Group Blog
 
All Blogs
 

สอบแข่งขัน

เมื่อเร็วๆนี้ผมมีส่วนร่วมกับการสอบแข่งขันทางการศึกษาครั้งแรกของเจ้าแสบผู้พี่ วัย 5 ขวบ เนื่องจากสาวคู่ชีวิตได้รับการเชิญชวนจากแก๊งค์แม่บ้านให้ลองพาลูกไปสอบเข้าโรงเรียนสาธิตชื่อดังแห่งหนึ่ง

นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากสำหรับผม เพราะเจ้าหนูยังเป็นเด็กวัยอนุบาล ต้องมาขับเคี่ยวสอบแข่งกับเด็กอื่นกว่า 2 พันคนเพื่อแย่งชิงที่นั่งเรียนเพียงร้อยเศษ อีกทั้งผมรู้ดีว่า ลูกชายคนนี้เป็นเพียงแค่เด็กซนๆ ดื้อ และเรียนรู้ไปตามวัย ไม่ได้ฉลาดเฉลียวอัจฉริยะกว่าเด็กอื่น เพราะฉะนั้นโอกาสในการสอบได้มีอยู่น้อยนิด

ดังนั้นโดยส่วนตัวผมไม่อยากจะให้ลูกไปสอบ ไม่อยากให้เครียด ไม่อยากให้เสียใจกับผลสอบ แต่หลังจากพูดคุยหารือกันตามประสาพ่อแม่ผู้พยายามเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก ผมถามย้ำสาวข้างกายว่า แน่ใจหรือจะให้ลูกไปสอบแข่งกับคนอื่นเขา

เธอตอบอย่างหนักแน่นว่า “...ไม่ซีเรียจเรื่องการสอบ แค่อยากให้ลูกไปลองทำข้อสอบในสนามจริงว่าเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาในโรงเรียนอนุบาลที่เรียนอยู่แค่ทำแบบฝึกหัดในห้องเท่านั้น อยากให้ลูกได้ประสบการณ์ในการสอบจริงๆบ้าง...”

ครับ...ไม่ซีเรียจก็ไม่ซีเรียจ ดังนั้นเราจึงตกลงกันว่าจะไม่มีการกดดันลูก ไม่มีการไปเรียนพิเศษติวเพิ่มเติมแต่อย่างไร มิหน่ำซ้ำพวกเรายังตะเวนพาทโมนน้อยทั้งสองเที่ยวในช่วงปิดเทอมอย่างระเริงใจ

เมื่อวันสอบมาถึง ผมอาสาพาเจ้าลิงน้อยไปโรงเรียนสาธิตแห่งนั้นด้วยตนเอง ส่วนสาวต้นเรื่องอยู่บ้านเลี้ยงเจ้าแสบผู้น้อง ระหว่างเดินทางผมพยายามพูดคุยเล่นสนุกกับลูกตามปกติ เหมือนกับพาแกไปเที่ยวในสถานที่แปลกใหม่ เพราะไม่อยากให้ลูกเครียดกับการสอบ

วันนั้น ในโรงเรียน...สนามสอบซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่กว่าโรงเรียนระดับประถมศึกษาอีกหลายๆแห่ง กลับดูอึดอัดคับแคบ เนื่องด้วยมีพ่อแม่ผู้ปกครองกระเตงลูกหลานมาสอบอย่างคับคั่ง อากาศจึงร้อนอบอ้าว พ่อแม่หลายคนถึงกับหยิบกระดาษมาพัดโบกคลายร้อนให้ลูกน้อย

พ่อแม่บางคนหลบมุมติวเข้มลูกจนถึงนาทีสุดท้าย

บางคนคอยปลอบโยนลูกซึ่งร้องงอแงไม่ยอมเข้าสอบ

บางคนดุด่าลูกที่วิ่งเล่นซนไปมา

บางคนป้อนข้าว ป้อนน้ำ หยิบยื่นถุงขนมของโปรดให้เด็กน้อย ด้วยหวังจะให้อารมณ์แช่มชื่นที่สุดก่อนก้าวเข้าห้องสอบ

ระหว่างนั่งรอลูกสอบ ผมได้พูดคุยกับผู้ปกครองหลายคน พบข้อมูลที่น่าสนใจยิ่ง

เริ่มตั้งแต่การเตรียมตัวสอบเข้าโรงเรียนชั้นนำแห่งนี้ คุณแม่สาวสวยคนหนึ่ง ซึ่งนั่งรอลูกอยู่ข้างๆผมเผยเคล็ดลับในการสอบว่า “...หนูให้ลูกเรียนติวพิเศษเพื่อสอบเข้าโรงเรียนนี้มาสองปีแล้วคะ ลองมาหลายแห่ง บางที่ไม่ไหวเลย มีแต่ให้เต้น ให้ร้องเพลง มาเจอที่ใหม่ดีมากนะคะ เขาให้ทำข้อสอบเก่าทุกวัน จัดบรรยากาศเหมือนสอบจริง มีการจับเวลาด้วย ใช้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์ด้วยว่าลูกเราอ่อนด้านไหน ก็ติวเสริมด้านนั้น...หนูยังไปหาซื้อพวกแผ่นซีดีแนวข้อสอบมาให้ลูกลองทำที่บ้านด้วย...”

คุณแม่อีกคนบอกว่า “...ครูที่โรงเรียนกวดวิชาเข้าสาธิตแนะนำว่า วันนี้ต้องเอาใจลูกสุดฤทธิ์ อยากกินอะไร อยากได้อะไรให้หมด ขอให้ทำข้อสอบให้ได้อย่างเดียวเท่านั้น นี่ก็สัญญาว่าสอบเสร็จจะพาไปกินไอศกรีม ถ้าสอบได้จะซื้อชุดรถไฟของโปรดชุดใหญ่ให้เลย...”

พ่อแม่ผู้ปกครองบางคนไม่เพียงพาลูกมาสอบที่โรงเรียนนี้แห่งเดียว แต่ยังวิ่งรอกพาเจ้าตัวน้อยตะเวนไปสอบเข้าโรงเรียนสาธิตแห่งอื่นต่อในตอนบ่ายด้วยนะครับ เนื่องเพราะโรงเรียนเหล่านี้เหมือนกับนัดหมายวันสอบให้ตรงกัน แต่ยังมีบางโรงเรียนกำหนดสอบตอนเช้า บางโรงเรียนสอบตอนบ่าย เลยทำให้เหนื่อยกันทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

อย่างครอบครัวใหญ่ ซึ่งปูเสื่อล้อมวงนั่งอยู่ข้างรถตู้ป้ายทะเบียนเชียงใหม่ บอกว่าเดินทางมาไกลหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อสอบเข้าโรงเรียนนี้ แล้วตอนบ่ายจะพาลูกไปสอบเข้าโรงเรียนสาธิตอีกแห่ง

ผู้ปกครองอีกคนบอกว่า เธอนำรถมาแอบจอดในซอยข้างโรงเรียนตั้งแต่เย็นวันก่อน เช้าวันนี้ให้สามีขับรถมาส่ง ตั้งใจว่าสอบที่นี่เสร็จจะได้รีบพาลูกขึ้นรถที่จอดค้างคืนไปสอบต่ออีกแห่งให้ทัน

“...ไม่ได้หรอกคะ ถ้าไม่วางแผน ไปไม่ทันสอบอีกที่แน่นอน เพราะกว่าจะออกจากห้องสอบก็เกือบเที่ยง เรียกหารถแท็กซี่ก็ลำบาก เพราะคนมาสอบเขาก็ต้องเรียกไปสอบอีกที่เหมือนกัน เลยต้องเตรียมตัวหน่อย...”

เรียกว่า เทคนิค กลยุทธ์ทุกอย่างถูกคิดค้น สรรหามาให้ลูกหลานเป็นผู้ชนะ

นี่ยังไม่นับวิธีนอกระบบประเภทใช้เส้นสาย ระบบอุปถัมภ์อีกนะครับ

พ่อแม่หลายคนให้ความสำคัญกับการสอบแข่งขันทางการศึกษาของเด็กอนุบาลครั้งนี้มาก ประหนึ่งกำลังส่งลูกเข้าสนามรบ ด้วยมองว่าหากได้ชัยชนะในการสอบแข่งขันก็จะเสมือนผ่านบันไดก้าวแรกสู่ความสำเร็จของชีวิตลูกหลาน ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมพร้อมล่วงหน้ายาวนาน และฝึกฝนอย่างหนักหน่วง

พ่อแม่จำนวนไม่น้อยเชื่อว่า การฝึกฝนให้ลูกแข่งขัน เพื่อให้แกร่ง สามารถรับมือกับโลกแห่งความจริงที่รออยู่ข้างหน้าได้

แต่คำถามที่เกิดขึ้นในใจของผมคือ จำเป็นหรือต้องให้แข่งขัน เพื่อชัยชนะ

โลกทุกวันนี้ที่วุ่นวายอยู่ใช่หรือไม่ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่ยอมแพ้ของคนเรา ต้องการเป็นที่หนึ่ง ต้องการเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่าง

เอาชนะเพื่อนมนุษย์ เอาชนะสิ่งแวดล้อม

แต่ลืมเอาชนะตัวเอง !

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 53 เดือน พฤษภาคม 2552







 

Create Date : 08 พฤษภาคม 2552    
Last Update : 8 พฤษภาคม 2552 0:43:15 น.
Counter : 400 Pageviews.  

“สิทธิเด็ก”...หนูมีด้วยหรือ

ช่วงเทอมปลายของทุกปี ผมมีภาระรับผิดชอบดูแลนักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ในการทำหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ ปีนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เราประชุมกองบรรณาธิการเพื่อหาประเด็นข่าวมานำเสนอให้กับผู้อ่าน ซึ่งส่วนใหญ่คือนักศึกษา คณาจารย์ บุคลากร และชาวชุมชนใกล้เคียงมหาวิทยาลัย

ประเด็นข่าวหนึ่งที่นักข่าวฝึกหัดในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “หอข่าว” มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคุยกันว่าจะนำเสนอในปีนี้คือประเด็น “สิทธิเด็ก”

ตอนแรก นักศึกษาหลายคนยังคงมึนงงกับความหมายของ “สิทธิเด็ก”

บางคนถึงกับตั้งคำถามขึ้นมาว่า “เด็กต้องมีสิทธิด้วยหรือ...สิทธิของคนไทยไม่ใช่เริ่มเมื่อมีสิทธิเลือกตั้งหรือ...ฯลฯ”

การประชุมกองบรรณาธิการในวันนั้น ผมไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปใดๆแก่นักศึกษา เพียงแต่ปล่อยให้ความสงสัยใคร่รู้กระตุ้นต่อมอยากเรียนรู้ของพวกเขาเอง

ในตอนท้ายการประชุมผมตั้งโจทย์ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มไปหาคำตอบเรื่องสิทธิเด็กด้วยตนเองจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั้งในสื่ออินเตอร์เนท หนังสือ หรือตามวงสัมมนาวิชาการ จากนั้นให้คิดประเด็นข่าวเกี่ยวกับสิทธิเด็กมานำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป

……………………………………………………………………………………………

นักศึกษาสาวคนหนึ่ง นำเสนอเรื่อง “เด็กในคณะเชิดสิงโต” เธอเปิดประเด็นคุยในที่ประชุมครั้งต่อมาว่า “หนูแปลกใจว่า ทำไมเขาถึงปล่อยให้เด็กอายุน้อยๆเล่นกายกรรมต่อตัว เป็นบันไดมนุษย์ในคณะเชิดสิงโต หนูเห็นเด็กบางคนอายุแค่ 3-4 ขวบเอง ถ้าตกลงมาใครรับผิดชอบ...”

“เขา” ในประโยคคำพูดนี้ คงกินความรวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง หัวหน้าคณะสิงโต ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ หรืออาจหมายถึงผู้ใหญ่ทุกคน ผู้เคยชื่นชมการเชิดสิงโตประเภทนี้มาแล้วก็ได้

หลังจากกองบรรณาธิการข่าวเห็นชอบให้ตามประเด็นข่าวนี้ นักศึกษาสาวผู้มุ่งมั่นได้บุกไปยังคณะสิงโต ย่านบางกอกใหญ่ เพื่อพูดคุยสัมภาษณ์แหล่งข่าวหลายคน ทั้งผู้ก่อตั้งคณะสิงโต เด็กน้อยในคณะสิงโต รวมไปถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็ก

เธอกลับมาเล่าให้ผมฟังด้วยน้ำเสียงหดหู่ว่า “อาจารย์คะ เชื่อไหมว่า เขาให้เด็กที่ยังใส่ผ้าอ้อมซ้อมยืนบนบ่าพี่สาวอายุแค่ 7-8 ขวบ ส่วนพี่สาวก็ยืนอยู่เป็นชั้นที่ 3 บนบ่าของเด็กวัยรุ่นชาย ซึ่งก็ยืนบนบ่าของผู้ใหญ่อีกคน...

...หนูไปสัมภาษณ์เจ้าของคณะ เขาบอกว่าเด็กในคณะส่วนใหญ่เป็นลูกๆหลานๆกันทั้งสิ้น พ่อแม่ให้มาฝึกเพื่อจะได้มีรายได้ เป็นค่าขนม ค่าเรียนหนังสือ เด็กคนหนึ่งบอกว่า เธอฝึกมาตั้งแต่อายุแค่ 4 ขวบ ตอนแรกจะซ้อมแบบต่อตัวแค่ 2 ชั้นก่อน เมื่อเริ่มชินก็ค่อยๆเพิ่มเป็นแบบ 3-4 ชั้น พอพ่อเห็นว่าสามารถขึ้นที่สูงได้ ไม่กลัว ก็ให้ฝึกไต่ขึ้นกระบอกไม่ไผ่ดู พอทำได้ก็ให้เล่นเป็นตัวหลักเลย...

...เด็กพวกนี้ทุกคนบอกว่าเคยตกจากที่สูงมาแล้วทั้งนั้น บางทีตกตอนซ้อม บางครั้งตกตอนเล่นจริง บางคนตกมาขาแพลง ไหล่หลุด ฯลฯ คนตกลงมาส่วนใหญ่จะกลัวความสูงไประยะหนึ่ง แต่เมื่อพ่อแม่บังคับให้เล่นก็ต้องเล่นต่อ ต้องฝึกกันใหม่อีกที...”

นักศึกษาสาวทิ้งท้ายเรื่องเล่าของเธอด้วยประโยคคำถามว่า “...อาจารย์คะ หนูไปค้นมาว่าเมืองไทยเรามีกฎหมายคุ้มครองเด็ก ห้ามจ้างเด็กต่ำกว่า 15 ปีทำงาน แล้วทำไมเขายังปล่อยให้เด็กอายุไม่กี่ขวบทำงานเสี่ยงอันตรายแบบนี้อยู่ละคะ...”

……………………………………………………………………………………………


นักศึกษาชายอีกกลุ่มหนึ่ง เสนอประเด็นข่าวเรื่อง เด็กเร่ขายของ ขายดอกไม้ ขายลูกอมให้กับลูกค้าในผับ บาร์ยามค่ำคืน

พวกเขาเริ่มต้นเบาะแสข่าว จากความช่างสงสัย "ตอนพวกเราไปเที่ยว ไปกินเหล้านะครับ เจอพวกเด็กเร่ขายของเป็นประจำ บางคืนเจอหลายกลุ่มด้วย เดี๋ยวก็มาขายลูกอม เดี๋ยวมาขายดอกไม้ ...”

“...ผมเห็นพ่อแม่เด็กเดินหลบอยู่ไม่ไกลนัก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นพ่อแม่จริงหรือเปล่า เคยถามเด็กเขาก็อ้ำๆอึ้งๆ ไม่รู้ว่าเป็นพวกลักเด็กมาขอทาน มาขายของหรือเปล่า...”

“...ใช่ อาจารย์ เด็กบางคนเหมือนพวกต่างด้าวมากกว่า พูดไทยยังไม่ชัดเลย...”

จากคำถามหลากหลายเหล่านี้ ทำให้นักศึกษาทั้งกลุ่มต้องแบ่งกันไปสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งตัวเด็กเร่ขายของ คนดูแลเด็ก เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่มูลนิธิคุ้มครองเด็ก

สุดท้ายพวกเขาได้ข้อมูลน่าสนใจว่า การให้เด็กเดินเร่ขายของยามค่ำคืนนั้นถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายคุ้มครองเด็ก

แต่ผู้ใหญ่...ซึ่งบางคนเป็นพ่อแม่แท้ๆ บางคนแค่เป็นผู้ปกครอง และบางคนยังน่าสงสัยอยู่ว่ามีความสัมพันธ์ใดกับเด็ก...ใช้เด็กให้เดินเร่ขายของ ก็เพราะหวังว่าลูกค้า...(หรือเหยื่อ)...จะยอมจ่ายเงินให้กับเด็กมากกว่ามูลค่าของที่เสนอขาย เนื่องเพราะคนไทยมักขี้สงสาร เห็นใจเด็ก ยิ่งเจอลูกอ้อน เจอแววตาน่าสงสารด้วยแล้ว มักจะไม่รอด

และที่สำคัญนะครับ เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนก็รู้เห็นเป็นใจให้แก็งเด็กเร่ขายของเกิดขึ้นเกลื่อนเมือง ส่วนตำรวจจะรู้เห็นเป็นใจอันเนื่องมาจากจิตบริสุทธิ์ สงสารเด็ก หรือเนื่องจากมีผลประโยชน์แอบแฝงก็สุดจะเดาครับ

แต่อย่างน้อยมันสะท้อนให้เห็นชัดว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แม้จะเป็นกฎหมายที่ดี แต่ไร้ผลในเชิงปฏิบัติ

……………………………………………………………………………………………


ครับ...นี่เป็นเพียงบางส่วนของประเด็นข่าวเกี่ยวกับ “สิทธิเด็ก” ที่นักศึกษาได้คิดค้น เสาะหาและรวบรวมข้อมูลเขียนนำเสนอลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติของพวกเขา

ในวันปิดกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ “หอข่าว” ปีนี้ ผมลองโยนคำถามซึ่งทิ้งค้างเอาไว้เรื่องความหมายของ“สิทธิเด็ก” ปรากฏว่าพวกเขาได้ให้ความหมายหลากหลายมากครับ

แม้ความหมายเหล่านั้นจะไม่ตรงเป๊ะเหมือนตัวทฤษฏีในตำรา แต่ผมเชื่อว่า อย่างน้อยพวกเขา...เหล่านักข่าวฝึกหัด ผู้เกาะติดตามข่าวเกี่ยวกับสิทธิเด็กย่อมมีความเข้าใจ และตระหนักถึงสิทธิเด็ก สิทธิของคนไร้ปากเสียงในสังคมไทย

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 52 เดือน เมษายน 2552




 

Create Date : 01 เมษายน 2552    
Last Update : 1 เมษายน 2552 23:14:05 น.
Counter : 387 Pageviews.  

พี่รักน้องนะ

ผมเป็นลูกชายคนโต แต่คู่ชีวิตเป็นลูกสาวคนเล็ก

ดังนั้นเมื่อผลตรวจแผ่นตั้งครรภ์ยืนยันแน่ชัดว่า เรากำลังมีลูกคนที่ 2 ผมรู้ทันทีว่า ปัญหาใหญ่กำลังรออยู่ข้างหน้า !?!

นั่นคือ ปัญหาเรื่องการอิจฉาน้อง ปัญหาแย่งชิงความรักจากพ่อแม่ ปัญหาการแข่งขันชิงดีชิงเด่น ปัญหาการแย่งของรักของหวง ฯลฯ

เนื่องเพราะ การมีสมาชิกใหม่ในครอบครัว ย่อมกระทบต่ออารมณ์ ความรู้สึกของเจ้าลิงน้อย ผู้กำลังจะกลายเป็นพี่ชายคนโตอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ขณะเดียวกันคนเป็นน้องย่อมถูกเปรียบเทียบกับพี่ผู้มาก่อนอย่างมิอาจปฏิเสธเช่นกัน

อารมณ์อิจฉาน้องนี่ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดานะครับ

โธ่...ลองคิดดูสิว่า เด็กน้อยผู้เคยอยู่ท่ามกลางความรักของพ่อแม่ ถูกฟัด ถูกหอม ถูกเอาอกเอาใจปรนเปรอทุกอย่าง วันดีคืนดีมีทารกจากไหนไม่รู้มาแย่งซีน แย่งความเด่น เป็นจุดสนใจของทุกคนในครอบครัวแทน แถมยังแย่งแม่อันเป็นสุดที่รักของเขาไปอีก เจ้าหนูย่อมหงุดหงิดใจ ทั้งโกรธ ทั้งเกียจน้อง

เพื่อนคนหนึ่งบอกเล่าถึงพฤติกรรมของลูกสาวคนโตว่า ทันทีที่แม่กับทารกแรกเกิดกลับมาจากโรงพยาบาล ลูกสาวตัวน้อยเอาแต่ร้องกรี๊ดๆลั่นบ้าน จะให้เอาน้องกลับไปคืนโรงพยาบาลอย่างเดียว

ในขณะที่เพื่อนอีกคนเล่าว่า พอมีน้อง ลูกชายคนโตวัย 3 ขวบมีพฤติกรรมถดถอยอย่างเห็นได้ชัด จากเคยขับถ่ายได้เอง ก็กลับฉี่ราด อึราดเหมือนสมัยยังเป็นเบบี๊ แถมยังหันกลับมาร้องขอขวดนมกินเหมือนน้องบ้าง

พี่คนโตบางคน อาจมีพฤติกรรมก้าวร้าวขึ้น พอพ่อแม่เผลอจะแอบหยิก กัด หรือทำร้ายน้องทันที

ครับ...แม้ว่าการอิจฉาน้องจะเป็นอารมณ์ธรรมชาติของมนุษย์ แต่ผมเชื่อว่า เราสามารถควบคุมให้อยู่ในขอบเขตได้ ดังนั้นผมกับหญิงข้างกายจึงค้นคว้า หาตำราทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอ่านแล้วประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับครอบครัวตนเอง

ต่อไปนี้ คือสิ่งที่ครอบครัวผมนำมาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาพี่อิจฉาน้องครับ

ทันทีที่รู้ว่ามีสมาชิกใหม่ เราตัดสินใจไม่ปิดบังเจ้าทโมนน้อย แต่จะให้บอกเขาไปตรงๆว่าแม่กำลังมีน้อง เขาคงไม่เข้าใจ ก็อายุเขาแค่ 2 ขวบเองนี่ครับ ผมจึงตะเวนหาซื้อหนังสือนิทานเด็กเกี่ยวกับคุณแม่ตั้งครรภ์มาอ่านให้เจ้าลิงน้อยฟัง

บอกเขาทุกคืนว่า ตอนนี้แม่มีน้องเล็กๆอยู่ในท้อง แต่พ่อแม่ยังรักเขาสุดหัวใจเหมือนเดิม พูดพลางให้เขาเอามือไปจับพุงแม่ พร้อมทั้งให้จุ๊บพุงแม่ก่อนนอน แล้วบอกว่า “พี่รักน้องนะ”

การกระทำเช่นนี้เพื่อเตรียมจิตใจของเจ้าตัวเล็กให้คุ้นเคยกับสมาชิกใหม่ ผู้กำลังจะมาเยือนโลกของเขา

เมื่อทารกตัวน้อยคลอดออกมา ผมตกลงกับคู่ชีวิตว่า จะต้องแบ่งเวลาอยู่กับพี่ชายตัวน้อยเหมือนเดิม โดยใช้เวลาช่วงที่เจ้าตัวเล็กนอนเป็นนาทีทองของพี่คนโต เขาจะถูกกอดรัดฟัดเหวี่ยง ถูกหอม ถูกบอกรักนับครั้งไม่ถ้วนเหมือนเดิม

ผมพยายามบอกเจ้าพี่ชายคนโตว่า “น้องยังตัวเล็ก ทำอะไรยังไม่ได้ เดินไม่ได้ พูดไม่ได้ ลูกเป็นพี่ต้องคอยสอนน้อง ดูแลน้องแทนพ่อแม่นะครับ รักน้องเยอะๆนะครับ...”

ตอนอาบน้ำน้องเบบี๊ ผมก็ให้พี่ชายตัวน้อยช่วยเช็ดตัว ช่วยถูตัวให้น้อง ฯลฯ

ทุกครั้งก่อนนอน ผมจะให้พี่ชายคนโตหอมแก้มน้องชายคนเล็กแล้วพูดว่า “พี่รักน้องนะครับ” แล้วตอบเขาแทนน้องว่า “น้องก็รักพี่เหมือนกันนะครับ”

หลังจากนั้นผมกับคู่ชีวิตจะกอดและหอมลูกทั้งสอง บอกพวกเขาว่า “พ่อแม่รักลูกมากนะครับ พ่อแม่ภูมิใจที่พี่น้องรักกัน ช่วยเหลือดูแลกัน”

เวลาผ่านเลยไป จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ตอนนี้เจ้าแสบเล็กอายุ 2 ขวบเศษ กำลังอยู่ในช่วงวัยต่อต้าน ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ส่วนเจ้าลิงคนโตอายุเหยียบ 5 ขวบ

สิ่งที่ผมสังเกตได้อย่างเด่นชัดคือ พี่ชายคนโตรักและห่วงน้องชายมาก แม้ว่าบางครั้งจะมีอาการหมั่นไส้ อยากแกล้งน้องบ้าง แต่ก็ไม่หนักหนามากนัก แค่อยากแหย่น้องเล่นๆเท่านั้น

แต่เวลาที่เขาเล่นของเล่นอยู่แล้วโดนน้องแย่ง เจ้าพี่ชายมักจะยอมน้องแต่โดยดี บางทียอมน้องไปก็บ่นไป หรือถ้าโดนน้องหยิก น้องกัด เจ้าพี่ชายก็จะร้องไห้อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ทำร้ายน้องกลับ

อย่างเมื่อหลายเดือนก่อน น้องชายตัวแสบเรียกพี่ชายให้ไปเล่นด้วย แต่พี่ชายยังเพลินกับกิจกรรมอื่นอยู่ น้องชายเลยถือเอากระป๋องขนมไปเคาะโดนหัวของพี่ ปรากฏว่างานนั้น พี่หัวแตกต้องเย็บไป 2 เข็ม

คืนนั้น พี่ชายได้แต่บ่นกับแม่ของเขาว่า “แม่...สายน้ำรักน้องสายเมฆ แล้วทำไมน้องยังมาทำพี่หัวแตก”

แม่ได้แต่บอกลูกคนโตว่า “ลูก...น้องยังเล็กอยู่ค่ะ ไม่รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ คราวนี้ น้องทำผิด พ่อกับแม่ทำโทษน้องไปแล้วนะคะ น้องก็ขอโทษลูกแล้ว ให้อภัยน้องนะคะ...”

นอกจากเรื่องรักน้อง ยอมอ่อนข้อให้น้องแล้ว สิ่งที่ปรากฏชัดอีกอย่างคือการดูแล ห่วงใยน้อง

วันก่อน ระหว่างวิ่งเล่นในสวนสาธารณะกับน้องชาย เจ้าแสบคนเล็กนึกอยากดูปลาในสระน้ำก็วิ่งปร๋อไปทันที ยังไม่ทันที่ผมจะตะโกนห้าม เจ้าพี่คนโตวิ่งกระโดดคว้าคอเสื้อน้องแล้วล็อคกอดห้ามน้องไม่ให้ไป พลางตะโกนบอกผมทันที แม้จะถูกน้องชายตัวร้ายกัดมือก็ไม่ยอมปล่อย จนผมวิ่งไปถึงตัวน้องนั่นแหละ พี่คนเก่งถึงได้ร้องไห้โฮด้วยความเจ็บ

งานนี้พี่ชายคนเก่งได้ ไอติมเป็นรางวัล ส่วนน้องชายวัยต่อต้านถูกทำโทษ แถมยังอดไอติมของโปรด

สำหรับครอบครัวผม คาถา “พี่รักน้องนะ” ช่วยลดพฤติกรรมอิจฉาน้องของพี่ได้ผลครับ

แต่คาถา “น้องรักพี่เหมือนกัน” นี่ยังเป็นปัญหาอยู่ คงต้องรอการพิสูจน์


.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 51 เดือน มีนาคม 2552




 

Create Date : 05 มีนาคม 2552    
Last Update : 5 มีนาคม 2552 23:02:35 น.
Counter : 370 Pageviews.  

เหตุเกิดที่สนามเด็กเล่น

ช่วงบ่ายวันหนึ่ง ผมปลอดภาระจากงานประจำ จึงอาสาไปรับลูกที่โรงเรียนอนุบาลพร้อมหญิงสาวคู่ชีวิต พวกเราไปถึงก่อนเจ้าทโมนน้อยเลิกเรียนเล็กน้อย

แน่นอนครับว่า ช่วงเวลานั้นมีพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนวัยอนุบาลหลายสิบคนมานั่ง หรือยืนรอลูกหลานตามสถานที่ต่างๆรอบโรงเรียน

ทันทีที่สัญญาณเลิกเรียนดังขึ้น เด็กๆทยอยออกจากห้องมาหาพ่อแม่ ผู้ปกครอง เสียงสงบรอบรั้วโรงเรียนพลันแปรเปลี่ยนไป เสียงเด็กหัวเราะ ตะโกนร้องเล่นไปมาดังไปทั่ว โดยเฉพาะบริเวณสนามเด็กเล่นของโรงเรียน ดูจะเป็นจุดศูนย์กลางของเสียงแห่งความสุข

เหล่าเด็กน้อยวัยซนวิ่งเล่น ไถลม้าลื่น แกว่งไกวชิงช้า ปีนป่ายบ้านจำลอง ฯลฯ

เจ้าลิงน้อยของผมเมื่อออกจากห้องเรียน เห็นคุณแม่ของเขากำลังพูดคุยกับผองเพื่อน...แก๊งค์คุณแม่เด็กอนุบาล จึงรีบเดินตรงมาหาผมเพื่อขอไปเล่นในสนามเด็กเล่นก่อนกลับบ้าน

สิ้นเสียงอนุญาตของผม เจ้าตัวเล็กวิ่งปร๋อไปปีนป่าย ลื่นไถลเครื่องเล่นตามประสาเด็ก ผมได้แต่เดินตามและยืนเฝ้าดูอยู่ห่างๆ ปล่อยให้เขาได้สนุกสนานกับเครื่องเล่นนานาชนิด

ระหว่างมองลูกเล่นอยู่นั้น ห่างออกไปไม่ไกลจากตัวเขา ผมเห็นเด็กอนุบาลร่างผอมเกร็งคนหนึ่งกำลังละล้าละลังตัดสินใจว่าจะลื่นไถลลงจากม้าลื่นดีหรือไม่ แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจก็มีเด็กอนุบาลร่างท้วมอีกคนมาผลักให้เด็กคนแรกถอยขยับตัวออกไป เพื่อเขาจะได้ไถลลงไปจากม้าลื่นก่อน

เมื่อเด็กตัวใหญ่ไหลตัวลงมาบนพื้นแล้ว ผมเห็นชายหนุ่มวัยสี่สิบเศษคนหนึ่งวิ่งตรงมาจับแขนเด็กพร้อมโวยวาย ตะคอกด้วยเสียงดัง น่ากลัว

“ทำไมต้องมาผลักคนอื่น แกไม่มีใครสั่งสอนหรือไง” พูดพลางเอื้อมมือไปตบศีรษะเด็ก 1 ที เด็กคนนั้นร้องไห้โฮ

ในตอนแรกผมเข้าใจเอาเองว่า ชายคนนี้คงเป็นพ่อเด็ก เขาคงต้องการสอนลูกไม่ให้แย่ง หรือแซงคิวคนอื่น

แต่ปรากฏว่าผมคิดผิดครับ !?!

เพราะไม่ทันไร มีชายวัยเกษียณคนหนึ่ง เดินตรงมาหาชายหนุ่ม พร้อมทั้งพูดขึ้นมาว่า “คุณมาตบหัวหลานผมทำไม คุณทำอย่างนี้กับเด็กได้ไง ทำไมไม่พูดกันดีๆ...”

ชายหนุ่มโต้ตอบด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียว เสียงลั่นสนามเด็กเล่น

“หลานคุณมาผลักลูกผมก่อนทำไมละ คุณทำไมไม่สอนหลานคุณ บอกอย่ามายุ่งกับคนอื่น ถ้ามันไม่ยุ่งกับลูกผม ผมก็ไม่ยุ่งกับมัน...”

“แต่คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาตบตีลูกหลานคนอื่น” ชายสูงวัยแย้ง

“ทำไมจะไม่มีสิทธิ์ มันทำลูกผมก่อน ผมก็ทำมันกลับ มีอะไรไหม หือ... แน่จริงคุณมาตบหัวผมคืนสิ...เข้ามาสิ...” ชายหนุ่มพูดพล่าม ท้าทาย โวกเวกโวยวายด้วยอารมณ์โกรธกริ้ว

พ่อแม่ผู้ปกครองบริเวณสนามเด็กเล่น ต่างหันมามองคู่ขัดแย้งทั้งสอง

หลังจากปล่อยให้ชายหนุ่มเลือดเดือด ระเบิดอารมณ์อยู่สักพัก ชายชราควักผ้าเช็ดหน้าของตนขึ้นมาเช็ดน้ำมูก น้ำตาให้หลาน ก่อนจูงมือกันเดินแยกออกจากสนามเด็กเล่น ปล่อยให้หนุ่มอารมณ์ร้อนโวยวายอยู่คนเดียว

หลังเหตุการณ์อันน่าตกตะลึง ผมและผู้ปกครองอีกหลายคนรีบเรียกลูกหลานให้กลับบ้าน ด้วยหวั่นว่าพวกเขาอาจไปโดนตัวคุณชายน้อยร่างผอมบางคนนั้น อันเป็นเหตุให้คุณพ่ออารมณ์ร้ายคลั่งขึ้นมาได้อีก

ระหว่างทางกลับบ้าน สาวข้างกายผมเล่าให้ฟังว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มผู้นี้ระเบิดอารมณ์โกรธใส่เด็กคนอื่น เขาเคยเดินตรงเข้าไปยืนตะคอกด่าเด็กในห้องเรียนลูกชาย ด้วยสาเหตุว่าเด็กคนนั้นไปแย่งดินสอสีของลูกเขามาแล้ว งานนั้นทำเอาคุณครูประจำชั้นและพี่เลี้ยง ซึ่งกำลังยืนสอนอยู่ในห้องต่างงงกันหมด

ครับ...ผมอดนึกต่อไม่ได้ว่า หากชายสูงวัยผู้นี้ไม่ยอมเดินจากไปเงียบๆ แต่จะเอาเรื่องกับชายหนุ่มให้ถึงที่สุดบ้าง อะไรจะเกิดขึ้นครับ

หรือถ้าเปลี่ยนเป็นผม ประสบกับเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน จะสามารถดึงสติ ควบคุมอารมณ์ไม่ให้โต้ตอบ หรือโมโหโกธาตามไปกับหนุ่มคนนี้ได้หรือไม่

แน่นอนว่าเรื่องเล็กๆแค่เด็กผลักกัน กระทบกระทั่ง แย่งของเล่น หรือทะเลาะกันตามวัยซุกซน อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ เป็นชนวนความขัดแย้งรุนแรงของผู้ใหญ่ตามมาได้

เข้าทำนอง “น้ำผึ้งหยดเดียว”

อันที่จริง เมื่อหลายเดือนก่อน ผมได้เขียนเรื่อง “เมื่อลูกถูกรังแก” ในกรอบคอลัมน์นี้มาแล้ว ด้วยหวังจะสะท้อนภาพการใช้ความรุนแรงระหว่างเด็กด้วยกันในโรงเรียน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์เกิดขึ้นบ่อยในสังคม และไม่ใช่เกิดเฉพาะกับเด็กโตหรือวัยรุ่นเท่านั้น แม้แต่เด็กอนุบาลยังมิอาจหลบรอดจากปัญหาดังกล่าว

ในบทความชิ้นนั้น ผมยังพูดถึงทางแก้ปัญหาหากเราพบเห็นหรือรับรู้ว่าลูกหลานถูกเพื่อนรังแกว่า ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องควบคุมสติให้มั่น แล้วค่อยๆหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกับลูก

แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นในสนามเด็กเล่นคราวนี้ สะท้อนให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า ถ้าคนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองไม่สามารถคุมสติในการแก้ปัญหาความขัดแย้งของลูก ปัญหาต่อเนื่องย่อมตามมา

ใช่ครับ เรื่องของการรักลูกหลานไม่ใช่สิ่งผิด แต่ถ้าเราปกป้องพิทักษ์ลูกหลานจนเกินไป บางทีผลลัพธ์อาจจะไม่ใช่สิ่งพึงประสงค์ก็ได้ เนื่องเพราะเด็กไม่สามารถเรียนรู้กับการจัดการปัญหาด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน ไม่รู้ว่าจะเผชิญกับความขัดแย้งอย่างไรดี

เด็กเหล่านี้ในอนาคตอาจกลายเป็นคนอ่อน ปวกเปียก ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เพราะแทบทุกอย่างมีพ่อแม่ทำให้หมด

หรือในด้านกลับกันเด็กน้อยอาจกลายเป็นคนก้าวร้าว เลือกใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา เฉกเช่นเดียวกับพ่อของเขา

เราอยากให้ลูกหลานเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นนี้หรือ ?

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 50 เดือน กุมภาพันธ์ 2552




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2552 6:05:50 น.
Counter : 279 Pageviews.  

วันที่พ่อ...หายไป

เมื่อไม่นานมานี้ ผมกับสาวข้างกายพาลูกชายทั้งสองไปขี่จักรยานเล่นในสวนรถไฟ...หนึ่งในสวนสาธารณะใหญ่กลางเมืองหลวง หลังจากปั่นพาหนะคู่ชีพไปมาจนเหนื่อยอ่อน เจ้าแสบคนพี่ขอไปเล่นม้าลื่นในสนามเด็กเล่น แน่นอนครับว่า เจ้าแสบผู้น้องย่อมต้องขอตามพี่ชายไปด้วย

ระหว่างเฝ้าดูลิงทโมนทั้งคู่ปีนป่าย ลื่นไถเครื่องเล่นเด็กไปมาอยู่นั้น มีเด็กชายตัวน้อยๆวัยขวบเศษ เดินเต๊าะแตะตรงมาหาผม พร้อมส่งเสียงอ้อแอ้ เมื่อเดินมาถึงตัว เจ้าตัวเล็กใช้มือดึงขากางเกงของผมเหมือนกับขอให้อุ้ม

ทันใดนั้น คุณแม่ของเด็กรีบวิ่งเข้ามาขอโทษ ขอโพยผมยกใหญ่ เธอบอกว่า

“...ต้องขอโทษด้วยนะคะ คือพ่อของเด็กแกเพิ่งเสียไปไม่นาน พอเห็นผู้ชายคล้ายพ่อเข้าหน่อย คงคิดว่าเป็นพ่อ เลยอยากให้อุ้ม...”

แม้ว่าหญิงผู้เป็นแม่จะพูดด้วยน้ำเสียงปกติ สีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แฝงอารมณ์เศร้ารันทดประการใด แต่เชื่อไหมครับว่า ผมเหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างสะอื้นจุกอยู่ในอก รู้สึกสงสารเด็กคนนี้อย่างจับใจ

“โถ...ตัวแค่นี้กำพร้าพ่อเสียแล้ว”

........................................................................

ก่อนถึงวันพ่อไม่กี่วัน ผมมีโอกาสพูดคุยถามไถ่เรื่องลูกกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เธอเล่าให้ฟังว่า ลูกตื่นเต้น ดีใจที่โรงเรียนจัดงานกิจกรรมวันพ่อ เพราะในวันนั้นคุณพ่อของเขาจะแต่งตัวสุดหล่อไปรับไหว้ รับพวงมาลัยจากลูก

“...ลูกดีใจ อยากมีส่วนร่วมกับกิจกรรมวันพ่อ แต่เจ้าหลานของหนูสิคะ เธอเอาแต่ร้องไห้ เพราะตลอดช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ห้องของเด็กๆเรียนแต่เรื่องพระคุณพ่อ คุณครูสอนว่าพ่อมีบุญคุณอย่างไร แถมมีกิจกรรมให้เด็กๆทำการ์ดวันพ่อ วาดรูปพ่อ ฯลฯ...”

“...อ้าว แล้วมันไม่ดีหรือ ทำไมหลานถึงต้องร้องไห้ด้วยละ...” ผมสงสัย

เพื่อนร่วมงานของผมเฉลยว่า พ่อของหลานวัยอนุบาลคนนี้หย่าขาดกับพี่สาวเธอ ตั้งแต่หลานเพิ่งคลอดได้ไม่นาน เหตุเพราะฝ่ายชายเป็นคนเจ้าชู้ ไปมีผู้หญิงคนใหม่ เลยทิ้งภรรยาให้ตั้งท้อง...คลอด...และเลี้ยงลูกแต่เพียงลำพัง

“...พี่สาวหนูเลยสอนลูกว่า พ่อเขาไม่อยู่แล้ว ไปสวรรค์แล้ว แต่หลานหนูชอบบอกว่าอยากไปเยี่ยมพ่อที่สวรรค์ อยากไปเจอพ่อ อย่างเมื่อคืนก็ร้องไห้ใหญ่ เพราะคุณครูให้ระบายสีทำการ์ดให้คุณพ่อหลานบอกกับคุณตาว่า ไม่รู้จะทำการ์ดให้พ่อได้อย่างไร เพราะพ่อไม่อยู่ คุณตาเลยบอกทำให้แกแทนพ่อก็ได้...”

ผมได้ยินเรื่องนี้ถึงกับอึ้ง ไม่เคยคิดเลยครับว่าการเรียนการสอนให้ลูกรักพ่อ รู้จักบุญคุณพ่อ เนื่องในเทศกาลวันพ่อจะไปทำร้ายความรู้สึกของเด็กตัวน้อยๆบางคนซึ่งไร้พ่อ

เด็กขาดพ่อกลุ่มนี้คงสะเทือนใจทุกครั้งเมื่อถึงเทศกาลวันพ่อสินะ เพราะในช่วงเวลาเช่นนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหน สื่อสารพัดอย่างต่างโหมประโคมแต่เรื่องให้รักพ่อ

เด็กเหล่านี้คงมีคำถามว่า “แล้วพ่อหนูอยู่ไหน”

........................................................................

“…ช่วงเช้าวันที่ 3 ธ.ค. ทำตัวให้ว่างด้วยนะ โรงเรียนของลูกจัดกิจกรรมวันพ่อ คุณครูให้พ่อไปร่วมงานด้วย...” คู่ชีวิตของผมแจ้งข่าวให้ทราบล่วงหน้า ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเคลียงานประจำทุกอย่าง เพื่อเข้าร่วมงานสำคัญของลูก

งานวันพ่อปีนี้ โรงเรียนของเจ้าลิงน้อยจัดขึ้นในโรงยิมเนเซียม โดยให้เด็กอนุบาลแต่ละชั้นปีทยอยกันเดินมากราบคุณพ่อซึ่งนั่งอยู่หน้าเวที พร้อมมอบพวงมาลัยให้พ่อ เพื่อแสดงออกถึงความรักและความกตัญญูของลูก

เด็กอนุบาลตัวน้อยๆเมื่อเดินเข้ามาในโรงยิมเนเซียมต่างชะเง้อมองหาพ่อของตนเอง เมื่อเห็นพ่อก็ยิ้มดีใจ แต่บางคนมองหาไม่เจอพ่อก็เริ่มงอแง

บางครอบครัวดีหน่อยมีแม่มาแทนพ่อ อันนี้ยังพอกล้อมแกล้มครับ แต่สำหรับเด็กที่ไม่มีพ่อแม่มาร่วมงานเลยนี่สิ...น่าสงสาร ต้องไหว้วานฝากให้กราบพ่อของเพื่อนแทนพ่อของตนเอง

แต่มีเด็กน้อยอยู่คนหนึ่ง พ่อแม่คงติดธุระไม่ว่างมาร่วมงาน เมื่อเห็นเพื่อนๆมีพ่อให้กราบไหว้ แต่ตนเองไม่มีก็ร้องไห้เสียใจลั่นโรงยิมเนเซียม

สาวข้างกายผมเห็นเช่นนั้น ถึงกับพูดด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า “…ไม่อยากให้มีการจัดงานแบบนี้เลย ไม่รู้ว่าเด็กที่พ่อแม่ไม่ว่างมาร่วมงานเขาจะมีปมในใจอย่างไรต่อไป เขาจะคิดว่าพ่อแม่ไม่รักเขาหรือเปล่า หรือคนที่ไม่มีพ่อจะรู้สึกอย่างไร มันเหมือนไปตอกย้ำ สร้างความเสียใจให้กับเด็ก...นี่ดีว่าวันนี้เธอมาร่วมงานนะ ถ้าเธอไม่มาฉันคงร้องไห้ออกมาแน่เลย”

........................................................................

เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ผมบอกกับตนเองว่า ถ้าไม่อยากให้ลูกและครอบครัวต้องเสียใจกับการจากไปก่อนวัยอันควร ผมต้องหันมาดูแลสุขภาพให้มากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยปละตนเองให้เพลิดเพลินไปกับความคุ้นชินทั้งเรื่องการบริโภคอาหารและการใช้ชีวิต

หลังงานวันพ่อ ผมไม่รีรอในการเข้าโรงพยาบาลตรวจสุขภาพ เริ่มมาตรการควบคุมการทานอาหาร และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอขึ้น

ผมเริ่มลด...ละ...เลิกความเสี่ยงในการใช้ชีวิตด้านต่างๆ แม้แต่ความเสี่ยงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสามี ภรรยา

เพราะผมไม่ต้องการให้ลูกร้องไห้หาผมในเทศกาลวันพ่อ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 49 เดือน มกราคม 2552




 

Create Date : 03 มกราคม 2552    
Last Update : 3 มกราคม 2552 17:04:24 น.
Counter : 382 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.