Group Blog
 
All Blogs
 

สอนลูกหลานให้ทันสื่อ

เมื่อตอนที่แล้ว ผมเขียนเล่าว่าขณะนี้ประเทศทางซีกโลกตะวันตกกำลังตื่นตัวที่จะศึกษา หาองค์ความรู้เพื่อให้ประชากรของเขารู้เท่าทันสื่อ ถึงขนาดมีหลักสูตรวิชา“รู้ทันสื่อ” (Media literacy) ในการศึกษาแทบทุกระดับ

คราวนี้ ผมขอเล่าเรื่องที่เพิ่งไปเยี่ยมชม การเรียนการสอนวิชานี้ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ห้องเรียนที่ผมไปนั่งสังเกตการณ์ เป็นนักเรียนระดับชั้นประถม มีเด็กประมาณ 30 คน ครูผู้สอนจัดโต๊ะแยกเด็กนั่งออกเป็นกลุ่ม 4 กลุ่มด้วยกัน โดยครูเริ่มต้นการเรียนการสอนด้วยการฉายหนังโฆษณาทางโทรทัศน์หลายเรื่องให้เด็กๆดูประมาณเกือบ 10 นาที

หนังโฆษณาที่ครูนำมาให้ดูทุกชิ้นต่างเป็นโฆษณาที่ฉายจริง และผ่านตาเด็กนักเรียนมาแล้วทั้งสิ้น โฆษณาเหล่านี้ ล้วนเป็นภาพเรื่องราวกระตุ้นให้เด็กอยากทานขนมลูกอมสีลูกกวาด อยากเป็นเจ้าของตุ๊กตา ผมทองยาวสลวยในชุดเจ้าหญิงงามแสนสง่า หรืออยากเล่นเกมส์สนุกๆ ประเภทเตะต่อย ยิงกันเลือดสาด

เมื่อดูเสร็จ ครูจะให้เด็กๆแต่ละกลุ่มพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่า เมื่อพวกเขาชมโฆษณาเหล่านี้แล้ว เขาอยากได้สินค้าใดในโฆษณาที่เพิ่งดูไปเมื่อครู่บ้าง และสินค้าอะไรที่เขาไม่อยากได้ โดยให้เหตุผลด้วยว่า ทำไมถึงอยากได้ และทำไมถึงไม่อยากได้

หลังจากปล่อยให้เด็กนักเรียนตัวน้อย แสดงความคิดเห็นกันในกลุ่ม ครูให้เด็กแต่ละกลุ่มออกมาเล่าว่า เพื่อนๆในกลุ่มมีความคิดเห็นอย่างไร

เด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง เดินออกมาหน้าห้องเรียน บอกว่า “โทนี่อยากซื้อลูกอม เขาบอกว่ามันหวานอร่อยมากเลย แต่หนูว่าไม่ควรซื้อ เพราะมันทำให้ฟันผุ ปวดฟัน กินแล้วฟันจะหลอ”

แค่เปิดประเด็นแรก เด็กๆในห้องต่างยกมือขอแสดงความคิดเห็นกันอย่างสนุกสนาน บางคนเห็นด้วย บางคนเห็นแย้ง

มีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งยกมือขึ้น แล้วพูดถามครูว่า “ครูครับ ทำไมหนังโฆษณาเมื่อครู่ถึงไม่บอกละว่า กินลูกอมแล้วฟันจะผุ”

ครูอมยิ้ม ถามเด็กชายตัวน้อยๆกลับว่า “อืม...เป็นคำถามที่ดีมาก แต่ครูจะยังไม่ตอบคำถามนี้หรอกนะ ครูคิดว่าเธอน่าจะมีคำตอบดีๆอยู่เหมือนกันใช่ไหม”

เด็กชายยิ้มหน้าบาน ยืดร่างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “ครับ ผมคิดว่า เขาคงกลัวขายลูกอมไม่ได้ เขาเลยไม่บอกในโฆษณาว่า กินลูกอมแล้วฟันจะผุ”

“เก่งมากเลย แสดงว่าหนังโฆษณาที่เราดูๆกัน มันไม่ได้บอกความจริงเราทุกอย่างสินะ” ครูเปิดประเด็นถามทุกคนในห้องเรียน

หลังจากนั้นไม่นาน ประเด็นการพูดคุยของเด็กๆได้เปลี่ยนไปจากหัวข้อการอยากซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าอะไรในหนังโฆษณา เป็นประเด็นว่า โฆษณาที่เพิ่งผ่านตาไปไม่ได้บอกความจริงอะไรบ้าง

ครับ...นั่นเป็นเพียงบางส่วนของการเรียน การสอนวิชา“รู้ทันสื่อ” ของเด็กระดับประถมต้น อายุเพียง 7-8 ขวบเท่านั้น !

หลังชั่วโมงเรียน ผมมีโอกาสพูดคุยกับ David…ครูผู้สอนวิชานี้ เขาบอกว่า ตั้งใจจะกระตุ้นให้เด็กคิด และเรียนรู้จักสื่อ รู้จักธรรมชาติของสื่อด้วยตนเอง มากกว่าจะสอนให้ท่อง ให้จดจำว่าสื่อเป็นอย่างไร

David บอกว่า “อย่างโฆษณาลูกอม ลูกกวาดที่เห็นในห้อง ถ้าเราบอกเด็กเองตรงๆว่า อย่าไปเชื่อโฆษณา ที่จริงแล้วกินลูกอมจะทำให้ฟันผุ แน่นอนว่าอาจจะมีเด็กเชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง แล้วยังไงละ... เราจะต้องคอยไปบอก ไปเตือนเขา เกี่ยวกับโฆษณาทุกชิ้นที่ผ่านตา ผ่านหูเขา ตลอดชีวิตเลยหรือ ดังนั้นผมคิดว่า ทางที่ดีเราน่าจะสอนให้เขารู้จักคิด รู้จักธาตุแท้ของสื่อน่าจะดีกว่า เพราะพอโตขึ้น เขาน่าจะสามารถพินิจพิจารณา เลือกเชื่อ หรือไม่เชื่อสื่อได้ด้วยตัวเขาเอง”

ครูออสซี่ผู้นี้ เล่าให้ผมฟังว่า นอกจากการสอนเรื่อง สื่อโฆษณาแล้ว รายวิชานี้ยังสอนให้รู้จักธรรมชาติของสื่ออีกหลายชนิด อย่างเช่น สื่อคอมพิวเตอร์ สื่อออนไลน์ ภัยของเกมส์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ

เด็กแต่ละระดับชั้น การเรียนการสอนจะมุ่งเน้นความลุ่มลึกของเรื่องแตกต่างกันไป

อย่างเช่นเด็กโตระดับมัธยมของโรงเรียนแห่งนี้ การเรียนการสอนวิชา “รู้ทันสื่อ” จะมุ่งให้วิเคราะห์ ข้อเท็จจริงของข่าวสาร ทั้งข่าวหนังสือพิมพ์ ข่าวโทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ โดยให้เด็กนักเรียนรวบรวมข้อมูลข่าวสารในประเด็นข่าวที่เป็นข่าวฮือฮา ประเภท นาครสนนทนา หรือ Talk of the town ในสื่อแต่ละประเภทแล้วมาวิเคราะห์กันในกลุ่มว่า อะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือสิ่งที่ขาดหายไปในข่าว

หรือบางครั้งอาจจะหยิบยกเอาประเด็นข่าวใหญ่ๆมาพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็นกัน อย่างเช่นคราวที่เกิดภัยสึนามิคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย เด็กนักเรียนทุกคนต่างรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับภัยพิบัติครั้งนี้ การเรียนวิชา “รู้ทันสื่อ” ได้เปิดโอกาสให้เด็กได้ระบายความรู้สึกเมื่อเห็นข่าวโศกนาฏกรรมที่ฉายซ้ำๆทางสื่อโทรทัศน์ และถูกตอกย้ำผ่านทางสื่อวิทยุ หนังสือพิมพ์

เด็กหลายคนสะท้อนความคิดเห็นว่า รู้สึกกลัวและเครียด หดหู่กับภาพความสูญเสียที่เกิดขึ้น เสียงของเด็กเหล่านี้ทำให้ David ต้องรีบเชิญนักจิตวิทยาของช่วยพูดคุยให้คำปรึกษา แนะนำกับเด็กนักเรียนในโรงเรียน

ครูชาวออสซี่ที่ผมพูดคุยด้วยคนนี้ แสดงความคิดเห็นว่า ด้วยพัฒนาการทางเทคโนโลยี่ ทำให้เด็กยุคใหม่เสพสื่อมากกว่า และหลากหลายชนิดกว่าคนรุ่นก่อน เด็กวัยรุ่นจำนวนมากเสพติดสื่อพร้อมๆกันทีเดียวหลายๆสื่อ อย่างเช่นเปิดเพลงฟังทางวิทยุ ขณะเดียวกันก็โหลดเพลงใหม่ๆจากคอมพิวเตอร์ พร้อมๆกับพูดโทรศัพท์มือถือกับเพื่อน หรือแชทคุยกับเพื่อนทางเนท ขณะโหลดข้อมูลทำรายงานจากอินเตอร์เนท ฯลฯ

เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่เหล่านี้ จำเป็นจะต้องมีภูมิวัคซีน “รู้ทันสื่อ” อยู่ในความนึกคิด มิเช่นนั้น จะถูกสื่อควบคุม จนกลายเป็น ทาสของสื่อ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 18 เดือน มิถุนายน 2549




 

Create Date : 08 มกราคม 2551    
Last Update : 8 มกราคม 2551 10:00:29 น.
Counter : 319 Pageviews.  

วันนี้…รู้ทันสื่อหรือยัง ?

ช่วงนี้ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร มีแต่คนบ่น คนเปรย วิพากษ์วิจารณ์เรื่องสื่อให้ผมได้ยิน...ได้รับรู้อยู่เรื่อย

อย่างคืนวันก่อนในวงเฮฮาปาร์ตี้ของผมกับผองเพื่อน เจ้าโก้เดินดุ่มๆเข้าร่วมก๊วนด้วยอารมณ์หงุดหงิด ไม่ทันได้ทักทายสารทุกข์สุขดิบ เขาดันโวยวายเรื่องลูกขึ้นมาก่อน

“เซ็งโว๊ย เซ็ง...เด็กสมัยนี้มันเป็นอะไรนักหนาฟ่ะ...กับไอ้เครื่องคอมพิวเตอร์ นั่งแช่เล่นกงเล่นเกมส์ หรือไม่ก็แชทคุยเรื่องไร้สาระตั้งแต่เช้ายันดึก ไม่รู้จักช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน หนังสือหนังหาก็ไม่รู้จักอ่าน.....”

“เฮ้ย...ใจเย็นๆหน่อยเพื่อน เด็กแค่เล่นเกมส์น่ะดีเท่าไหร่แล้ว ดีกว่ามันเอาแต่ดูรูปโป๊ในเนทนะเว้ย” เพื่อนร่วมวงเปรยสวนขึ้นมา

“เดี๋ยวนี้รูปโป๊ รูปเปลือยไม่ต้องเข้าไปดูในเนทหรอก เอาแค่ดูตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน หรือดูตามรายการโทรทัศน์ ตามบิลบอร์ดข้างถนนเห็นโชว์กันตรึม” เพื่อนอีกคนพูดเสริม ก่อนที่เพื่อนร่วมวงคนอื่นๆจะร่วมสหบาทาบ่นด่าเรื่องสื่อ

เช้านี้...ผมอ่านหนังสือพิมพ์ เห็นข่าวท่านนายกฯหงุดหงิดกับการเสนอข่าวของสื่อมวลชน บอกทำไมมีแต่ข่าวไร้สาระ เสนอแต่ข่าวโจมตีรัฐบาล ไม่เสนอข่าวสร้างสรรค์ จรรโลงสังคม ฯลฯ

ขณะขับรถมาที่ทำงาน ผมฟังข่าวสัมภาษณ์นักการเมืองฝ่ายค้านคนหนึ่ง ตาคนนี้เขาพูดทำนองว่า ทุกวันนี้รัฐบาลยึดครองสื่อเอาไว้ในมือหมด ใช้ทั้งอำนาจทางการเมือง และอำนาจทุนฮุบกุมสื่อ พูดเปลี่ยนขาวเป็นดำ เปลี่ยนดำเป็นขาว ฯลฯ

พอมาถึงที่ทำงาน เพื่อนที่ทำงานด้านองค์กรพัฒนาเอกชนคนหนึ่งโทรศัพท์มาคุย พร้อมกับบ่นว่า สื่อมวลชนไม่ค่อยมีพื้นที่ให้กับชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากโครงการของรัฐ ไม่ค่อยเสนอข่าวคนยากคนจน คนชายขอบ ฯลฯ

ครับ ทุกวันนี้สื่อมวลชน ทั้งประเภทสื่อเก่าอย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งสื่อใหม่อย่างอินเตอร์เนท ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทการนำเสนอข่าวสารสาระอยู่เนืองๆ

แต่โดยส่วนใหญ่ความไม่พึงพอใจเกี่ยวกับสื่อมักจะจบลงแค่การบ่น ขาดการศึกษาลงลึกถึงรากเหง้าปัญหาของสื่อฯ

แล้วทำไมเราต้องมาสนใจ เจาะลึกศึกษาเรื่องสื่อด้วยละครับ...

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจุบันเราๆท่านๆเจอะเจอรับรู้ข่าวสารสาระต่างๆผ่านสารพัดสื่อ เอาเป็นว่าตั้งแต่ลืมตาตื่นยันนอนหลับเลยทีเดียว หลายครั้งที่หัวข้อพูดคุยประจำวันของเราถูกกำหนดประเด็นหรือหยิบยกเอามาจากสื่อฯที่เราเสพ

ไม่ว่าจะเป็นละครหลังข่าว รายการประเภทเกมส์โชว์ รายการจำพวกสนนทนาเฮฮาที่ยังติดตาตรึงใจ หรือข่าวสารที่อ่านพบเจอจากหน้าหนังสือพิมพ์ หรือรับฟังจากวิทยุ

เหล่านี้ล้วนตกเป็นประเด็นนาครสนนทนา เอาไว้ให้พวกเราเม้าท์ เป็นประเด็นประจำวันกันมาแล้วทั้งสิ้น...แหะ...แหะ...ไม่ต้องดูอื่นไกลหรอกครับ ไอ้การเอาข่าวสารตามสื่อต่างๆมาเม้าท์มาโม้ต่อเนี่ย ดูได้จากพวกรายการโทรทัศน์ประเภทคุยเรื่องข่าวเห็นได้ชัดเจนมาก

พูดง่ายๆคือ ใครกำหนดประเด็นข่าวสาร สาระในสื่อได้ ถือว่าควบคุมทัศนคติของคนในสังคมไปแล้วส่วนหนึ่ง

โลกยุคใหม่สื่อไม่ใช่พื้นที่สาธารณะที่เป็นพื้นที่กลางให้คนทุกคนสามารถกำหนดประเด็นสาธารณะ รวมทั้งไม่ใช่พื้นที่ของคนทุกคนที่จะสามารถแสดงความคิดเห็น หรือแสดงบทบาทได้อย่างเท่าเทียมกันเหมือนในตำราทฤษฏีสื่อหรอกนะครับ

ดังนั้น สิ่งที่หลายคนคาดหวังจะให้สื่อมวลชนเป็นกลาง จึงเป็นฝันอันเลื่อนลอย

เนื่องเพราะในความเป็นจริง สื่อมวลชนทั่วโลกกลายเป็นอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งเสียแล้ว...


เป็นอุตสาหกรรมผลิตข่าวสารและความบันเทิงยัดเยียดประชาชน

หากพวกเราเมินเฉย ไม่ศึกษาธาตุแท้ของสื่ออย่างจริงๆจังๆ แน่นอนว่าพวกเราจะตกเป็นเหยื่อของสื่อ ให้สื่อหรือผู้มีอำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจชักจูงจมูกไปมา

ด้วยเหตุนี้ ทางซีกโลกตะวันตกเขาจึงตื่นตัวที่จะศึกษาเพื่อรู้เท่าทันเหลี่ยมเล่ห์เพทุบายของสื่อ ถึงขนาดมีหลักสูตรวิชา“รู้ทันสื่อ” (Media literacy) ในการศึกษาแทบทุกระดับ แม้แต่ในโรงเรียนประถมหลายๆแห่ง ครูบาอาจารย์ของเขาก็สอนเด็กให้เรียนรู้อิทธิพลของสื่อ

เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย ผู้สนใจดูเหมือนจะเป็นนักวิชาการด้านสื่อแนววิพากษ์จำนวนน้อยนิด ผิดกับหลักสูตรนิเทศศาสตร์ว่าด้วยการกระตุ้นกิเลส ตัณหาของเหยื่อผู้ซึ่งถูกเรียกอย่างหรูๆว่า “ผู้บริโภค” ให้ซื้อหรือเสพสินค้าให้มากๆ วิชาการแบบนี้เป็นเรื่องท็อปฮิตมาก นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญงานแนวนี้มีมากมาย หาได้อย่างดาษดื่นตามท้องตลาด

แล้วตกลงไอ้การ“รู้ทันสื่อ” แท้ที่จริงคืออะไรละครับ

ในหนังสือ เสรีภาพสื่อไทยในยุคเศรษฐกิจการเมืองผูกขาด ผศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ให้คำนิยามไว้ชัดเจนมากว่า

“การรู้เท่าทันสื่อ คือความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถของบุคคลในการวิเคราะห์ธรรมชาติของสื่อมวลชน เทคนิคที่สื่อมวลชนใช้ในการถ่ายทอดความจริง และเรื่องราวต่างๆ ความหมายของเนื้อความที่สื่อนำเสนอ”

แค่คำจำกัดความแค่นี้คงเห็นแล้วนะว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะเรียนรู้ หรือเข้าใจธาตุแท้ของสื่อ หากขาดองค์ความรู้ ขาดการศึกษาวิจัยอย่างรอบด้าน

แค่อาศัยแค่อารมณ์หงุดหงิดกับสื่อ มันไม่เพียงพอหรอกครับ !

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 17 เดือน พฤษภาคม 2549




 

Create Date : 07 มกราคม 2551    
Last Update : 7 มกราคม 2551 16:19:03 น.
Counter : 340 Pageviews.  

เลี้ยงลูกแบบ…‘คิดเชิงบวก’

เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเขียนเล่าว่า อดีตพี่เลี้ยงเด็กมหัศจรรย์ชาวอังกฤษชื่อ Jo Frost โด่งดังข้ามซีกโลกจากอังกฤษมาดินแดนออสเตรเลีย ด้วยรายการทีวีชื่อ “Super Nanny” เทคนิคการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งการสร้างวินัยให้เด็กในสไตล์ของ Jo Frost ถูกหยิบยกเป็นประเด็นถกเถียงแลกเปลี่ยนในหมู่พ่อแม่มือใหม่ทั่วโลก

ครับ...นั่นเป็นการเลี้ยงลูกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น คราวนี้ผมขอเล่าถึง Super Nanny...พี่เลี้ยงเด็กมหัศจรรย์อีกคนหนึ่ง คนนี้เป็นผู้ชายชาวออสซี่ ชื่อ Matt Sanders ชื่อเสียงของเขาดังกระฉ่อนไม่น้อยหน้า Jo Frost ดังขนาด ITVในอังกฤษต้องจ้างเขาให้บินไปผลิตรายการทีวีเกี่ยวกับกลวิธีปราบเด็กดื้อ เด็กเจ้าอารมณ์ ชื่อรายการ “Driving Mum and Dad Mad”

Matt Sanders ไม่เคยเป็นพี่เลี้ยงเด็กเหมือน Jo Frost อาชีพหลักของเขาคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็ก จากศูนย์สนับสนุนพ่อแม่และครอบครัวแห่ง University of Queensland

เขาสั่งสมประสบการณ์ด้านปรับแก้พฤติกรรมเด็กมาร่วม 25 ปี จนในที่สุดได้สร้างโปรแกรมแนะนำการเลี้ยงดูเด็กขึ้นมา ตั้งชื่อว่า Triple P — Positive Parenting Program

หรืออาจจะเรียกแบบไทยๆว่า โปรแกรมเลี้ยงลูกแบบ “คิดเชิงบวก”

เคล็ดลับสำคัญของ Matt Sanders คือ ให้พ่อแม่ผู้ปกครองเด็ก เลี้ยงดูบุตรหลานด้วยการหาแง่มุมที่ดีงามของเด็กให้เจอ แล้วยกย่องชื่มชมเขาอย่างจริงใจ !

อย่ามัวแต่คอยจับผิด ดุ ด่า ว่ากล่าว ตะคอก ทุบตีเหมือนเช่นเคย

เขาเชื่อว่า พลังของการชื่นชม ยกย่อง เป็นพลังด้านบวกที่สร้างสรรค์ สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กดื้อได้ผลกว่าการดุ ด่า เฆี่ยนตี ซึ่งเขามองว่าเป็นพลังด้านลบ...พลังด้านการทำลาย

เอาละครับ คราวนี้เรามาลองดูเทคนิคย่อยๆ 10 ประการที่เขาแนะนำให้กับพ่อแม่ชาวออสซี่ดูนะครับ ว่าจะสามารถนำมาปรับใช้กับลูกหลานของเราๆท่านๆได้อย่างไร

1. เมื่อลูกต้องการอวดหรือโชว์อะไรบางอย่างให้ดู เราควรหยุดการกระทำอื่นๆทันที ควรให้ความสนใจว่าลูกต้องการอวดอะไรเรา เช่น ขณะอ่านหนังสือนิยายอย่างเพลิดเพลิน ลูกตัวน้อยๆเดินหยิบกระดาษที่ละเลงไปด้วยสีเทียนฝีมือของเขามาอวด เราควรวางหนังสือ พูดคุย ชื่นชมภาพวาดของเขาอย่างสนอกสนใจ

การใช้เวลาเล็กๆน้อยๆเหล่านี้กับลูกเป็นสิ่งสำคัญในกระตุ้นให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีค่าในสายตาของพ่อแม่ ทำให้เขาตระหนักในคุณค่าของตนเอง

2. พยายามสัมผัสเนื้อตัวลูกหลานของเราบ่อยๆ เพราะเด็กมักจะชอบการถูกโอบกอด หอม จูงมือ

ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะเคอะเขินที่จะโอบกอดลูกหลานตัวเอง ยิ่งเด็กโตขึ้นยิ่งห่างการโอบ กอด หอม ไม่เหมือนสมัยเป็นเบบี๋ตัวน้อยๆ แต่หลักการทางจิตวิทยา และทางวิทยาศาสตร์เขาพิสูจน์อย่างเด่นชัดแล้วว่า เด็กที่ถูกพ่อแม่โอบกอด สัมผัสร่างกายด้วยความรักบ่อยๆ จะมีการพัฒนาด้านสติปัญญา และอารมณ์มากกว่าเด็กที่ขาดการสัมผัสจากพ่อแม่

3. พูดคุยกับลูกด้วยเรื่องที่เขาสนใจ และให้แลกเปลี่ยนเล่าเรื่องที่เราพบเจอในแต่ละวันกับลูก ด้วยเรื่องราวและภาษาง่ายๆ

พ่อแม่หลายคนไม่ยอมพูดคุยเรื่องราวที่ลูกสนใจ เพราะเห็นว่าไร้สาระ ทำให้ขาดช่องทางการสื่อสารกับลูกอย่างน่าเสียดายยิ่ง ถ้าเราสามารถประยุกต์พูดคุยเรื่องที่ลูกสนใจ แล้วสอดใส่สาระลงไปด้วย ย่อมทำให้เขารับรู้ได้อย่างง่ายดาย

4. ยกย่องชื่นชม สรรเสริญลูกเมื่อเขาทำในสิ่งที่เราต้องการ เช่น ลูกเก่งๆจริงๆนะ ที่เก็บของเล่นใส่ตระกร้า แม่/พ่อ ภูมิใจในตัวลูกมากที่มีความรับผิดชอบตั้งแต่เด็กๆ

สำหรับเทคนิคนี้ พ่อแม่ชาวไทยจำนวนไม่น้อยไม่ยอมทำ เพราะพวกเขาคุ้นชินว่า ถ้าชมลูกเดี๋ยวจะเหลิง ทำให้เด็กเหล่านี้ขาดกำลังใจในการกระทำสิ่งดีงาม เหมาะสม

5. เด็กมักจะดื้อ และเกเรเมื่อเขาเบื่อหน่าย ดังนั้นเราควรเตรียมกิจกรรม ของเล่นให้เขาสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่ตลอดเวลา

ในประเทศออสเตรเลีย รายการทีวีเด็กเขาจะสอนให้พ่อแม่เรียนรู้ในการผลิตกิจกรรมให้เด็กได้สนุกสนาน โดยใช้อุปกรณ์รอบตัว เช่นกล่องกระดาษ เศษผ้า เป็นต้น แต่ในเมืองไทย ดูเหมือนพ่อแม่ยุคใหม่อาจจะต้องศึกษาค้นคว้าจากตำรา หรืออินเตอร์เนทเอาเอง

6. สอนลูกให้เรียนรู้ทักษะ และพฤติกรรมที่เหมาะสมในการดำรงอยู่ในสังคม ด้วยการแสดงให้เขาเห็นก่อน ต่อจากนั้นถึงเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ที่จะปฏิบัติตาม เช่น การพูดจาสุภาพ พ่อแม่ควรจะเป็นต้นแบบแสดงให้เขาได้รับรู้ก่อน จากนั้นถึงแนะนำให้เขาทำตาม เมื่อเขาทำเราควรชื่นชมในการกระทำของเขาทันที

7. กำหนดให้ชัดเจนว่าพฤติกรรมอะไรของลูกที่เราคิดว่าไม่เหมาะสม จากนั้นถือโอกาสพูดคุยแลก เปลี่ยนความเห็นกันทั้งครอบครัว ก่อนจะออกมากฎ แล้วให้ลูกรู้ว่าถ้าไม่กระทำตามกฎจะได้รับผลลัพธ์อย่างไร

8. ถ้าลูกละเมิดกฎ ไม่ทำตามสิ่งที่ตกลงกันเอาไว้ ก่อนอื่นให้ใจเย็นๆ แล้วบอกเตือนให้ลูกรู้ทันทีว่ากำลังทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และให้หยุดการกระทำนั้นทันที เช่น หยุดทะเลาะ ทุบตีกันเองระหว่างพี่น้อง เป็นต้น ถ้าลูกทำตาม เราควรให้คำชื่นชมยกย่อง แต่ถ้าเขายังดื้อ ไม่ทำตามกฎและข้อทักท้วง ให้ลงโทษตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้

9. ให้คำนึงถึงโลกแห่งความเป็นจริง ว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์ เด็กทุกคนย่อมมีดื้อ มีซน มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในบางเรื่อง บางอย่าง อย่าคาดหวังว่าตัวเราเองจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง เพราะการคิดเช่นนี้จะทำให้เกิดโรคเครียด และหงุดหงิด

10. ให้ดูแลสุขภาพการและใจของตนเอง เพราะถ้าเครียดจะทำให้เราไม่สามารถทำใจเย็นเหมือนเช่นปกติ

ครับ...เหล่านี้คือกลวิธีตามแนวทางเลี้ยงลูกแบบ “คิดเชิงบวก” ของ Matt Sanders พ่อแม่ผู้อ่าน Mother & Care นำไปปฏิบัติแล้ว ได้ผลหรือไม่อย่างไร เขียนเล่ามาได้นะครับ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 16 เดือน เมษายน 2549




 

Create Date : 02 มกราคม 2551    
Last Update : 2 มกราคม 2551 15:15:07 น.
Counter : 593 Pageviews.  

ฝากเลี้ยงลูกหน่อย

สังคมครอบครัวขยายอย่างในอดีตหรือในชนบท การฝากลูกไว้ให้ปู่ย่า ตายาย หรือเครือญาติช่วยกันดูแลเลี้ยงดูถือเป็นเรื่องธรรมดายิ่ง

แต่ในปัจจุบัน สภาพสังคมเมือง สังคมครอบครัวเดี่ยว ส่งผลให้พ่อแม่จำนวนมากจำต้องพาลูกไปฝากเลี้ยงตามศูนย์เลี้ยงเด็กเนอสเซอรี่ต่างๆ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องจ้างพี่เลี้ยงเด็กอยู่บ้านคอยดูแลป้อนข้าว ป้อนน้ำ

แล้วการหาเนอสเซอรี่ หรือพี่เลี้ยงเด็กที่รัก-เข้าใจ ดูแลเอาใจใส่พัฒนาการของเจ้าตัวเล็ก ช่างยากเย็นยิ่งนัก...คนมีประสบการณ์ย่อมรู้ซึ้งดี

ปรากฏการณ์เช่นนี้ มิได้เกิดขึ้นเฉพาะแต่เพียงเมืองไทยเท่านั้น แม้แต่ในดินแดนดาวน์อันเดอร์-ออสเตรเลียปัญหานี้ ถือเป็นเรื่องหนักอกของพ่อแม่ชาวออสซี่เหมือนกัน

จำได้ว่า ตอนผมกับสาวข้างกายไปเข้าคอร์สอบรมพ่อแม่มือใหม่ มีครอบครัวชาวออสซี่คู่หนึ่งเล่าให้เพื่อนร่วมห้องฟังว่า...พวกเขาต้องลงชื่อจองเนอสเซอรี่แถวบ้านล่วงหน้าก่อนจะเตรียมตัวตั้งครรภ์ถึงเกือบปี !

“ถ้ารอให้ท้องก่อน หรือรอให้ลูกคลอดออกมาก่อนถึงมองหาเนอสเซอรี่ รับรองว่าจะไม่ได้เนอสเซอรี่ดีๆ ใกล้บ้าน” สามีภรรยาชาวออสซี่คู่นั้นบอกอย่างมั่นใจ

แรกได้ยิน ผมอดกระซิบคุยกับสาวข้างกายไม่ได้ว่า “ฝรั่งคู่นี้โอเวอร์ไปหรือเปล่า อะไรกันจองเนอสเซอรี่ให้ลูกตั้งแต่ก่อนตั้งท้อง” แต่ข้อกังขาของผมหมดไป เมื่อชาวออสซี่ซึ่งร่วมการอบรมในครั้งนั้นอีกหลายคู่สนับสนุนข้อเท็จจริงดังกล่าว

ต่อมาผมอ่านหนังสือพิมพ์ และนิตยสารเกี่ยวกับแม่และเด็กของออสเตรเลียถึงทราบว่า ปัญหาขาดแคลน ครู พี่เลี้ยงเด็กในเนอสเซอรี่ต่างๆของออสเตรเลีย ทำให้ศูนย์รับเลี้ยงเด็กในชุมชนไม่สามารถรองรับจำนวนเด็กที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องเพราะศูนย์รับเลี้ยงเด็กแต่ละแห่งต่างมีข้อกำหนดแน่นอนตายตัวไปเลยว่า พี่เลี้ยงเด็กคนหนึ่งจะสามารถดูแลเด็กได้ไม่เกินกี่คน

อันเป็นเหตุให้พ่อแม่หลายคนจำต้องจองคิวของเนอสเซอรี่เอาไว้ล่วงหน้า

บางครอบครัวแก้ปัญหาด้วยการให้ฝ่ายแม่ หรือฝ่ายพ่อคนใดคนหนึ่งลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกเต็มเวลา บางครอบครัวใช้วิธีสลับกันหยุดงานมาเลี้ยงลูก

บางครอบครัวใช้วิธีจ้างพี่เลี้ยงเด็กให้มาดูแลลูกของตนเอง

แต่พี่เลี้ยงเด็กผู้มีประสบการณ์ เปี่ยมความสามารถ ส่วนใหญ่จะมีอัตราค่าจ้างสูง คิดกันเป็นรายชั่วโมง

ดังนั้น ส่วนใหญ่ชาวออสซี่ผู้มีรายได้ปานกลางจะเลือกใช้บริการพี่เลี้ยงเด็กชาวต่างชาติ จะว่าไปก็คงคล้ายๆกับคนไทยจ้างชาวพม่า กระเหรี่ยง ให้มาเลี้ยงลูก เลี้ยงหลานกันเต็มบ้าน เต็มเมืองในตอนนี้ละครับ แต่ด้วยวัฒนธรรมการเลี้ยงดูเด็กที่ผิดแผกแตกต่างกันนี่เอง ทำให้หลายครั้งเกิดเรื่องราวใหญ่โต

เช่นครั้งหนึ่ง เป็นข่าวคึกโครมทางจอทีวี เมื่อพ่อแม่ชาวออสซี่คู่หนึ่งจ้างหญิงชาวยุโรปตะวันออกให้มาเลี้ยงลูกที่บ้าน ตอนแรกครอบครัวนี้ไม่ได้เอะใจอะไรกับการเลี้ยงดูของพี่เลี้ยงเด็กคนนี้ จนกระทั่งวันหนึ่งติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดเอาไว้โดยไม่ได้บอกกล่าวกับพี่เลี้ยงเด็ก ทำให้เห็นว่า ช่วงไม่อยู่บ้าน สาวชาวยุโรปตะวันออกผู้นี้ใช้ความรุนแรงกับเด็ก ทั้งจับเด็กเขย่าอย่างแรง ทั้งทุบตี ทั้งตะคอกด้วยวาจาหยาบคาย เมื่อเรื่องถึงตำรวจ พี่เลี้ยงคนนี้บอกว่า เธอเลี้ยงลูก เลี้ยงหลานของเธอมาด้วยวิธีนี้ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย

ครับ...นี่คงเป็นตัวอย่างของพี่เลี้ยงเด็กที่พ่อแม่หลายคนขยาด

แล้วพี่เลี้ยงเด็กแบบไหนที่พ่อแม่ชาวออสซี่ต้องการละ

คำตอบคือ... พี่เลี้ยงเด็กอย่าง Jo Frost แห่งรายการเรียวรีตี้โชว์เรื่อง Supper Nanny

รายการทีวีชุดนี้เป็นของอังกฤษ เริ่มนำมาเผยแพร่อุ่นเครื่องให้คนออสซี่ได้ดูในช่วงปลายปี 2547 ก่อนจะฉายจริงในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา เป็นรายการฮิตขวัญใจแม่บ้านรายการหนึ่งทีเดียว

Jo Frost เป็นอดีตพี่เลี้ยงเด็กที่มีเทคนิคแพรวพราว รายการในแต่ละตอนจะเปิดเรื่องด้วยครอบครัวชาวอังกฤษที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็ก ช่วงตอนต้นรายการจะนำเสนอเด็กเสมือนปีศาจตัวน้อยๆของบ้าน เจ้าตัวแสบบางคนชอบร้องตะโกน ขว้างปาข้าวของ ไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมนอน ไม่ยอมอาบน้ำ ฯลฯ

พี่เลี้ยงเด็กมหัศจรรย์คนนี้จะมาที่บ้านเพื่อสำรวจดูสภาพการเลี้ยงดู การจัดการปัญหาของพ่อแม่ ก่อนจะสอนว่าควรจะแก้ปัญหาในแต่ละเรื่องอย่างไร

เท่าที่ผมติดตามดูรายการนี้ ส่วนใหญ่ Jo Frost จะแนะนำให้พ่อแม่จัดตารางชีวิตของครอบครัวให้แน่ชัดว่า เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ว่าแต่ละช่วงเวลาควรจะเป็นช่วงทำกิจกรรมใด นัยว่าเป็นการฝึกวินัยให้เด็กทางอ้อม

และวิธีที่เธอชอบใช้แก้ไขพฤติกรรมของเด็ก คือสิ่งที่นักวิชาการด้านจิตวิทยาเด็กเรียกกันว่า เทคนิค “Time Out”

นั่นคือ เวลาเด็กทำพฤติกรรมไม่ดีอะไร แล้วพ่อแม่ต้องการให้เจ้าตัวเล็กปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้พ่อแม่ก้มลงพูดกับลูกในระดับสายตาของเขา บอกให้ชัดเจนลงไปว่า ไม่ต้องการให้เขาทำพฤติกรรมอะไร หากเจ้าตัวเล็กยังเจตนาทำผิดซ้ำอีก ให้แยกเขาไปอยู่ในมุมสงบ หรือในจุดใดจุดหนึ่ง

Jo Frost จะเรียกชื่อตามจุดที่จะลงโทษ เช่น “Naughty Room”, “Naughty Step”, “Naughty Chair”

ระยะเวลาลงโทษให้นั่งนิ่งๆสำนึกผิด ไม่ให้ทำกิจกรรมใดๆนั้น ขึ้นอยู่กับอายุของเด็ก เช่น อายุ 2 ขวบให้นั่งนานสัก 2 นาที อายุ 3 ขวบ นั่ง 3 นาที และเพิ่มขึ้นอายุปีละ 1 นาที ถ้าเจ้าตัวแสบน้อยดิ้นไม่ยอมอยู่กับที่ให้พามานั่ง แล้วไม่ต้องสนใจ ไม่ว่าจะอาละวาด ร้องไห้อย่างไรให้ปล่อยไปจนครบเวลาที่กำหนด

จากนั้นให้เดินมาหาลูก ก้มลงถามว่าทำผิดอะไรถึงถูกทำโทษ แล้วให้เจ้าตัวเล็กขอโทษก่อนจะปล่อยให้ไปเล่น หรือทำกิจกรรมตามปกติ

ช่วงท้ายรายการโชว์ชุดนี้ Jo Frost สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กให้กลายเป็นเทวดา นางฟ้าตัวน้อยๆของบ้านได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง

ดังนั้น ไม่แปลกเลยที่พ่อแม่ชาวออสซี่จะอยากมีพี่เลี้ยงมหัศจรรย์เช่นนี้อยู่กับบ้าน แต่เมื่อไม่มี พวกเราในฐานะพ่อแม่คงต้องแปลงตัวเป็นพี่เลี้ยงมหัศจรรย์เสียเอง

ว่าแล้วผมต้องขอตัวไปปราบเจ้าจอมซนที่ร้องกริ๊ดๆๆอยู่ในขณะนี้

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 15 เดือน มีนาคม 2549




 

Create Date : 01 มกราคม 2551    
Last Update : 1 มกราคม 2551 9:50:11 น.
Counter : 697 Pageviews.  

ช่วยด้วย...หนูหลง

สมัยเด็ก คุณเคยหลงกับพ่อแม่ไหมครับ

ผมเคย จำได้ว่าตอนอายุประมาณเจ็ดขวบ แม่พาไปเที่ยวงานกาชาด ที่สวนอัมพร วันนั้น ผู้คนหนาแน่นแออัดเบียดเสียด แม่จูงผมเข้าซุ้มโน้น ออกซุ้มนี้ ซื้อของมากมาย หอบหิ้วกันพะรุงพะรัง ระหว่างเดินเที่ยว มือข้างหนึ่งของผมถือของเล่นชิ้นใหม่...เพิ่งได้จากการเล่นสอยดาว ส่วนมืออีกข้างดึงชายเสื้อแม่เอาไว้ พลางเดินซอยเท้าน้อยๆตามอย่างรีบเร่ง

ระหว่างนั้น มีคนมาเบียดชนจนของเล่นของผมหล่นพื้น ผมปล่อยชายเสื้อแม่ ก้มลงหยิบของเล่นขึ้นมา เพียงชั่วครู่เดียว ผมมองไม่เห็นแม่ ไม่รู้ว่าแม่อยู่ที่ไหน ผมรีบวิ่งแทรกฝูงชนไปตามทางเดิน จนถึงทางแยกยังมองหาแม่ไม่เจอ น้ำตาเอ่อปริ่มเบ้าตา ก่อนจะไหลเทพรวดลงมาเหมือนสายน้ำตก

“แม่...แม่...แม่อยู่ไหน..แม่อยู่ไหน....” ผมร้องไห้ตะโกนเรียกหาแม่ เสียงดังลั่น

ผมเดินวนไปมามองหาแม่ จนกระทั่งเห็นแม่หน้าตาตื่นวิ่งเข้ามาหา แม่บอก...นึกว่าผมเดินตาม หันกลับมาไม่เห็น จึงเดินตามหา ความรู้สึกในวัยเด็ก ช่วงที่พลัดหลงกับแม่ช่างยาวนานและทรมานใจยิ่งนัก และแน่นอนว่า ความรู้สึกของผู้เป็นแม่ย่อมไม่แตกต่างกัน

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ถ้าพ่อแม่พาผมกับน้องๆไปในแหล่งชุมชน ผู้คนคับคั่ง พวกเราจะมีแผ่นรายชื่อของพ่อแม่ พร้อมที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ใส่เอาไว้ในกระเป๋าเสื้อ ผมกับน้องๆถูกกำชับว่า หากหลงกับพ่อแม่ให้ยืนรอที่จุดสุดท้ายที่พลัดหลงกัน หรือเดินไปหาตำรวจ หรือเจ้าพนักงานแล้วยืนแผ่นกระดาษนี้ให้

ครับ นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อสามสิบปีก่อน แต่ตอนนี้ยุคสมัยเปลี่ยนไป การป้องกันและแก้ปัญหาลูกพลัดหลงคงไม่สามารถใช้แค่แผ่นกระดาษเขียนที่อยู่กับเบอร์โทรศัพท์ใส่กระเป๋าเสื้อลูกไว้เหมือนแต่ก่อน เพราะทุกวันนี้การล่อลวงเด็กไปข่มขืน ทำอนาจาร หรือแม้กระทั่งล่อลวงเด็กไปขาย ไปขอทาน ฯลฯ มีให้เห็นบ่อยๆตามหน้าหนังสือพิมพ์

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองไทยนะครับ ที่ประเทศออสเตรเลีย...เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับชาติของเขา เพราะทุกปีจะมีเด็กสูญหายถึง 650 คน

หรือพูดอีกนัยหนึ่งทุกวันจะมีเด็กออสซี่ถูกล่อลวง ลักพา ประมาณหนึ่งหรือสองคน ส่วนใหญ่เด็กเหล่านี้จะถูกล่อลวง เมื่อถูกพ่อแม่ปล่อยให้อยู่ตามลำพังในที่ชุมชน หรือเมื่อพลัดหลงกับพ่อแม่ในที่สาธารณะ

ผมเคยดูสารคดีเชิงข่าวเรื่องหนึ่งในโทรทัศน์ นำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับเด็กพลัดหลงกับพ่อแม่ในสถานที่ชุมชน งานวิจัยของนักจิตวิทยาเด็กเรื่องนี้ระบุว่า ในจำนวนเด็กพลัดหลง 500 คน จะมีเพียงรายเดียวเท่านั้นที่เดินตรงไปหาพนักงานประจำร้านเพื่อขอความช่วยเหลือ

เนื่องเพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้รับการสั่งสอน หรือถูกฝึกให้แก้ปัญหาเมื่อต้องพลัดหลงกับพ่อแม่

ในสารคดีชิ้นนี้ยังบอกอีกว่า เด็กจำนวนมากมักจะวางใจคนแปลกหน้า ทั้งที่พ่อแม่กำชับไว้แล้วว่าไม่ให้ไปไหนกับคนแปลกหน้า

นั่นเป็นเพราะคนแปลกหน้าสำหรับเด็กๆแล้วหมายถึงคนหน้าตาดุร้าย น่ากลัว สกปรก ถ้าคนไหนหน้าตาใจดี ยิ้มแย้ม แจ่มใส แต่งกายดี สะอาดสะอ้าน เด็กจะไม่คิดว่าคนเหล่านี้คือคนแปลกหน้า

นักข่าวสารคดีเรื่องนี้ยังได้ทดสอบประเด็นนี้ โดยให้พ่อแม่ซึ่งมั่นใจว่าสอนลูกมาอย่างดีว่าจะไม่ไปไหนกับคนแปลกหน้าให้ลองทิ้งลูกไว้ตามลำพังสักห้านาทีในศูนย์การค้าใหญ่ หลังจากนั้นพ่อแม่จะหลบมาดูพฤติกรรมของลูกว่าจะรับมือกับคนแปลกหน้าอย่างไร

ระหว่างพ่อแม่ลับสายตา มีคนแก่ใช้ไม้เท้าเดินกระย่องกระแย่งพร้อมทั้งหิ้วข้าวของพะรุงพะรังเดินมานั่งข้างๆเด็ก พูดคุยหยอกล้อกับเด็กอย่างคนแก่ใจดี ก่อนจะขอแรงเด็กให้ช่วยหิ้ว ถือของไปให้ที่รถ ปรากฏว่าเด็กทุกคนยอมถือของตามชายชราไปอย่างโดนมนต์สะกด

ดีนะครับว่า คนแก่รายนี้เป็นเพียงนักแสดงที่ถูกจ้างมาสำหรับการทดสอบครั้งนี้ ถ้าเป็นคนร้ายปลอมตัวมาเด็กๆเหล่านี้คงถูกลักพาตัวไปได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร

พ่อแม่หลายรายที่เข้าร่วมการทดสอบต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น เพราะไม่เชื่อว่าลูกน้อยของพวกเขาจะยอมเดินตามคนแปลกหน้าไปอย่างง่ายดาย

สารคดีเชิงข่าวเรื่องนี้สรุปทิ้งท้ายถึงวิธีการป้องกันเด็กถูกล่อลวงจากคนแปลกหน้าว่า พ่อแม่ ผู้ปกครองควรจะสอนลูกหลานให้เรียนรู้ด้วยว่า คนแปลกหน้าไม่ได้หมายถึงเฉพาะคนหน้าตาน่าหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายรวมถึงทุกคนที่ไม่ใช่พ่อแม่ ผู้ปกครอง

นอกจากนั้นพ่อแม่ ผู้ปกครองควรสอนบุตรหลานว่า หากพลัดหลงในห้างสรรพสินค้า แหล่งชุมชน สถานที่สาธารณะควรเดินตรงไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่พนักงานขาย พนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) หรือตำรวจ

สำหรับเด็กเล็กควรบอกและสอนให้พวกเขารู้ด้วยว่า บุคคลเหล่านี้แต่งกายด้วยชุด ลักษณะไหน อาจจะเริ่มจากการชี้ให้เขาดูว่า คนแต่งกายลักษณะนี้คือตำรวจ คือรปภ. คือ พนักงานขาย

สิ่งสำคัญคือ อย่าพยายามขู่ หรือสอนให้ลูกหลานหวาดกลัวบุคคลในเครื่องแบบ เพราะมีเด็กจำนวนไม่น้อย เวลาพลัดหลงกับพ่อแม่ ไม่กล้าเดินไปขอความช่วยเหลือจากรปภ. หรือตำรวจเพราะกลัว

พ่อแม่ยังควรสอนลูกสอนด้วยว่า หากพลัดหลงกันแล้วจะนัดเจอกันจุดไหน เช่น ร้านไอศกรีม หรือ หน้าร้านหนังสือ หรือร้านกาแฟเป็นต้น

สอนให้ลูกจำชื่อพ่อ แม่ ผู้ปกครอง รวมทั้งที่อยู่ หรือหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยแก้ไขสถานการณ์ยามต้องพลัดหลงกับพ่อแม่

ขณะเดียวกัน ควรกำหนดรหัสลับที่รู้กันเฉพาะคนในครอบครัว เผื่อในกรณีที่มีคนแปลกหน้าแอบอ้างว่าพ่อแม่ใช้ให้มาพาไปหา

คุณผู้อ่านละ...มีวิธีสอนลูกหลานให้รับมือกับคนแปลกหน้า หรือแก้ไขสถานการณ์อย่างไรเมื่อพลัดหลงกับพ่อแม่ เขียนมาบอกเล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้นะครับ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 14 เดือน กุมภาพันธ์ 2549




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2550    
Last Update : 27 ธันวาคม 2550 9:29:14 น.
Counter : 281 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.