Group Blog
 
All Blogs
 

ลูกคือกระจกส่องพ่อแม่

           ช่วงวันหยุดยาวเมื่อเร็วๆนี้ผมพาครอบครัวไปเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากชื่นชมมรดกวัฒนธรรมเมืองกรุงเก่าจนอิ่มใจเช้าวันรุ่งขึ้นผมถือโอกาสพาภรรยาและลูกๆแวะทำบุญสังฆทานที่วัดเก่าแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก

หลังจากเสร็จสิ้นพิธีกรรม พระสงฆ์ผู้รับถวายสังฆทานกล่าวให้ศีลให้พรแล้วพูดคุยกับพวกเราอย่างเป็นกันเอง ตอนหนึ่งของการคุยพระท่านบอกว่า

“...พวกโยมพาลูกๆมาวัดตั้งแต่เด็กนี่ดีแล้วนะ ให้เด็กอยู่ใกล้ของเย็นเสียบ้าง เพราะข้างนอกมันร้อน มีของเผาตัวเด็กลวกตัวเด็กเยอะไปหมด...

...โยมจำๆไว้นะว่า เด็กๆแบบนี้ ลูกคือกระจกเงาสะท้อนพ่อแม่ได้ดีที่สุดถ้าลูกทำไม่ดี ไม่งามอะไร ก็จงรู้เสียว่านั่นคือสิ่งที่เราทำ เราเป็น อย่าไปโทษลูกตีลูกเลย ถ้าจะโทษ ควรจะโทษตัวเอง ตีตัวเองมากกว่า...”

          ฟังพระเทศนาธรรมเชิงปรัชญาแบบนี้ผมอึ้งไปเลยครับ ระหว่างขับรถกลับกรุงเทพฯ ผมครุ่นคิดถึงแต่ประโยคที่ว่า

            “ลูกคือกระจกส่องพ่อแม่”

          แน่นอนครับว่า ลูกแต่ละคนล้วนมีโครโมโซมหรือลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่ ดังนั้นลูกหน้าตาอย่างไรล้วนเป็นส่วนผสมจากพ่อและแม่จะเหมือนหรือคล้ายกับพ่อหรือแม่ มากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่ลักษณะทางพันธุกรรม

เจ้าตัวโครโมโซมนี่เองครับ หลายคนเชื่อว่ามันเป็น”กรรม”ที่ถ่ายทอดต่อๆกันมาจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง เช่นคนมีโรคประจำตัวก็ถ่ายทอด”กรรม”สู่ลูกสู่หลาน

          เรื่องเหล่านี้ผมเคยอ่านเจอและได้ยินอยู่บ่อยๆ แต่ประเด็นเรื่อง“ลูกเป็นกระจกสะท้อนพฤติกรรมของพ่อแม่”นี่ บอกตรงๆว่า เพิ่งได้ยินจากพระเป็นครั้งแรกครับ

           ลองมอง และขบคิดไปถึงพฤติกรรมคนรอบข้างรวมถึง อุปนิสัยใจคอ การแสดงออกของ 2 ลิงทโมนน้อยประจำบ้านคงต้องยอมรับครับว่าสิ่งที่พระพูดนั้นเป็นความจริง

            อย่างเพื่อนผมคนหนึ่ง ปกติเป็นคนพูดคำสบถคำ การพูดภาษาพ่อขุน หรือคำด่าหยาบคายเป็นเรื่องธรรมดาของเขา จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้ยินลูกสาวตัวน้อยๆวัย 3 ขวบเศษพูดกับพี่เลี้ยงด้วยน้ำเสียงตะคอกสั่งว่า

  “กูหิวแล้วเอาขนมมาให้กูหน่อย... ไอ้ควาย กูหิวแล้วโว้ย”

  เพื่อนผมได้ยินลูกสาวแสนน่ารักพูดคำหยาบเช่นนี้ถึงกับสะอึกนิ่งไปเลยครับเนื่องเพราะน้ำเสียง และภาษาที่ลูกสาวใช้นั้น จำลองเลียนแบบมาจากเขานั่นเองแม้ว่าเขาไม่เคยตะคอกสั่งคนรับใช้แบบลูก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เคยพูดคำหยาบเหล่านี้ให้ลูกได้ยิน

  นับจากนั้นเป็นต้นมา เขาระมัดระวังในการพูดจามากขึ้นโดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกสาว

  หรืออย่างกรณีลูกศิษย์คนหนึ่งของผมเขาเป็นคนขี้อาย ไม่มั่นใจตนเอง พูดจาอะไรมักพูดเบาๆพร้อมทั้งก้มหน้า ก้มตาไม่สบตาผู้คน ชอบปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียว ไม่สุงสิงกับเพื่อนฝูง จนผมต้องขอพบพ่อแม่ของเขา

 ในวันนัดพบ ผู้เป็นพ่อของศิษย์มาถึงก็เอะอะโวยวายส่งเสียงดัง พยายามแสดงออกถึงอำนาจ คุยโอ้อวดว่ารู้จักคนใหญ่คนโตสนิทกับนักการเมืองคนนั้นนายทหารคนนี้ พยายามบอกว่าลูกไม่มีปัญหาอะไรในขณะที่ผู้เป็นแม่นั่งเงียบ มือบิดหน้าเช็ดหน้าไปมา ก้มตาก้มตาไม่ต่างจากลูกชาย

            ผมพยายามถามคนเป็นแม่เพราะอยากรู้ว่าเธอคิดว่าลูกมีปัญหาอะไรหรือไม่ แต่ไม่ทันที่เธอจะพูดจบประโยคคนเป็นพ่อชิงพูดแทน

 “...อาจารย์อยากรู้อะไรถามผมดีกว่าแม่มันไม่รู้เรื่องอะไรหรอก มันเรียนน้อย จบแค่ม.6 เอง แต่ผมจบเอ็มบีเอเลยนะครับลูกผมมันไม่มีอะไรหรอก มันสำออยแบบแม่มัน ผมอยากให้มันเก่งได้เสี้ยวหนึ่งของผมก็พอแต่มันเลือดแม่ สอนเท่าไหร่ก็โง่...”

หลังจากพบผู้ปกครองของศิษย์คนนี้ผมพออนุมานได้ว่า อุปนิสัยของเขาคงคล้ายกับแม่ ยิ่งอยู่ในบ้านที่พ่อบ้าอำนาจ ข่มทุกคนในบ้านเช่นนี้ทำให้เขาขาดความมั่นใจในตนเอง ไม่กล้าคบเพื่อน...น่าสงสารอย่างยิ่ง

เอาละครับ...คราวนี้เป็นเรื่องครอบครัวผมเอง หลายๆครั้งที่ผมสังเกตเห็นลูกๆแสดงออกไม่ว่าจะเป็นการพูดจา หรือการกระทำ สะท้อนถึงพฤติกรรม อุปนิสัยใจคอของผมและภรรยาอย่างมิอาจปฏิเสธ

แหะ..แหะ..หลายครั้งที่ดุด่าว่ากล่าวหรือตักเตือนลูก มันเหมือนกำลังดุว่าตัวเองอย่างไรไม่รู้สิครับ

ยกตัวอย่างผมเป็นคนชอบนอนเหยียดยาวอ่านหนังสือ ลูกก็เลียนแบบไม่แตกต่างกันกับผมหรืออย่างดูนอนดูโทรทัศน์ลูกๆทำตามไม่ผิดเพี้ยน ยิ่งท่านอนไขว่ห้างกระดิกขานี่เป็นท่าประจำของแม่เขาเลยครับ

หรือมีอยู่วันหนึ่งลูกคนเล็กวัย 5 ขวบเล่าให้ผมฟังว่าเขาไปทัศนศึกษากับครูที่สวนสัตว์เจอสัตว์แปลกประหลาดมากเขาพยายามอธิบายแต่ผมยิ่งฟังยิ่งงง เดาว่าเป็นสัตว์ตัวโน้น ตัวนี้ก็ไม่ใช่จนเจ้าหนูส่ายหน้า ทำหน้าเหมือนเอือมระอาสิ้นดี พลางพูดว่า

“..อธิบายแบบนี้ทำไมไม่เข้าใจอีกปาป๊ามีสมาธิฟังหน่อยสิ...”

โหย...ทั้งน้ำเสียงทั้งประโยคคำพูดก๊อปปี้มาจากแม่ของเขาตอนสอนพี่ชายทำการบ้านเลยครับ

ผมเชื่อว่าเด็กเล็กๆแทบทุกบ้านล้วนเรียนรู้จากการเลียนแบบคนรอบข้างของเขา พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย หรือแม้แต่เลียบแบบการแสดงในโฆษณาโทรทัศน์ หรือในละคร ในการ์ตูนที่พวกเขาดู

เหล่านี้ค่อยๆสั่งสมหล่อหลอมสร้างพฤติกรรมอุปนิสัยส่วนตัวทีละเล็กทีละน้อย

ดังนั้นหากเราอยากให้ลูกเป็นแบบไหนพูดอย่างไร แสดงออกเช่นไร คงต้องเริ่มแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงที่ตัวเราผู้เป็นพ่อแม่ก่อน

.......................................................................................................................................................................

บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 88 เดือน เมษายน 2555




 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2557 8:43:15 น.
Counter : 1039 Pageviews.  

ชัยชนะอันแสนภูมิใจ..ถึงพ่ายแพ้ก็ไม่เป็นไร

สมัยเด็กผมไม่เคยเข้าร่วมประกวดแข่งขันอะไรเลยนอกจากการสอบวัดระดับวิชาความรู้ตามระดับขั้นปกติ จะมีอย่างมากก็ตอนสอบเข้าโรงเรียนใหม่เท่านั้นแหละครับที่ดูเป็นการแข่งขันครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต จำได้แม่นว่าทั้งตื่นเต้นและเครียดขนาดนอนไม่หลับอยู่หลายคืนแถมหลังสอบยังเก็บไปฝันร้ายอยู่นานทีเดียว

แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่อย่างลูกชายผมการประกวดแข่งขันดูเป็นเรื่องปกติของพวกเขา

ส่วนหนึ่งคงเพราะโรงเรียนปลูกฝังเรื่อง“การกล้าแสดงออก”ตั้งแต่ระดับอนุบาลยกตัวอย่างเช่น ช่วงเช้า ตอนเข้าแถว คุณครูมักให้เด็กๆผลัดเวียนกันเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นการออกมาหน้าแถวนำสวดมนต์ นำร้องเพลงชาติ ชักธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา หรือแม้กระทั่งขึ้นไปบนเวทีนำเพื่อนๆออกกำลังกายซึ่งดูไปเหมือนนำเพื่อนๆกระโดดโลดเต้นไปตามจังหวะเพลงเสียมากกว่า หรือแม้กระทั่งช่วงการเรียนการสอนในห้องคุณครูมักจัดกิจกรรมให้เด็กๆต้องออกไปพูดนำเสนออยู่หน้าห้องเรียนเป็นประจำ

ไม่เพียงเท่านั้นนะครับทางโรงเรียนยังจัดการประกวดแข่งขันอยู่ทุกปี อย่างเช่นการแข่งขันกีฬาสีคุณครูเปิดโอกาสให้เด็กๆทุกคนเข้าร่วมการแข่งขันทั้งประเภทแข่งคนเดียว หรือประเภทแข่งขันกันเป็นหมู่คณะ

ผลการแข่งขันเป็นเรื่องรองครับ เพราะเด็กทุกคนต่างสนุกสนานและได้รับเหรียญรางวัลกลับมาอวดโชว์พ่อแม่ผู้ปกครอง แตกต่างกันบ้างว่า บางคนอาจได้เหรียญทอง บางคนได้เหรียญเงินหรือเหรียญทองแดง แต่เด็กๆเขาไม่สนใจอะไรหรอกครับ เพียงแค่ได้เหรียญรางวัลก็ยิ้มหน้าแป้นคุยโม้จนผลอยหลับไปในยามดึก

ด้วยเหตุเหล่านี้กระมังทำให้ลูกชายผมไม่กลัวการประกวดแข่งขัน แหะ..แหะ...แข่งทั้งที่รู้ว่าแพ้แน่นอนยังแข่งเลยครับ

อย่างครูดนตรีจัดกิจกรรมประกวดร้องเพลงเป็นประจำทุกปีเจ้า“สายน้ำ” ไม่เคยพลาดการแข่งขันเลยสักครั้ง ยกมือน้อยๆสมัครเข้าแข่งตั้งแต่ยังเรียนอยู่อนุบาล1 จนกระทั่งตอนนี้เรียนอยู่ประถมศึกษาปีที่ 2 ไม่เคยผ่านรอบแรกเลยสักครั้งแต่เจ้าหนูไม่เห็นยี่หระ จนแม่ของเขาแซวว่า “สุดท้ายตอนป.6 คุณครูคงแจกรางวัลความพยายามยอดเยี่ยมให้แน่ๆ”พูดพลางหัวเราะ ขำกลิ้งกันไปทั้งแม่และลูก

แหม...จะผ่านรอบแรกได้อย่างไรละครับผมฟังเจ้าหนูร้องเพลง ทั้งเสียงเพี้ยน ทั้งร้องแบบไม่สนใจจังหวะ มิหน่ำซ้ำบางทียังลืมเนื้อร้องร้องแบบด้นสดอยู่เป็นประจำ

อืม..ช่างเป็นลูกไม้หล่นใต้ต้นเสียจริงๆ

พูดง่ายๆคือเจ้าหนูไม่มีพรสวรรค์หรือพรแสวงด้านดนตรี หรือเสียงเพลง คงคล้ายกับผู้เป็นพ่อแม่เขานั่นแหละครับดังนั้นผมและภรรยาไม่ได้ซีเรียจเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่ยังคงให้พวกเขาเรียนพิเศษด้านดนตรีหลังเลิกเรียนสัปดาห์ละครั้งเพียงเพื่อให้เด็กๆได้สนุกสนานกับบทเพลงและเสียงดนตรีที่คุณครูสอนไม่ได้มุ่งหวังเอาเป็นเอาตายให้เล่นดนตรีให้เก่ง

นอกจากดนตรีแล้ว ผมยังให้ลูกชายทั้งสองลองทำกิจกรรมหลากหลายทั้งกีฬาว่ายน้ำเตะฟุตบอล ตีแบดมินตัน วาดรูป ระบายสี ฯลฯ เนื่องเพราะอยากช่วยพวกเขาค้นหาความถนัดความสนใจ แต่ดูเหมือนกิจกรรมเหล่านี้บางอย่างพวกเขาแค่ทำได้แต่ไม่ได้ชอบอะไรมากมาย เล่นครั้งสองครั้ง..เลิก หรือกิจกรรมบางอย่างดูไม่มีแววเสียเลย

จนกระทั่งวันหนึ่งหญิงข้างกายผมพบว่าไม่ไกลจากบ้านพักมีโรงเรียนสอนประดิษฐ์หุ่นยนต์สำหรับเด็กจึงลองพาลูกชายคนโตไปทดลองเรียนปรากฏว่าเจ้าหนูชื่นชอบชนิดที่เรียกว่าคลั่งไคล้เลยครับ ทุกสัปดาห์เฝ้ารอเรียนการประดิษฐ์หุ่นยนต์เฝ้าอ้อนวอนผมและแฟนขอไปเรียนทุกอาทิตย์ ทุกวันหยุด

สำหรับ “สายน้ำ”เวลา 2-3ชั่วโมงในการเรียนต่อหุ่นยนต์หมดไปอย่างรวดเร็ว หลายครั้งเวลาไปรับกลับบ้านเจ้าหนูมักขอต่อเวลาในการประดิษฐ์โน่นต่อเติมนี่อยู่เป็นประจำ

แม้ผมเห็นว่าเขาชอบและพอมีแววในทักษะการต่อหุ่นยนต์อยู่บ้างแต่ไม่คิดว่าจะโดดเด่น เหนือกว่าเด็กอื่น จนเมื่อเร็วๆนี้โรงเรียนจัดประกวดประดิษฐ์หุ่นยนต์ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ โดยมีโจทย์ให้เด็กอายุไม่เกิน8 ขวบประกอบหุ่นยนต์เพื่อเลี้ยวหลบหลีกเครื่องกีดขวางแล้วตรงไปเก็บลูกปิงปอง และกระบอกท่อพีวีซี

แค่เห็นโจทย์ผมก็มึนแล้วละครับถามเจ้าหนูว่าเอาไง ลงสมัครแข่งขันไหม แน่นอนว่า คำตอบที่ได้รับคือ “ลงแข่งสิป๊า”เอ้า...แข่งก็แข่งครับ

หลังจากวันกรอกใบสมัครแข่งขันชีวิตของเจ้าหนูพลันหมกมุ่นคิดแต่การออกแบบหุ่นยนต์เพื่อใช้แข่งขัน เขาฝึกต่อหุ่นยนต์เซ็ทค่า ตั้งโปรแกรมหุ่นยนต์กับครูในโรงเรียนครั้งแล้ว ครั้งเล่า เดี๋ยวต่อเข้าเดี๋ยวถอดออก ซ้ำไปซ้ำมา

ผมเห็นความมุ่งมั่นของเจ้าหนูจนอดหวั่นใจไม่ได้ว่าถ้าพ่ายแพ้ในการแข่งขันแล้วเขาจะยอมรับได้หรือไม่

คืนก่อนแข่งผมคุยกับลูกว่า “พรุ่งนี้ถ้าแข่งแพ้จะรู้สึกอย่างไร”เขาอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนตอบว่า “แพ้ก็ไม่เป็นไร คราวหน้าแข่งใหม่ได้”พลันที่ได้ยินคำตอบ ผมดึงเจ้าหนูข้ามาสวมกอด พลางกระซิบข้างหูว่า“งั้น..พรุ่งนี้ลูกทำให้เต็มที่ สนุกกับการต่อหุ่นยนต์นะครับ”

วันรุ่งขึ้นผมและคู่ชีวิตพาลูกชายทั้งสองไปร่วมการแข่งขันที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยเจ้าน้องชายคนเล็กขอตามมาเป็นกองเชียร์พี่ชาย

การแข่งขันจัดขึ้นภายในบริเวณยิมเนเซี่ยมของมหาวิทยาลัยผู้แข่งขันซึ่งนอกจากเด็กอายุไม่เกิน 8 ขวบแล้วยังมีการแข่งขันระดับเด็กโต ทั้งระดับประถมศึกษาตอนปลายและในระดับมัธยมศึกษาอีกด้วย

บ่ายวันแข่งขันผมจำต้องเดินทางไปสอนที่จังหวัดพิษณุโลกจึงได้แต่ส่งกำลังใจให้ลูกสนุกกับการแข่งขันอย่างเต็มที่

ระหว่างรอเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิผมโทรศัพท์สอบถามผลการแข่งขันกับภรรยา เพราะใจหนึ่งยังกังวลว่า ลูกอาจไม่ยอมรับความพ่ายแพ้แต่คำตอบที่ได้ทำให้ผมอึ้ง

“สายน้ำชนะเลิศการแข่งขัน”

หลังจากซักถามรายละเอียดการแข่งขันจึงทราบว่า หุ่นยนต์ของเจ้าหนูปฏิบัติภารกิจไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ไม่สามารถเก็บอุปกรณ์ได้ครบตามโจทย์แต่เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งคนอื่นแล้วเขาทำได้ดีที่สุด เพราะหุ่นยนต์อื่นไม่สามารถหลบเครื่องกีดขวาง

หลังจากผู้เป็นแม่เล่าเหตุการณ์ให้ฟังผมบอกกับเจ้าหนูทางโทรศัพท์ว่า

“ป๊าภูมิใจในตัวลูก มันเป็นชัยชนะที่แสนภูมิใจครับ...”


.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 87 เดือน มีนาคม 2555





 

Create Date : 02 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 2 กรกฎาคม 2557 9:23:28 น.
Counter : 625 Pageviews.  

โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร

หนึ่งในคำถามยอดฮิต ที่ผู้ใหญ่ใช้ถามเด็กๆคือ“โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร”

คำตอบจากปากหนูน้อยอาจหลากหลาย แต่เท่าที่ผมเคยได้ยินมาส่วนใหญ่เลือกตอบว่า “หมอ ครู ตำรวจ ทหาร” นานๆถึงเจอเด็กตอบอาชีพแปลกออกไป เช่น ”นักร้องนักดนตรี นักวาดภาพ ฯลฯ”

ไม่ว่าเด็กน้อยตอบว่าอยากเป็นอะไรเรา...ในฐานะผู้ใหญ่มักยิ้ม ให้กำลังใจ พร้อมทั้งเอาใจช่วยให้เจ้าตัวเล็กสามารถเกาะติดความฝันในวัยเยาว์เนื่องเพราะประสบการณ์ชีวิตสอนเราว่า กว่าเด็กน้อยจะเติบใหญ่ พวกเขายังต้องเจอเรื่องราวอุปสรรค ขวากหนามชีวิตอีกมากมายมาบั่นทอน กีดกัน ทำลายฝัน

จากเด็กตัวน้อยๆสูงใหญ่กลายเป็นคนหนุ่มสาวความใฝ่ฝันในวัยเยาว์ของหลายคนเปลี่ยนไปตามกระแสจังหวะชีวิต แต่น่าเศร้าตรงที่หลายคนใช้ชีวิตโดยปราศจาก”ความใฝ่ฝัน”ไม่มี “เป้าหมายชีวิต”

ด้วยสถานะของผมในปัจจุบันเป็นอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชน ทำให้ผมมีโอกาสคลุกคลีใกล้ชิดกับเด็กวัยรุ่น คนหนุ่มสาวผมมักพูดคุยถามไถ่พวกเขาทำนองเดียวกับคำถามในวัยเด็กว่า “เรียนจบอยากทำอะไร”“เป้าหมายชีวิตของหนูคืออะไร”

เชื่อไหมครับว่าเด็กรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยไม่มีเป้าหมายชีวิตพ่อแม่ให้เรียนจนจบระดับมัธยมก็เรียนต่อระดับปริญญาตรีตามบันไดชีวิต

จำนวนไม่น้อยเลือกเรียนคณะวิชาต่างๆตามใจพ่อแม่หลายคนเลือกเรียนตามเพื่อน มีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ตั้งเป้าไว้เลยว่ามาเรียนคณะนี้เพราะชอบ และต้องการประกอบอาชีพใด

นักศึกษาประเภทหลังนี่แหละครับ พวกเขาสนุกมีความสุขกับการเรียนรู้ทั้งในห้องเรียนและกิจกรรมนอกหลักสูตรเมื่อเรียนจบคนกลุ่มนี้ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งความฝันของพวกขาได้ไม่ยากนัก

แต่สำหรับ”เอ”เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีแรกๆก็เป็นเหมือนนักศึกษาทั่วๆไปที่ผมเคยพูดคุย นั่นคือ“ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ” เขาไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรือสนใจอะไรในสายนิเทศศาสตร์กันแน่ หวังเรียนแค่ให้จบรับใบปริญญาเท่านั้น

จนวันหนึ่ง “เอ”ได้ยืมกล้องของเพื่อนมาถ่ายรูปส่งงานให้ผมปรากฏว่าภาพที่เขาถ่ายออกมาสวยงามทั้งสีสัน องค์ประกอบภาพ และได้อารมณ์ของภาพข่าวโดดเด่นกว่าภาพอื่นๆของเพื่อนในรุ่น

แวบนั้นผมเห็นถึงพรสวรรค์ด้านถ่ายภาพของ”เอ”

ผมเรียก”เอ”ออกมาหน้าห้องเรียนชื่นชมว่าภาพของเขาเทียบเคียงได้กับภาพมืออาชีพจากนั้นก็ขอเสียงปรบมือชื่นชมจากเพื่อนๆ

ผมมารู้ภายหลังว่า คำชมเล็กๆในห้องเรียนวันนั้นนอกจากทำให้หัวใจ”เอ”พองโตแล้วยังเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขา

เพราะหลังจากนั้น”เอ”มุ่งศึกษาด้านการถ่ายภาพด้วยตนเองเขาซื้อกล้องแล้วตะเวนไปยังสถานที่ต่างๆเพื่อเก็บภาพ หลายครั้งที่เขาเอาภาพมาอวดโชว์ให้ผมดูทำให้ผมเห็นถึงพัฒนาการด้านการถ่ายภาพของเขาอย่างชัดเจน

หลังจากถ่ายภาพมาระยะเวลาหนึ่ง ตอนอยู่ปี4“เอ”ตัดสินใจลองเข้าประกวดภาพถ่ายในเวทีระดับชาติ ปรากฏว่า ภาพถ่ายของเขาได้รับรางวัลชมเชยนั่นยิ่งทำให้”เอ”มุ่งมั่นพัฒนาฝีมือถ่ายภาพของเขา

ล่าสุดผมเจอ”เอ”ในงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัย เขาเล่าให้ผมฟังว่า ตอนนี้ทำงานเป็นช่างภาพในนิตยสารท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง

“...ผมมีความสุขมากกับงานที่ทำครับแม้เงินเดือนจะไม่มากมายนัก แต่ผมได้ทำสิ่งที่ผมชอบ สิ่งที่ผมรักแค่นี้ก็พอแล้ว...”

ตอนหนึ่งของการพูดคุย“เอ”บอกว่า “...จะว่าไปผมเองก็เสียดายนะครับ ที่หาตัวเองเจอตอนใกล้เรียนจบ นี่ถ้าผมรู้ว่าชอบถ่ายภาพตั้งแต่ปี1 ปี 2 ผมคงได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะ...” ผมได้แต่ตบไหล่เขาเบาๆแล้วพูดว่า“ดีเท่าไหร่แล้วที่เจอตัวเอง เพื่อนคุณอีกหลายๆคน จบไปแล้วยังหาตัวเองไม่เจอเลย..”

วันนั้น ระหว่างขับรถกลับบ้านผมครุ่นคิดว่า “เออ..แล้วเราค้นหาตัวเองเจอตอนไหน”

จำได้ว่าตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นผมยังฝันอยากเป็นหมอ อยากเป็นวิศวกรเหมือนกับคนอื่นๆเพราะกระแสความเชื่อของสังคมว่า อาชีพเหล่านี้ น่ายกย่องว่าทั้งเก่งและรวยนั่นเป็นเหตุผลทำให้ผมเลือกเรียนต่อมัธยมปลายในสายวิทยาศาสตร์

แต่เมื่อเริ่มเรียนวิชาฟิสิกส์เคมี ชีวะฯก็รู้ว่า จริงๆแล้วผมถนัดและสนใจสายสังคมศาสตร์มากกว่าวิทยาศาสตร์เพราะถ้าเป็นหนังสือสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ผมอ่านเที่ยวเดียวจับความจดจำได้ แถมยังสนุกในการเรียนรู้หาหนังสือมาอ่านเพิ่ม ถ้าเป็นวิชาฟิสิกส์ เคมีชีวะฯ ถึงแม้สามารถเรียนได้ แต่มันไม่รู้สึกสนุกกับวิชาเหล่านี้

สุดท้ายเมื่อเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยผมเลือกจากความชอบ ความถนัด เลือกจากความใฝ่ฝันของตนเองเป็นหลัก

นั่นคือ การเป็น”นักข่าว”

เพราะผมชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กโดยเฉพาะอ่านหนังสือพิมพ์ การติดตามข่าวสารบ้านเมืองเป็นเรื่องปกติประจำวันของผม ดังนั้นเมื่อต้องตัดสินใจชะตาชีวิตของตนเองผมจึงเลือกการเป็นนักข่าว

แม้ว่าผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในยุคนั้น ไม่เปิดโอกาสให้ผมเรียนในคณะวารสารศาสตร์หรือนิเทศศาสตร์ แต่ผมยังได้เรียนในคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งผมสนใจรองลงมาอย่างไรก็ตามเมื่อเรียนจบผมไม่รอช้าในการมุ่งหน้าสานฝันกับการเป็นนักข่าว…

ก่อนนอนคืนนั้น ผมถามลูกชายทั้ง2 คนของผมว่า “ลูกครับ...โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร” เจ้าน้องชายสุดแสบชิงตอบก่อนว่า“อยากเป็นคนขับเครื่องบินเจ็ท” ส่วนเจ้าพี่ชายวัยย่าง 8ขวบละสายตาจากหนังสือการ์ตูนวิทยาศาสตร์หันมาตอบผมว่า

“อยากทำงานนาซาเป็นคนสร้างหุ่นยนต์สำรวจหลุมดำครับ”

“อืม...น่าสนใจครับลูกขอให้สมหวังทั้งคู่เลยนะครับ” ว่าแล้วก็กอดเจ้าหนูทั้งสองอย่างสุดรักพลางภาวนาให้พวกเขา“เก็บฝันเอาไว้นานๆ และขอให้หาตัวเองให้เจอได้โดยเร็ว”

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 86 เดือน กุมภาพันธ์ 2555





 

Create Date : 30 มิถุนายน 2557    
Last Update : 30 มิถุนายน 2557 14:31:10 น.
Counter : 618 Pageviews.  

ไวรัลวีดีโอ “เด็ก”

ทุกวันนี้ Social Media หรือสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Twitter YouTube ฯลฯ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันคนรุ่นใหม่

ไม่ว่าเดินทางไปไหนจะกินอาหารอะไร หรือทำกิจกรรมใด ผู้คนยุคดิจิทัลมักถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวอักษรรูปภาพ คลิปวีดีโอสั้นๆเพื่อสื่อสาร บอกเล่า แชร์ข้อมูลแบ่งปันอารมณ์ความรู้สึกผ่านช่องทางสื่อใหม่

หลายครั้งเรื่องราวบอกเล่าแบ่งปันในโลกออนไลน์กลายเป็นประเด็น Talk of the town หรือที่มีศัพท์เรียกหรูหราว่า“นาครสนทนา”

เรื่องราวฮอทฮิตในโลกไซเบอร์เหล่านี้มีนักวิจัยเขาไปศึกษาค้นคว้าพบว่า คนนิยมมีปฏิสัมพันธ์ ตอบโต้ แสดงความคิดเห็นหรือแม้แต่แชร์รูปภาพ และคลิปวีดีโอ มากกว่าแชร์ตัวอักษรหรือถ้อยความต่างๆ

โดยเฉพาะคลิปวีดีโอเด่นๆที่นิยมแชร์จนเหมือนไวรัสแพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วนั้น จำนวนไม่น้อยเป็นคลิปเกี่ยวกับ“เด็ก”

ผมขอยกตัวอย่าง ไวรัลวีดีโอ “เด็ก”บางคลิปมาคุยกันนะครับ หากใครยังไม่เคยดูคลิปเหล่านี้ สามารถค้นได้ใน YouTube โดยลอกชื่อคลิปที่ผมระบุถึงไปแปะไว้ในช่องค้นหาแล้วกดหาดูได้นะครับ

คลิปแรกคือ “David AfterDentist” เป็นวีดีโอสั้นๆความยาว 1.59 นาทีถูกเปิดชมทั่วโลกไปแล้วกว่า100 ล้านครั้ง นี่ยังไม่นับรวมถึงการเปิดแชร์ในแพลทฟอร์มอื่นๆ หรือถูกนำไปล้อเลียนดัดแปลงใหม่นะครับ คลิปนี้ถ่ายและอัพโหลดขึ้น YouTube โดยคุณพ่อของDavid...พระเอกของเรื่องวัย 7 ขวบ (ในขณะนั้น) ผู้จำต้องไปถอนฟันผลของฤทธิ์ยาทำให้เจ้าหนู David รู้สึกไม่สบายตัวมีอาการแปลกผิดปกติ จนพูดและแสดงท่าทางแปลกๆ แต่น่ารักน่าเอ็นดู

คลิปต่อไปคือ “Charlie bitmy finger – again !” วีดีโอสั้นเพียง 56 วินาที แต่มีผู้ชมมากกว่าคลิปแรกที่ผมแนะนำไปเสียอีกครับเพราะมีคนดูคลิปต้นฉบับไปแล้วเกือบ 400 ล้านครั้ง แถมยังมีคนทำคลิปล้อเลียนดัดแปลงมากมายทีเดียว มิหนำซ้ำหลายๆคลิปที่นำต้นฉบับไปล้อเลียนหรือดัดแปลงทำซ้ำก็มีคนเยี่ยมชมนับสิบล้านครั้ง

ไวรัลวีดีโอชิ้นนี้เป็นเรื่องของพี่น้อง2 คน ผู้พี่ขื่อ Harryวัย 3 ขวบเศษ (ในขณะนั้น) กับน้องชาย Charlie วัย1 ขวบ (ในขณะนั้น) ขณะถ่ายคลิปนี้พี่ชายนั่งอยู่บนโซฟาโดยมีน้องนั่งบนตักอยู่ดีๆเจ้าหนู Charlie คงนึกมันเขี้ยวคว้านิ้วมือของพี่ชายมากัดแทะเล่น แต่กัดครั้งแรก Harry คงไม่เจ็บมากพี่ชายเลยเอานิ้วชี้แหย่เข้าปากน้องอีกครั้ง คราวนี้น้องกัดแบบเน้นๆ พี่คงเจ็บมากจนร้องเสียงลั่นแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรกับน้องชายแค่บ่นว่า น้องกัดนิ้วมือเขา ทำเขาเจ็บ ส่วนเจ้าตัวเล็กกลับหัวเราะ ชอบใจอย่างอารมณ์ดี

หลายคนดูคลิปนี้แล้วอดที่จะขำหรืออมยิ้มกับความน่ารัก น่าเอ็นดู รวมถึงความไร้เดียงสาของเด็กน้อยไม่ได้นั่นคงเป็นมูลเหตุสำคัญทำให้คลิปประเภทนี้แพร่กระจายกลายเป็นไวรัลชั่วข้ามคืน

อย่างไรก็ตามยังมีคลิปวีดีโอ“เด็ก” อีกประเภทที่ผู้คนในโลก Social Media นิยมนั่นคือคลิปแสดงความสามารถของเหล่า “เด็กเทพ” ประเภทเล่นกีตาร์พลิ้วยิ่งกว่ามือกีตาร์ผู้ใหญ่หรือพรมนิ้วบนเปียโนได้ไพเราะดังเสียงจากสวรรค์ หรือเต้นรำได้ลื่นไหลงดงามยิ่ง ฯลฯ

โดยส่วนตัวผมชื่นชมความสามารถความอุตสาหะ พยายามในการฝึกซ้อมของเด็กเหล่านี้นะครับ แต่อีกเสี้ยวหนึ่งของความคิดผมอดสงสารเด็กบางคนซึ่งไม่ได้ชื่นชอบ หรือไม่อยากเป็นนักร้อง นักเต้น นักดนตรีแบบแสดงออกในคลิปวีดีโอหากแต่ถูกผู้ใหญ่...พ่อแม่ ผู้ปกครอง บังคับเคี่ยวเข็ญให้ฝึกซ้อม ให้แสดงเพื่อแลกกับเสียงปรบมือและคำชื่นชมจากคนรอบข้าง

แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ครับคลิปไวรัลวีดีโอ “เด็ก” ที่ทำให้ผมหดหู่ใจมากคือ คลิป “YouTubeChallenge – I Told My Kids I Ate All Their Halloween Candy” อันเป็นเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นหลังวันHalloween ไม่นานมานี้

ต้นเรื่องของไวรัลวีดีโอชุดแกล้งเด็กหลังวันHalloween เกิดขึ้นเมื่อ Jimmy Kimmel พิธีกรรายการทีวีชื่อดังของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศในรายการJimmy Kimmel Live ท้าให้ผู้ชมไปหลอกลูกๆที่ไปเล่น Trickor Treat ว่า พ่อแม่กินขนมหวานที่เด็กๆหามาได้จนเกลี้ยงแล้วให้ถ่ายวีดีโออัพขึ้น YouTube เพื่อดูปฏิกิริยาของเด็กๆ

ปรากฏว่ามีพ่อแม่จำนวนมากยอมแกล้งลูกของตนเองเพื่อให้คลิปของตนออกรายการทีวี !?!

เอาละครับก่อนที่ผมจะเล่าว่าผลของการแกล้งเด็กเป็นอย่างไร ผมขออธิบายเพิ่มเติมหน่อยนะครับว่าการเล่น Trickor Treat ในวัน Halloween ของฝรั่งเขานั้นเด็กๆตั้งตารอประเพณีนี้ เพราะพวกเขาได้สนุกกับการแต่งตัวชุดแฟนซีภูติผี-ปีศาจจากนั้นรวมกลุ่มเด็กเดินไปเคาะประตูบ้านคนที่มีโคมไฟฟักทองประดับไว้บริเวณบ้าน

เมื่อเจ้าของบ้านเปิดประตูเหล่าภูตผีตัวน้อยๆพร้อมใจตะโกนถามว่า “Trick or Treat” ซึ่งแปลตรงๆว่า“หลอกหรือเลี้ยง”

ถ้าเจ้าของบ้านตอบว่า Treat นั่นหมายถึงยอมแพ้ ต้องมอบขนมหวาน ท็อฟฟี่ให้กับเด็กๆ แต่ถ้าตอบว่า Trick ภูตผีตัวน้อยก็จะหลอกหลอน ทำกิริยาน่ากลัวจนกว่าเจ้าของบ้านยอมบอกว่า Treat แล้วมอบขนมให้เด็ก

หมายความว่าขนมหวานเหล่านั้นล้วนมาด้วยน้ำพัก น้ำแรง ตลอดคืนของเด็กๆนั่นเอง

จึงไม่น่าแปลกใจครับว่าผลของการหลอกลวงครั้งนี้สามารถทำให้เด็กเกือบทุกคนร้องไห้ เสียใจ หนูน้อยหลายคนคร่ำครวญไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ถึงรังแก แกล้งกินขนมของหนูจนหมดเด็กบางคนโกรธจัดเตะข้าวของก็มี เด็กบางคนตะโกนด่าพ่อแม่ของตนเอง

ครั้งแรกที่ผมดูคลิป “YouTubeChallenge – I Told My Kids I Ate All Their Halloween Candy”ผมอึ้งกับการแกล้งเด็กออกรายการทีวีของ Jimmy Kimmel

ไม่น่าเชื่อว่าเพื่อเรตติ้งรายการทีวีนักสื่อสารมวลชนในประเทศที่อ้างตัวว่ามีประชาธิปไตย รักและหวงแหนเสรีภาพ อิสรภาพความเสมอภาคยิ่งชีพจะรังแก แกล้งเด็ก เพื่อความสนุกสนาน

และไม่น่าเชื่อยิ่งกว่านั้นคือมีผู้ชมจำนวนมากรวมถึงพ่อแม่ของเหยื่อ สามารถหัวเราะกับเสียงร้องไห้ของเด็กหัวเราะกับความทุกข์ของเจ้าหนูตัวเล็ก

หลังจากชมคลิปไวรัลวีดีโอเด็กชุดนี้ผมอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ผู้ที่สามารถหัวเราะกับคลิปชุดนี้ พวกเขา “รักเด็ก-เอ็นดูความไร้เดียงสาของเด็ก”จริงหรือ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 85 เดือน มกราคม 2555




 

Create Date : 02 เมษายน 2557    
Last Update : 2 เมษายน 2557 22:16:43 น.
Counter : 453 Pageviews.  

เมื่อหนูหัดว่ายน้ำ

กลางดึกคืนหนึ่ง ขณะทุกคนในบ้านกำลังหลับใหลอยู่ๆเจ้า”สายเมฆ”ลูกชายคนเล็กวัยย่าง 5 ขวบพลันร้องไห้โฮขึ้นมาทำให้ผู้เป็นพ่อแม่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นถามหาสาเหตุ คำตอบของลูกทำให้ผมและภรรยาถึงกับอึ้ง

“ ฮือ...ฮือ..สายเมฆกลัวตาย..” เจ้าหนูพูดทั้งน้ำตาพลางกอดผมแน่น

“…ทำไมหรือลูก..ฝันร้ายหรือครับ”ผมถาม เขาตอบกลับว่า

“...น้ำท่วมแล้วสายเมฆยังว่ายน้ำไม่เป็น สายเมฆกลัว ฮือ..ฮือ..”

ไล่เลียงสอบถามเจ้าทโมนน้อยอยู่ชั่วครู่จึงรู้สาเหตุว่า เป็นเพราะเมื่อตอนเย็นดูข่าวทีวีเกี่ยวกับน้ำท่วมพร้อมกับอากง..ผู้เป็นปู่แล้วอากงเปรยว่า “...น้ำท่วมสูงแบบนี้ ใครว่ายน้ำไม่เป็นอันตราย เดี๋ยวจมน้ำตายได้...”เจ้าหนูเลยเก็บมาฝันร้าย

หลังจากปลอบว่าเป็นเพียงแค่ความฝันไม่ใช่เรื่องจริง เจ้าหนูจึงยอมหยุดร้องไห้ แต่พูดข้างหูผมว่า “..ป๊าสายเมฆจะไปเรียนว่ายน้ำแบบพี่สายน้ำ..”

อันที่จริง โรงเรียนของเจ้าหนูมีสอนว่ายน้ำอยู่ในหลักสูตรเพียงแต่ในระดับอนุบาล 2 การเรียนการสอนส่วนใหญ่เป็นการทำกิจกรรมในน้ำมากกว่าหัดให้ว่ายน้ำเป็นในขณะที่พี่ชายอยู่ชั้น ป.2 เริ่มเรียนว่ายน้ำอย่างเป็นจริงเป็นจัง แถมวันหยุดเสาร์อาทิตย์ยังเรียนพิเศษว่ายน้ำอีก ผู้เป็นน้องคงอยากเรียนแบบพี่ชายบ้าง

โดยปกติทุกเช้าวันหยุด หากไม่มีภารกิจอื่นใดผมมักจูงลูกชายไปเรียนว่ายน้ำที่สระว่ายน้ำแถวบ้าน สระเดียวกันนี้แหละครับ เคยเป็นสถานที่ฝึกว่ายน้ำของผมและน้องๆมาก่อนสภาพโดยทั่วไปยังคงเหมือนเดิม กลิ่นคลอรีน และต้นลั่นทมริมสระยังคงทิ้งดอกสีสวยลงน้ำเป็นเอกลักษณ์ไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ต่างออกไปคือคนมาเรียนว่ายน้ำอายุน้อยลงมาก

เมื่อก่อนผมเรียนว่ายน้ำตอนอายุ10 ขวบก็ดูเหมือนจะเด็กที่สุดในสระแล้ว ส่วนใหญ่ตอนนั้นคนมาเรียนว่ายน้ำเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนุ่มสาว แต่ตอนนี้ในสระว่ายน้ำเต็มไปด้วยเจ้าหนูตัวกระเปี๊ยก บางคนอายุไม่ถึง 4ขวบเลยครับ

เหตุผลส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะในอดีต”ทักษะการว่ายน้ำ”ยังไม่ใช่ทักษะจำเป็นของชีวิต

สมัยก่อนคนว่ายน้ำเป็นมักเป็นคนเติบโตอยู่ริมแม่น้ำริมคูคลอง ส่วนใหญ่หัดว่ายน้ำด้วยตัวเอง กระโดดน้ำเล่น โผเกาะเรือโยง ดำผุด ดำว่ายเองมีเด็กจำนวนไม่มากหรอกครับที่พ่อแม่ยอมเสียเงินให้หัดว่ายน้ำในสระ

คนรุ่นก่อนหลายคนคิดว่า “ว่ายน้ำไม่เป็นก็ไม่เห็นเป็นไร”แต่สภาพเมืองไทยทุกวันนี้ “ทักษะการว่ายน้ำ”กลายเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิต ยิ่งวิกฤติน้ำท่วมเมืองยิ่งตอกย้ำความสำคัญของทักษะด้านนี้

แต่ก่อนจะให้ลูกหลานไปเรียนว่ายน้ำเราคงต้องเริ่มต้นจากการคิดก่อนว่าต้องการให้เจ้าตัวน้อยๆเรียนว่ายน้ำไปทำไม

หากคำตอบที่ได้คือ“ต้องการให้ลูกหลานเป็นนักว่ายน้ำทีมชาติ”แบบนี้คงต้องหาครูสอนว่ายน้ำผู้เชี่ยวชาญด้านการแข่งขันว่ายน้ำมาเคี่ยวบ่มให้เด็กตัวน้อยๆกลายเป็น ”ฉลามหนุ่ม” “ฉลามสาว”ในอนาคต

แต่การสร้าง“ฉลาม”เหล่านี้ย่อมต้องมี “รายจ่าย” ซึ่งมากกว่าเงินทองนะครับ

ผมเคยคุยกับคุณพ่อคนหนึ่งผู้วาดหวังให้ลูกตนเองเป็นนักว่ายน้ำระดับโลก เขาเล่าให้ผมฟังว่า ให้ลูกลงน้ำตั้งแต่ก่อนลูกเกิดใช่ครับ...ก่อนลูกเกิด เพราะเขาให้ภรรยาซึ่งตั้งครรภ์ พุงโย้ว่ายน้ำเล่นน้ำเป็นประจำ พอลูกคลอดออกมาได้ไม่นานก็เริ่มลงคอร์สเรียนว่ายน้ำของเบบี๊พอโตขึ้นหน่อยให้เรียนว่ายน้ำกับครูอดีตทีมชาติไทย แต่ให้ครูว่ายน้ำสอนเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ ส่วนวันธรรมดาเขาจะสวมบทครูฝึกของลูกเอง

“..ทุกวันผมต้องให้ลูกมาว่ายน้ำตอนเช้าอย่างน้อยชั่วโมงหนึ่งก่อนแล้วถึงไปโรงเรียน เลิกเรียนก็ต้องมาว่ายน้ำอีก 2 ชั่วโมง ค่อยกลับบ้านไปทำการบ้าน...”คุณพ่อคนนี้เล่าด้วยความภูมิใจ ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าลูกเขาต้องตื่นกี่โมงถึงมีเวลามาว่ายน้ำก่อนเรียนหนังสือเขาตอบผมว่า “...ตื่นตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง อย่างช้าไม่เกินตี 5...”

ครอบครัวนี้ วันไหนมาซ้อมว่ายน้ำในสระผมจะรู้ได้ทันที เพราะได้ยินเสียงคุณพ่อตะโกน ตะคอกลูกในสระว่ายน้ำเสียงดังลั่น“..เฮ้ย..ว่ายเร็วหน่อยสิ เร็วขึ้นอีก เร็วๆ..เร็วสิ อู้อยู่ได้...” ฯลฯ

สำหรับครอบครัวของผมเราคุยกันว่าแค่อยากให้ลูก”ว่ายน้ำเป็น” เอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินไม่จำเป็นต้องเป็นนักว่ายน้ำทีมชาติ แต่ถ้าลูกอยากแข่งว่ายน้ำก็สนับสนุนเพียงแต่ไม่เคี่ยวเข็ญให้เขาต้องชนะ

ด้วยเหตุนี้ผมและภรรยาจึงต้องการให้ลูกเรียนว่ายน้ำอย่างสนุกและเป็นสุข

แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับเพราะการจะให้ลูกหัดว่ายน้ำเป็นและเรียนอย่างเป็นสุขนั้น ถ้าเราไม่สอนเองก็จำเป็นต้องหาคุณครูว่ายน้ำที่เก่งมาสอน

“เก่ง”ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าครูสอนว่ายน้ำต้องเคยเป็นนักว่ายน้ำระดับทีมชาติมาก่อนนะครับแต่หมายถึงครูที่มีความรับผิดชอบและมีจิตวิทยาในการสอนว่ายน้ำแก่เด็กเล็ก

จากการลองผิด ลองถูกอยู่หลายครั้งผมพบว่า ครูบางคนสอนว่ายน้ำแบบขอไปทีพอเด็กเริ่มว่ายน้ำก็หันไปเม้าท์กับเพื่อนครูด้วยกันอย่างเมามันไม่มองหรือสนใจเลยว่าศิษย์ตัวน้อยจะว่ายน้ำด้วยท่าทางถูกต้องหรือไม่ไม่สนใจว่าเด็กจะจมน้ำหรือเปล่า

ครูบางคนไร้ความรับผิดชอบนึกอยากหยุดสอนก็หยุดหรือมาสายก็ไม่มีการโทรศัพท์บอกกล่าวกันก่อน

ครูบางคนสอนแบบดุ ตะคอกเย้ยหยัน ล้อเลียนเด็ก บางคนเห็นเด็กไม่กล้าลงน้ำก็จับเด็กโยนลงน้ำหวังให้เด็กว่ายน้ำเป็นเอง ฯลฯ

ครูเหล่านี้ไม่เพียงทำให้เด็กตัวน้อยเรียนว่ายน้ำอย่างเป็นทุกข์เด็กบางคนถึงกับร้องไห้โฮ ไม่อยากเรียนว่ายน้ำหรือกลัวการว่ายน้ำไปเลยก็มี

แต่โชคดีครับว่า ยังมีคุณครูว่ายน้ำบางคนรู้จักมีลูกล่อลูกชนสอนให้เด็กว่ายน้ำอย่างสนุกสนาน

การหาครูสอนว่ายน้ำที่เก่งได้คงต้องอาศัยการสอบถามจากพ่อแม่หลายๆคนที่เฝ้ารอลูกน้อยอยู่ริมสระน้ำหรือต้องเฝ้าดูกลวิธีการสอนของครูว่ายน้ำด้วยตนเอง ก่อนตัดสินใจให้ลูกหลานไปสมัครเรียนกับครูคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ

นอกจากการหาครูเก่งๆมาสอนว่ายน้ำเจ้าตัวเล็กแล้วเรายังต้องคำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัยของสระว่ายน้ำด้วยนะครับเพราะสระบางแห่งไม่ค่อยทำความสะอาดซึ่งอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคสู่ลูกหลานของเราได้

ขณะเดียวกันระหว่างเด็กน้อยเรียนว่ายน้ำเราในฐานะพ่อแม่ผู้ปกครองควรนั่งเฝ้าดูอยู่ข้างสระ โดยไม่ไปรบกวนการเรียนการสอนของครูแต่ต้องเฝ้าดูพฤติกรรมการสอน รวมถึงดูแลความปลอดภัยของลูกหลานเราด้วยโดยเฉพาะถ้าเจ้าตัวน้อยเรียนว่ายน้ำเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ เพราะครูอาจดูแลไม่ทั่วถึง

เอาล่ะ ถ้าสระว่ายน้ำพร้อม คุณครูพร้อมคุณพ่อคุณแม่พร้อม ชุดว่ายน้ำสีสดสวยพร้อม เรามาสนุกสนานกันในสระน้ำเย็นฉ่ำเลยครับ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 84 เดือน ธันวาคม 2554





 

Create Date : 29 มีนาคม 2557    
Last Update : 29 มีนาคม 2557 22:16:00 น.
Counter : 658 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.