารจัดการเทคโนโลยี ไม่ได้รับการพัฒนาส่งผลให้เกิดความล่าช้า ในการบริการ ท้ายสุดจะส่งผลให้บริษัทนั้นพังพินาศ ดังนั้น จึงควรเปลี่ยนควาามคิดแบบเดิมนั้นเสียใหม่ เพราะลูกค้าไม่จำเป็นต้องถูกเสมอ (The customer isn't always right)

การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงของคนทำงานประเภทนั่งโต๊ะทำงาน และใช้สมอง กำลังจะหมดไป (White-Collar Cataclysm)
จากการทำนายของนักเศรษฐศาสตร์ อย่างน้อยที่สุด 80% ของงานที่ใช้แรงงาน ประเภทนั่งอยู่กับโต๊ะ ในที่ทำงาน (White-collar job) ที่ทำงานในภาคการผลิตทุกวันนี้ จะหายไป หรือถูกเคลื่อนย้ายสับเปลี่ยนไปจากเดิม ในระยะเวลา 15 ปีนับจากนี้ ในอนาคต แรงงานลักษณะดังกล่าวจะหมดไป อันเป็นผลกระทบมาจาก การจัดโครงสร้างองค์กรแบบแบนราบ (Flat Organization) และองค์กรที่ไม่มีรูปแบบราชการ (Non-bureaucratic Organization) ระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้โฉมหน้าของตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงด้วย มนุษย์มิจำต้องทำงานในสำนักงาน หรือโรงงานอีกต่อไป หากสามารถทำงานในที่ห่างไกลจากสำนักงาน หรือโรงงานได้ รวมทั้งนั่งทำงานในบ้านได้ด้วย

ระบบการทำงานกำลังแปรเปลี่ยนเป็น Teleworking และคนงานกำลังแปรสภาพ เป็น Teleworkers ทั้งหมดนี้ ทำให้ระบบการแบ่งงานกันทำ (Division of Labour) แปรเปลี่ยนไปอย่างสำคัญ ความมั่นคงปลอดภัยในการจ้างงาน จะไม่มีอีกต่อไป ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่พวกเราจะเตรียมความพร้อมที่จะหลุดจาก การเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง ซึ่งมันอาจจะสายเกินไป หากพวกเราไม่ทำตั้งแต่วันนี้

เทคโนโลยีสารสนเทศ จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง (Info Tech Change Everything)
อินเตอร์เนททำให้ฝันทุกอย่างเกิดเป็นจริงได้ เช่น ความฝันของบริษัทธุรกิจที่จะมีลูกค้าจำนวนมหาศาล ความฝันที่อยากจะมีการทำธุรกรรม โดยไม่สะดุด หรือติดขัด และความฝันที่จะขยายธุรกิจของตน ไปสู่ตลาดแห่งใหม่ทั่วโลก Web is everything ! เครือข่ายเทคโนโลยีสมัยใหม่ สามารถควบคุมผู้บริหาร ไปจนถึงพนักงานขององค์กร จากองค์กรไปจนถึงลูกค้า การคิดค้นนวัตกรรมให้เกิดกับองค์กรธุรกิจ (องค์กรอื่นๆ) จะทำให้มีความได้เปรียบ และได้ผลประโยชน์ในการแข่งขันอย่างมาก

Tom Peters ได้สรุปลักษณะองค์กรสมัยใหม่ ควรจะมีรูปแบบดังนี้
องค์กรแบบแบนราบ (Flat) ไม่มีรูปแบบของระบบราชการ
บูรณาการอย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น (Systemically integrated) มีลักษณะเชื่อมโยงอุปสงค์ อุปทานแบบะห่วงโซ่ (Supply & Demand Chain)
เชื่อมโยงการสื่อสารโดยอินเตอร์เนท
เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
ทำงานได้ทุดเวลา และทุกสถานที่
ตอบสนองสิ่งต่างๆ ได้อย่างทันทีทันใด
"ลูกค้า" เป็นจุดศูนย์กลาง (Customer-centric)
สินค้า และบริการสามารถตอบสนองลูกค้าได้รวดเร็ว ทันกับความต้องการ
การเปลี่ยนแปลงจากศูนย์ต้นทุน (Cost center) ไปสู่องค์กรแห่งการให้บริการอย่างมืออาชีพ (The Professional Service Firms / PSFs)
องค์กรแห่งการให้บริการอย่างมืออาชีพ (PSFs) หมายถึง ทำให้องค์กรเสมือนจริงที่มีมูลค่าเพิ่ม หลักการในการปฏิบัติที่จะทำให้องค์กรเป็นแบบ PSFs มีดังนนี้

มีโครงการที่ทำให้เกิดผลผลิต และผลลัพธ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงสุด
ดำเนินการแสวงหา "ลูกค้า" ในกลุ่มใหม่ๆ
คิดค้นโครงการที่สุดเฉียบ (WOW Project)
พนักงานทุกคนมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น
มีวัฒนธรรมองค์กรที่ท้าทาย และชอบผจญภัยกับการเสี่ยงภัย
ระบบการคิดที่มีระเบียบแบบแผน และสามารถสร้างมูลค่า ให้เกิดกำไรอย่างมหาศาล เช่น การพัฒนาแผนกต่างๆ finance, logistic, IS, HS เป็นต้น
ทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มความสามารถ ให้คุ้มกับผลตอบแทนที่องค์กรจ่าย
มีระบบการรับฟังความคิดเห็น (feedback) จากลูกค้า (Outside Clients) ซึ่งจะต้องผ่านการประเมินมากกว่า 25%
PSFs 90% จะสำเร็จได้ขึ้นอยู่กับ การยอมรับของจิตใจ หากต้องการชนะ และอยากให้องค์กรของตนเองโดดเก่น ต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทันที เดี๋ยวนี้เลย !
Tom Peters ยกตัวอย่างบริษัทที่โดดเด่น และมีแนวทางการบริหารจัดการองค์กร แบบการให้บริการอย่างมืออาชีพ ได้แก่ บริษัท DELL, IBM, Harly-Davidson แต่ละบริษัทมีความโดดเด่น ที่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจ การให้บริการแก่ลูกค้ามาโดยตลอด มีการถ่ายทอดความรู้ตกทอดมาหลายรุ่น มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญอย่างสูง ที่คู่แข่งสามารถลอกเลียนแบบได้ กล่าวโดยสรุปคือ องค์กรสมัยใหม่จะต้องมีความโดดเด่นทางด้านประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่ยาวนาน มีทางออก หรือแก้ไขปัญหาให้กับฃูกค้า ได้มีเทคโนโลยีชั้นสูง ที่เหนือกว่าคู่แข่ง (High-Technologies) และมีการสะสมของข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ สามารถถ่ายทอดให้รุ่นต่อๆ ไปได้

การแสวงหาประสบการณ์เป็นสิ่งที่ควรกระทำ
การขับเคลื่อนให้องค์กรเข้าสู่ วัฏจักรแห่งคุณค่า หรือห่วงโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) หมายถึง การทำให้เกิดสิ่งต่างๆ ที่มากขึ้นกว่าเดิม โดยมุ่งเน้น และพิจารณาอย่างละเอียดอ่อน ในรายละเอียดนามธรรมของสินค้า และบริการ เช่น ความสะดวก ความอบอุ่น ความเป็นมิตร ความไว้ใจ และน่าเชื่อถือ สิ่งต่างๆ ที่เป็นรายละเอียดของสินค้า และบริการ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องได้มาจากการสะสม ประสบการณ์ที่ได้รับจากบทเรียนในอดีต การศึกษา ทักษะชั้นสูง และความชำนาญอย่างมืออาชีพ อันจะเป็นส่วนสำคัญ เป็นแก่นแท้ของการดำเนินธุรกรรมทางเศรษฐกิจปัจจุบัน และอนาคต ที่มีเงินมูลค่ามหาศาล เป็นเดิมพัน

การมีประสบการณ์มากขึ้น จะทำให้เรามีจินตนาการมากขึ้น ความคิดที่กว้างไกล และออกนอกกรอบ จะช่วยเติมความฝันให้จริงยิ่งขึ้น ธุรกิจ และโลกสมัยใหม่นั้น ต้องการมากกว่าที่คนเราจะกระทำสิ่งต่างๆ ให้ดี และสำเร็จ แต่ธุรกิจและโลกสมัยใหม่ยังต้องการมากกว่านั้น กล่าวคือ "เราต้องทำในสิ่งที่คนอื่นๆ คิดว่าไม่มีทางเป็นไปได้"

การเพิ่มพูนประสบการณ์ก่อให้เกิดความฝันทางธุรกิจ
ประสบการณ์ทางด้านความคิด เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวนักธุรกิจ และขยายขอบเขตความคิดในการดำเนินธุรกิจ นักธุรกิจที่มีประสบการณ์มากมาย จะมีความฝัน ชอบการสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาจากความฝันเหล่านั้น หรืออาจกล่าวว่า การสร้างความฝัน คือ การมีวิสัยทัศน์ และจินตนาการที่องค์กรธุรกิจ และนักธุรกิจ ควรจะมี (การสร้างความฝัน เช่น โอกาสที่จะช่วยให้ลูกค้าได้รับ ในสิ่งที่เขาคาดหวังที่จะได้ เป็นต้น)

การมองหา และสร้างประสบการณ์ให้กับตัวเอง โดยเรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเองในอดีต และเรียนรู้จากประสบการณ์ของบุคคลอื่นๆ นำมาวิเคราะห์หาหนทางที่ดีที่สุด ที่สามารถจะแก้ไขอดีต Tom Peters ยกตัวอย่างเทคนิคของ Gian Luigi Longinotti-Buitoni, CEO ของ Ferarri (North America) ที่จะช่วยสร้างทีมงานให้กลายเป็นทีมงาน ที่มีความฝัน และมีจินตนาการ ดังนี้

นำเอาความฝัน (ความต้องการ) ของลูกค้ามาทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม (Value Added)
กล้าลงทุนกับสิ่งที่คิดว่า จะเป็นประโยชน์กับลูกค้า
อย่าทำอะไรผ่านไปเฉยๆ หรือรักษาความสำเร็จที่ได้มาไว้เพียงระยะเวลาสั้น จะต้องสร้างคุณค่าให้เกิดกับตราสินค้าในระยะยาว
มีหลักการบริหารการจูงใจด้านอารมณ์ การกระตุ้นด้านจิตวิทยา จะสามารถสร้างผลกระทบที่ดี ต่อการทำงานของทีมงาน
กำหนดโครงสร้างการเงินขององค์กร ให้สามารถต่อสู้กับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
เชี่ยวชาญด้านบริหารความเสี่ยงการเงิน ฤการไม่กล้าเสี่ยง คือ การที่ไม่มีความฝัน) สร้างให้องค์กรมีอำนาจ ในการควบคุมราคา หรือกำหนดราคาเองได้
สร้างให้องค์กรมีอำนาจในการควบคุมราคา หรือกำหนดราคาเองได้
พยายามเลือกสรรคนที่มีจินตนาการ และความฝันมาเป็นผู้นำ (นอกเหนือจากความสามารถด้านอื่นๆ)
สมาชิกในทีมงานควรมีหลากหลายทางวัฒนธรรม และประสบการณ์ในอดีตที่แตกต่างกัน นำมาสร้างให้เกิดจุดแข็งที่มีความสมดุล
สมาชิกในทีมงานด้วยความรู้สึกที่จริงใจ ไม่ปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริงระหว่างกัน
สร้างให้เกิดการยอมรับในความฝัน โดยมีการยอมรับข้อตกลงกันในระยะยาว แม้ว่าความฝันจะใช้การพิสูจน์ให้เป็นจริง ในระยะที่ยาวนานก็ตาม
หัวใจของตราสินค้า หรือตราสัญญลักษณ์ คือ การกำหนดมูลค่าสูงสุด
การสร้างตราสินค้า / ตราสัญญลักษณ์ (Branding) เป็นสิ่งสำคัญของสินค้า และการบริการ สร้างและกำหนดให้เกิดแรงบันดาลใจกับตราสินค้า ทำให้เกิดความประทับใจ ความซื่อสัตย์ และการรักษาสัญญากับลูกค้า ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทธุรกิจ การสร้างตราสินค้าที่ประสบความสำเร็จ จะเชื่อมโยงเรื่องราวของประสบการณ์ อันยาวนานที่ไม่มีวันสิ้นสุด เป็นสิ่งที่สื่อความหมายขององค์กร เป็นสิ่งที่สื่อเหตุผลของการดำเนินการของบริษัท หัวใจของตราสินค้าจะตอบคำถามว่า คุณคือใคร และทำไมคุณถึงอยู่ที่นี่ คุณมีอะไรที่โดดเด่นกว่าคนอื่น และคุณสามารถสร้างความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับบริษัทอื่นๆ ได้อย่างไร

ทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยโครงการสุดเฉียบ (The WOW Project)




โดย: การสร้างจินตนาการใหม่ : เรียบเรียงโดย นพเก้า ห่อนบุญเหิม (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:11:21:27 น.  

 
การสร้างจินตนาการใหม่ : เรียบเรียงโดย นพเก้า ห่อนบุญเหิม ....


ทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยโครงการสุดเฉียบ (The WOW Project)
โครงการ คือ งานที่มีจุดเริ่มต้น และจุดสุดท้าย WOW Project คือ งานที่มีเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ที่ดลใจคุณ ชวนให้คุณหลงใหล และดลใจบุคคลอื่นๆ ทำให้บุคคลอื่นมองเห็นความแตกต่าง WOW Project ไม่เพียงแต่จะกระตุ้นให้มุ่งสู่ความสำเร็จ แต่จะให้ชื่อเสียง และเป้าหมายที่คุ้มค่าแก่ตัวคุณ และสมาชิกในทีมงาน เปลี่ยนแปลงตัวคุณตั้งแต่บัดนี้ ฝึกสร้างจินตนานการ มีความทะเยอทะยานที่อยากทำงาน อยากก้าวหน้าในอาชีพ สร้างความกล้าที่จะทำงานที่คนอื่นๆ ไม่กล้าทำ โดยลงมือทำโดยทันที อย่ากังวล หรือหวาดกลัวว่า จะทำไม่สำเร็จ หรือคิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เริ่มทำโครงการของคุณให้เกิดผลงาน ที่สร้างความประหลาดใจแก่ผู้อื่น

การทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจ หรือตำแหน่งหน้าที่การงาน เพียงด้าน้ดียว แต่เกี่ยวกับความหลงใหล จินตนาการ และวิริยะอุตสาหะ พยายามยืนกรานที่จะทำ ถึงแม้คุณจะเป็นคนไม่มีอำนาจ และตำแหน่ง คุณจำเป็นจะต้องนำเอาสิ่งที่เป็นตัวตนของคุณเองออกมา เพื่อที่จะสร้างความมุ่งมั่นในการทำงาน

โดยสิ่งที่ควรจะทำ คือ ค้นหาเพื่อนที่จะช่วยสนับสนุนการทำงานของคุณ หาวิธีการที่เหมาะสม กับความคิดของคุณ และเริ่มทำงานที่เกิดจาก ความคิดของตัวเอง จนกระทั่งเกิดอำนาจ และพลังความคิดที่จะครอบงำบุคคลอื่นให้ยอมรับ และกันกลับมามองความสามารถของคุณ เหนือกว่าอื่นใด คุณจะต้องเริ่มทำบางสิ่งบางอย่าง และจงทำทันที

ภารกิจของผู้บริหาร คือ การแสวงหา และเลือกใช้บุคคลที่เหมาะสมในการทำงาน สาธิต และถ่ายทอดความรู้ให้พวกเขา
เป้าหมายของผู้บริหารจะต้องเป็นการแสวงหา "ผู้กล้า" หมายถึง ผู้ที่สามารถสร้างแบบอย่าง ของวิธีการทำงานใหม่ๆ ที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้น พยายามมอบหมายให้ "ผู้กล้า" ทำงานให้มาก และหลากหลาย โดยการมอบอำนาจให้ทำ มอบภาวะผู้นำให้คอยแนะนำ ส่งเสริมให้ภาวะผู้นำนั้น มีอยู่อย่างต่อเนื่อง สร้างวิธีการสาธิต แะถ่ายทอดแบบบนลงล่าง (Top-Down)

"ความหมาายของการทบทวนความคิด หรือสร้างจินตนาการใหม่ ก็คือ การพยายามมองหาหนทางใหม่ ที่จะเพิ่มพูนคุณค่าของตนเอง ขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ออกมา ต้องทำการเปลี่ยนแปลงตนเอง ให้เป็นเสมือนนักธุรกิจ และเลิกทำให้ตัวเองเป็นทาส ที่ทำงานในห้องเล็กๆ ต้องคิด และทำเสมือนตัวเองเป็น CEO ของกิจการของตนเอง"

พรสวรรค์ที่ผู้บริหาร หรือผู้นำพึงจะต้องมี
ความคิดสร้างสรรค์ ทุนของความรู้ แรงผลักดันในการเป็นเจ้าของกิจการ เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน องค์กรธุรกิจที่ให้ความสำคัญเรื่อง ความสามารถพิเศษ หรือพรสวรรค์ (Talent) จะทำให้องค์กรธุรกิจนั้น ทำสิ่งต่างๆ ได้ผลสำเร็จที่ดีกว่า การที่จะทำให้เกิดการนำเอาพรสวรรค์ มาทำงาน องค์กรจะต้องเสนอโอกาสที่จะให้พวกเขาทำงาน ได้อย่างดีเลิศ เป็นหน้าที่ของผู้บริหาร การเปลี่ยนแปลงผู้นำ ที่จะกระตุ้นให้ทุกคนนำเอาพรสวรรค์ของตนเอง ออกมาใช้ในการทำงานสร้างสรรค์ผลงาน ที่ดีเลิศให้เกิดขึ้น เพื่อทำให้กลายเป็นองค์กร ที่เรียกว่า Talent-magnet Organization

ผู้นำที่จะสามารถนำองค์กร มุ่งไปสู่ความเป็นเลิศ ในยุคของการแข่งขันที่รุนแรง ภายใต้สภาวะผันผวน และไร้ระเบียบของโลกนั้น Tom Peters ได้แนะนำคุณสมบัติของผู้นำที่มีความสามารถ พรสวรรค์ ความเชี่ยวชาญ และจินตนาการที่กว้างไกล ที่จะนำมาองค์กรธุรกิจของตน ไปสู่ความดีเลิศได้สำเร็จ ในยุคที่มีการทำลายล้าง และการแข่งขันที่รุนแรง กล่าวคือ

ผู้นำจะต้องเป็นคนที่สร้างโอกาส ให้กับผู้อื่น รวมทั้งตนเอง
ผู้นำจะต้องแนะนำให้ผู้ตามฝึกใช้ความคิด คิดเองให้เป็น
ผู้นำจะต้องเป็นนักพัฒนาความนึกคิด และสร้างสรรค์จินตนาการ
ผู้นำจะต้องมีวิสัยทัศน์ไกลกว่าคนอื่น
ผู้นำจะต้องเข้าใจกลไกในการแสวงหากำไร (ไม่ทำให้เกิดการขาดทุน)
ผู้นำจะต้องรู้จักการปรับตัว และรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ
ผู้นำจะต้องลงมือทำ (ทำทันที) มากกว่าพูด
ผู้นำจะต้องทำซ้ำอีกครั้ง หากยังไม่ดีที่สุด
ผู้นำจะต้องรู้เวลาที่เหมาะสม และสามารถอดทนรอกับทุกสิ่งได้
ผู้นำจะต้องเคยทำผิดพลาดมาก่อน และสามารถนำความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน ให้ระมัดระวัง
ผู้นำจะต้องมีความพิเศษ ต่างจากคนอื่น เช่น พรสวรรค์ ความสามารถเฉพาะตัว (ฝึกฝนได้) มีความเพ้อฝันจินตนาการ ในสิ่งที่คนอื่นไม่เคยคิด
ผู้นำจะต้องมีความถนัดในการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี
ฯลฯ
สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดของหนังสือ Re-imagine ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอความคิด โดยสรุปเป็นรูปแบบเปรียบเทียบ ความแตกต่างสองด้าน คือ อดีต กับปัจจุบัน ของสังคมเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมดั้งเดิม (Old Economy Socialists) และสังคมเศรษฐกิจยุดใหม่ แบบตลาดเสรีประชาธิปไตย (New Economy Free Market Democrats) ให้เห็นถึงความแตกต่าง ดังนี้

อดีต (WAS)

1.วางแผน วางแผน และก็วางแผน
2.บอกให้ทำ (Telling what to do)
3.เน้นการทำงานในหน้าที่ ตามสายงานต่างๆ
4.ยึดเจ้านายในแนวดิ่งเป็นหลัก
5.ยึกกฎระเบียบ
6.รับคำสั่ง รับงานไปทำ
7.บริหารการจัดการ
8.ปฏิบัติเองทุกอย่าง
9.ทำงานทีละอย่าง
10.คัดเลือกคนทำงาน

ปัจจุบัน (IS)

1.ลงมือทำทันที
2.กระตุ้นให้ทำ (Telling story)
3.ภารกิจเป็นตัวตั้ง เป็นทีมงานในแนวราบ
4.ทำงานร่วมกันเป็นทีมในแนวราบ
5.สร้างความสัมพันธ์
6.การทำงานเป็นทีม และรับคำสั่ง
7.พัฒนาคนให้ทำงานเต็มศักยภาพ โดยการมอบอำนาจให้ไปปฏิบัติงาน
8.กระจายการปฎิบัติงาน
9.ทำหลายเรื่องพร้อมกัน
10.สร้างเครือข่ายการทำงาน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Tom Peters, Re-imagine : (London : Dorling Kindersley, 2003)
//www.tompeters.com/reimagine/notes
//www.tompeters.com/sliders
//www.dk.com
//www.bredemeyer.vom/architect.htm
//www.lachlangroup.com/changemodel.html
//www.usfca.edu/


โดย: การสร้างจินตนาการใหม่ : เรียบเรียงโดย นพเก้า ห่อนบุญเหิม (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:11:25:07 น.  

 
สรุป file pdf. Re-imagin จำนวน 6 หน้า

Resource://www.thailocaladmin.go.th/work/kpinow/7ebook/pdf/4804.pdf


โดย: สรุป file pdf. Re-imagin (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:11:28:43 น.  

 
Resource:
//www.dmh.go.th/news/view.asp?id=731

Quality JVKK
เรื่อง .. Re-imagine

วันนี้มีความรู้เพื่อการพัฒนาระบบราชการ จากสำนักงาน ก.พ.ร. มาฝากกันค่ะ เป็นการนำเสนอรูปแบบและลักษณะขององค์กรแบบเสมือนจริง ซึ่งหมายถึงองค์กรที่ดำรงอยู่ด้วยเครือข่าย หรือพันธมิตรขององค์กรที่เป็นอิสระ ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ มีประสิทธิภาพสูงสุด มีการวางกลยุทธ์ในการดำเนินงาน และสามารถยืดหยุ่นปรับตัวได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยทุกคนในองค์กรจำเป็นต้องทบทวน และทำลายอุปสรรค ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในอดีต ร่วมกันสร้างจินตนาการใหม่ เรียกว่า Re-imagine เพื่ออกแบบองค์การ และวางรูปแบบการทำงานให้เหมาะสม

สิ่งสำคัญที่องค์กรจะต้องทำและต้องปรับเปลี่ยนโดยทันที คือ

1. สร้างวัฒนธรรมในการปรับเปลี่ยน

2. มีการทำงานร่วมกันเป็นทีม

3. มีการทำงานโดยไม่ยึดถือรูปแบบมากเกินไป

4. มีวัฒนธรรมในการยอมรับกัน ยอมที่จะเปลี่ยนแปลง

5. มีเป้าหมายที่จะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จร่วมกัน โดยมีการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน

ในฐานะคนทำงานอย่างเรา มีคำแนะนำจาก Tom Peters ตามหลักการ "Peter's Principles" เพื่อความมั่นคงในอาชีพการทำงานและสามารถต่อสู้กับวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ ดังนี้

1. ต้องสร้างพลัง สร้างความกระตือรือร้น และหลงใหลในสิ่งที่เราทำ (passion) ทำให้เกิดความตื่นเต้นท้าทายในงาน

2. ต้องมีแรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดในชีวิต (vitality)

3. ต้องสร้างเอกลักษณ์ หรือตราสัญลักษณ์เฉพาะของตนขึ้นมา

4. สร้างคุณค่าและบริการ (value and services)

5. สร้างความฝัน และสะสมประสบการณ์ในการทำงาน

7. แสวงหาความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในระดับที่สูงยิ่งขึ้น

8. ไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจมาสนับสนุนความคิดของคุณ

และ 9. เริ่มต้นทันที .. จงลืมและให้อภัยกับสิ่งต่างวๆ ในอดีต แล้วทำสิ่งใหม่อะไรก็ได้ให้เกิดขึ้น

TIP from .. Pearl Harbor

"A brilliant man will find a way .. not to fight a war"

"ผู้มีปัญญา ย่อมหาวิธีต่อสู้ โดยไม่ต้องทำศึก"



โดย: เรื่อง .. Re-imagine (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:11:53:40 น.  

 
ถ้า
"ผู้มีปัญญา ย่อมหาวิธีต่อสู้ โดยไม่ต้องทำศึก"

ดังนั้น
ขุนศึก ย่อมหาวิธีต่อสู้ โดยไม่ต้องใช้ปัญญา


โดย: moonfleet วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:11:55:51 น.  

 
Resource:บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ เรื่อง คิดใหม่ (Re-imagine)


บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ
เรื่อง คิดใหม่
(Re-imagine)
โดย Tompeters
เรียงเรียงภาษาไทยโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุต และคณะ
คำนิยมโดยนายกรัฐมนตรี
พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี


หนังสือเรื่อง คิดใหม่ (Re-imagine) เขียนโดย Tompeters แปลโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุต และคณะหนังสือเล่มนี้ท่านนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้เขียนคำนิยม ดังนี้
“แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการสมัยใหม่ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการทำงานในโลกปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่หนังสือ Re-imagine หรือในชื่อภาษาไทยว่า “คิดใหม่” เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ให้ความรู้แนวคิดด้านการบริหารจัดการสมัยใหม่ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารในองค์กรต่าง ๆ ตลอดจนผู้ที่สนใจและประชาชนทั่วไป
นาย Tompeters ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ สามารถถ่ายทอดเนื้อหาได้อย่างน่าสนใจ พร้อมทั้งบรรยายถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ขณะเดียวกันก็สอนให้คนรู้จักคิดเป็น สอนให้มีวิสัยทัศน์ที่แหลมคม นอกจากนี้ผู้เขียนยังได้ชี้ให้เห็นแนวโน้มการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่ทุกคนจะต้อง Re-imagine หรือ “คิดใหม่” จินตนาการใหม่ มุ่งเน้นลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย บทบาทของลูกจ้างในองค์กร และการเปลี่ยนมุมมองให้เป็น “การปรับเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์”
หนังสือ “คิดใหม่” จะมีส่วนช่วยเปิดวิสัยทัศน์ในมิติใหม่ ๆ ให้แก่องค์กรและผู้ที่เกี่ยวข้องในองค์กรได้ทุกระดับ นับตั้งแต่เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร ผู้จัดการ พนักงาน ตลอดจนผู้ที่สนใจในการทำธุรกิจที่ต้องการปรับบทบาทของตนเองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และนำไปสู่ความคิดที่สร้างสรรค์ อันเป็นการช่วยเพิ่มพูนแนวความคิดในรูปแบบใหม่อีกทางหนึ่ง”
หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็นเนื้อหาหลักและกรอบข้าง เนื้อหาหลักคือส่วนที่เป็นเนื้อหาจริง ๆ ของหนังสือ ส่วนกรอบข้างมีหน้าที่ให้ตัวอย่างและข้อสังเกตเสริมเนื้อหาหลักอีกทำ
สำหรับผู้สนใจ สามารถเข้าไปใน //www.tompeters.com ยังมี “บันทึกดั้งเดิมอย่างละเอียด” (www.tompeters.com/reimagine/notes) เกี่ยวกับเรื่องราวและข้อมูลในหนังสือเล่มนี้ และใน //www.tompeters.com/coolfriends ท่านจะได้พบกับบทสัมภาษณ์บุคคลที่ Tompeters อ้างถึงในหนังสืออย่างเจาะลึก และเพื่อที่จะตามให้ทันการคิดใหม่ของเขา ท่านสามารถเข้าไปอ่านและดาวน์โหลดเพาเวอร์พอยต์ของ Tompeters ที่ //www.tompeters.com/slides ได้ทันทีหลังจากการพูดปาฐกถาของเขา (ซึ่งมีปีละประมาณ 80 ครั้ง)
หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยบทนำ และเนื้อเรื่องทั้งหมด 8 ตอน ว่าด้วยธุรกิจใหม่ ตอนที่หนึ่งเป็นเรื่องของสภาพแวดล้อมใหม่ ตอนที่สอง เทคโนโลยีใหม่ ตอนที่สาม มูลค่าใหม่ ตอนที่สี่ ตราสินค้าใหม่ ตอนที่ห้า ตลาดใหม่ ตอนที่หก งานใหม่ ตอนที่เจ็ด คนใหม่ และตอนที่แปด
ประกาศิตใหม่
ในบทสรุปใจความสำคัญของหนังสือเล่มนี้ ดิฉันขอเสนอเป็นสองฉบับ ในฉบับแรกนี้จะสรุปจากบทนำ ตอนที่หนึ่ง ถึงตอนที่สี่ และในฉบับที่สองซึ่งจะเรียนเสนอต่อไปจะเป็นส่วนที่เหลือ
ทำไมหนังสือ “ธุรกิจ” จึงสำคัญ
Tompeters ได้กล่าวว่า กองทัพอเมริกันดำเนินการได้อย่างหลักแหลมในอิรักในปี 2003 การใช้จ่ายเงิน 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี ไปในการป้องกันประเทศ ในขณะที่ชาวอิรักผู้
หิวโหยเพราะถูกลงโทษใช้เพียงแค่ 1 พันล้านเหรียญต่อปี ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายอะไรเลย
พวกแยงกี้มีงบประมาณแบบสมดุลในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เราจะถือว่าคนรุ่นนั้นเป็น “รุ่นที่เยี่ยมยอด” อย่างนั้นหรือ อาจจะใช่ (แต่โดยส่วนตัวแล้ว Tompeters คิดว่าขอเลือกการใช้งบประมาณแบบขาดดุลมาก ๆ อย่างสมัย จอร์จ วอชิงตันมากกว่า) แล้ว ระหว่างการเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่สุด กับการมีระบบเศรษฐกิจทียิ่งใหญ่ที่สุด
ธุรกิจต่างหากที่สำคัญ เศรษฐกิจต่างหากที่สำคัญ จากเกาะเล็กกระจิ๋ว พวกอังกฤษสามารถครองโลกได้เป็นเวลาหลายร้อยปี Tompeters เคยเป็นทหารเรือเก่า ซึ่งเคยนิยมชมชอบกองทัพเรืออังกฤษ แต่เขากลับยกย่องบริษัทอังกฤษแบบ Trading Companies ในยุคนั้นมากกว่า เพราะเป็นตัวการทำให้ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ ด้วยการให้ทุนราชนาวีอังกฤษไปสร้างเรือ
เรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ของอเมริกาช่วยปกป้องอเมริกาจากโซเวียตได้นานถึงเกือบ 50 ปี แต่กลับเป็น เรื่องของเศรษฐกิจและความฉลาดน้อย ทำให้กอร์บาชอพและคณะต้องล้มอย่างไม่เป็นท่า เมื่อโรนัลด์ เรแกนประกาศว่าจะนำเงินจำนวนนี้ไปทุ่มทุนสร้างระบบสตาร์วอร์แบบไม่อั้น เพียงแค่นี้ ทุกอย่างก็จบเห่สำหรับสหภาพโซเวียต พวกเขาไม่มีเงินจะวางเดิมพันกับอเมริกาอีกแล้ว
หนังสือธุรกิจเป็นสิ่งดี และเลว (แน่นอน) แต่แนวความคิดในเรื่อง “ความเป็นเลิศของกิจการ” ต้องถือว่า หาคู่ปรับได้ยาก ข้อเท็จจริงคือ ใครก็ตามที่ทำธุรกิจเก่งที่สุด และมีตลาดที่มีการแข่งขันสูงที่สุด จะครองโลก ถ้าท่านไม่เชื่อ ลองถามพวกดัชท์ พวกคนอังกฤษ และคนอเมริกันดูซิ คนเหล่านี้กำลังเฝ้าติดตามครึ่งหลังของสหัสวรรษอยู่อย่างใจจอใจจ่อ
สงครามใหม่ ธุรกิจใหม่ การจู่โจมในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 พวกคลั่งศาสนาที่มีหัวทางInternetจำนวนไม่กี่คนฉีกหน้าอภิมหาอำนาจแต่เพียงหนึ่งเดียวในโลกได้ เพราะว่า FBI CIA รถถังเป็นกิโลตัน และเรือบรรทุกเครื่องบินอีกเต็มมหาสมุทร รวมทั้งเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์นั่น ไม่อาจทำงานประสานกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ก่อการร้ายสามารถก่อตั้ง “องค์กรเสมือน” ได้อย่างรวดเร็ว หลักแหลม ยืดหยุ่น และมุ่งมั่น และแม้จะพลาดพลั้งไปแล้ว ก็ยังล้มเหล่ายักษ์บ้าชนชั้นที่เรียงหน้ากันต่อต้านการก่อการร้ายลงได้ สองสามวันต่อมหลังการโจมตี หนังสือพิมพ์ เดอะ บอสตัน โกลบ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ในยุคที่ผู้ก่อการร้ายใช้โทรศัพท์ผ่านดาวเทียม และอีเมลที่มีระบบป้องกันฐานข้อมูล เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของอเมริกากลับปกปักรักษาประเทศด้วยกระดาษดินสอ และระบบคอมพิวเตอร์
คร่ำครึที่ติดต่อสื่อสารระหว่างกันไม่ได้”
ที่จริง ในวันที่ 9 กันยายนนั้น ตำรวจประจำรัฐแมริแลนด์ (บ้านเกิดของTompeters) จับหนึ่งใน 19 ผู้ก่อการร้ายไว้ได้ด้วยข้อหาความผิดเกี่ยวกับการจราจรเล็กน้อย แต่เป็นเพราะฐานข้อมูลของตำรวจไม่ได้เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของ CIA ตำรวจก็เลยไม่รู้ว่าคนที่เขาจับได้ในวันนั้น แท้จริงแล้วเป็นบุคคลที่ทาง CIA จับตาอยู่ด้วยความสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย น่าประหลาดใจไหม แต่ Tompeters ไม่แปลกใจเพราะว่า พวก CIA เขาไม่คุยกับ FBI อยู่แล้ว แล้วใครในหน่วยงานของรัฐใจแคบทั้งสองนี่จะพูดคุยกับตำรวจบ้านนอกในแมรีแลนด์เล่า
หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับสงครามต่อต้านความล้มเหลว ความล้มเหลวขององค์กรในรูปแบบเก่าที่ไม่เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน
ทางด้านการทหาร อเมริกามีโครงสร้างที่สามารถรับมือกับ(อดีต) สหภาพโซเวียตได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่กลับเป็นโครงสร้างที่ไม่เอาไหน เมื่อต้องมาใช้รับมือกับพวกอัลเคดา ในทำนองเดียวกัน Sears ก็ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดีสำหรับรับมือกับ Mongomery Ward แต่ไม่พร้อมโดยสิ้นเชิงสำหรับ Wall Mart IBM ขยี้ Control Data ได้ แต่ตัวเองก็กลับต้องถึงกับคลุกฝุ่นเมื่อเจอเข้ากับบิลเกตส์ Merrill Lynch ต้องเผชิญกับ Charles Schwab ซึ่งเป็นผู้เปลี่ยนกฎเกณฑ์ในธุรกิจนายหน้าประเภทนี้ทั้งหมด
คำขวัญที่น่าสนใจจากหนังสือเล่มนี้ ได้แก่
“Float like a butterfly, sting like a bee”
“โบยบินดั่งผีเสื้อ แต่ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง”
“If you don’t like change, you’re going to like irrelevance even less.”
“ถ้าคุณไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง คุณก็จะเกลียดอะไรที่มันผิดทางมากยิ่งกว่า”
ความแตกต่างระหว่างอดีตและปัจจุบันของกองทัพอเมริกัน
อดีต
• กองทัพ “ระบบเศรษฐกิจแบบเก่า” เป็นระบบชนชั้นในแนวตั้งรวมอำนาจ มี “นายทหารชั้นผู้ใหญ่” มาก
• ช้าแต่แน่นอน
• มีน้ำหนักมาก จึงมีอานุภาพสูง
• กองกำลังใหญ่มหึมา ทำให้ปฏิบัติการไม่คล่องตัว
• มีอาวุธปืนขนาดใหญ่กว่าใคร
• กองกำลังมีขนาดใหญ่ เคลื่อนที่ด้วยรถถัง และลากปืนใหญ่
• อำนาจการยิงสูง
• จัดหน่วยเป็นลำดับชั้น มีกลุ่มอิสระที่มีการควบคุมบังบัญชาจากเบื้องบน
• มีแรงเสียดทานสูง การประสานงานน้อย โดยเฉพาะกับกองทัพ
• เหล่าอื่น และกับหน่วยงานราชการอื่น
• มี”ตัวตนที่แท้จริง” สูง
ปัจจุบัน
• กองทัพ “ระบบเศรษฐกิจใหม่”
• กระจายอำนาจ มี”นายทหารชั้นผู้ใหญ่” น้อย
• เร็วและแน่นอน
• เบา แต่มีอานุภาพสูงเท่ากัน
• ยุทโธปกรณ์มีความแม่นยำสูง ปรับตัวได้ง่าย
• ระบบมีความฉลาดกว่าใครในโลก
• หน่วยทหารมีขนาดห้าถึงสิบคน “ข้าคนเดียวคือกองทัพ” ติดอาวุธเทคโนโลยี
ขั้นสูง และติดต่อขอรับการสนับสนุนอาวุธหนักได้
• อำนาจข้อมูลข่าวสารสูง
• จัดหน่วยแบบเครือข่าย มีเครือข่ายอิสระทำหน้าที่วางแผน
• ปฏิบัติการแบบเฉพาะกิจ
• ปราศจากแรงเสียดทาน สื่อสารแบบเปิดทั้งระหว่างบุคคลภายในและภายนอกองค์กร
• มี “ความเสมือนจริง” สูง


โดย: บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ เรื่อง คิดใหม่ เรียงเรียงภาษาไทยโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุต และคณะ (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:11:59:27 น.  

 
บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ เรื่อง คิดใหม่ เรียงเรียงภาษาไทยโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุ.....

ความแตกต่างของงานในอดีตและปัจจุบัน
อดีต
• งานคือชีวิต (คำสำคัญคือ “อาชีพ”)
• ระบบชนชั้นที่คร่ำครึ
• เดินไปสู่ความสำเร็จอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง
• นักบัญชีเป็นใหญ่
• สินทรัพย์ที่สัมผัสได้
• วัฏจักรจากความสำเร็จสู่ความล้มเหลวใช้เวลาเป็นทศวรรษ
• เทคโนโลยีสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง
• มีพวกหัวคิดใหม่ ๆ แทรกตัวเข้ามา เป็นระยะ
• กฎของอุตสาหกรรม : สลักไว้บนหิน
• บริหารตามตำรา
ปัจจุบัน
• ชีวิตการทำงาน (คำสำคัญคือ “โครงการ”)
• พันธมิตรที่คล่องแคล่ว
• กล้าที่จะล้มเพื่อความสำเร็จ
• นักปรับปรุงเป็นใหญ่
• สินทรัพย์ที่สัมผัสไม่ได้
• วัฏจักรจากความสำเร็จสู่ความล้มเหลวใช้เวลาไม่กี่เดือน
• เทคโนโลยีผลักดันการเปลี่ยนแปลง
• พวกหัวคิดใหม่ ๆ แทรกตัวเข้ามา ตลอดเวลา
• นิยามของอุตสาหกรรม : เขียนไว้บนทรายที่ถูกกัดเซาะ
• เรียบเรียง- E-Books ขึ้นใหม่ สด ๆ
กฏที่มีสีสัน
• กฏแห่งการทำลาย
• (ในธรรมชาติ) การทำลายเป็นเรื่องธรรมชาติ
• การเข้าครอบงำครั้งใหญ่ ๆ เป็นเรื่องงี่เง่า
• “ชั่วนิรันดร์ หรือ อมตะ หรือ ตลอดชีพ” เป็นคำที่ไม่ถูกต้อง
• หมดยุคสำหรับ “การแก้ไขแบบค่อยเป็นค่อยไป” แล้ว
• ถึงเวลาเข้าไปรับผิดชอบ ถึงเวลาแห่งการทำลายแล้ว
• เปลี่ยนกฎก่อนที่คนอื่นจะเข้ามาเป็นฝ่ายเปลี่ยน
• “จัดองค์กร” เพื่อสมรรถนะ และเพื่อความพึงพอใจของลูกค้า
• “รื้อองค์กร” เพื่อ....ปรับปรุงใหม่ และสรรค์สร้างนวัตกรรม
20 วิธีการทำลายล้างตนเอง ต่อไปนี้คือ แนวความคิดของ การี ฮาเมล บางส่วนสำหรับใช้เปลี่ยนบริษัทของท่านให้กลายเป็นเครื่องจักรทำลายล้างตนเอง (เพื่อนำไปสู่ การฟี้นขึ้นมาใหม่)
1. กำหนดวัน “หมดอายุ” ให้กับทุกหน่วยธุรกิจ
2. ซื้อ “การวิจัยและพัฒนา (ตามรูปแบบของซิสโก้-ออมนิคอม) ยอมจ่ายเงินเพื่อให้การควบรวมกิจการบรรลุผลดีที่สุด
3. รวบรวมมือดีที่สุดในโลก แล้วจ่ายค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดในโลก
4. เปลี่ยนแปลงหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูงทุก 36 เดือน
5. ตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนร่วมทุนขนาดมโหฬาร (อย่าง Intel)
6. ส่งเสริมทุกหน่วยธุรกิจ ให้ปฏิบัติงานนอกรูปแบบโดยทีมงานสุดยอดฝีมือและมีความคิดสร้างสรรค์
7. ต้องแน่ใจว่าได้คณะกรรมการฉลาดหลักแหลมเพียงพอ
8. เพิ่มรสชาติโครงการฝึกอบรมด้วยผู้บรรยายที่แปลกแตกต่าง
9. ปลูกฝัง (และปลุกเร้า) ค่านิยมที่ว่า “ถ้าดีขึ้นไม่ได้ก็ออกไป”
10. แสวงหาลูกค้าแปลก ๆ และซัพพลายเออร์แปลก ๆ อย่างสม่ำเสมอ
11. สนับสนุนความขัดแย้งทางความคิด ไม่ใช่ความสอดคล้องลงตัว
12. เอาใจเขามาใส่ใจเรา
13. ปูนบำเหน็จที่ผลงาน ไม่ใช่ที่สีสันของการนำเสนอ
14. ชักนำบุคคลนอกที่เชื่อมือได้เข้ามาอยู่ใน 100 อันดับแรกขององค์กรอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน่าจะมาจากภายนอกอุตสาหกรรมนั้น (มากๆ) ด้วย
15. ส่งเสริมความหลากหลาย (ความหลากหลาย = ความสร้างสรรค์)
16. จำหน่ายผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ จากแผนกสำคัญ ๆ บางแผนกให้บุคคลภายนอก
17. ย้ายแผนกสำคัญไปยังสถานที่ใหม่ ที่ส่งเสริมความฮึกเหิมได้มากกว่า
18. หากเป็นบริษัทข้ามชาติก็ควรจะแน่ใจได้ว่า ทีมบริหารของท่านมีลักษณะเป็นนานาชาติเต็มที่
19. ลดฝ่ายบริหารระดับกลางลง 90 เปอร์เซ็นต์
20. เปิดกิจการบริษัทลูก แบบเป็นเจ้าของรายเดียวเรื่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละบริษัท





โดย: บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ เรื่อง คิดใหม่ เรียงเรียงภาษาไทยโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุ (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:12:01:33 น.  

 
บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ เรื่อง คิดใหม่ เรียงเรียงภาษาไทยโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุ.....

ความแตกต่างระหว่างเศรษฐกิจแบบเก่าและเศรษฐกิจแบบใหม่

สังคมนิยม
อนุรักษ์
เลื่อนตำแหน่งจากภายใน
จ้างเครือญาติ
ต้องระมัดระวังคำพูด
“ขุนพลอยพยัก-เห็นด้วยตะพืด”
จ้างงานตลอดชีพ
เต่า
ใช้ระบบอุปถัมภ์
“รอคิว”
รวมอำนาจ
ปกครองโดยผู้วางแผนจากส่วนกลาง
(1 รัฐบาล = 1 วิธี)
รักษาสถาบัน
เคารพผู้บริหาร
ประหยัดรายจ่าย
ตั้งรับ
สำนักงานใหญ่ขนาดใหญ่
ปกครองโดยส่วนกลาง
จ่ายเท่ากัน
ประเมินการจ้างค่าจ้างอย่างระมัดระวัง
พยายามไม่ให้มีคนแตกต่าง
“ยิ่งใหญ่ยิ่งดี”
มองโลกในแง่ร้าย
ชอบทารุณ
กลัว
หลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้
ดิ้นรนสร้างความมีเอกภาพ
ความคิดเห็นที่มีโทนสีเดียว
วิธีดำเนินการที่ดีที่สุด
“ทำงานดี”
สงบ เงียบ มั่นคง
ตำรวจ
วิลเลียม เฮนรี่ แฮริสัน
ให้เกียรติผู้อาวุโส
วางแผน
เตรียมพร้อม เล็ง ยิง
มีระเบียบ และเชื่อฟัง
ปะหน้าต่าง ซ่อมประตู


เศรษฐกิจแบบใหม่
ตลาดเสรีประชาธิปไตย
ทำลาย
ยินดีต้อนรับ “คนนอก”
รับคนเข้าทำงานอย่างสร้างสรรค์
ส่งเสริมการพูดอย่างเปิดเผย
ความขัดแย้งเฟื่องฟู
ระยะเวลาจ้างงานจำกัด
กระต่าย
ใช้ระบบคุณธรรม
“ถ้าไม่พัฒนาก็ลาออกไป”
กระจายอำนาจ
ปกครองโดยฝ่าย (มลรัฐ)
(50 มลรัฐ = 50 ห้องทดลอง)
โค่นสถาบัน
ให้เกียรติผู้ประกอบการ
ประดิษฐ์ใหม่
รุก
สำนักงานใหญ่ขนาดเล็ก
ปกครองจากรอบนอก
จ่ายตามผลงาน
จ่ายให้ผู้มีผลงานดีอย่างไม่อั้น
ยกย่องคนแตกต่าง
“ยิ่งดียิ่งดี”
มองโลกในแง่ดี
ชอบถูกทารุณ
โลภ
คลั่งชัยชนะ
ดิ้นรนเพื่อความเป็นเลิศ
ฝันที่หลากสีสัน
วิธีดำเนินการใหม่ ๆ
“ทำงานเร็ว”
เร่าร้อน อึกทึก บากบั่น
นักกฎหมาย
เท็ดดี้ รูสเวลต์
ต้อนรับคนใหม่
ลงมือทำ
เตรียมพร้อม ยิง ! เล็ง
ไร้ระเบียบ และไม่เชื่อฟัง
ผลักหน้าต่างออกเพื่อรับ “พายุแห่งการทำลาย
ล้างอย่างสร้างสรรค์”


โดย: บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ เรื่อง คิดใหม่ เรียงเรียงภาษาไทยโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุ (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:12:03:56 น.  

 
บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ เรื่อง คิดใหม่ เรียงเรียงภาษาไทยโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุ.....

ความแตกต่างระหว่างอดีตและปัจจุบัน

อดีต
ตึกสูงระฟ้า
กระดาษ
บ้าประชุม
วางแผน วางแผน วางแผน
เราบูชาความมั่นคง
“ใส่ใจตำแหน่ง”
งานเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นงานน่าเบื่อ
ทำงานกับ “คนหน้าเก่า”
มีขอบเขตองค์กรเด่นชัด
มีขอบเขตองค์กรเด่นชัด
สินค้าคงเดิมเป็นปี
บัญชี
ลูกจ้าง

ปัจจุบัน
อาคารทรงเตี้ย
ซิลิคอน
ประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าจำเป็น
ลงมือทำ ทดสอบ ปรับตัว อย่างรวดเร็ว
เราเคยชินกับความยุ่งเหยิงน่ารำคาญ
“ใส่ใจว่าจะมีส่วนช่วยได้อย่างไรบ้าง”
ไมโครโปรเซสเซอร์ทำงานน่าเบื่อทั้งหมด
ขยายเครือข่ายผู้ร่วมงานออกไปเรื่อย ๆ
ขยายเครือข่ายผู้ร่วมงานออกไปเรื่อย ๆ
พันธมิตรในองค์กรปรับเปลี่ยนสม่ำเสมอ
สินค้าคงเดิมไม่กี่สัปดาห์
นวัตกรรม
พรสวรรค์


โดย: บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ เรื่อง คิดใหม่ เรียงเรียงภาษาไทยโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุ (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:12:05:17 น.  

 
บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ เรื่อง คิดใหม่ เรียงเรียงภาษาไทยโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุ

เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนทุกสิ่ง : “ไม่ว่าคุณจะร่วมขบวนไปด้วยหรือไม่”
กฎที่มีสีสัน
• เว็บเปลี่ยนทุกสิ่ง (ทุกสิ่ง = ทุกสิ่ง) ต้องยอมรับเต็มหัวใจ (ไม่มีการแก้ปัญหาแบบ “ลองดูก็ได้”)
• ประเด็นคือ ร่วมขบวนหรือกลับบ้านไป ไม่มีครึ่ง ๆ กลาง ๆ ฉวยโอกาสจากความไม่ประสาของคู่แข่ง หากเขายกเลิกโครงการด้านไอเอส/ไอที ท่านจงเพิ่มของทางฝ่ายท่านให้มากขึ้น (รวมทั้งงบประมาณด้วย)
• E-Commerce ไม่ได้เป็น “เรื่องเทคโนโลยี” แต่เป็นเรื่องของคน เรื่องของอำนาจ เรื่องของการเมือง
• Hyperlinkบ่อนทำลายโครงสร้างลำดับชั้นในองค์กร
• Internet ช่วยให้เราฝันในสิ่งที่ไม่เคยกล้าฝันถึง
ศัพท์เทคนิคที่เข้าใจยาก
• Bureaucracy free คือ องค์กรรูปทรงแบนราบ ไม่มีอคติ หรือความรกรุงรัง
• Systemically integrated คือ ห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทานทั้งปวงที่เชื่อมต่อกันทั่วถึงและ
ราบรื่น
• Internet-intense คือ ทำทุกอย่างผ่านทางเว็บ
• Knowledge based คือ การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงทุกอย่าง ตั้งแต่ลูกจ้างไปจนถึงสมาชิกทุกฝ่ายของห่วงโซ่อุปสงค์อุปทาน (Internetมีค่าเท่ากับ “โดยประชาชน เพื่อประชาชน”
• Time and location free คือ ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไรก็ได้ อย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย
• Instantly responsive คือ เจ้าแห่งความเร็ว
• Customer-centric คือ ลูกค้ามีบทบาทสำคัญ ลูกค้าควบคุมทุกอย่างเอง ลูกค้าทำทุกอย่างตามความต้องการของตนเอง
• Mass-customization enabled คือ ผลิตภัณฑ์และบริการทุกอย่างตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะรายได้อย่างตรงตัวและรวดเร็ว
“บารอน” : ศัตรูผู้อยู่เบื้องบน
Tompeters มีเพื่อนคนหนึ่งที่เคยใช้เวลาสามปีพยายามนำSoftware SAP (Standard Accounting Program) ที่สลับซับซ้อนมากที่สุด เข้าไปติดตั้งในร้านค้าปลีกของอังกฤษที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วทั้งยุโรป เขาใช้ความพยายามอย่างหนัก ติดต่อหาที่ปรึกษาที่ดีที่สุด แต่ก็แทบจะไม่คืบหน้าเท่าไร
ปัญหาเกิดจากโครงสร้างอันเข้มแข็งเกินไปของกิจการ นั่นคือ หากนำSoftware SAP R/3 ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ก็จะไม่มีบรรดากระดาษเอกสารค้างเติ่งอยู่ตามโต๊ะทำงานของผู้จัดการระดับกลางอีกต่อไป ในกรณีนี้ ความยุ่งยากจึงอยู่สูงขึ้นไปตามโครงสร้าง เพราะการนำSoftware SAP R/3 ไปใช้อย่างถูกต้อง ต้องตัดฐานอำนาจของ “พวกบารอน” ซึ่งก็คือบรรดาเจ้านายทั้งหลาย เช่น มิสเตอร์อิตาลี มิสเตอร์เยอรมัน มิสเตอร์อังกฤษ มิสเตอร์สวิสเซอร์แลนด์ ฯลฯ ที่ไม่ยอมขี่ม้าจากไปง่าย ๆ ให้ได้เสียก่อน
เมื่อเรานำระบบคอนเทนเนอร์มาใช้กับอู่ต่อเรือ พวกสหภาพแรงงานได้พยายามต่อสู้เพื่อรักษาระบบเก่าอย่างเต็มที่ แต่คราวนี้เป็นพวก “ระดับบน” ที่โดนเทคโนโลยีใหม่เล่นงานเข้าให้ การต่อสู้กับการติดตั้ง SAP R/3 ก็เลยทำให้ยอดขององค์กรเปลี่ยนสถานะเป็นศัตรูของการเปลี่ยนแปลงการค้าส่งไป
และสำหรับเรื่องนี้ เราต้องทำงานการเมืองอย่างเต็มที่ นี่ไม่ใช่เรืองของ “เทคโนโลยี” แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับคน อำนาจ การเมือง เทคโนโลยีช่วยให้เกิดความเป็นไปได้ แต่นี่ไม่เกี่ยวกับเทคโนโลยี เทคโนโลยีขั้นสองที่มีวิธีการนำมาใช้แบบดีเยี่ยมดีกว่าการใช้เทคโนโลยีชั้นหนึ่งที่มีวิธีการนำมาใช้แบบรองลงไปมากนัก


โดย: บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ เรื่อง คิดใหม่ เรียงเรียงภาษาไทยโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุ (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:12:06:04 น.  

 
บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ เรื่อง คิดใหม่ เรียงเรียงภาษาไทยโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุ

ความแตกต่างระหว่างอดีตและปัจจุบัน

อดีต
เทคโนโลยีช่วยเชื่อมบางส่วนขององค์กร
ทุกแผนกใช้ IS/IT
แผนก = ห้อง
ทุกคนทำตามกฎ “จำเป็นต้องรู้” อย่างเข้มงวด
ทีมงานประชุมทางโทรศัพท์กันอย่างสม่ำเสมอ
เรารักอิสรภาพ
เราภูมิใจที่ได้ “อยู่ใกล้ลูกค้าของเรา”

เราขาย “ผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม” ที่ได้รับการออก
แบบมาอย่างแยบยล
วันนี้ที่นี่
วันพรุ่งนี้ก็ที่นี่
ผู้ชายในชุดสูท


ปัจจุบัน
เครือข่าย คือ องค์กร
ทุกแผนกอาศัยอยู่บน Web
การเข้าถึง = ความสำเร็จ
ลูกจ้างทุกคนเข้าถึงได้ทุกเรื่อง
ทีมงานพบกัน 365/24/60/60
เราลิ้มรสอิสรภาพ
เราเป็น “หนึ่งเดียว” กับลูกค้าของเราอย่างน่า
ภูมิใจ
เราขายข้อมูล “ประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจ”

วันนี้ที่นี่
วันพรุ่งนี้จัดระเบีบบใหม่
ผู้หญิงรับผิดชอบ


ภูมิปัญญาจาก Oracle
คนที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่จะมีแต่หนุ่มอิสระคนนี้เท่านั้น เรย์ เลน อดีตประธานของ Oracle ซึ่งปัจจุบันเป็นหุ้นส่วนของบริษัทลงทุนร่วมทุน Kleiner Perkins เคยเล่าประสบการณ์อันล้ำลึกไว้ใน Business 2.0 ว่า “ E-Business เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรื้อองค์กรทั้งหมดเพื่อสร้างใหม่ ทุกวันนี้ บริษัทส่วนใหญ่เกิดขึ้นไม่ใช่เพื่อมุ่งใช้ประโยชน์จาก Internet ขบวนการทางธุรกิจของพวกเขา ขั้นตอนการอนุมัติ ลำดับชั้นในการบังคับบัญชา จำนวนคนที่พวกเขาจ้าง ล้วนไม่เหมาะสมสอดคล้องกับการใช้ E-Business”
จบบทสรุปฉบับที่หนึ่ง
สรุปโดยนางนฤมล หริจันทนะวงศ์
เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ 6 ว
ส่วนเศรษฐกิจการคลังและนโยบายงบประมาณ 3
สำนักนโยบายและแผนงบประมาณ
สำนักงบประมาณ


โดย: บทสรุปหนังสือที่น่าสนใจ เรื่อง คิดใหม่ เรียงเรียงภาษาไทยโดย พ.ท.วีรจิต กลัมพะสุ (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:12:07:26 น.  

 
The Heart of Branding
ทอม ปีเตอร์ส มหาคุรุการจัดการ (Management Guru) ผู้เขียนหนังสือ In Search of Excellence อันลือลั่นเมื่อปี 1980 และเป็นเจ้าของผลงาน Re-Imagine หนังสือการจัดการเล่มเบ้อเริ่มเทิ่มที่ นายกฯ ทักษิณ แนะนำให้อ่าน


ป๋าทอม กำลังจะมาเมืองไทยอีกครั้งต้นเดือนมีนาคมนี้ ด้วยค่าตัวมหาศาล ค่าบัตรฟังป๋า 35,000-40,000 บาท ราคาขนาดนี้ถือว่าเป็น First Class Guru ใครที่เบิกบริษัทได้ก็ควรไปฟังเพราะใช้ Other People Money ส่วนที่ควักกระเป๋าเองขอแนะนำให้ซื้อหนังสือ Re-Imagine มาอ่าน น่าจะคุ้มกว่าครับ

พูดถึงคุณทอม ปีเตอร์สนั้น ผมรู้จักเขามานานแล้วจากหนังสือ In Search of Excellence นั่นแหละ หนังสือเล่มนี้มีคุณูปการอย่างมากต่อแวดวงหนังสือการจัดการเนื่องเพราะเป็นหนังสือการจัดการเล่มแรกที่สามารถทำยอดขายได้เกินหนึ่งล้าน ซึ่งถือเป็นการบุกเบิกศักราชหนังสือการจัดการยุคใหม่ก็ว่าได้ เพราะหลังจากนั้นหนังสือการจัดการชั้นเลิศก็มียอดขายเกินล้านเล่มด้วยเหมือนกัน คุณทอมเคยมาเมืองไทยครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนั้นบริษัทคู่แข่งเชิญมาก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นปี 2539 ผมไปฟังคุณทอมด้วยนะ ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวอะไรนัก อาจจะเป็นเพราะว่าผมไม่ได้ศรัทธาเขาเท่าที่ควร สารภาพตามตรงว่าตอนนั้นกำลังคลั่งปีเตอร์ เอฟ.ดรักเกอร์ ปฐมาจารย์การจัดการและไมเคิล อี.พอร์เตอร์ กูรูกลยุทธ์ อยู่ หลังจาก In Search of Excellence แล้ว ทอมเขียนหนังสืออีกหลาย เล่มนะ แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่เขาก็พยายามคิดอะไรใหม่ๆ อยู่เรื่อยเพราะเขาให้ความสำคัญต่อนวัตกรรมมาก คำที่เขานำมาใช้ในด้านการจัดก็คือ WOW ซึ่งเป็นผลมาจากเขียนหนังสือชื่อ In Pursuit of WOW สำนักพิมพ์คู่แข่งพิมพ์ออกมาเป็นภาษาไทย ผมได้รับแจกในงานวันนั้นด้วย ให้ตายเถอะ จอร์จ ผมไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย อาจจะเป็นเพราะอคติที่มีกับปีเตอร์สนี่เองทำให้ปฏิเสธการสัมภาษณ์พิเศษ ตัวต่อตัวกับเขา เมื่อมองย้อนไปในอดีตแล้วผมไม่ได้เสียใจแม้แต่น้อยเพราะไม่รู้ว่าจะถามอะไรเขาเหมือนกัน วันนี้ผมชอบงานของเขานะ ช่วงหลังติดตามมาตลอด ชอบการ Package ทั้งเนื้อเรื่องและการจัด Lay Out หนังสือของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Re-Imagine เป็นแรงบันดาลใจให้นิตยสาร thaicoon ฉบับเดือนธันวาคม Lay Out ได้น่าตื่นตาตื่นใจมาก ฉบับนี้ Marketing School เนื้อที่น้อย ผมขอหยิบบทหนึ่งใน Re-Imagine ที่ผมซื้อจาก Asia Books มาเขียนถึงก็แล้วกัน

The Heart of Branding

Gillian Law และ Nick Grant นักการตลาดจากนิวซีแลนด์ กล่าวว่า “ความยากลำบากในการสร้างความแตกต่างและการที่คู่แข่งสามารถไล่ก๊อบนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วจะทำให้แบรนด์มีความสำคัญอย่างยิ่ง” Wally Olins เขียนไว้ในหนังสือ Corporate Identity ว่า “ผลิตภัณฑ์จากบริษัทชั้นนำทั่วโลกจะยิ่งคล้ายคลึงกันไปหมดแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าบุคลิกโดยรวมของบริษัทจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสร้างทางเลือกระหว่างผลิตภัณฑ์ของบริษัทของตนและผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่น แน่นอน Branding ทวีความสำคัญมากกว่าแต่ก่อน การมีผลิตภัณฑ์ที่ดีและกำหนดราคาที่สามารถแข่งขันได้ (Competitive Price) แม้จะเป็นประเด็นสำคัญเช่นเดียวกัน แต่มันเป็นเพียงจุดตั้งต้นเท่านั้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุด ฉะนั้นประเด็นอยู่ตรงไหน... อะไรคือจุดมุ่งหมาย... หัวใจสำคัญคืออะไร... ซึ่งก็คือ แบรนด์คืออะไรกันแน่... ทอม ปีเตอร์ส เชื่อเรื่อง Branding Branding คือความเรียบง่าย Branding คือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ Branding ไม่ใช่เล่ห์กลการตลาด มันเป็นการตอบคำถามง่ายๆ ดัง ต่อไปนี้คือ คุณคือใคร (WHO ARE YOU?) ทำไมคุณมาอยู่ที่นี่
(WHY ARE YOU HERE?) คุณโดดเด่นเหนือผู้อื่นอย่างไร (HOW ARE YOU UNIQUE?) คุณจะทำตัวให้โคตรแตกต่างได้อย่างไร
(HOW CAN YOU MAKE A DRAMATIC DIFFERENCE?)


และที่สำคัญก็คือ ใครแคร์กันวะ (WHO CARE?) คุณเองแคร์รึเปล่า ทอมเล่าว่าบริษัทนึงใหญ่มาก แต่กำลังเละ เทกโอเวอร์บริษัทโน้น บริษัทนี้เข้ามาเพียบเลย ทอมตื่นเต้นที่จะพรีเซนต์ให้บริษัทนี้ฟัง พูดตอน 7 โมงเช้า แต่ตื่นตี 4 เตรียมพาวเวอร์ พอยน์ 127 แผ่น แต่สุดท้ายโละทิ้ง 126 แผ่น เหลือแผ่นเดียว คือ “WHO ARE YOU [These days] ?” ส่วนคำถามที่สอง WHY ARE YOU HERE? ก็คือตอบว่า What is Your Mission (อะไรคือภารกิจของคุณ) นั่นเอง ส่วนคำถามที่สาม HOW ARE YOU UNIQUE? Unique = Singular ทอมบอกว่าความสำเร็จหมายความว่าคุณต้องไม่ปล่อยให้การแข่งขัน Define เรา ที่จริงคุณต้อง Define ตัวเองโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของทัศนคติที่คุณแคร์อย่างลึกซึ้ง แต่ถ้าไม่ Unique....ก็จงอย่ากังวล

กฎของโคตรแตกต่าง
กฎ # 1 Overt Benefit อะไรคือ ONE GREAT THING ของสินค้าและบริการของคุณ
กฎ # 2 Real Reason to Believe องค์กรของคุณสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถ Deliver ONE GREAT THING ได้หรือเปล่า
กฎ # 3 Dramatic Difference = The Emotional Connection ต้องเชื่อมต่อทางอารมณ์ ข้อสุดท้ายคือ Who Care นั้นผมจะไม่เขียนถึงล่ะ อยากจะให้จินตนาการกันเอาเอง ทอม ปีเตอร์ส ได้สรุปในสิ่งที่เขานำเสนอมาทั้งห้าข้อนั้นว่าเป็นหัวใจของแบรนดิ้ง เพราะแบรนดิ้งไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า Heart มันเป็นเรื่องของ Passion... สิ่งที่คุณแคร์....มันเป็นเรื่องภายใน (บริษัท) ของคุณ จริงๆ มันมีมากกว่านี้อีก เอาเป็นว่าถ้าคุณทำอย่างที่บอกมาทั้งหมดได้ คุณก็จับ The Heart of Branding ได้แล้ว


โดย: The Heart of Branding (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:12:09:06 น.  

 
tiantalk 44 ทักษิณพูด 17 ธค 46

”ปีหน้าทั้งปี รัฐบาลจะสนับสนุน การใช้อินเทอร์เน็ตในทุกๆภาค รัฐบาลใช้ทั้ง Front Office, Back Office และใช้เซอร์วิส ลงไปถึงระดับจังหวัด, ส่งเสริมการใช้ซอฟท์แวร์, ส่งเสริมอุตสาหกรรมแอนิเมชั่น, ส่งเสริมให้เกิดการใช้อินเทอร์เน็ตในราคาถูกลง แล้วจะควบคุมอินเทอร์เน็ตที่ไม่สร้างสรรค์” นายกรัฐมนตรีกล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในหัวข้อ “ICT for the Future” ที่งาน “ทิศทาง ICT 2547” ณ หอประชุมกองทัพเรือ เมื่อวันพุธที่ 17 ที่ผ่านมา โดยมีเนื้อความดังนี้

ท่านรัฐมนตรี ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรี ท่านปลัด ท่านผู้บริหารกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ท่านประธานและคณะกรรมการองค์กรโทรศัพท์ ท่านประธานและคณะกรรมการการสื่อสารแห่งประเทศไทย ท่านผู้บริหารจากแวดวงไอซีที ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพรักทุกท่าน วันนี้ผมรู้สึกว่ามาอยู่ในคนที่คุ้นเคย หน้าตาก็คุ้นๆกันมาหลายสิบปี เพียงแต่ผิดกันว่าวันนี้ผมอาจจะล้าสมัยกว่าพวกท่านไปเยอะ

ก็ต้องมาพูดให้ท่านฟังนี่ก็ค่อนข้างจะหนักใจหน่อย เพราะว่าผม ถ้าถามเรื่องคนจนอาจจะรู้มากกว่าเรื่องไอซีที ถ้าถามเรื่องเศรษฐกิจก็น่าจะรู้มากกว่าไอซีที แต่วันนี้จะต้องพูดเรื่องไอซีที ก็จะพยายาม นึกอะไรได้ก็จะพูด แต่ว่าจะเน้นเรื่องของว่า ปีหน้ารัฐบาลจะมีกิจกรรมอะไรที่เกี่ยวข้องกับไอซีที เพื่อท่านจะได้ปรับตัวทำตัวถูกว่าจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนจะไปเรื่องของประเทศไทย ผมอยากจะมองภาพทั่วๆไป

ที่นี่เป็นห้องประชุมที่เราใช้จัดเลี้ยงผู้นำเอเปก เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา สวยงามมาก ผมก็เลยอนุญาตให้ แล้วก็ขอให้ กองทัพเรือใช้บริการส่วนราชการ บริการประชาชนได้ เพราะว่าของสวยๆ จะเก็บเอาไว้เฉยๆ ก็ไม่มีประโยชน์ ก็เลยอยากจะให้เอามาใช้ประโยชน์ให้มาก ถ้าใครนึกถึงเอเปกก็ไปดูนิทรรศการภาพถ่ายของเอเปก ผมไปดูมาแล้ว สวยมาก ที่ศูนย์สิริกิติ์ มีตั้งแต่วันที่ 16 ถึงวันที่ 21 เมื่อวานผมไปดู สวย ดูแล้วจะภูมิใจในประเทศไทยขึ้นเยอะ

เน้นเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

เมี่อกี้นี้ เราได้ดูวีดีทัศน์ พูดถึงเรื่องการเพิ่มศักยภาพ การแข่งขัน การต้องทำ ต่อเหตุการณ์ทั้งหมดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของโลก ผมว่าถ้าท่านทั้งหลายที่อยู่วงการนี้ โดยเฉพาะนักบริหารทั้งหลาย ลองไปหาหนังสือสัก 2 เล่มมากอ่านดู ท่านจะตื่นตัวขึ้นเยอะ ท่านจะรู้ว่า เออ…มันต้องปรับเปลี่ยนจริงๆนะ เรื่องแรกคือ “It’s aLive” ซึ่งผมเคยพูดมานานแล้ว ที่แต่งโดย คริสโตเฟอร์ ไมเยอร์ กับ สแตนด์ เดวิส หนังสือออกปีนี้ ปี 2003 อีกเรื่องนึงเป็นเรื่อง “Reimagine” เขียนโดย ทอม ปีเตอร์ สองเรื่องนี้จะทำให้ท่านตื่นตัวขึ้นเยอะ

เรื่อง “It’s aLive” พูดถึงเรื่องของทุกองค์กรจะต้องปรับตัว ต้อง Adaptive หรือ Change แล้วก็พูดถึงเรื่อง Molecular Science แล้วพูดถึงการพัฒนาการ จาก Science ออกจากห้องแล็บมาเป็นเทคโนโลยีที่ Apply ใช้ แล้วก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทาง Economy ซึ่งทั้งหมดมันเกิดจากการ Convergence ของไอซีที ของ Biology แล้วก็ Business ซึ่งจะประกอบด้วยวิชาที่น่าสนใจ 4 เรื่อง เรื่องแรกก็เรื่อง ICT นี่แหละ เรื่องที่ 2 คือเรื่อง Biotech เรื่องที่ 3 คือ Material Science เรื่องที่ 4 ก็คือเรื่อง Nanotechnology นี่คือคลื่นลูกใหม่ที่จะเปลี่ยนหลายๆเรื่อง รวมทั้งเรื่องไอซีทีด้วย

ส่วน “Reimagine” นั้น ชื่อเรื่องมันก็บอกชัดเจนว่า Reimagine คือต้อง Imagine ใหม่ แล้วเค้าก็บอกว่าให้ Think Weird คือคิดให้ประหลาดๆ สุดกู่ไปเลย เพราะสิ่งที่ท่านคิดว่า Weird แล้วเนี่ย โลกมัน Weird ไปมากกว่าที่ท่านคิดได้ด้วยซ้ำ นั่นคือสิ่งที่มันกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

ไอซีที สิ่งจำเป็น

ตัว Drive มีหลายตัว แต่แน่นอน ไอซีที เราพูดกันตลอดเวลาว่า ไอซีทีเป็นเทคโนโลยี By Yourself แล้วก็เป็น Embeded Technology ซึ่งไปรวมกับวิชาอื่นๆแล้วทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ เกิดประสิทธิภาพใหม่ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ

เพราะฉะนั้นวันนี้ ประเทศไทยเราจะ Ignore ต่อเรื่องของไอซีทีอีกไม่ได้ นอกจากไม่ Ignore แล้ว ยังต้อง Deep Down จากระดับเศรษฐกิจฐานบน ลงสู่ชนบทเลย วันนี้รัฐบาลลงไปลึกแล้ว สิ่งนี้เราจะต้องมีและต้องไปกันต่อไป

โลกข้างหน้ามันเปลี่ยนน่ากลัวมาก ไอ้สิ่งที่เราจะทำเนี่ย บางทีมันก็ล้าสมัย เราคิดว่าเร็วแล้วเนี่ย ระบบราชการก็ดี กฎหมายก็ดี ทำให้เราช้าขึ้นเยอะ ซึ่งไม่ทันกินหรอก ไอซีทีเนี่ย วันนี้เนี่ย สิ่งที่เราคิดว่าช่วง 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลผลักดันเปลี่ยนแปลงมากมายแล้วเนี่ย ผมยังคิดว่า เรายังช้าไป ไม่ต้องคิดไรมาก กทช.นี่ตั้งไม่ได้ซักที ร้องกันไม่เลิก กสช.ก็เหมือนกัน ร้องไม่เลิก ไอ้พวกร้องเนี่ย อยากทั้งนั้นน่ะ ไม่ได้คิดว่าจะทำเสียสละให้บ้านเมืองหรอก ร้องไปร้องมา

แต่วันนี้เราต้องคิดว่าเราต้องช่วยกันทำให้บ้านเมือง อย่างเรากำลังพูดกันถึงเรื่อง Frequency วันนี้เค้าพูดกันเรื่อง Pulse Modulation ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับ Frequency เลย ไม่ใช้ Frequency เลย ส่งสัญญาณได้โดยไม่ใช้ Frequency เลย ไปนู่นแล้ว เราจะตั้งกรรมการมาดูความถี่ มาอนุมัติความถี่ แล้วตกลง Pulse Modulation ใครดูล่ะ ไปนู่นแล้ว

ตอนนี้ switching เราพูดถึงเรื่องของ land line ตอนนี้มาแล้ว IP Switch, IP Phone แล้วตกลงเราจะ regulate กันอย่างไร ตกลงเราจะจัด field อย่างไร นี่คือสิ่งที่มันมาเร็วกว่ากฎหมาย และกติกา และความเข้าใจของคนในสังคมจะทัน แล้วบางครั้งผมจะผลักดันอะไรมาก ก็พวกชอบพูดมันก็มี แต่ผมเป็นคนไม่แคร์ เพราะผมไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองอยู่แล้ว ง่าย

เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่า ถึงเวลาที่เราต้องนึกถึงคำไม่กี่คำ เค้าพูดคำว่า Economy of Speed เค้าพูดกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจะทำยังไง เราจะทำให้เร็วได้ยังไง ก็ต้องมานั่งดูกัน

Knowledge Worker

บิลล์ เกตส์ บอกว่า ถ้าจะไปเร็วเนี่ย จะต้องมี Digital Nervous System อย่างดี จะต้องสร้าง Knowledge Worker เค้าบอกอย่างนั้น พอมาถึงระบบราชการ เสนอเพื่อพิจารณาตั้งแต่หัวหน้าแผนกยันรัฐมนตรี มันไม่มี knowledge worker เพราะว่ามันไม่มีข้อมูล ระบบข้อมูลไม่มี ระบบเส้นประสาทดิจิตอลไม่มี ไม่ได้วางไว้ เพราะฉะนั้นปีหน้าจะเป็นปีที่สิ่งเหล่านี้จะถูกผลักดันหมด

เรากำลัง คือเค้ากำลังพูดกันถึง Quantum Teleportation เคยได้ยินมั้ย ทุกวันนี้เราส่งแฟกซ์ใช่มั้ยครับ เราส่งแฟกซ์นี่เราสแกนถึงชั้นบิตถูกมั้ยฮะ ตอนนี้เค้าบอกว่าเค้าจะสแกนถึงชั้นอะตอม เป็น mass ส่ง mass จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ตอนนี้เค้าบอกว่าเป็นไปได้แล้ว เพียงแต่ว่ามี 2 ทฤษฎีที่เถียงกันอยู่ แบบว่าส่งจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเนี่ย ส่งไปโดยที่ส่ง Replica หรือส่งไปแล้วทำลาย Original อะไรทำนองนี้ อย่างสมมุติว่าเราส่งแฟกซ์ ต้นฉบับยังอยู่ใช่มั้ย ที่นี้ถ้าจะส่งมนุษย์ล่ะ ส่งมนุษย์จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เดี๋ยวโผล่ไปมีมนุษย์หลายคน หรือส่งไปแล้ว มนุษย์นี้ถูกทำลาย อีกตัวนึงไปโผล่ที่โน่น นี่คือเรื่องของเทคโนโลยี ซึ่งเราดูเหมือนว่าเป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นเรื่อง Science Fiction

เราเคยได้ยิน Science Fiction สมัยก่อนมั้ยครับ ที่มีระบบ Submarine เข้าไปในลำไส้มนุษย์ ลงไปในเส้นเลือด ที่เค้าเรียกว่า Nanonurse อีกไม่เกิน 3 ปีออกแล้วครับ นี่ผมพูดช้าไปหรือเปล่าไม่รู้นะ 3 ปีเนี่ย ด้วย Nanotechnology ด้วย Material Science สามารถทำวัสดุเล็กๆ ที่สามารถส่งผ่าน ส่งไฟเบอร์เข้าไปในลำไส้ ในเส้นเลือด แล้วไปถึงตรงจุดไหนที่มีเชื้อโรค ก็พ่นยาลงไป ก็รักษาที่นั่น ไม่ต้องผ่าตัด มันกำลังจะเกิด สิ่งที่เราไม่เชื่อว่าจะเกิด มันเกิดขึ้นได้

เค้าบอกว่า ข้างหน้า ซอฟต์แวร์ทั้งหลาย จะต้องเป็น Autonomous Software คือมันขึ้นไปจากซอฟต์แวร์ปกติอีกชั้นหนึ่ง ระบบโค้ดดิ้งจะเปลี่ยนเองเหมือนสิ่งมีชีวิต มากกว่าสิ่งที่เราเอนจิเนียร์เข้าไป

พอมาเห็นตรงนี้แล้วมาถามว่า ประเทศไทยเราจะอยู่แค่นี้พอมั้ย ของเรายังไม่ทันไรต้องมาถามก่อน อินเทอร์เน็ตมีมาแล้ว Last Mile High Speed ยังมีปัญหาอยู่ ซึ่งเราคิดว่าปีหน้าปัญหาเหล่านี้น่าจะจบ จากที่ ดร.สุรพงษ์ ทำไป ปีนี้น่าจะจบ เดี๋ยวเราค่อยกลับมาคุยกัน

เอามาฝากอีกครั้ง อยากจะบอกนายกฯว่าในสถาบันการศึกษาระดับ คณะ และภาควิชาในมหาวิทยาลัยบางแห่ง พวกอาจารย์ต้องปากกัดตีนถีบหาคอมพ์มาใช้ ต้องไปเช่า internet ที่บ้าน แทนที่จะมีเครือข่ายโยงใยให้ใช้เป็น network ระหว่างการเรียนการสอนทั้งฝั่งอาจารย์และนักศึกษา กระทั่งไปหาบริจาคเครื่องมาได้แล้ว บางทีก็มาจอดอยู่เฉยๆ เพราะระดับบริหารบางทียังมองว่าเป็นของฟุ่มเฟือย ยังนึกว่ามีไว้ Entertain หรือใช้พิมพ์อย่างเดียว ต้องรอให้เบื้องบนบัญชาลงมาก่อน ในขณะที่บางแห่ง online กันทุกระดับ ถึงกันตลอดเวลา จึงไม่มีเรื่องหนังสือราชการ หรือเอกสารต่างๆตกค้างมาถึงมือผู้รับเมื่อหมดเขตปิดรับสมัคร หรือมีการประชุมผ่านไปแล้วก็บ่อยครั้ง เมื่อย้อนมาดูในเวบไซด์ e-MED TECH ที่ทำกันมาครบปีแล้ว ก็พอจะคาดได้ว่าจำนวนคนในวิชาชีพที่เข้า internet ติดตามเรื่องราวต่างๆยังนับว่าน้อย และหลายคนไม่สนใจมันเลยก็ว่าได้ แสดงว่า คนจำนวนหนึ่งยังล้าสมัย ทำให้โอกาสเป็น Learning society ยังห่างไกล

คนที่มีโอกาสเรียนก็ไม่ค่อยอยากเรียน คนที่จำเป็นต้องเรียนและอยากเรียนก็ไม่ค่อยมีโอกาสเรียน
ว่าง ๆ แวะกลับไปกินเรียนกวนที่บ้านเราดีกว่าครับท่านอาจารย์



โดย: tiantalk 44 ทักษิณพูด 17 ธค 46 (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:12:11:57 น.  

 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2547

Re-imagine

บริหารอย่างยอดเยี่ยมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

Tom Peters ผู้แต่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการคิดค้นนวัตกรรมทางการบริหารจัดการที่มีชื่อเสียงระดับโลก งานของเขาคือการคิดค้นวิธีใหม่ๆ ที่ดีกว่าในการบริหารจัดการ เพื่อช่วยให้ผู้บริหารยังคงสามารถบริหารธุรกิจได้อย่างยอดเยี่ยม และประสบความสำเร็จท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเปลี่ยนสิ่งที่ Peters เรียกว่า "ความฝันที่เป็นไปไม่ได้" ให้กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

Peters เริ่มต้นด้วยการชี้ว่า กระบวนการทำงานขององค์กรและอัตตาของผู้บริหาร สามารถเป็นอุปสรรคขัดขวาง และทำลายความตั้งใจดีๆ ของพนักงานได้อย่างไร ทั้งยังสามารถฉุดรั้งองค์กรมิให้ก้าวไปข้างหน้า ดังนั้นทั้งผู้บริหารและบุคลากรในองค์กร จึงจำเป็นจะต้องได้รับการอัดฉีดแรงบันดาลใจและความรู้ครั้งใหม่

คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่สุดในรอบ 1 พันปี

Peters กล่าวว่า ธุรกิจจะดำเนินไปได้ดีที่สุด เมื่อตั้งเป้าที่จะเติบโต และส่งมอบบริการที่น่าตื่นเต้นให้แก่ลูกค้า และขณะเดียวกันก็ส่งมอบโอกาสที่น่าตื่นเต้นให้แก่ลูกจ้างด้วย Peters ได้แนะนำวิธีที่ธุรกิจจะเพิ่มมูลค่าให้แก่ตนเองได้ ด้วยการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมที่ดีกว่า ด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรค์ การมีวิสัยทัศน์ และการเพิ่มคุณภาพการบริการ

Peters เชื่อมั่นว่า ขณะนี้โลกกำลังจะเผชิญกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงลูกใหญ่ที่สุด ซึ่งจะส่งผลอย่างลึกซึ้งที่สุดในรอบ 1 พันปี เขาชี้ว่าระบบราชการกำลังค่อยๆ กลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยลงทุกที และการมัวแต่ยึดมั่นในเรื่องระเบียบและประสิทธิภาพ จะไม่ช่วยให้องค์กรธุรกิจสร้างนวัตกรรมที่แท้จริงได้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นหากพวกเขาต้องการจะอยู่รอดเมื่อคลื่นลูกใหญ่แห่ง

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเดินทางมาถึง

องค์กรธุรกิจที่ดีกว่าในสายตาของ Peters คือองค์กรสายพันธุ์ใหม่ที่มีความยืดหยุ่น มีพลังและมีความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรม รวมทั้งมีวิญญาณผู้ประกอบการ ตัวอย่างขององค์กรธุรกิจเหล่านี้คือ Wal-Mart, Microsoft และ Charles Schwab ซึ่งสามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลง และทิ้งให้คู่แข่งที่ไม่ยอมเปลี่ยนจมอยู่ในกองฝุ่นของความคิดเก่าๆ Peters แนะว่าองค์กรจะต้องฝึกตัวเองให้สามารถเปิดรับความคิดที่ใหม่ถอดด้ามต่างๆ ได้ เพราะในโลกทุกวันนี้ องค์กรจำต้องมีความฉลาดแกมโกงและความรวดเร็ว รวมทั้งความสามารถในการสร้างความประหลาดใจ จึงจะมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ท่ามกลางสภาพการแข่งขันที่ร้อนแรงสูงสุดอย่างทุกวันนี้

ผู้ต่อต้าน zero defects

Peters เห็นว่า แนวคิดด้านการบริหารจัดการหลายอย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน และถูกประโคมว่าสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างขององค์กรได้นั้น ถึงเวลาที่จะต้องโละทิ้งได้แล้ว ตัวเขาเองเป็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดที่เรียกว่า Zero Defects เขาเห็นว่า zero defects อาจจะดีสำหรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความชัดเจน แต่จะไม่มีประโยชน์เลยในสภาพแวดล้อมที่คลุมเครือ

Peters ทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเลิกยึดถือแนวคิดทางธุรกิจที่ผิดๆ และคิดค้นนวัตกรรมทางการบริหารจัดการที่ดีกว่า


Resource:
//www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=10907


โดย: Re-imagine (moonfleet ) วันที่: 10 มีนาคม 2551 เวลา:12:13:16 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

moonfleet
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




ไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาได้ หากไม่เคยเป็นความฝันมาก่อน
New Comments
Friends' blogs
[Add moonfleet's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.