Group Blog
 
All Blogs
 
ตรวจพันธุกรรมสไตล์ออสซี่

ก่อนหน้านี้ ผมและหญิงสาวข้างกายไม่เคยสนใจเกี่ยวกับโรคดาวน์ซินโดรม หรือปัญหาทางโครโมโซมมาก่อนเลย จนกระทั่งเมื่อเราทั้งคู่รู้ตัวว่าอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จะมีบุคคลสำคัญถือกำเนิดมาร่วมเติมเต็มชีวิตคู่ของเรา

ตอนนั้นพวกเราจำเป็นต้องให้เจ้าตัวเล็ก “Made in Australia” และด้วยเงื่อนไขทางการแพทย์ของประเทศออสเตรเลียระบุให้หญิงตั้งครรภ์ที่มีวันกำหนดคลอดอยู่ในช่วงอายุเกินกว่า 35 ปีต้องเข้าพบปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรม ทำให้พวกเราต้องเดินทางไปโรงพยาบาลก่อนถึงกำหนดวันฝากครรภ์

เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมเป็นหญิงสาวท่าทางใจดี เธอเริ่มต้นด้วยการซักถามพวกเราอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่อง “กำหนดวันคลอดวันไหน” ... “ผลตรวจเลือดทั้งคู่เป็นอย่างไร” ... “มีใครในครอบครัวทั้งสองคนเป็นดาวน์ซินโดรมหรือเปล่า” ฯลฯ

จากนั้นเจ้าหน้าที่สาวหยิบเอกสารและแผ่นชาร์ทรูปภาพขึ้นมาอธิบายถึงเรื่องโครโมโซม ดีเอ็นเอ และโอกาสเกิดโรคดาวน์ซินโดรมกับเด็กที่มีแม่อายุเกิน 35 ปีว่ามีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าเด็กที่คลอดโดยแม่ที่ยังสาว

ทั้งนี้แม่ที่มีลูกตอนอายุ 35 ปีจะมีความเสี่ยงต่อการคลอดบุตรดาวน์ซินโดรมถึง 1 ใน 384 และเด็กมีโอกาสเสี่ยงจากการมีปัญหาทางโครโมโซมถึง 1 ใน 179

พูดง่ายๆคือ ยิ่งหญิงตั้งครรภ์มีอายุมากขึ้น โอกาสเสี่ยงที่จะมีลูกปัญญาอ่อนยิ่งสูงขึ้น !

โชคดีครับว่า ยุคสมัยนี้วิวัฒนาการทางการแพทย์เจริญก้าวหน้า ทำให้สามารถตรวจสอบล่วงหน้าก่อนว่าเจ้าตัวเล็กในท้องคุณแม่มีปัญหาด้านโครโมโซมหรือไม่
เจ้าหน้าที่เธอแนะนำวิธีการตรวจเพื่อให้ทราบผล 3 ชนิดด้วยกัน

อย่างแรกเป็น Screening Test โดยดูจากผลอุตราซาวด์ของทารกในครรภ์ และดูผลเลือดของแม่เพื่อเช็คระดับของโฮโมน การตรวจแบบนี้ไม่มีผลอันตรายกับเด็ก แต่ความแม่นยำมีแค่ 85 %

อย่างที่สองคือ Chorionic Villus Sampling (CVS) หรือการเจาะตรวจเนื้อเยื่อรกของทารกในครรภ์ มีความแม่นยำค่อนข้างสูง การตรวจแบบนี้ทราบแน่ว่าลูกมีปัญหาหลักๆอะไรหรือไม่ แต่มีโอกาสแท้งจากการตรวจด้วยเปอร์เซ็นต์ต่ำกว่า 1 % นิยมตรวจในช่วงอายุครรภ์ 11-12 สัปดาห์

อย่างที่สาม ใกล้เคียงกับแบบที่สอง เป็นการเจาะตรวจน้ำคร่ำหรือ Amniocentesis มีผลแม่นยำเหมือนกัน และมีโอกาสเสี่ยงต่อการแท้งคล้ายกับแบบ CVS เพียงแต่ว่าการตรวจแบบนี้จะสามารถทำได้หลังจากมีอายุครรภ์ 15-19 สัปดาห์ ซึ่งหากโชคร้ายพบว่าเด็กมีปัญหาทางโครโมโซม การทำแท้งอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้เป็นแม่

หลังจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมอธิบายร่ายยาว ทำความเข้าใจเสร็จ เธอปล่อยให้ผมกับหญิงสาวคู่ชีวิตปรึกษาหารือกันเองว่าจะตัดสินใจตรวจแบบไหน
พวกเราหารือกันเองชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปถามเจ้าหน้าที่สาวอีกครั้งเพื่อความมั่นใจว่า ทัศนะส่วนตัวคิดว่าการตรวจอย่างไหนเหมาะสมที่สุด

เธอแนะนำว่าให้ทำ CVS เพื่อความปลอดภัยของแม่และเด็ก อีกทั้งยังได้ผลที่แม่นยำด้วย เมื่อได้คำตอบที่สอดคล้องกับความเห็นของพวกเราทั้งคู่ เจ้าหน้าที่สาวจึงจัดแจงนัดหมายจองห้องทำ CVS ให้

สำหรับเรื่องการเจาะตรวจเนื้อเยื่อรกของทารกแบบ CVS นี้ ผมมาทราบภายหลังว่า เมืองไทยเราไม่นิยมทำกัน ส่วนใหญ่แพทย์ในเมืองไทยจะใช้การตรวจแบบ Screening Test และการเจาะน้ำคร่ำ

และแล้ววันนัดหมายการตรวจ CVS ก็มาถึง ผมพาสาวคู่ชีวิตไปโรงพยาบาลแต่เช้า วันนั้นเธอดื่มน้ำเข้าไปหลายแก้วตามคำแนะนำของหมอ อีกทั้งยังต้องทนอั้นไม่เข้าห้องน้ำ เพราะการตรวจ CVS เพื่อตรวจหาโครโมโซมนั้น หมอต้องใช้อุตราซาวด์ตรวจประกอบไปด้วย การมีน้ำในกระเพาะปัสสาวะมากๆจะช่วยให้คลื่นเสียงจากเครื่องอุตราซาวด์สะท้อนภาพออกมาเห็นชัดเจนมากขึ้น

หลังจากนั่งรออยู่ร่วมชั่วโมง คิวตรวจของเราก็มาถึง พยาบาลพาพวกเราเข้าไปในห้องตรวจ ในนั้น นอกจากเตียงคนไข้แล้ว ยังมีเครื่องอุตราซาวด์ใหญ่พร้อมจอทีวี 2 เครื่องแยกให้หมอดูเครื่องหนึ่ง และอีกเครื่องให้พวกเราดู

หมอเริ่มด้วยการตรวจอุตราซาวด์ โดยบีบเจลใสๆที่หน้าท้อง ก่อนจะเอาเครื่องมือตรวจมาจี้วนไปมาบนท้อง ไม่ทันไรพวกเราก็เห็นเจ้าตัวเล็กกำลังเคลื่อนไหว ผมเห็นมือน้อยๆ ยกชูไปมา พร้อมทั้งยกขาเตะขึ้นลง

ถึงตอนนี้ ต้องยอมรับครับว่าอดน้ำตารื้นด้วยความปลาบปลื้มไม่ได้ !

นึกในใจว่า...เจ้าตัวเล็กๆนี่หรือลูกของเรา เจ้าตัวน้อยๆที่ต่อไปจะเรียกเราว่า “พ่อ” เรียกหญิงสาวที่พ่อรักว่า “แม่”

เมื่อตรวจเห็นเจ้าตัวจิ๋วอย่างชัดเจนดีแล้ว หมอถึงเริ่มกระบวนการเจาะเนื้อเยื่อรก โดยเริ่มจากการใช้เข็มฉีดยาแทงเข้าไปในช่องท้องของหญิงสาวคู่ชีวิตผม นัยว่าเป็นยาชา ต่อมาถึงได้เอาเข็มยาวร่วม 10 นิ้ว มองดูคล้ายเข็มร้อยพวงมาลัยแทงเจาะผ่านช่องท้องลงไปถึงเนื้อเยื่อรกของเจ้าตัวเล็ก โดยทุกขั้นตอนมีอุตราซาวด์แสดงภาพให้เห็นผ่านจอโทรทัศน์

คู่ชีวิตของผมบีบมือผมแน่นเกร็ง น้ำตาไหลด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่มีเสียงร้องสักนิดหลุดรอดออกจากปากของเธอ

เข็มยาวแทงทะลุช่องท้องเข้าใกล้เจ้าตัวเล็กมากจนผมอดเสียวไม่ได้ แต่เข็มนั้นไม่ได้ทะลุลงไปถึงถุงน้ำคร่ำ แค่อยู่แค่บริเวณรก

หมอดูดเนื้อเยื่อบางส่วนออกมาใส่หลอด บอกว่าจะต้องนำเนื้อเยื่อนี้ไปเพาะเลี้ยงประมาณ 2-3 สัปดาห์ เมื่อรู้ผลตรวจจะโทรศัพท์แจ้งผลให้ทราบว่ามีปัญหาเรื่องโครโมโซมหรือไม่ รวมทั้งแจ้งให้ทราบด้วยว่าทารกในครรภ์เป็นเพศชายหรือหญิง

หลังตรวจ สิ่งที่ผมห่วงกังวลมากที่สุดคือสุขภาพของสาวข้างกายและทารกน้อยในครรภ์

หมอกำชับว่าให้ระวังและคอยเฝ้าดูว่ามีปัญหาเรื่องเลือดออกในช่องคลอดหรือไม่ หรือเป็นตะคริวในช่องท้องหรือไม่ เพราะปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าอาจจะแท้งลูกได้ แม้ว่าเปอร์เซ็นต์ของการแท้งจะน้อยไม่ถึง 1 % ก็ตาม

โชคดีครับว่า สุขภาพของแม่และลูกล้วนสมบูรณ์แข็งแรงดี

เพียงสัปดาห์เศษ โทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น แจ้งผลการตรวจโครโมโซมว่า ทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาอะไร เมื่อสอบถามถึงเพศของทารกในครรภ์ ผมก็ได้รับคำตอบที่สร้างรอยยิ้มให้ชีวิต

จะมีอะไรสุขใจได้เท่ากับการรับรู้ว่าลูกชายที่จะคลอดออกมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าสมบูรณ์ แข็งแรง ปราศจากโรคดาวน์ซินโดรม หรือปัญหาทางโครโมโซมละครับ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 3 เดือน มีนาคม 2548



Create Date : 13 ธันวาคม 2550
Last Update : 13 ธันวาคม 2550 16:33:27 น. 1 comments
Counter : 401 Pageviews.

 

ความสุขของพ่อแม่ก็อยู่ตรงนี้แหละนะคะ เฝ้ามองดูการเจริญเติบโตของลูก ตั้งแต่ในท้อง จนเติบโตมาดูโลกภายนอก และต่อๆไป


โดย: 1girlshow วันที่: 13 ธันวาคม 2550 เวลา:19:38:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.