The Truth about Pharmaceutical Company and FDA: ความจริงของบริษัทยาและคณะกรรมการอาหารและยา ตอน 2
The hoax of modern medicine: 7 facts you need to know




สภาพความเป็นจริง 7 อย่างที่เกี่ยวกับยาในปัจจุบัน

1). 90% ของโรคต่างๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคซึมเศร้า โรคหัวใจ ฯลฯ สามารถป้องกันได้อย่างง่ายๆด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกเหมาะสม การรับแสงแดด และการออกกำลังกายเป็นประจำ ทั้งสามสิ่งนี้ไม่มีการรณรงค์เพราะว่ามันไม่ช่วยให้พวกเขาทำเงินได้

2). การบริโภคยาในปัจจุบันเกือบทั้งหมดเป็นผลมาจากการโฆษณาและการให้สินบนแก่หมออย่างลับๆเพื่อให้หมอสั่งจ่ายยามากขึ้น มีเพียงจำนวนเล็กน้อยที่การสั่งจ่ายยานั้นที่มาจากผลที่ออกมาดีของงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

3). ไม่มียาตัวใดที่สามารถรักษาปัญหาพื้นฐานที่ทำให้เกิดโรคนั้น จนหายขาดได้ แม้แต่ยาที่ให้ได้ผลดีที่สุดแล้วนั้นก็เพียงเป็นการจัดการกับอาการต่างๆเท่านั้น แต่ก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาอีก ไม่มียาตัวใดเลยที่ไม่มีผลข้างเคียง

4). ไม่มีค่าตอบแทนทางการเงินต่อใครเลยในระบบการรักษาด้วยยาในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทยา โรงพยาบาล หรือหมอ ที่จะทำให้เป็นผลดีต่อผู้ป่วย

5). จริงๆแล้ว แผนการตรวจต่างๆเพื่อป้องกันโรค ที่ท่านเห็นในปัจจุบันนั้น เช่นการตรวจหามะเร็งเต้านม(Mammograms)ฟรี หรือโปรแกรมการตรวจร่างกายอื่นๆนั้นเป็นเพียงการทำการตลาดเพื่อให้ได้ผู้ป่วยมากขึ้น

เขาใช้โปรแกรมการตรวจฟรีเพื่อทำให้ผู้คนกลัวซึ่งเพื่อนำมาถึงการตรวจที่มีราคาแพงและการรักษาที่ไม่จำเป็นในเวลาต่อมาซึ่งก็เป็นการทำเงินมากขึ้นของเหล่าบริษัทยาต่างๆ

การตรวจหามะเร็งเต้านมนั้นเป็นเรื่องหลอกลวงโดยสิ้นเชิง เพราะเครื่องนี้นี่เองที่ทำให้คนเป็นมะเร็งเต้านม!!!!!

เพราะว่ายิ่งร่างกายคนเราสัมผัสกับสิ่งแปลกปลอมโดยเฉพาะรังสีบ่อยแค่ไหนก็จะยิ่งทำให้เกิดสิ่งที่ผิดปกติมากขึ้นเท่านั้น

ข้อมูลเพิ่มเติม:
(1). //www.naturalnews.com/010886_cancer_brst_cancer_mammography.html
(2). //www.naturalnews.com/024901.html

Gofman continues, "has known for 20 years that ionizing radiation is a prominent and proven cause of breast-cancer" (John Gofman, Preventing Breast Cancer, San Francisco: Committee for Nuclear Responsibility, 1995, p. 303).
(3). //www.rense.com/general48/mam.htm



6). หมอแทบไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับโภชนาการ เพราะในโรงเรียนแพทย์หลายๆแห่งไม่มีการสอนเรื่องนี้

แต่มีข้อยกเว้นอยู่บ้างที่มีหมอบางคนที่ศึกษาเรื่องนี้ด้วยตัวเอง แต่ที่เหลือส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่รู้เรื่องโภชนการอยู่นั่นเอง

พวกเขาแทบจะไม่รู้สรรพคุณพื้นฐานทางยาของผักผลไม้ที่พบอยู่ทุกๆวัน

การคาดหวังว่าจะมีหมอบางคนสอนคุณเรื่องการป้องกันโรคนั้น ก็เหมือนกับที่คุณจะไปคาดหวังให้ช่างซ่อมเครื่องยนต์มาสอนคุณเรื่องการผ่าตัดสมองยังไงยังงั้นเลย

7). ไม่มีใครสนใจเรื่องสุขภาพของคุณนอกจากตัวคุณเอง ไม่มีบริษัทไหน ไม่มีหมอคนไหน ไม่มีรัฐบาลไหนที่ปรารถนาจะให้คุณมีสุขภาพดี

This accessible study about the collusion between medical science and the drug industry emphasizes how drug companies market their products by either redefining problems as diseases (like female sexual dysfunction) or redefining a condition to encompass a greater percentage of the population. Moynihan, a health journalist for the New England Journal of Medicine and the Lancet, and Cassels, a Canadian science writer, note, for instance, that eight of the nine specialists who wrote the 2004 federal guideline on high cholesterol, which substantially increased the number of people in that category, have multiple financial ties to drug manufacturers. Physicians now routinely prescribe cholesterol-lowering pills (statins) that may have perilous side effects, when many people could lower their risk of heart attack with less costly and dangerous steps, such as exercise and improved diet. Through aggressive merchandising, funding of medical conferences and expensive perks, drug companies win doctors over to diagnosing these "diseases" and prescribing drugs for them.

Science and medicine writers Moynihan and Cassels conjecture that most Americans believe, based on information gleaned from a deluge of pharmaceutical-company advertisements, that conditions such as hypertension, high cholesterol, menopause, and chronic constipation are bona fide diseases. They quote reputable medical experts, however, who refute such understandings. What's more, they suggest that billions of precious and diminishing health-care dollars are squandered treating those nondiseases of healthy, wealthy Americans and would be better spent treating the legitimately sick poor and fighting the international AIDS epidemic. Quoting former Merck CEO Henry Gadsen--who, in a 1976 Fortune article, confessed that "it had long been his dream to make drugs for healthy people. Because then, Merck would be able to 'sell to everyone'"--they lay the blame for the misdirected billions at the feet of just such pharmaceutical giants as Merck. Finally, they counterpoint glossy pharmaceutical ad campaigns with alternatives that consumers may consider before asking their doctors for prescription drugs they saw touted on TV. Donna Chavez




















Create Date : 05 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2552 23:22:24 น.
Counter : 684 Pageviews.

0 comment
The Truth about Pharmaceutical Company and FDA: ความจริงของบริษัทยาและคณะกรรมการอาหารและยา ตอน 1
ลำดับวงศ์วานจากอาดัมถึงโนอาห์
ปฐมกาล (Genesis) 5
1 นี้เป็นหนังสือลำดับพงศ์พันธุ์ของอาดัม ในวันที่พระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์นั้น พระองค์ทรงสร้างตามแบบพระฉายาของพระเจ้า
2 พระองค์ทรงสร้างให้เป็นผู้ชายและผู้หญิง และทรงอวยพระพรแก่เขา และทรงเรียกชื่อเขาทั้งสองว่าอาดัม ในวันที่เขาถูกสร้างขึ้นนั้น
3 และอาดัมอยู่มาได้ 130 ปี และให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกันกับเขา และเรียกชื่อของเขาว่าเสท
4 ตั้งแต่อาดัมให้กำเนิดเสทแล้ว ก็มีอายุต่อไปอีก 800 ปี และเขาให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
5 รวมอายุที่อาดัมมีชีวิตอยู่ได้ 930 ปีและเขาได้สิ้นชีวิต
6 เสทอยู่มาได้ 105 ปี และให้กำเนิดบุตรชื่อเอโนช
7 ตั้งแต่เสทให้กำเนิดเอโนชแล้ว ก็มีอายุต่อไปอีก 807 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
8 รวมอายุของเสทได้ 912 ปีและเขาได้สิ้นชีวิต
9 เอโนชอยู่มาได้ 90 ปี และให้กำเนิดบุตรชื่อเคนัน
10 ตั้งแต่เอโนชให้กำเนิดเคนันแล้ว ก็มีอายุต่อไปอีก 815 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
11 รวมอายุของเอโนชได้ 905 ปีและเขาได้สิ้นชีวิต
12 เคนันอยู่มาได้ 70 ปี และให้กำเนิดบุตรชื่อมาหะลาเลล
13 ตั้งแต่เคนันให้กำเนิดมาหะลาเลลแล้ว ก็มีอายุต่อไปอีก 840 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
14 รวมอายุของเคนันได้ 910 ปีและเขาได้สิ้นชีวิต
15 มาหะลาเลลอยู่มาได้ 65 ปี และให้กำเนิดบุตรชื่อยาเรด
16 ตั้งแต่มาหะลาเลลให้กำเนิดยาเรดแล้ว ก็มีอายุต่อไปอีก 830 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
17 รวมอายุของมาหะลาเลลได้ 895 ปีและเขาได้สิ้นชีวิต
18 ยาเรดอยู่มาได้ 162 ปี และให้กำเนิดบุตรชื่อเอโนค
19 ตั้งแต่ยาเรดให้กำเนิดเอโนคแล้ว ก็มีอายุต่อไปอีก 800 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
20 รวมอายุของยาเรดได้ 962 ปีและเขาได้สิ้นชีวิต
21 เอโนคอยู่มาได้ 65 ปี และให้กำเนิดบุตรชื่อเมธูเสลาห์
22 ตั้งแต่เอโนคให้กำเนิดเมธูเสลาห์แล้ว ก็ดำเนินกับพระเจ้า 300 ปี และ.ให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
23 รวมอายุของเอโนคได้ 365 ปี
24 เอโนคได้ดำเนินกับพระเจ้า และหายไป เพราะพระเจ้าทรงรับเขาไป
25 เมธูเสลาห์อยู่มาได้ 187 ปี และให้กำเนิดบุตรชื่อลาเมค
26 ตั้งแต่เมธูเสลาห์ให้กำเนิดลาเมคแล้ว ก็มีอายุต่อไปอีก 782 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
27 รวมอายุของเมธูเสลาห์ได้ 969 ปีและเขาได้สิ้นชีวิต
28 ลาเมคอยู่มาได้ 182 ปี และให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง
29 เขาเรียกชื่อบุตรชายว่า โนอาห์ กล่าวว่า "คนนี้จะเป็นที่ปลอบประโลมใจเราเกี่ยวกับการงานของเรา และความเหนื่อยยากของมือเรา เพราะเหตุแผ่นดินที่พระเยโฮวาห์ได้ทรงสาปแช่งนั้น"
30 ตั้งแต่ลาเมคให้กำเนิดโนอาห์แล้ว ก็มีอายุต่อไปอีก 595 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
31 รวมอายุของลาเมคได้ 777 ปีและเขาได้สิ้นชีวิต
32 โนอาห์มีอายุได้ 500 ปี และโนอาห์ให้กำเนิดบุตรชื่อเชม ฮาม และยาเฟท






ความชั่วของมนุษยชาติ

...ต่อมาเมื่อมนุษย์เริ่มทวีมากขึ้นบนพื้นแผ่นดินโลก และพวกเขาให้กำเนิดบุตรสาวหลายคน บุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าเห็นว่าบุตรสาวทั้งหลายของมนุษย์สวยงาม และพวกเขารับเธอทั้งหลายไว้เป็นภรรยาตามชอบใจของพวกเขา.... ปฐมกาล 6:1-2




... และพระเจ้าทรงเห็นว่าความชั่วของมนุษย์มีมากบนแผ่นดินโลก และเจตนาทุกอย่างแห่งความคิดทั้งหลายในใจของเขาล้วนแต่ชั่วร้ายอย่างเดียวเสมอไป...ปฐมกาล 6:5


พระเยโฮวาห์ตรัสว่า "วิญญาณของเราจะไม่วิงวอนกับมนุษย์ตลอดไป เพราะเขาเป็นแต่เนื้อหนัง อายุของเขาจะเพียงแค่ 120 ปี" ...ปฐมกาล 6:3



เชื้อสายของอับราม
ปฐมกาล (Genesis) 11

...10 ต่อไปนี้เป็นพงศ์พันธุ์ของเชม เชมมีอายุได้ 100 ปีและให้กำเนิดบุตรชื่ออารฟัคชาด หลังน้ำท่วมสองปี
11 หลังจากเชมให้กำเนิดอารฟัคชาดแล้วก็มีอายุต่อไปอีก 500 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
12 อารฟัคชาดมีอายุได้ 35 ปีและให้กำเนิดบุตรชื่อเชลาห์
13 หลังจากอารฟัคชาดให้กำเนิดเชลาห์แล้วก็มีอายุต่อไปอีก 403 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
14 เชลาห์มีอายุได้ 30 ปีและให้กำเนิดบุตรชื่อเอเบอร์
15 หลังจากเชลาห์ให้กำเนิดเอเบอร์แล้วก็มีอายุต่อไปอีก 403 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
16 เอเบอร์มีอายุได้ 34 ปีและให้กำเนิดบุตรชื่อเปเลก
17 หลังจากเอเบอร์ให้กำเนิดเปเลกแล้วก็มีอายุต่อไปอีก 430 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
18 เปเลกมีอายุได้ 30 ปีและให้กำเนิดบุตรชื่อเรอู
19 หลังจากเปเลกให้กำเนิดเรอูแล้วก็มีอายุต่อไปอีก 209 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
20 เรอูมีอายุได้ 32 ปีและให้กำเนิดบุตรชื่อเสรุก
21 หลังจากเรอูให้กำเนิดเสรุกแล้วก็มีอายุต่อไปอีก 207 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
22 เสรุกมีอายุได้ 30 ปีและให้กำเนิดบุตรชื่อนาโฮร์
23 หลังจากเสรุกให้กำเนิดนาโฮร์แล้วก็มีอายุต่อไปอีก 200 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
24 นาโฮร์มีอายุได้ 29 ปีและให้กำเนิดบุตรชื่อเทราห์
25 หลังจากนาโฮร์ให้กำเนิดเทราห์แล้วก็มีอายุต่อไปอีก 119 ปี และให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวหลายคน
26 เทราห์มีอายุได้ 70 ปีและให้กำเนิดบุตรชื่ออับราม นาโฮร์ และฮาราน
27 ต่อไปนี้เป็นพงศ์พันธุ์ของเทราห์ เทราห์ให้กำเนิดอับราม นาโฮร์ และฮาราน และฮารานให้กำเนิดบุตรชื่อโลท






แม้พระเจ้าจะอนุญาตให้มนุษย์มีอายุยืนยาวเหลือเพียง 120 ปี แต่ทำไมคนเราในปัจจุบันจึงมีอายุเฉลี่ยต่ำกว่านั้นมาก???




Drug company salesman tells how the FDA is in bed with the drug companies

เภสัชกรตัวแทนขายยาเปิดเผยเบื้องหลังวงการผลิตยา การขึ้นทะเบียนจากคณะกรรมการอาหารและยาในประเทศอเมริกาและการจัดจำหน่ายยาของบริษัทยา การโหมโฆษณาถึงสรรพคุณในการรักษาในขณะที่ปิดบังข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยา



Gwen Olsen, author of "Confessions of an RX Drug Pusher", who worked as a sales representative for the drug companies for 15 years calling on doctors, tells how the U.S. Food and Drug Administration (FDA) is now in bed with the pharmaceutical industry.






บริษัทผลิตยาไม่ใช่ธุรกิจเพื่อส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรคให้หาย และไม่ใช่เพื่อสุขภาพที่ดี

สิ่งที่บรรดาบริษัทยาทำนั้นคือ การบำรุงโรค (Disease Maintenance) และการบริการอาการ (Symptoms Management)

นี่ไม่ใช่ธุรกิจที่ทำเพื่อรักษาโรคมะเร็งให้หาย ไม่ใช่เพื่อรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หาย และไม่ใช่ธุรกิจเพื่อการรักษาโรคหัวใจให้หาย ถ้าเขาทำเพื่อการรักษาให้หายเขาก็จะไม่มีธุรกิจอีกต่อไป

เธอไม่ใด้ออกมาพูดเพราะว่าเธอเป็นพวกคบคิด(Conspiracy) แต่มีการคบคิดกันเบื้องหลังธุรกิจยาอยู่แล้วคือบริษัทยาไม่ต้องการรักษาโรคให้หาย (แต่ต้องการเลี้ยงไข้ไว้เพื่อทำเงินไปเรื่อยๆ)

ลองพิจารณาดูยารักษาอาการทางจิตต่างๆ เช่น ยากระตุ้นประสาท ยารักษาอาการซึมเศร้า ฯลฯ นั้นต้องการให้คนไข้กินยาไปตลอดชีวิต และบางคนที่พยายามจะหยุดยาก็จะเกิดอาการขาดยา(Withdraw Symptom)อย่างรุนแรง

รวมทั้งยาลดคลอเรสเตอรอล (Cholesterol Lowering Drugs) ต่างๆที่ต้องกินไปเรื่อยๆ ซึ่งเราพบข้อเท็จจริงว่า ยากลุ่มนี้ไปลดคลอเรสเตอรอลเร็วมากจนทำให้เกิดโรคอื่นตามมา

เพราะฉะนั้นเพื่อการรักษาสุขภาพท่าน ท่านควรระมัดระวังอย่างมากในการบริโภคยา เพราะไม่มีใครมาบอกท่านหรอกว่า ยาต่างๆนั้นทำการทดลองเปรียบเทียบกับยาหลอก(Placebo) ซึ่งก็คือเม็ดน้ำตาล และความจริงก็คือยาหลายๆตัวนั้นไม่ค่อยจะให้ผลในการรักษาดีไปกว่ายาหลอกเลย

มีรายงานจาก New England Journal จากอังกฤษเกี่ยวกับยารักษาโรคซึมเศร้ากลุ่ม SSRI (Selective Serotonin Reuptake Inhibitor Antidepressant) นั้นให้ผลการรักษาไม่แตกต่างจากยาหลอก ซึ่งเรื่องนี้ทางคณะผู้วิจัยรู้มาเป็นทศวรรษแล้ว แต่ในปัจจุบันนั้นมีผู้รับประทานยากลุ่มนี้ประมาณ 44 ล้านคน

ซึ่งจริงๆแล้วนั้นมีสิ่งที่ช่วยดูแลสุขภาพจิตได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งยาเลย มีการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายนั้นทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นกว่าการใช้ยาหลอกหรือการใช้ยารักษาโรคซึมเศร้า

บริษัทยานั้นสามารถทำเงินได้สูงกว่าบริษัท 500 อันดับแรก(Fortune 500)ในอเมริกาถึง 5-6 เท่า

Ex-Pharma Sales Reps Speaks Out - Pharma Not in Business of Health, Healing, Cures, Wellness.

Gwen Olsen spent fifteen years as a pharmaceutical sales rep working for such healthcare giants as Johnson & Johnson, Bristol-Myers Squibb, and Abbott Laboratories. She enjoyed a successful, fast-paced career until several conscious-altering experiences began awakening her to the dangers lurking in every American medicine cabinet. Her most poignant lessons, however, came as both victim and survivor of life-threatening adverse drug reactions. After leaving pharmaceutical sales in 2000, Gwen worked in the natural foods industry first as an Account Manager for Nature's Way, and then as a Regional Sales Manager for Gaia Herbs. She is currently a writer, speaker, and natural health consultant.

The United States health care system is killing Americans at an alarming rate, even though we spend over fifteen percent of the Gross National Product (GNP) on health care. According to the Journal of the American Medical Association, our health care outcomes ranked only fifteenth among twenty-five industrialized nations worldwide. Adverse effects from prescription drugs have become the third-leading killer of Americans. Only heart disease and cancer claim more lives. We trust our doctors to inform us and our government to protect us from medical malfeasance that may put profits ahead of consumer health and safety. But the fine line walked by the FDA between the interests of the pharmaceutical manufacturers and the American public has continually been crossed. The result is the unleashing of an unprecedented number of lethal drugs on the U.S. market!

Gwen Olsen learned firsthand the danger that lurks in every American's medicine cabinet, working in the pharmaceutical industry. But her most poignant education would come as a victim and, ultimately, as a survivor.

ข้อมูลเพิ่มเติม: //gwenolsen.com/






ผลการเก็บข้อมูลวิจัยพบว่าการรักษาโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy) นั้นมีอัตราการล้มเหลวถึง 96-98% โดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด พบว่าเคมีแทบไม่ได้แตะรอยโรคเหล่านั้นเลย

เคมีบำบัดนั้นนอกจากจะไม่ช่วยทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นแล้วยังทำให้ผู้ป่วยมีอาการเลวลงอย่างรวดเร็ว เพราะผลข้างเคียงของเคมีที่รุนแรง ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ผมร่วง ปากเปื่อยทำให้รับประทานอาหารไม่ได้ คอแห้ง อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ และแพทย์ก็มักจะให้ยารักษาโรคซึมเศร้าเพื่อรักษาอาการซึมเศร้าอีกด้วย ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก

จากการสำรวจนักเคมีบำบัดพบว่าพวกเขาจะไม่รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดเด็ดขาดและจะไม่แนะนำให้ญาติของพวกเขารับอีกด้วย เพราะพวกเขารู้ว่ามันเป็นสารพิษ!!!


Dr. Moss’ work documents the ineffectiveness of chemotherapy on most forms of cancer. However, he is fair in pointing out that there are the following exceptions: Acute Iymphocytic leukemia, Hodgkin’s disease, and nonseminomatous testicular cancer. Also, a few very rare forms of cancer, including choriocarcinoma, Wilm’s tumor, and retinoblastoma. But all of these account for only 2% to 4% of all cancers occurring in the United States. This leaves some 96% to 98% of other cancers, in which chemotherapy doesn’t eliminate the disease. The vast majority of cancers, such as breast, colon, and lung cancer are barely touched by chemotherapy. However, there is another category where chemotherapy has a relatively minor effect — The most “successful” of these is in Stage 3 ovarian cancer, where chemotherapy appears to extend life by perhaps eighteen months, and small-cell lung cancer in which chemotherapy might offer six more months.


Chemotherapy usually doesn’t cure cancer or extend life, and it really does not improve the quality of the life either. Doctors frequently make this claim though. There are thousands of studies that were reviewed by Dr. Moss as part of the research for his book — and there is not one single good study documenting this claim.

What patients consider “good quality of life” seems to differ from what the doctors consider. To most it is just common sense that a drug that makes you throw up, and lose your hair, and wrecks your immune system is not improving your quality of life. Chemotherapy can give you life-threatening mouth sores. People can slough the entire lining of the intestines! One longer-term effect is particularly tragic: people who’ve had chemotherapy no longer respond to nutritional or immunologically-based approaches to their cancers. And since chemotherapy doesn’t cure 96% to 98% of all cancers anyway…People who take chemotherapy have sadly lost their chance of finding another sort of cure.



It’s especially telling that in a number of surveys most chemotherapists have said they would not take chemotherapy themselves or recommend it for their families. Chemotherapy drugs are the most toxic substances ever put deliberately into the human body. They are known poisons, they are designed poisons. The whole thing began with experiments with “mustard gas,” the horrible chemical-warfare agents from World War I.



Ref.:
//anticancer.wordpress.com/2007/09/26/chemotherapy-ineffective/
//www.mercola.com/article/cancer/cancer_options.htm




"....เพราะฉะนั้นชนชาติของเราจึงตกไปเป็นเชลย
เพราะขาดความรู้"

อิสยาห์ 5:13



"ความยำเกรงพระเยโฮวาห์เป็นบ่อเกิดของความรู้
คนโง่ย่อมดูหมิ่นปัญญาและคำสั่งสอน"

สุภาษิต 1:7



" จงวางใจในพระเยโฮวาห์ด้วยสุดใจของเจ้า
และอย่าพึ่งพาความเข้าใจของตนเอง
จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า
และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น"

สุภาษิต 3:5-6



"บุตรของเราเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการตีสอนของพระเยโฮวาห์
หรือเบื่อหน่ายต่อการตักเตือนของพระองค์
เพราะพระเยโฮวาห์ทรงตักเตือนผู้ที่พระองค์ทรงรัก
ดังบิดาตักเตือนบุตรชายผู้ที่เขาปีติชื่นชม
มนุษย์ผู้ประสบปัญญาและผู้ได้ความเข้าใจ เป็นสุขจริงหนอ"

สุภาษิต 3:11-13







Create Date : 05 พฤศจิกายน 2552
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2552 12:58:59 น.
Counter : 1704 Pageviews.

8 comment
เพราะพระเจ้ารักคุณ....เมื่อ"มุสลิม"ได้รับความรอด God loves you; Muslim
Islamic - Catholic Connection




ศาสนาคาทอลิคก่อตั้งศาสนาอิสลามเพื่อเข้าควบคุมชาวอาหรับทั้งหมด


มี 3 ศาสนาหลักๆ มีสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องเดียวกัน คือแต่ละศาสนามีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่จะเป็นแนวทาง ; โรมันคาทอลิค อยู่ที่วาติกัน, ยิวก็อยู่ที่กำแพงหินในกรุงเยรูซาเล็มที่พวกชาวยิวไปร้องไห้ในวันศุกร์ , และมุสลิมก็จะไปที่นครเม็กกะ ทุกกลุ่มเชื่อว่าพวกเขาจะได้รับพรตลอดชีวิตถ้าพวกเขาได้ไปตามสถานที่ดังกล่าว

ในสมัยของ Augustine มาเป็นบิชอปที่อัฟริกาเหนือ เขาสามารถนำชาวอาหรับให้มานับถือศาสนาคาทอลิคได้จำนวนมาก และเพื่อที่คาทอลิคจะควบคุมอาหรับทั้งหมดให้อยู่หมัด ทางคาทอลิคก็ได้ตั้งศาสนาใหม่คือศาสนามสลิม และแต่งตั้งมูฮัมหมัดให้เป็นศาสดา
พระของคาทอลิคได้วางแผนในการเข่นฆ่าชาวยิวในอนาคตโดยให้พันธกิจนี้อยู่ในมือของมูฮัมหมัด เพราะว่า..ด้วยเหตุผลทางด้านความเชื่อทางศาสนา วาติกันต้องการกรุงเยรูซาเล็มแต่เอามาไม่ได้เพราะชาวยิวได้ปกป้องไว้ ในขณะเดียวกันที่ในยุคนั้นมีคริสเตียนที่ยึดมั่นในคำสอนของพระเยซูเติบโตขึ้นมากในแถบอัฟริกาเหนือ แม้คาทอลิคเรืองอำนาจแต่ก็ไม่อาจทนเห็นสิ่งนี้ได้ จึงต้องการที่จะสร้างอาวุธใหม่ขึ้นมาเพื่อปราบทั้งยิวและคริสเตียนแท้ผู้ที่ปฏิเสธความเชื่อของคาทอลิคในเวลาเดียวกัน ทางฝ่ายคาทอลิคเล็งเห็นผู้คนจำนวนมากในอาหรับที่จะเป็นแหล่งอำนาจในการทำงานสกปรกให้ได้ ชาวอาหรับบางคนรับความเชื่อคาทอลิคและเป็นผู้รายงานข่าวเข้าสู่ผู้นำในโรม บางส่วนถูกใช้เป็นสายลับใต้ดินเพื่อดำเนินตามแผนการของโรมในการควบคุมผู้คนที่ต่อต้านคาทอลิคในอาหรับ และเมื่อเซนต์ออกัสตินเข้ามาอยู่ในส่วนนี้ เขารู้ความเป็นไปและที่โบสถ์ของเขาก็ถูกใช้เป็นฐานในการเสาะแสวงหาทางที่จะทำลายพระคัมภีร์ไบเบิ้ลที่คริสเตียนแท้ทั้งหลายได้ครอบครองอยู่

ทางวาติกันต้องการที่จะให้มีพระผู้มาโปรดของชาวอาหรับ หาใครบางคนที่พวกเขาจะชุบเลี้ยงขึ้นมาเพื่อให้เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ชายที่มีมีความสามารถพิเศษมีความดึงดูดใจผู้คนที่พวกเขาจะฝึกให้ได้ และเพื่อว่าในที่สุดพวกเขาจะสามารถรวมเอาชาวอาหรับที่ไม่เอาคอทอลิคให้อยู่ใต้บังคับของพวกเขาได้ พร้อมกันนั้นก็เพื่อสร้างกองทัพยังยิ่งใหญ่ที่จะสามารถเข้ายึดนครเยรูซาเล็มเพื่อพระสันตะปาปาได้ในที่สุด
In the Vatican Briefing Cardinal Bea told this story: มีหญิงผู้มั่งคั่งชาวอาหรับคนหนึ่งที่ติดตามพระสันตะปาปาที่เข้ามามีบทบาทอย่างสูงในเรื่องนี้ เธอเป็นหญิงหม้ายชื่อว่า คาดิจา(Khadijah) เธอได้ยกทัพย์สมบัติให้วาติกันทั้งหมดแล้วบวชเป็นชีในสำนักและเธอก้ได้รับมอบหมายงานให้หาชายหนุ่มที่จะให้วาติกันใช้ให้มาเป็นพระผู้มาโปรดในการสร้างศาสนาขึ้นมาใหม่อีกศาสนาหนึ่งเพื่อให้แก่ลูกหลานของอิชมาเอล คาดิจาได้มูฮัมหมัดมาเป็นสามี เธอมีญาติคนหนึ่งชื่อ วาราควา(Waraquah) ผู้ซึ่งมีคความจงรักภักดีต่อวาติกัน และคนนี้ก็ได้รับบทบาทสำคัญในการเป็นที่ปรึกษาให้กับมูฮัมหมัด และเขามีอิทธิพลต่อมูฮัมหมัดมาก ครูหลายคนถูกส่งไปสอนมูฮัมหมัด และเขาได้รับการฝึกที่เข้มข้น และเขาศึกษาและทำงานที่เซนต์ออกัสตินเตรียมให้ในการเรียกให้ทำ
ในขณะนั้นก็มีการกระจายข่าวว่าจะมีผู้ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นมาท่ามกลางชาวอาหรับ เป็นคนที่พระเจ้าได้เลือกไว้
ในระหว่าที่มูฮัมหมัดกำลังรับการฝึกฝนนั้น เขาถูกสอนว่าศัตรูของเขาคือชาวยิวและคริสเตียนแท้คือผู้ที่นับถือศาสนาคาทอลิคเท่านั้น และเขาถูกสอนว่าทุกคนที่เรียกตนเองว่าคริสเตียนเป็นคนชั่วเป็นนักต้มตุ๋นขี้โกงที่จะต้องถูกฆ่าให้ตาย และมุสลิมจำนวนมากก็เชื่อเช่นนั้น
แล้วมูฮัมหมัดก็เริ่มได้รับการเปิดเผยจากเทพเจ้า และญาติของภรรยาของเขาคือวาราควาเป็นผู้คอยตีความหมายให้ซึ่งกลายมาเป็นคัมถีร์โคราน
ในปีที่ 5 ของพันธกิจของมูฮัมหมัด มีการข่มเหงผู้ที่ติดตามเขาเพราะว่าพวกเขาปฏิเสธที่จะกราบไหว้รูปเคารพในคาบา (Kaaba – หินสีดำในนครเม็กกะ)
และพวกนี้ก็หนีไปและได้รับการปกป้องจากโรมันคาทอลิคเพราะว่าทรรศนะของมูฮัมหมัดตรงกันในเรื่องพระแม่มารี

ในที่สุดมูฮัมหมัดสามารถเอาชนะในเม็กกะและได้แก้ปัญหาเรื่องKaabaไป ก่อนที่จะมีศาสนาอิสลามนั้น ชาวอาระเบียนับถือพระจันทร์ซึ่งแต่งงานกับพระอาทิตย์และมีลูกเป็นเทวี 3 องค์ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาทั่วทั้งโลกอาหรับ ว่าเป็น “”ลูกสาวของพระเจ้าพระอะลาห์ รูปปั้นของสิ่งนี้ได้ขุดค้นพบในเฮเซอร์ในปาเลสไตน์ ในปี 1950 เป็นรูปปั้นที่อะลาห์นั่งบนที่นั้งมีรูปดวงจันทร์เสี้นวที่หน้าอก

มูฮัมหมัดอ้างว่าไดรับนิมิตของอะลาห์ และอะลาห์บอกเขาว่าเขาเป็นทูตผู้นำสารของพระอะลาห์ เขาจึงเริ่มงานในการประกาศเป็นผู้พยากรณ์ และเขาได้รับสารมากมาย เมื่อมูฮัมหมัดตายศาสนาอิสลามได้แพร่กระจายออกไปมาก พวกอาหรับนอร์มังดีก็รับความเชื่อในพระอะลาห์และผู้พยากรณ์มูฮัมหมัดด้วย งานเขียนของมูฮัมหมัดถูกใส่ไว้ในคัมภีร์โคราน บางส่วนก็ไม่เคยนำออกสู่สาธารณะซึ่งขณะนี้อยู่ในมือของชนชั้นสูงในความเชื่อของอิสลาม(Ayatollahs)
เมื่อคาร์ดินัลบี(Bea)แบ่งปันข้อมูลนี้กับ ริเวียร่า(Rivera)ในวาติกัน เขาบอกว่า งานเขียนเหล่านี้ต้องเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีเพราะว่าเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงว่าวาติกันสร้างศาสนาอิสลามขึ้นมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีข้อมูลสำคัญของกันและกันที่เป็นเรื่องฉาวโฉ่ซึ่งถ้ามีการเปิดเผยขึ้นมาก็จะเกิดหายนะทั้งสองศาสนาคือทั้งโรมันคาทอลิคและอิสลาม

ในคัมภีร์โคราน พระคริสต์ถูกมองว่าเป็นเพียงผู้พยากรณ์คนหนึ่งเท่านั้น ถ้าพระสันตะปาปาเป็นตัวแทนของพระเจ้าบนโลก ดังนั้นเขาก็เป็นเพียงผู้เผยพยากรณ์คนหนึ่งของพระเจ้า นี่จึงทำให้ผู้ติดตามมูฮัมหมัดเกรงกลัวและให้ความเคารพต่อพระสันตะปาปาเหมือนกับคนสำคัญในศาสนาคนหนึ่ง
พระสันตะปาปาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วให้มีการบุกรุกเข้าต่อสู้เพื่อเอาชนะประเทศต่างๆทางอัฟริกาเหนือ และวาติกันเป็นผู้สนับสนุนเงินโดยมีข้อแลกเปลี่ยน 3 ข้อ
1. ต้องกำจัดชาวยิวและคริสเตียรแท้(ซึ่งพวกเขาเรียกว่าคนนอกรีต)
2. ปกป้องพระของออกัสตินและโรมันคาทอลิค
3. เอาชนะเยรูซาเล็มเพื่อพระสันตะปาปา
เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งชาวยิวและคริสเตียนแท้ถูกเข่นฆ่าจำนวนมากและเยรูซาเล็มก็ตกอยู่ในมือของพวกเขา โรมันคาทอลิคไม่เคยถูกโจมตีในช่วงเวลานั้น แต่เมื่อพระสันตะปาปาทวงถามเรื่องนครเยรูซาเล็มเขาก็ต้องแปลกใจกับคำปฏิเสธ ชาวอาหรับมีกองทัพที่ประสบความสำเร็จที่เข้มแข็งที่พวกเขาไม่ถูกคุกคามจากพระสันตะปาปา – ไม่มีสิ่งใดอยู่ได้ในแผนงานของเขา

ภายใต้การควบคุมของวาราควา; มูฮัมหมัดเขียนว่า อับราฮัมได้ถวายอิชมาเอลเป็นเครื่องเผาบูชาต่อพระเจ้า แต่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเขียนว่า อิสอัคเป็นผู้ที่อับราฮัมนำไปบูชา แต่มูฮัมหมัดได้เอาชื่ออิชมาเอลใส่แทนชื่ออิสอัค จากผลของสิ่งนี้ และจากนิมิตที่มูฮัมหมัดได้รับนั้น ชาวมุสลิมจึงได้สร้างมัสยิด(Mosque); the Dome of the Rock เพื่อเป็นการให้เกียรติแด่อิชมาเอล พวกเขาสร้างสิ่งนี้ทับไปบนพระวิหารของชาวยิวที่ถูกทำลายไปในปี 70 AD ด้วยสิ่งนี้จึงทำให้เยรูซาเล็มเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สองของความเชื่ออิสลาม

พระสันตะปาปารู้ว่าสิ่งที่ชาวอิสลามได้ทำนั้นอยู่นอกการควบคุมของเขา เมื่อได้ยินพวกเขาพูดว่า “His Holliness” an infidel…ชาวมุสลิมมีความุ่งมั่นในการเอาชนะโลกเพื่ออะลาห์และขณะนี้พวกเขาหันมาที่ยุโรป และทูตของอิสลามเข้าพบพระสันตะปาปา เพื่อขอเข้าบุกกลุ่มประเทศในยุโรป จึงเกิดสงครามครูเสดขึ้นเพื่อยับยั้งอิสลามไม่ให้เข้ายึดยุโรป สงครามครูเสดใช้เวลายาวนานเป็นศตวรรษ และเยรูซาเล็มได้หลุดไปจากมือของพระสันตะปาปา
ตุรกีล้มลง สเปนและโปรตุเกตะถูกบุกโดยกำลังของอิสลาม ในโปรตุเกตุเขาเรียกหมู่บ้านแห่งหนึ่งว่า “ฟาติมา(Fatima)” เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ลูกสาวของมูฮัมหมัด

*******

ทั้งศาสนาคาทอลิคและอิสลามนั้นมีความเชื่อเดียวกันที่มาจากอียิปต์โบราณเพียงแต่ใช้ชื่อพระต่างกัน

***จะเห็นว่าประเทศที่เป็นอิสลามนั้นกินพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อัครสาวกของพระเยซูไปประกาศข่าวประเสริฐไว้ทั้งหมด

*** ประเทศอิสลามส่วนใหญ่นั้นโรมันคาทอลิคไม่ค่อยได้มีการส่งรับมิชชันนารีไป เพราะทุกอย่างเป็นไปตามแผนของโรมอยู่แล้ว

ทั้งหมดก็เพื่อนำมาซึ่งการก่อตั้งโลกเดียว (New World Order) และศาสนาเดียวในอนาคตนั่นเอง

โปรดดู: //www.bloggang.com/viewblog.php?id=debunk&date=29-09-2009&group=1&gblog=4












(บรรยาย) 48% ของชาวอิสลามในอเมริกาคิดว่าอิสลามคือที่1 และอเมริกันคือที่2 เป้าหมายของพวกอิสลามคือเปลี่ยนวัฒนธรรมของอเมริกาให้เป็นอิสลาม พวกเขาบอกว่าเขาเป็นทหารของอะลาห์ และจะต้องทำให้ได้ (ตอนนี้ก็ก้าวหน้าไปมากแล้วนะ เพราะโอบาม่านั้นเป็นอิสลาม- ผู้แปล)

ผู้ชายในวีดีโอคนนี้ชื่อคามาล ถูกเลี้ยงมาในครอบครัวอิสลาม เขาเกิดที่เลบานอน กลับใจมาหาพระเจ้าเพราะเขาพบทางใหม่ที่ดีกว่าและชอบธรรม

เมื่อเขาอายุ 4 ขวบจำได้ว่านั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร แม่ของเขาสอนคัมภีร์โคราน แม่เขาบอกเขาว่า วันหนึ่งเขาจะต้องเป็นนักฆ่า เขาจะตายเพื่อพระเจ้าของเขา เมื่อเขาฆ่าชาวยิวส์ มือของเขาจะปรากฏต่อหน้าอะลาห์ในสวรรค์และทุกคนที่นั่นจะฉลองในสิ่งที่เขาทำนั้น

เมื่ออายุ 7 ขวบ แม่ส่งเขาไปเข้าแค้มป์เพื่อฝึกใช้อาวุธเพื่อฆ่าศัตรู พร้อมกับสอนเรื่อง Cultural Jihad ซึ่งเป็นภารกิจเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม อายุ 20 ปีเขาเลือกที่จะมาทำอยู่ที่อเมริกาเพื่อดำเนินภารกิจ Cultural Jihad คือเปลี่ยนผู้คนอเมริกันให้เป็นอิสลาม เขาอธิบายว่าในศาสนาอิสลาม อิสรภาพ เอกภาพ เสรีภาพ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเทวรูป และจะต้องถูกโค่นล้ม อิสรภาพที่คุณมีในอเมริกานั้นเป็นปฏิปักษ์ต่ออิสลาม ดังนั้นอเมริกาจะต้องถูกเปลี่ยนแปลง ผมมาที่ประเทศนี้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ และกลุ่มเป้าหมายของผมนั้นคือ พวกคริสเตียน เพราะผมจะต้องจัดการในส่วนที่ยากที่สุดก่อน ผมมั่นใจมากและภูมิใจว่าผมเป็นดาบของอิสลาม ผมคิดว่าผมได้รับการเจิม ผมเป็นคนพิเศษที่ถูกเลือกแล้ว ผมมาที่นี่เพื่อเปลี่ยนแปลง และผมมีฤทธิ์เดชของอะลาห์อยู่กับผม

ในปี 1980 วันหนึ่งเมื่อเขาเดินไปตามบ้านคนเพื่อจะค้นหาบุคคลเป้าหมายอยู่นั้น เขาถูกรถชนสลบ แล้วมีคนมาช่วยเขา พูดว่า”ไม่ต้องกังวล เราจะดูแลคุณเอง ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี” ผมถูกส่งเข้าผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาล หมอที่มาดูแลหลังผ่าตัดพูดว่า “บุตรชายเอ๋ย เราจะดูแลเจ้าเอง ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี” และ 2 วันต่อมา ผมตื่นขึ้นที่โรงพยาบาล หมอกายภาพบำบัดมาดูผมแล้วพูดอีกเหมือนเดิมอีกว่า “เราจะดูแลเจ้าเอง”

ในตอนแรกนั้น คามาลรู้สึกกลัวกับคำๆนี้ เพราะทุกคนที่ดูแลเขาเป็นคริสเตียน เพราะในการก่อการร้ายนั้น ถ้าเราได้ยินคนพูดว่า “เราจะดูแลคุณ” คุณควรจะวิ่งหนีไปเลย

การผ่าตัดเพื่อแก้ไขการบาดเจ็บที่คอเขาเป็นไปได้ด้วยดี แต่จะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ เพื่อการฟื้นฟู เมื่อเขาออกจากโรงพยาบาลจะต้องมีคนดูแลเขา แต่คามาลไม่มีใครเลย ดังนั้นหมอผ่าตัดกระดูกท่านนี้จึงเปิดบ้านของเขาให้ชายแปลกหน้าคนนี้ได้อยู่ด้วย เขาได้อยู่เสมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว ในบ้านมีกระจาดใส่เงินของคามาล พวกเขาก็เอาเงินมาหย่อนใส่เป็นค่ารักษาพยาบาล คามาลรู้สึกตื้นตันกับความรักของคริสเตียน เมื่อเขาเริ่มมีอาการดีขึ้น เขาเริ่มช่วยงานในบ้าน เช่น ช่วยทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร หมอมีเพื่อนที่เป็นยิวมาจากอิสราเอลมาเยี่ยมที่บ้าน ตอนนี้เขาต้องทำอาหารให้คนยิว คามาลคิดว่า…..นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเรา??? เมื่อคามาลหายดีและจะกลับไปอยู่อพาร์ทเม้นท์ของเขานั้น หมอก็มีเซอร์ไพร้กับเขา “นี่กุญแจบ้าน และนี่คือกุญแจรถคันใหม่ของเธอ เราต้องการอวยพรเธอ เธอมาที่นี่ได้ทุกเมื่อที่เธอต้องการ”

ผมก็กลับบ้านผม ที่ที่ไม่ได้อยู่มาเป็นเดือนๆ ซึ่งฝุ่นหนามาก และผมต้องการที่จะรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมต้องเคลียร์เรื่องนี้กับพระเจ้าของผม ว่าที่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นความจริงหรือไม่ ผมเข้าไปในห้อง นั่งคุกเข่าลงที่ข้างหน้าต่างด้านทิศตะวันออก แล้วยกมือขึ้นสู่สวรรค์ แล้วร้องหาพระเจ้าของผม “อะลาห์ อะลาห์ พระเจ้าของฉัน กษัตริย์ของฉัน ทำไมสิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉัน ฉันโอเคกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ฉันโอเคกับทุกอย่าง แต่ทำไมพระองค์ให้ฉันไปอยู่ท่ามกลางคริสเตียน ฉันสับสน พวกคริสเตียน และยิว พวกเขาเป็นคนดี พวกเขาไม่ได้มีอะไรผิดเลย เขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราเข้าใจเลย อะลาห์ คนพวกนี้เขามีความสัมพันธ์กับพระเจ้าของเขา คนพวกนี้เขาร้องหาพระเจ้าของเขาและเขาได้รับคำตอบ ฉันอยากได้ยินเสียงพระเจ้าของฉันบ้าง ฉันอยากได้ยินว่าพระองค์รักฉัน ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าจริง ขอให้พูดกับฉัน ฉันอยากได้ยินเสียงของพระองค์” วันนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย คามาลคิดว่าสิ่งที่เขาถามในวันนั้นเป็นเพียงความศรัทธาลมๆแล้งๆ และคำตอบที่พูดได้มีเพียงสิ่งเดียวคือจบชีวิตของตนเอง

ผมจึงเอาปืนออกมาเตรียมจะยิ่งตนเอง แล้วผมได้ยินเสียงเรียกชื่อผมว่า “คามาล... คามาล คามาล จงเจ้าร้องหาพระเจ้าของอับราฮัม ไอแซค และเจคอบ” แล้วผมก็คุกเข่าลงร้องว่า “พระเจ้าพระบิดของอับราฮัม ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าจริงโปรดพูดกับฉันด้วยเถิด พระเจ้าพระบิดของอับราฮัม ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าจริงฉันอยากรู้จักพระองค์” แล้วพระเจ้าพระบิดาของอับราฮัมก็ได้เข้ามาในห้องของผม ในห้องก็เต็มไปด้วยพระสิริของพระองค์ ชื่อของพระองค์คือ “ยาเวห์” “พระเจ้าผู้เป็นหนึ่งเดียว” ที่มือของพระองค์มีรูทั้งสองข้าง และที่เท้าของพระองค์ก็มีรูด้วยเช่นกัน ชื่อของพระองค์ คือ “พระเยซู” ผมพูดว่า พระองค์คือใครพระเจ้าข้า? พระองค์คือไคร?

พระองค์ตอบว่า “เราเป็นซึ่งที่เราเป็น เราเป็นอัลฟา เราเป็นโอเมก้า เราเป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย และเราเป็นทุกอย่างที่อยู่ระหว่างนั้นทั้งหมด เรารู้จักเจ้าตั้งแต่ก่อนเราสร้างโลก เรารักเจ้า ตั้งแต่ก่อนที่เราจะก่อเจ้าในครรภ์ของมารดาของเจ้า ลุกขึ้น ลุกขึ้นคามาล มา.. เจ้าเป็นนักรบของเรา เจ้าไม่ใช่นักรบของพวกเขา ” ผมพูดว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ผมจะตายเพื่อพระองค์” พระองค์ตอบว่า “ไม่ใช่ ….เราได้ตายเพื่อเจ้าแล้ว เพื่อเจ้าจะได้มีชีวิตอยู่”

วันนั้นแทนการคร่าชีวิตตนเอง คามาลได้ถวายตัวเขาแด่พระเยซู หลังจากนั้นเขาออกเดินทางไปทั่วเพื่อท้าทายความเชื่ออิสลาม ”ผมต้องการบอกพี่น้องที่เป็นอิสลาม ประมาณ 1.5 พันล้านคน พวกเขาไม่เคยรู้จักอิสรภาพเลย อิสรภาพในพระเจ้า”


20 ปีแล้วที่คามาลกลับใจมาเชื่อพระเยซู การถูกข่มขู่เพื่อเอาชีวิตของเขานั้นไม่อาจหยุดเขาไม่ให้แบ่งปันเรื่องราวของเขาได้เลย

“พระองค์เป็นจริง ถ้าคุณไม่เคยมีประสบการณ์ในพระเจ้าในชีวิตของคุณ ถ้าคุณไม่เคยสัมผัสพระเจ้า และคุณคิดว่าไม่มีอะไรที่คุณต้องเสีย เมื่อคุณนั่งอยู่ในบ้าน ไม่ว่าคุณจะเป็นมุสลิม เป็นคริสตียน เป็นชาวพุทธ หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ ร้องออกไปว่า “พระเจ้าของอับราฮัม ไอแซค และเจคอบ ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าจริง ขอตรัสกับข้าพระองค์ ข้าพระองค์อยากได้ยินเสียงของพระองค์”

*** หากมีความผิดพลาดประการใดในการแปลข้อความเหล่านี้ ขอผู้รู้โปรดชี้แนะ จักเป็นพระคุณอย่างยิ่งต่อผู้อ่านทุกท่าน





Create Date : 29 ตุลาคม 2552
Last Update : 27 มกราคม 2555 12:40:25 น.
Counter : 1470 Pageviews.

Vaccine :The Cold Blood Killer วัคซีน เพชรฆาตเงียบ ตอน 3
MUST SEE - H1N1 Swine Flu Vaccines Will Be Used For Depopulation










The "Big One" is coming, experts say. The growing H1N1-H5N1 recombined flu pandemic implicates the Anglo-American Vaccine Pipeline, proves world leading consumer health protector, Dr. Leonard Horowitz, using documents published by implicated officials.

Dr. Horowitz reports here on the leading Anglo-American network of genetic engineers manipulating, mutating, and distributing the pandemic flu viruses. The evidence compels you, for the benefit of public health and safety to seriously consider, even decree, a conspiracy to commit genocide, according to this Harvard trained expert in "psychological operations" and emerging diseases.

Here, Dr. Horowitz exposes Dr. James S. Robertson, England's leading bioengineer of flu viruses for the vaccine industry, and avid promoter of U.S. Government funding for lucrative biodefense contracts. This presentation supplements Dr. Horowitz's SPECIAL REPORT on the "Mexican Flu" in which he focused on Novavax, Inc., in Bethesda, Maryland, receiving from Dr. Robertson, through the "vaccine pipeline," genetically-modified recombinants of the avian, swine, and Spanish flu viruses, H5N1 and H1N1, nearly identical to the unprecedented Mexican virus is reportedly making its way back in the Fall in the form of "The Big One."

This production, with supplemental reading at //www.fluscam.com, is a prologue to Dr. Horowitz's forthcoming SPECIAL REPORT II--a segment that condemns the American Baxter Corporation that England, and other European nations, has entrusted to supply vaccine stockpiles against the developing pandemic. Few people realize how utterly murderous Baxter has been, and how taking their vaccines assures profitable depopulation for the drug cartel.

















More info.: //www.fluscam.com/HOME.html



Create Date : 29 ตุลาคม 2552
Last Update : 4 พฤศจิกายน 2552 9:24:06 น.
Counter : 730 Pageviews.

0 comment
Vaccine :The Cold Blood Killer วัคซีน เพชรฆาตเงียบ ตอน 2
แพทย์หลายสาขาพูดถึงอันตรายและโรคเรื้อรังหลายชนิดที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการใช้วัคซีน







Flu Mist a popular over the counter live flu vaccine has been found to contain two H5N1 DNA markers, these markers seem to have been sewn into the flu mist vaccine to ensure that H5N1 or another strain of Avian Flu goes pandemic.

This is going to cause major problems before long, it is imperative that people are warned about flu mist.

ระวัง!!! ยาวัคซีนพ่นจมูก Flu Mist มีส่วนผสมเชื้อไวรัส H5N1 ที่มีชีวิต เขาผลิตออกมาเพื่อทำให้เชื้อเกิดการระบาดของไข้หวัดอีกทางหนึ่ง






การทดลองที่แสดงให้เห็นว่าสารปรอทที่ใช้เป็นสารประกอบในวัคซีนทั่วไปนั้น สารนี้จะไปทำลายเซลล์ประสาทสมอง(Neuron) ทำให้ neuron หดตัวลง(degeneration)ภายในเวลา 30 นาทีหลังจากถูกกระตุ้นด้วยสารปรอท

ด้วยสาเหตุนี้ ที่ทำให้หลายคนป่วยเป็นโรคทางระบบประสาทหลังจากการได้รับการฉีดวัคซีน เช่น Guillain-Barre syndrome



รายละเอียดเกี่ยวกับ Guillain-Barre syndrome
//www.healthline.com/adamcontent/guillain-barre-syndrome


จากการศึกษาของ Andrew Moulden MD, Ph; Medical & Neurobehavioral Therapies Director (Dr. Moulden has joined and supports the Christian Heritage Party of Canada)

เขาพบว่าการรับวัคซีนนั้น และโดยเฉพาะเมื่อรับซ้ำๆตามตารางการฉีดวัคซีนที่ได้ถูกกำหนดโดยองค์การอนามัยโลก จะทำให้เกิดโรคใหม่ๆตามมาอย่างมากมาย ทั้งโรคที่ทำให้เกิดการทำลายระบบประสาท และโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น Autism, Alzheimer, Guillain-Barre syndrome, schizophrenia,“Kawasaki” syndrome, “Moyamoya”, ‘aseptic meningitis”, “encephalopathy”, “Meningitis”, hypsarrythmia, infantile spasms, West syndrome, or febrile seizures ,Parkinson Disease, Tourette’s syndrome, Multiple Sclerosis, and several other neuropsychiatric disorders. etc. หรือตายไปหลังจากฉีดใน 24-28 ชั่วโมงก็มี
ข้อมูลเพิ่มเติม: //vactruth.com/2009/08/03/vaccinations-are-causing-impaired-blood-flow-ischemia-chronic-illness-disease-and-death-for-us-all-hp/






Conspiracy เพื่อลดจำนวนประชากรอย่างน้อย 2/3 ของประชากรโลก หรือาจจะถึง 5 billions

ปัญหาจริงๆไม่ได้อยู่ที่ H1N1 Swine flu แต่อยู่ที่การฉีดวัคซีน ที่มีการผสมทั้งเชื้อ Human virus + swine virus + bird virus เข้าไป ซึ่งเป็นอันตรายมากๆ เพราะเขาต้องการลดจำนวนประชากรโลก หญิงตั้งครรภ์และเด็กจึงเป็นเป้าหมายแรกที่จะต้องรับวัคซีนนี้(กำลังทำในอเมริกา) เพื่อลดจำนวนคนรุ่นต่อไป

ได้มีการพยายามทำแล้วหลายครั้งแล้ว เช่น ในปี 1976 ก็มีการรณรงค์ให้ฉีด แต่หลังฉีดแล้วพบว่ามีคนตายจาก Guillain-Barre syndrome (GBS) ซึ่งเป็นการทำลายระบบประสาทของร่างกาย จึงได้มีการหยุดฉีดวัคซีนไประยะหนึ่งในช่วงนั้น และได้มีการปรับสูตรของวัคซีนเล็กน้อย(เพื่อทำให้ความรุนแรงของผลข้างเคียงลดลง) ซึ่งในปีนั้นรัฐบาลอเมริกันได้จ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายอย่างมากจากผลข้างเคียงของวัคซีนที่เกิดขึ้น

ส่วนในปัจจุบันนั้น สำหรับอเมริกา รัฐบาลอเมริกันได้วางแผนป้องกันล่วงหน้าไว้แล้วโดยการแก้กฎหมายว่าบริษัทยาไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยจากความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ที่รับวัคซีน แม้ว่าจะตายทันที หรือป่วยเรื้อรังตามมาก็ตาม
ขณะนี้ประเทศต่างๆก็ยังไม่ได้ดำเนินการอะไรมากนัก แต่ทางสื่อต่างๆก็ช่วยกันประโคมข่าวว่าโรคไข้หวัดชนิดนี้มีอันตรายมาก เพื่อทำให้คนกลัวและจะได้มาฉีดวัคซีน คนก็กลัวจริงๆด้วยเพราะไม่รู้ความจริง

ก่อนหน้านี้ WHO ไม่มีหน้าที่ที่จะมาบังคับให้ใครฉีดยา ทำได้เพียงแนะนำเท่านั้น แต่ประมาณปี 97-98 มีการเซ็นต์สัญญาร่วมกันระหว่างประเทศที่เป็นสมาชิก ว่าถ้ามีการระบาดขั้นรุนแรงจะต้องมีการบังคับฉีด

เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ’09 นี่เอง ที่ WHO ได้ออกมาประกาศว่าความรุนแรงของโรคนี้ได้ระบาดในระดับ 6 แล้ว ทั้งๆที่ไม่มีคนตายมากนัก ที่ WHO ทำเช่นนั้นก็เพื่อให้มีการบังคับฉีดวัคซีน

ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว;
1).บริษัทยาทำเงินอย่างมหาศาล
2).ทำให้คนตายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

อย่างไรก็ตามจากผลการประชุมของกลุ่ม Bilderburge เมื่อ 14-15 May’ 09 ที่ผ่านมานั้นก็มีคนในกลุ่มไม่เห็นด้วยกับ Kissinger ในเรื่องการลดจำนวนปนะชากรโลก
ในเรื่องนี้ รัฐบาลของประเทศฟินแลนด์ ได้มีการเปลี่ยนกฎหมายของประเทศเขาและนำ H1N1 swine flu virus ออกจากรายการโรคติดต่อร้ายแรงแล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องมีการบังคับฉีดวัคซีน นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดของรัฐบาลฟินแลนด์!!!!




https://www.youtube.com/view_play_list?p=FB6D4D61A1FA799C&search_query=Swine+Flu+Genocide+%3A+Part+1+%28Satans+Homeland+Minions+Exposed%29

ในปี 1930, Prescott Bush ได้ก่อตั้งบริษัทยาชื่อ “Eli Lilly” ขึ้นเพื่อทำการพัฒนาและผลิตวัคซีนชนิดต่างๆ และมีการใส่สารปรอทเข้าไปในpreservative ด้วย และยังทำให้เกิดโรคเอสด์ขึ้นในประวัติศาสตร์โลก ในปี 1972 โดยการใส่เชื้อ HIV เข้าไปในวัคซีน Small pox แล้วนำไปฉีดให้ชาวอัฟริกาเป็นกลุ่มแรก แล้วก็มาประโคมข่าวว่าเชื้อ HIV มีการพัฒนาสายพันธุ์มาจากลิง(อีกแล้ว!!!)

และบริษัท Sanofi-Aventis SA นั้น ผู้ริเริ่มก่อตั้งในปี 1976 และผู้ที่เป็นเจ้าของคือ Rocky Feller





Create Date : 28 ตุลาคม 2552
Last Update : 28 ตุลาคม 2552 23:33:16 น.
Counter : 973 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  36  37  38  39  40  41  42  43  

Narno7
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]



โยบ 38 / Job 38


38:4 เมื่อเราวางรากฐานของแผ่นดินโลกนั้น เจ้าอยู่ที่ไหน ถ้าเจ้ามีความเข้าใจก็บอกเรามา

38:4 Where wast thou when I laid the foundations of the earth? declare, if thou hast understanding.

38:7 ในเมื่อดาวรุ่งแซ่ซ้องสรรเสริญ และบรรดาบุตรชายทั้งหลายของพระเจ้าโห่ร้องด้วยความชื่นบาน

38:7 When the morning stars sang together, and all the sons of God shouted for joy


"I am a spirit that live in a body and communicate and perceive the exterior world through my soul."

"This world is not my home. I am here on a mission. Not all of children of God have or will come on this earth but I was chosen. Not all who come fulfill their mission and purpose for being here. Through the Cross of Jesus, I enter into the Kingdom of God. And as a daughter of God, my mission is to bring Heaven to earth."

New Comments
All Blog