Group Blog
 
All Blogs
 

แกล้งเด็ก

ข่าวดาราเด็ก “น้องแพทริก” ด.ช.ชานนท์ มกรมณี อายุ 11 ขวบ เข้าแจ้งความตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันว่าถูกดารา-นักร้องหนุ่ม “มอส” ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ร่วมกับผู้กำกับละครและทีมงานอีกหลายคนรุมถอดเสื้อกางเกงจนเปลือยกายล่อนจ้อน แล้วยังพูดจาล้อเลียนเกี่ยวกับอวัยวะเพศของ“น้องแพทริก”อย่างสนุกสนาน ปรากฏเป็นข่าวช็อคความรู้สึกของผมไม่ใช่น้อย

เชื่อว่าคนเป็นพ่อ เป็นแม่ย่อมรู้สึกเช่นเดียวกัน เพราะถ้าลูกของเราโดนเหมือน “น้องแพทริก” เราคงยอมไม่ได้เหมือนกัน

แม้ว่าในภายหลัง “มอส”และแก๊งค์แกล้งเด็กจะออกมาขอโทษขอโพย ยอมรับว่า “แกล้งเพราะเอ็นดู” ก็ตาม

สำหรับผม...นอกจากจะสลดกับข่าวแล้ว ยังอดตกตะลึงกับความคิดเห็นของคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มองว่า เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ขำขำ ชิวชิว

“...แค่ล้อเล่นสนุกสนาน เด็กไม่น่าจะจริงจัง...”

“...แกล้งแค่นี้ก็ร้องไห้ขี้มูกโป่ง ไปฟ้องพ่อแม่ ไปแจ้งความตำรวจ ต่อไปโตขึ้นจะทนอุปสรรคได้อย่างไร...” ฯลฯ

ครับ...ผมเชื่อว่าพวกเราคงเคยเห็น เคยรับรู้การแกล้งเด็กในลักษณะนี้มาก่อน หรือบางคนอาจจะเคยทำเองด้วยซ้ำไป ไม่ว่าจะเป็นการแกล้งจับเด็กแก้ผ้า แกล้งตบหัว ขัดขา เตะก้น ฯลฯ หรือแม้แต่การพูดล้อเลียน ยั่วเย้า...แหย่ให้เด็กร้องไห้

เมื่อเห็นเด็กร้องไห้ ดูเหมือนว่าคนแกล้งและเหล่ากองเชียร์จะมีความสุขสุดๆ คล้ายกับบรรลุแล้วถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ต่างร่วมกันหัวเราะเฮฮา สนุกสนานท่ามกลางหยาดน้ำตาของเด็กตัวน้อยๆ

ทำไมพวกเขาถึงทำเช่นนี้ และทำไมคนอีกมากมายถึงเพิกเฉยต่อปรากฏการณ์ดังกล่าว

นั่นเพราะเด็กในสายตาของผู้ใหญ่ คือผู้อ่อนด้อยกว่า ทั้งเชิงอำนาจทางกายภาพ และอำนาจทางสังคม

ดังนั้นผู้ใหญ่จึงมีสิทธิในการใช้อำนาจกระทำต่อเด็กอย่างไรก็ได้ จะแกล้ง...จะแหย่...จะยั่วอย่างไรก็ได้ เพราะเด็กไม่สามารถตอบโต้สู้แรงและอำนาจของผู้ใหญ่

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยละเลยไปว่า เด็กเองก็มีสิทธิของความเป็นมนุษย์เฉกเช่นเดียวกับคนตัวโตกว่า

เด็กย่อมมีสิทธิในร่างกายของเขาที่จะปกปิดร่างกายด้วยเสื้อผ้า ไม่ต้องการถูกจับแก้ผ้าเปลือยล่อนจ้อนจนเป็นที่ขบขัน หรือเป็นตัวตลกของคนอื่น

เด็กย่อมไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายร่างกายโดยการตบหัว ขัดขา เตะก้น ฯลฯ หรือแม้แต่การล้อเลียน ประจานให้เขาต้องอับอาย ขายหน้า


หากผู้ใหญ่ละเลยต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กเหล่านี้ ในประเทศพัฒนาแล้วเขาถือว่านี่คือการก่ออาชญากรรมด้านทารุณกรรมต่อเด็ก (Child Abuse) ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ

1. การทารุณกรรมทางด้านร่างกาย (Physical Abuse) หมายถึงการทุบตี ทำร้ายร่างกายของเด็ก แน่นอนครับว่า การลงโทษเฆี่ยนตี ตบหัว หยิก ทุบ ผลัก ฯลฯ แม้จะอ้างว่าเพราะรัก เพราะเอ็นดู ก็ล้วนแล้วแต่ผิดทั้งสิ้น

2. การทารุณกรรมทางด้านอารมณ์และจิตใจ (Emotional Abuse) หมายถึงการกระทำหรือการใช้วาจาพูดส่อเสียด เหน็บแนม ล้อเลียน ยั่วเย้าให้เด็กต้องเจ็บช้ำน้ำใจ

3. การปล่อยปละ ละเลย ทอดทิ้ง (Neglect) หมายถึง การเพิกเฉย ไม่สนใจใยดีต่อเด็ก อันเป็นผลให้เด็กได้รับอันตรายต่อร่างกายและจิตใจ

4.การล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Abuse) หมายถึง การกระทำทารุณกรรมทางเพศต่อเด็ก ซึ่งในที่นี้ไม่ใช่แค่การข่มขืน กระทำชำเราเด็กเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายคลุมถึงการทำอนาจารต่อเด็กในรูปแบบต่างๆอีกด้วย

เอาละ...ทีนี้หันกลับมาดูเมืองไทยกันบ้าง อันที่จริงเราก็มีกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเด็กอยู่เหมือนกันนะครับ นั่นคือ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

หนึ่งในข้อกฎหมายนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า...ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ห้ามผู้ใหญ่ทำดังนี้

(๑) กระทำหรือละเว้นการกระทำอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก

(๒) จงใจหรือละเลยไม่ให้สิ่งจำเป็นแก่การดำรงชีวิตหรือการรักษาพยาบาลแก่เด็กที่อยู่ในความดูแลของตน จนน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเด็ก

(๓) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด

(๔) โฆษณาทางสื่อมวลชนหรือเผยแพร่ด้วยประการใด เพื่อรับเด็กหรือยกเด็กให้แก่บุคคลอื่นที่มิใช่ญาติของเด็ก เว้นแต่เป็นการกระทำของทางราชการหรือได้รับอนุญาตจากทางราชการแล้ว

(๕) บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม ยินยอม หรือกระทำด้วยประการใดให้เด็กไปเป็นขอทาน เด็กเร่ร่อน หรือใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทานหรือการกระทำผิด หรือกระทำด้วยประการใดอันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก

(๖) ใช้ จ้าง หรือวานเด็กให้ทำงานหรือกระทำการอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต หรือขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก

(๗) บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กเล่นกีฬาหรือให้กระทำการใด เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้าอันมีลักษณะเป็นการขัดขวางต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของเด็กหรือมีลักษณะเป็นการทารุณกรรมต่อเด็ก

(๘) ใช้หรือยินยอมให้เด็กเล่นการพนันไม่ว่าชนิดใดหรือเข้าไปในสถานที่เล่นการพนัน สถานค้าประเวณี หรือสถานที่ที่ห้ามมิให้เด็กเข้า

(๙) บังคับ ขู่เข็ญ ใช้ ชักจูง ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะลามกอนาจาร ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนหรือเพื่อการใด

(๑๐) จำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก เว้นแต่การปฏิบัติทางการแพทย์

ใครฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แต่ก็นั่นแหละครับ...ผมยังไม่เห็นพวกชอบแกล้งเด็กคนไหนถูกลงโทษด้วยกฎหมายฉบับนี้เลย ทั้งที่จริงๆมันน่าโดนกันซะบ้าง หรือคุณว่าไงครับ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 38 เดือน กุมภาพันธ์ 2551




 

Create Date : 23 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 23 กรกฎาคม 2551 22:22:36 น.
Counter : 528 Pageviews.  

สังคมศรีธนชัย

เมื่อหลายวันก่อนผมอ่านข่าวชิ้นหนึ่ง เป็นข่าวเล็กๆซ่อนอยู่หน้าในของหนังสือพิมพ์ แต่เชื่อไหมครับว่า ข่าวเล็กๆชิ้นนี้ทำให้ผมอดรำพึงกับตัวเองไม่ได้ว่า

“...เออ หรือเมืองไทยจะกลายเป็นเมืองแห่งศรีธนชัยกันแล้ว…”

เหตุที่ทำให้ผมต้องรำพึงเช่นนี้ เนื่องจากข่าวชิ้นนี้เขารายงานเกี่ยวกับผลสำรวจของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือที่นิยมเรียกกันว่า เอแบคโพล

ครั้งนี้เอแบคโพลทำงานร่วมกับศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม สำรวจเรื่อง “สถานภาพคุณธรรมของประชาชนในสังคมไทย: กรณีศึกษาประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล”

โพลนี้เก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 20-26 กันยายน 2550 จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 2,687 ตัวอย่าง

ประเด็นน่าสนใจอยู่ตรงที่เอแบคโพลระบุว่า กลุ่มตัวอย่างกว่าครึ่ง หรือร้อยละ 53.2 มีคุณธรรมด้านความซื่อสัตย์ต่ำ โดยมีความเอนเอียงจะยอมรับหากรัฐบาลชุดใดโกงกินแล้วทำให้ตนเองอยู่ดีมีสุข และตัวอย่างร้อยละ 50.7 มีความเอนเอียงที่จะไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตนเอง

นอกจากนั้น เอแบคโพลยังระบุอีกว่า ตัวอย่างที่สำเร็จการศึกษาสูงสุดในชั้นประถมศึกษากลับมีคะแนนคุณธรรมโดยรวมสูงกว่าตัวอย่างที่สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี คิดเป็นคะแนน 71.5 และ 68.8 คะแนน ตามลำดับ

เอาละ...ถ้าโพลครั้งนี้ถูกต้อง กลุ่มตัวอย่างของการสำรวจสามารถแทนค่าคนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้จริง มันแปลว่าอะไรครับ...

มันสามารถตีความได้ว่า ตอนนี้คนเมืองหลวงกว่าครึ่งได้โยนหลักคุณธรรมเรื่องความซื่อสัตย์ทิ้งไปแล้ว คนจำนวนนี้หวังผลสำเร็จมากกว่าวิธีการ

ประเภทว่า จะใช้วิธีการอย่างไรก็ได้ จะผิดกฎหมาย ผิดกฎระเบียบบ้างก็ไม่เป็นไร ขอให้บรรลุผลสำเร็จเป็นพอ

เพราะฉะนั้น คนเมืองเหล่านี้จึงมีความคิดว่าการโกงบ้านกินเมือง การคอรัปชั่นเป็นเรื่องธรรมดาของนักการเมือง ขอให้พวกตนได้ผลประโยชน์ด้วยเป็นพอ

สิ่งน่าหวั่นวิตกคือ คนที่คิดและกระทำเช่นนี้ดูเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆในสังคมไทย

ไม่ต้องมองอื่นไกล...ในรอบรั้วสถาบันการศึกษา ผมได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผองเพื่อนในฐานะครูบาอาจารย์จากหลายสถาบันทั้งของรัฐและของเอกชน พวกเราได้ข้อสรุปว่า เดี๋ยวนี้เหล่านิสิต นักศึกษา ซึ่งถือได้ว่าเป็นอนาคตของชาติมีพฤติกรรมในเรื่องทุจริตมากขึ้น แถมยังไม่รู้สึกผิดที่กระทำเช่นนี้เสียด้วย

อย่างเพื่อนผมคนหนึ่งเขาเล่าว่า ”...ไปคุมสอบมา เจอเด็กนักศึกษาคนหนึ่ง นั่งมีพิรุธ คนอื่นเขาก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบกัน แต่เด็กคนนี้นั่งยุกยิกๆไปมา เลยตัดสินใจเดินเข้าไปหา เห็นเขารีบเอาอะไรสักอย่างซ่อนยัดใส่กระเป๋า เลยขอตรวจดู ปรากฏว่าเป็นกระดาษโพยคำตอบจดเนื้อหาวิชาที่กำลังสอบอยู่ เขาจดมาตัวเล็กๆถี่ยิบไปหมด...

...เลยหยิบหลักฐานกระดาษโพยชิ้นเล็กๆเดินกลับมาที่หน้าห้องสอบ ตั้งใจว่าจะมาเขียนรายงานว่าพบเด็กนักศึกษาทุจริตในการทำสอบ ระหว่างก้มหน้าก้มตาเขียนรายงานอยู่ เด็กคนนี้เดินมาถึงหน้าห้องคว้ากระดาษโพยคำตอบที่วางอยู่บนโต๊ะวิ่งออกนอกห้องสอบพร้อมทั้งยัดโพยกระดาษเข้าปากกลืนลงคอไปเลย...”

พวกผมที่นั่งฟังเพื่อนเล่าอยู่หลายคนถามขึ้นพร้อมกันว่า...”อ้าว แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรละ”

“จะทำอย่างไรได้ละ วิ่งไปถึงตัวเด็กก็กลืนกระดาษโพยคำตอบลงท้องไปแล้ว เด็กยังมีหน้ามาบอกอีกนะว่า อาจารย์ไม่มีหลักฐาน ใช่...เราไม่มีหลักฐานว่าเขาทุจริต เลยได้แต่เขียนกาไว้บนกระดาษข้อสอบวิชานี้เท่านั้นว่าเด็กทุจริต ให้อาจารย์ผู้สอนพิจารณาให้เอฟหรือตกหรืออะไรก็ว่าไป แต่เอาผิดให้มหาวิทยาลัยสั่งพักการศึกษาเขาไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน”

เพื่อนอีกคนที่สอนอยู่มหาวิทยาลัยรัฐเล่าเสริมว่า “ของผมก็เคยเจอ แต่เคสนี้ต้องถือว่าเด็กซวยจริงๆ เพราะผมไม่ได้สงสัยอะไรเขา แต่ระหว่างสอบผมเดินไปนั่งเก้าอี้ใกล้ๆเขา เพราะมันอยู่หลังห้องแถมเก้าอี้มันว่างอยู่ นั่งๆไปเห็นกระดาษใบหนึ่งปลิวออกจากข้อสอบของเด็กคนนี้ ปลิวมาที่เท้าผม จะไม่หยิบก็กระไรอยู่ พอหยิบขึ้นมาดู ถึงเห็นว่าเป็นโพยคำตอบ เคสนี้พ่อแม่เขาวิ่งมาขอร้องใหญ่ไม่ให้เอาผิดเด็ก บอกว่าเด็กไม่ต้องตั้งใจทุจริต โพยที่เอาเข้ามานั้นเด็กจดไว้ท่องกันลืม แต่ลืมเอาออกจากตัว...”

หลังจากนั้นกลุ่มเพื่อนอาจารย์ที่ล้อมวงพูดคุยกันอยู่ต่างหยิบยกประสบการณ์การทุจริตของเด็กนิสิต นักศึกษามาแลกเปลี่ยนถ่ายทอดกัน สิ่งหนึ่งที่พวกเราเห็นร่วมกันคือ เด็กที่ทุจริตในการสอบส่วนใหญ่ไม่ใช่เด็กเรียนแย่ หรือเด็กหัวไม่ดี

เด็กจำนวนมากที่ทุจริตเป็นเด็กเรียนดี แต่พวกเขากลัวว่าทำสอบแล้วจะได้คะแนนน้อย จึงตัดสินใจว่าทุจริตเล็กๆน้อยๆ

ประมาณว่า...เพื่อให้ได้คะแนน เกรดเหนือเพื่อนๆ ทุจริตบ้างจะเป็นไรไป

ครับ...ไม่ใช่เพียงแต่ทุจริตในห้องสอบเท่านั้น แม้แต่การทำรายงานยังมีการลอกมาจากอินเตอร์เนท ลอกจากเพื่อน ฯลฯ บางครั้งก๊อปมาทั้งหมด ชนิดที่ว่าต้นฉบับตัวอักษรพิมพ์ผิดอย่างไร ก็พิมพ์ลอกผิดตามมาเหมือนกัน

และแน่นอนครับว่า สารนิพนธ์หรือวิทยานิพนธ์ของเยาวชนไทยในระดับปริญญาโท หรือเอกหลายสถาบันถูกตั้งคำถามถึงเรื่องเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ผู้ปกครองหลายคนแทนที่จะห้ามปรามหรือเห็นด้วยกับการลงโทษเด็กที่ทุจริต กลับเป็นเดือดเป็นแค้นอาจารย์ที่ไปจับผิด หรือไม่ก็พยายามเจรจาต่อรองให้ลดหย่อนผ่อนโทษ ให้ละเว้นการพิจารณาโทษ

อืม...น่าสนใจนะครับว่า หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ อนาคตประเทศชาติของเราจะเป็นเช่นไร

ผมเชื่อว่าเยาวชนของชาติเหล่านี้ หากเติบโตขึ้นในสังคมที่ยินยอมให้พวกเขาใช้เล่ห์เหลี่ยม แหวกช่องว่างของข้อระเบียบ กฎกติกา โดยอาศัยองค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมาสูงเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่า

สังคมไทยคงกลายเป็นสังคมศรีธนชัยเข้าสักวัน

สังคมแบบนี้ คงเป็นสังคมที่น่ากลัว มากกว่าสังคมที่น่าอยู่อาศัยร่วมกัน

แล้วคุณอยากให้ลูกเป็นศรีธนชัยหรือครับ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 37 เดือน มกราคม 2551




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2551    
Last Update : 30 มิถุนายน 2551 23:31:55 น.
Counter : 313 Pageviews.  

รักลูก...สุดหัวใจ

ระหว่างจัดเก็บหนังสือในตู้ให้เป็นระเบียบ ผมเจอหนังสือเล่มโปรดซุกซ่อนอยู่หลืบหนึ่งของตู้

หนังสือเล่มนี้...เพื่อนรุ่นพี่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเป็นคนซื้อให้เนื่องในวันรับปริญญา พร้อมเขียนคำแนะนำไว้ในหน้าแรกว่า “...หวังว่า เมื่ออ่านจบโลกภายในของเธอจะขยายกว้างไกลมากขึ้น...”

จำได้ว่า ผมละเมียดอ่านหนังสือเล่มนี้หลายสิบรอบ บางบทแทบท่องจำได้ทีเดียว แล้วก็จริงอย่างเพื่อนรุ่นพี่คนนั้นเขียนแนะนำเอาไว้ เพราะผมรู้สึกว่าหลังจากอ่านจบ ผมมองโลกและชีวิตด้วยมุมมองที่แปรเปลี่ยนไป

หนังสือเล่มนี้ชื่อ “ปรัชญาชีวิต” (The Prophet) ของ คาลิล ยิบราน แปลโดยอาจารย์ระวี ภาวิไล

หลังจากจัดเก็บหนังสือในตู้เสร็จ ผมอดไม่ได้ที่จะหยิบ “ปรัชญาชีวิต” ขึ้นมาพลิกอ่านอีกครั้ง คราวนี้ผมสะดุดตรงข้อเขียนเกี่ยวกับลูก

คาลิล ยิบรานเขียนไว้ว่า...

“...บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ

เขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต

เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ

และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ

เธออาจให้ความรักแก่เขา แต่ไม่อาจให้ความนึกคิดได้

เพราะว่าเขาก็มีความคิดของตนเอง

เธออาจจะให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายของเขาได้

แต่มิใช่แก่วิญญาณของเขา

เพราะว่าวิญญาณของเขานั้นอยู่ในบ้านของพรุ่งนี้

ซึ่งเธอไม่อาจไปเยี่ยมเยียนได้แม้ในความฝัน

เธออาจพยายามเป็นเหมือนเขาได้

แต่อย่าได้พยายามให้เขาเหมือนเธอ

เพราะชีวิตนั้นไม่เดินถอยหลัง

หรือห่วงใยอยู่กับเมื่อวันวาน...”


ผมทวนอ่านข้อเขียนนี้หลายครั้ง พลางขบคิดถึงนัยสำคัญที่คาลิล ยิบราน ต้องการสื่อสารกับผู้อ่าน

ครับ...พ่อแม่ทุกคนย่อมมีความรัก มีความหวังดีต่อลูก ต้องการสรรหาสิ่งดีๆให้กับลูกของตนเอง แต่ความรักที่พ่อแม่มอบให้ลูกจะต้องไม่ใช่พันธนาการชีวิตและจิตวิญญาณ รวมถึงความใฝ่ฝันของลูก

พ่อแม่ ไม่ควรคาดหวัง ครอบครอง ชีวิตและจิตวิญญาณของลูก

ลูกทุกคนมีชีวิต มีจิตวิญญาณ มีอนาคตที่เขาและเธอต้องเลือกดำเนินชีวิตด้วยตนเอง

ถึงตรงนี้ผมคิดถึงเรื่องราวของชีวิตลูกศิษย์ผมบางคน อย่างรายหนึ่ง เธอเป็นทอม ตัดผมสั้นเกรียนแทบติดหนังศรีษะ ชอบนุ่งกางเกงยีนส์ กริยาท่าทางเหมือนผู้ชายห้าวๆห่ามๆคนหนึ่ง

มีอยู่วันหนึ่ง แม่ของเธอมารอพบผมแต่เช้า พอพบหน้าเท่านั้นแหละ คนเป็นแม่ร้องไห้โฮลั่นห้องทำงาน กว่าจะสงบอารมณ์เล่นเอาเหนื่อยทีเดียว

เธอบอกว่า “...เพิ่งรู้ว่าลูกสาวมีแฟนเป็นผู้หญิงด้วยกัน ไม่คิดว่าลูกจะผิดเพศได้ขนาดนี้ เพราะตอนเด็กๆก็ดูน่ารัก ชอบเล่นตุ๊กตา ชอบใส่ชุดสีชมพู ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นทอม...เป็นหญิงรักหญิงเลย…”

“...อาจารย์ช่วยหน่อยสิ ช่วยบอกลูกสาวหนูเลิกเป็นทอมหน่อย...”

โหย...แค่บอกให้เปลี่ยนรสนิยมทางเพศก็เปลี่ยนได้ง่ายๆหรือเนี่ย

แม่คนนี้ เป็นทุกข์เนื่องจากยอมรับไม่ได้ที่ลูกมีพฤติกรรม และมีรสนิยมทางเพศผิดแผกไปจากสถานะทางเพศเดิม

งานนี้ผมต้องพยายามอธิบายให้ผู้เป็นแม่เข้าใจและยอมรับกับความเป็นชายในร่างหญิงของลูก

มีอีกรายครับ ผู้เป็นพ่อโทรศัพท์หาผม คุยเรื่องลูกชายที่เรียนอยู่ปี 2 บอกว่า

“...อาจารย์ ผมอยากให้ช่วยดูแลลูกผมดีๆหน่อย ทำไมลูกผมถึงยิ่งเรียนไปคะแนนยิ่งตก เทอมที่แล้วได้ 3 กว่า เทอมนี้ได้แค่ 3 พอดิบพอดี ผมไม่อยากให้มันทำกิจกรรมได้ไหม เพราะมันฉุดคะแนนลงไปตั้งเยอะ...”

อืม...ได้เกรด 3 เรียนแย่แล้วหรือเนี่ย…ผมอดจะรำพึงในใจไม่ได้

คุยไปคุยมากับคุณพ่อคนนี้ ถึงได้รู้ว่าเขาเป็นคนกำหนดทุกอย่างให้กับลูก ไม่ว่าจะเรียนอะไร ที่ไหน ลูกจะชอบอะไร จะคบเพื่อนคนไหนต้องได้รับความเห็นชอบจากพ่อก่อนทุกครั้ง

ลูกในสายตาของเขา เป็นเหมือนเด็กตัวน้อยๆที่ต้องปกป้องดูแล หากไม่ขีดเส้นกำหนดทางเดินชีวิตให้ ลูกจะหลงทางไปเจอกับโลกอันร้ายกาจ

นักศึกษาคนนี้ ในที่สุดหนีออกจากบ้านไปใช้ชีวิตกับเพื่อนตามหอพัก พ่อของเขาเดือดแค้นมากโทรศัพท์มาโวยวายผมว่า ดูแลลูกศิษย์อย่างไรถึงหนีออกจากบ้าน

ผมเรียกนักศึกษาคนนี้มาคุยถึงทราบปัญหาว่า เขาอึดอัดอย่างมากกับการถูกพ่อบังคับ กำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง เนื่องจากแม่ของเขาเสียไปตั้งแต่เด็ก พ่อจึงทุ่มเทความรักมาที่เขา ซึ่งเป็นลูกโทน แต่ความรักที่พ่อมอบให้กลายเป็นโซ่พันธนาการอิสระทางความคิด และจิตวิญญาณของเขา

ผมหยิบหนังสือ “ปรัชญาชีวิต” ขึ้นไปไว้ในห้องนอน ตั้งใจว่าคืนนี้จะอ่านให้คู่ชีวิตของผมฟัง แล้วเราจะคุยกันเรื่อง…

“ทำอย่างไรที่จะเราจะรักโดยการไม่ครอบครองลูก”

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 36 เดือน ธันวาคม 2550







 

Create Date : 19 มิถุนายน 2551    
Last Update : 19 มิถุนายน 2551 19:34:52 น.
Counter : 309 Pageviews.  

“พกถุง”หน่อยลูก

“ป๊ะป๊าครับ...สายน้ำจะแต่งงาน”

ผมได้แต่ร้องเฮ้ย...เสียงดังลั่นบ้าน โธ่...จะไม่ให้ร้องยังไงละครับ เพราะเจ้าลูกชาย...สายน้ำ...คนนี้อายุเพียงแค่สามขวบเศษ

หลังจากตั้งสติ ผมค่อยๆถามเจ้าแสบน้อยประจำบ้านว่า “แล้วลูกจะแต่งงานกับใครละ”

สายน้ำยิ้มโชว์ฟันขาว ก่อนจะตอบว่า “แต่งงานกับครูอ้อย”

“ทำไมต้องครูอ้อยละ” ผมสงสัย คำตอบที่ได้คือ “ก้อครูอ้อยสวยนี่นา ใจดี รักสายน้ำด้วย...”

คู่ชีวิตของผมซึ่งยืนใกล้ๆช่วยเฉลยให้รู้ว่า ครูอ้อยเป็นนักศึกษาฝึกสอน หน้าตาสะสวย มาช่วยครูกวาง...ครูประจำห้องอนุบาล1 ทุกวันพุธ ทโมนน้อยของผมติดใจครูอ้อยมาก ดูเหมือนจะมากกว่าครูประจำชั้นของเขาเสียอีก ด้วยเหตุนี้ ทุกวันพุธ สายน้ำจะดูกระตือรือร้นอยากไปโรงเรียนมากเป็นพิเศษ

วันสุดท้ายที่ครูอ้อยมาฝึกสอน สายน้ำพยายามอ้อนขอให้แม่ไปขอเบอร์โทรศัพท์ของครูอ้อย นัยว่าจะได้โทรไปหาเวลาคิดถึง…เฮ้อ...ช่างเป็นไปได้ !

ครับ...ผมตระหนักดีว่า เด็กน้อยวัยอนุบาลอย่างนี้ ไม่ได้มีความคิดเรื่องความรักฉันท์ชู้สาวอะไรมากไปกว่าความพึงพอใจที่ถูกคนสวยตามใจ แต่อย่างไรก็ตามผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขาโตเป็นหนุ่ม แล้วยังอ่อนไหวต่อความสวยของอิสตรีง่ายๆเช่นนี้ จะเป็นอย่างไรหนอ

เนื่องจากสังคมของเด็กวัยรุ่นในปัจจุบัน เท่าที่ผมสัมผัสในฐานะของอาจารย์มหาวิทยาลัยพบว่า เรื่องประสบการณ์ทางเพศเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นเรื่องง่ายๆของพวกเขา

การเปลี่ยนคู่นอน การอยู่กินฉันท์สามีภรรยาตามหอพักนิสิต นักศึกษา เป็นเรื่องพบเห็นกันได้แทบทุกมหาวิทยาลัย

และเชื่อไหมครับว่า...ส่วนใหญ่พฤติกรรมทางเพศของหนุ่มนิสิตนักศึกษาไทย มักไม่นิยมสวมถุงยางอนามัยเสียด้วยสิครับ และหลายครั้งทำให้เกิดเรื่องขึ้นจนได้.....

อย่างคืนหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังนอนหลับอย่างมีความสุข เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น หลังจากงัวเงียรับโทรศัพท์ ผมได้ยินคู่สนทนาอีกฝ่ายพูดด้วยเสียงมึนเมาว่า

“…จจจจารย์ วันนี้วันเกิดผม ช่วยอวยพรวันเกิดผมหน่อยดิ...”

ผมเปิดไฟส่องดูนาฬิกา บอกเวลาตีสองเศษ จึงได้แต่กัดฟันกรอดๆพูดอวยพรพอตัดบท แต่ดูเหมือนเจ้าลูกศิษย์ยังมีเรื่องอยากคุยต่อ เขาพูดวกวนไปมาจนผมบอกว่าจะวางสายแล้ว เขาจึงกล้าพูดวัตถุประสงค์หลักในการโทรศัพท์มายามดึกว่า

“...เออ...จารย์ ถามหน่อยดิ ยาคุมฉุกเฉินนี่มันยี่ห้ออะไรครับ...แล้วเซเว่นฯมีขายหรือเปล่า”

โหย...เรื่องแบบนี้มาถามอาจารย์ตอนตีสองเนี่ยนะ...

ผมได้แต่ข่มอารมณ์ที่ทั้งฉุน ทั้งขำ สอบถามความเป็นมาของเรื่องถึงทราบว่า เจ้าลูกศิษย์รายนี้ ถามหายาคุมฉุกเฉินเนื่องจากพลั่งเผลอ ปล่อยตัวปล่อยใจผสมกับความมึนเมาจากเหล้าที่กรอกเข้าปากตั้งแต่เย็น ทำให้มีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนสาวร่วมกลุ่มฉลองวันเกิดแบบไม่ได้ตั้งใจ

แต่อีกรายหนักกว่าครับ รายนี้อยู่กินกับแฟนที่หอพักใกล้มหาวิทยาลัย เขาเพิ่งคบกันกับแฟนได้เพียงสี่...ห้าเดือนเท่านั้น ช่วงแรกๆอยู่กินกันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ แต่มาวันหนึ่งลูกศิษย์ผมเดินหน้าตาเครียดๆเข้ามาปรึกษาว่า

“...อาจารย์ครับ ทำไงดีละ แฟนผมประจำเดือนไม่มาหลายเดือนแล้ว”

“...อ้าว...คุณไม่ได้ป้องกันหรือ” ผมถาม

“เปล่าครับอาจารย์ แฟนผมเขาแพ้ยาคุม ผมเลยใช้วิธีเอามาหลั่งข้างนอก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเจื่อนๆ

“โธ่...คุณไม่รู้เลยหรือว่า วิธีแบบนี้มันมีโอกาสเยอะที่ทำให้ฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ เอาอย่างนี้...คุณไปซื้อที่ตรวจการตั้งครรภ์ที่ร้านขายยา มาเช็คว่าแฟนคุณท้องไหม ถ้าไม่ท้องต่อไปคุณต้องป้องกันให้ดีนะ ใส่ถุงยางเสียหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไรนี่...

...แต่ถ้าแฟนคุณท้อง ผมแนะนำให้คุณไปคุยกับพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายให้เข้าใจ อย่าตัดสินใจอะไรง่ายๆโง่ๆนะ พวกคุณต้องยอมรับกับผลที่เกิดขึ้น...” ผมแนะนำ

รายนี้โชคดีครับว่าพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายเข้าใจ หรือไม่ก็ทำใจได้ ในที่สุดต้องรีบจัดงานแต่งงานด่วนฉุกเฉิน

ล่าสุด...ทราบว่าฝ่ายหญิงดร๊อปเรียนเพื่อนคลอดลูก ได้ลูกชายหน้าตาน่ารักน่าชังทีเดียว ส่วนฝ่ายชายตั้งใจว่าจะดร็อปการเรียนในเทอมหน้าเพื่อสลับให้ฝ่ายหญิงมาเรียนให้จบก่อน

ยังมีลูกศิษย์ผมอีกคน รายนี้จัดว่าเป็นหนุ่มหล่อ หน้าตาอินเทนด์ เป็นทั้งนายแบบและนักแสดง เรียกว่าไปไหนสาวๆเอี้ยวคอมองตามเป็นทิวแถว เขาคุยกับผมผ่านทางMSN...เครื่องมือสื่อสารของคนรุ่นใหม่...บอกว่าช่วงนี้เครียดมาก เพราะวันก่อนไปเที่ยวระเริงราตรี ขณะมึนๆเจอสาวถูกใจเลยไปหาความสุขกันสองต่อสองในห้องพักของฝ่ายหญิง

ถึงตอนนี้ผมอดพิมพ์แซวผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่ได้ว่า “ไปมีความสุขกันแล้วจะเครียดทำไม”

“โธ่...อาจารย์ครับ จะไม่เครียดได้ไง ตื่นเช้าขึ้นมาผมถึงนึกได้ว่าเมื่อคืนไม่ได้ใช้ถุง พอกลับบ้านยิ่งคิดหนัก เพราะผู้หญิงคนนี้เขาก็เชี่ยวไม่หยอก ไม่รู้จะเป็นอะไรหรือเปล่า...” เขาบ่นเป็นตัวอักษรยาวเหยียด

สำหรับรายนี้ผมได้แต่แนะนำให้ไปตรวจเลือดที่คลินิกนิรนาม เพื่อหาเชื้อเอดส์ ตอนแรกเขาไม่กล้าไป อ้างโน้นอ้างนี่ แต่สุดท้ายกลับมาอ้อนวอนขอให้ผมพาไปตรวจ

จำได้ว่า ตอนลุ้นรอผลตรวจเลือด เขาหน้าซีดมาก พร่ำบอกผมว่า เข็ดแล้ว ไม่กล้า “เล่นสด” อีกแล้ว....โชคดีครับว่าผลการตรวจเลือดไม่มีปัญหาอะไร

ตัวอย่างของบรรดาลูกศิษย์ใกล้ตัว ทำให้ผมต้องจับเข่าคุยกับคู่ชีวิตว่า จะสอนลูกชายทั้งสองคนให้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเพศตามวัยของเขา

จะไม่ปกปิด ซ่อนเร้น หรือทำให้เป็นเรื่องเพศเป็นเรื่องน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง เหมือนคนรุ่นก่อนๆ

แล้วเมื่อลูกย่างเข้าวัยรุ่น ผมจะสอนให้เขารู้จักป้องกันตนเอง รู้จักสวมใส่ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง

ดีไม่ดี...ผมคงต้องซื้อถุงยางใส่กระเป๋าให้เขาเป็นประจำ

เพราะเรื่องอย่างนี้ล้อเล่นได้หรือครับ พลาดครั้งเดียว หมายถึงชีวิตและอนาคต

แต่ขออย่างเดียวว่า...ลูก “พกถุง” แล้ว อย่าลืมใช้ละ...

........................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 35 เดือน พฤศจิกายน 2550




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 28 พฤษภาคม 2551 12:01:18 น.
Counter : 265 Pageviews.  

ร่วมด้วยช่วยลูกเรียน

คุณผู้อ่านยังจำสมุดพกสมัยเราๆท่านๆเรียนอยู่ชั้นอนุบาล-ประถม หรือชั้นมัธยมได้ไหมครับ สมุดพกประเภทรายงานคะแนนสอบ...รายงานเกรด แล้วมีช่องว่างให้ครูบาอาจารย์ท่านเขียนบรรยายถึงความประพฤติของเรามาให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง

ครูส่วนใหญ่จะเขียนในทำนองว่า “...สติปัญญาปานกลาง อุปนิสัยซุกซน ชอบพูดคุยในชั้นเรียน...” หรือ “...ความประพฤติเรียบร้อย ร่าเริง เป็นที่รักของเพื่อนฝูง...” ฯลฯ

เมื่อเรานำสมุดพกมาให้พ่อแม่ผู้ปกครองดู ท่านก็ต้องแสดงความคิดเห็นและเซ็นชื่อกำกับ คล้ายๆกับลงชื่อเพื่อรับทราบผลการเรียนของเรา

เชื่อไหมครับว่า พ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากเขียนแสดงความเห็นสั้นๆว่า...

“...เหมือนคุณครู...” หรือ “เห็นด้วยกับคุณครู” แล้วเซ็นชื่อกำกับ

ครับ...นั่นเป็นรูปธรรมที่เห็นชัดว่า ในอดีต พ่อแม่ผู้ปกครองเมื่อพาลูกหลานเข้ารับการศึกษาในระบบโรงเรียนแล้ว มักมอบสิทธิ์ขาดการดูแลลูกหลานให้กับครูบาอาจารย์

พูดง่ายๆคือ ถ้าอยู่บ้าน พ่อแม่ผู้ปกครองจะเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลสั่งสอนลูกหลาน แต่เมื่อไหร่ที่ลูกหลานเดินก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะคาดหวังว่าครูต้องรับผิดชอบเด็กในเรื่องการสั่งสอนให้ความรู้ รวมทั้งบ่มเพาะ ขัดเกลานิสัย

ดังนั้นถ้าครูบอกว่า ลูกซน...ลูกดื้อ...ลูกเรียนแย่ พ่อแม่ย่อมเศร้าใจ ถ้าครูบอกว่า ลูกเก่ง...ลูกดี พ่อแม่ย่อมหน้าบาน

การแบ่งความรับผิดชอบเช่นนี้ ทำให้ในอดีตการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคุณครูกับพ่อแม่ผู้ปกครองดูจะห่างเหินและเป็นทางการ นานๆถึงจะมีการประชุมครูกับผู้ปกครองเพื่อพบปะพูดคุยกันสักครั้ง ในช่วงการเรียนปกติ หากพ่อแม่ผู้ปกครองคนไหนได้รับคำเชื้อเชิญจากคุณครูให้ไปพบที่โรงเรียน ทำใจได้เลยครับว่า...เป็นข่าวร้ายเกี่ยวกับความประพฤติหรือการเรียนของลูกหลานมากกว่าข่าวดี

แต่ทุกวันนี้ โรงเรียนหลายแห่งพยายามทำลายกำแพงกั้นระหว่างครูกับพ่อแม่ โดยดึงพ่อแม่ผู้ปกครองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรียนรู้ของลูกหลาน

อย่างโรงเรียนอนุบาลที่เจ้าแสบน้อยของผมเรียนอยู่ คุณครูก็พยายามให้พ่อแม่ผู้ปกครองเข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของลูกหลาน

เริ่มตั้งแต่การพยายามดึงพ่อแม่ให้ร่วมรับรู้ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดกระบวนการเรียนการสอนของลูกหลาน โดยมีจดหมายข่าวเล็กๆสอดไว้ในกระเป๋าเสื้อของเด็กทุกวันศุกร์ บอกเล่ากับพ่อแม่ผู้ปกครองให้ทราบว่า ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เด็กๆได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง และต้องการให้พ่อแม่ช่วยกระตุ้นหรือมีกิจกรรมร่วมกับลูกหลานอย่างไร

รวมทั้งแจ้งให้ทราบว่าสัปดาห์ต่อไปจะเรียนเรื่องอะไร และต้องการให้พ่อแม่ช่วยเตรียมอุปกรณ์การเรียนการสอนอย่างไรบ้าง

ในจดหมายน้อยๆฉบับนี้ มีกระทั่งเนื้อเพลงที่คุณครูสอนเจ้าตัวเล็ก คงต้องการให้พ่อแม่ได้ร่วมเปล่งเสียงตะโกนร้องไปกับทโมนประจำบ้านได้อย่างถูกต้อง

นอกจากจดหมายข่าวแล้ว โรงเรียนยังพยายามกระตุ้นส่งเสริมให้พ่อแม่ผู้ปกครองมาเป็นคุณครูอาสา ช่วยคุณครูสอนหนังสือ หรืออ่านหนังสือนิทานให้กับเด็กๆ

อย่างล่าสุด หญิงสาวข้างกายผมต้องสวมวิญญาณคุณครูอาสาอ่านนิทานให้กับเด็กๆอนุบาล เพื่อนร่วมชั้นเรียนของสายน้ำ- ลูกชายผู้แสนซน

ตอนแรกเธอค่อนข้างตื่นเต้น บ่นเข้าหูผมว่า “...ไม่รู้ว่าจะไปอ่านนิทานให้เด็กฟังดีไหม ธรรมดาอ่านหนังสือให้ลูกฟังคนเดียว ไม่เคยอ่านให้คนหมู่มากฟัง ไม่รู้ว่าอ่านนิทานไปแล้วเด็กๆจะฟังไหม ถ้าไม่ฟังจะทำอย่างไรดีละ..”

เช้าวันที่ต้องแปลงกายจากคุณแม่เป็นคุณครูอาสา สาวข้างกายผมเลือกค้นหนังสือนิทานกลับไป กลับมาอยู่หลายเที่ยว ก่อนจะตัดสินใจหยิบเรื่องโปรดของลูก...เรื่องที่เธออ่านมาแล้วหลายสิบรอบ

เมื่อผมกลับจากที่ทำงานในตอนเย็น เธอเล่าถึงเหตุการณ์การอ่านหนังสือนิทานให้นักเรียนอนุบาล วัยสามขวบเศษ ร่วม 20 คนว่า “...ตอนแรกตื่นเต้นมาก เหงื่อออกเต็มมือเลย พอเด็กล้อมวงเข้ามาให้อ่านหนังสือนิทานเห็นหน้าลูก...หน้าแป้นแล้นอยู่หน้าสุด ความตื่นเต้นค่อยหายไป...

...พยายามอ่านนิทานให้เหมือนกับตอนอ่านให้ลูกฟังก่อนนอน ทำเสียงสูงๆ ต่ำๆ ให้มีความน่าตื่นเต้น พยายามตั้งคำถามให้เด็กช่วยกันตอบ พอเด็กตอบคนหนึ่ง คนอื่นๆก็อยากจะตอบด้วย ทำให้เราอยากอ่าน อยากเล่าต่อ...

...พออ่านจบเล่ม เด็กๆยังอยากให้อ่านต่ออีก มองนาฬิกา โอ้โห...นี่เราอ่านมาร่วมครึ่งชั่วโมงแล้วหรือ เวลาผ่านไปเร็วมาก ตอนเลิก คุณครูให้เด็กๆปรบมือให้ เรางี้ปลื้มมาก ยิ่งเห็นลูกยิ้มมีความสุขเรายิ่งอิ่มใจ...”

ผมปล่อยให้คุณแม่ลูกสอง ปลาบปลื้มกับบทบาทคุณครูอาสา หันกลับไปถามเจ้าลูกชายว่า คุณแม่อ่านนิทานที่โรงเรียนสนุกไหม

เจ้าตัวเล็กตอบสวนกลับมาทันทีว่า “...สุดยอดดด แม่เล่านิทานได้สุดยอด เพื่อนสายน้ำชอบ แม่เล่านิทานเก่ง...”

เพียงเท่านั้น ผมเห็นคู่ชีวิตของผมยิ้มแฉ่ง โผเข้ากอดฟัด หอมเจ้าตัวขี้ประจบทันที

การร่วมแรง ร่วมใจของพ่อแม่ผู้ปกครองประสานจับมือกับคุณครูในโรงเรียนช่วยกันบ่มเพาะ อบรมสั่งสอนลูกหลาน ย่อมทำให้เด็กมีคุณภาพมากขึ้น

กระบวนการเหล่านี้ไม่ใช่เกิดขึ้นได้เฉพาะในโรงเรียนอนุบาล หรือเฉพาะในเขตเมืองเท่านั้น

หากแต่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นไป หรือโรงเรียนตามชนบท ก็สามารถดึงพ่อแม่ให้มามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของลูกหลานได้

เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองแต่ละคนย่อมมีประสบการณ์ มีความรู้ ความสามารถที่หลากหลาย

ไม่ใช่ว่าคนจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกเท่านั้นนะครับ ที่มีความสามารถเป็นคุณครูอาสา แม้แต่ชาวไร่ ชาวนาที่ไม่ได้เรียนในระบบการศึกษา ก็สามารถเป็นครูอาสาถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิชาชีพ หรือการดำรงชีพให้กับลูกหลานได้

สำคัญคือ วันนี้ โรงเรียนแต่ละแห่งใจกว้างพอที่จะเปิดให้พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของเด็กหรือยัง

ขณะเดียวกัน พ่อแม่ผู้ปกครองได้เปิดกว้างที่จะเดินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของลูกหลานหรือยัง


........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 34 เดือน ตุลาคม 2550




 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 22 พฤษภาคม 2551 16:40:36 น.
Counter : 972 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.