Group Blog
 
All Blogs
 

ความกลัวของคุณพ่อ

เมื่อฉบับที่แล้วผมเขียนถึงความในใจของว่าที่คุณพ่อบางคน ผู้ซึ่งอยู่ในภาวะสับสนกับสถานภาพใหม่ ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะวางตัวกับบทบาทใหม่อย่างไรดี ทำให้ฝ่ายว่าที่คุณแม่เกิดอาการเครียด บางคนคิดเลยเถิดไปว่าสามีกำลังจะนอกใจไปมีกิ๊กสาวสวย หรือกำลังเบื่อฝ่ายภรรยาอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีระจากการตั้งครรภ์

มาฉบับนี้ ผมขอถอดใจแมนๆของว่าที่คุณพ่อทั้งหลายมากางแบให้คุณผู้หญิงเห็นกันจะๆอีกสักตอนนะครับ คราวนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องความกลัวเกี่ยวกับการคลอดลูกของว่าที่คุณพ่อจำนวนหนึ่ง

ครับ...แม้ว่าจะไม่ต้องผจญกับความเจ็บปวด หรือเสี่ยงต่ออันตรายจากการคลอดบุตรเหมือนฝ่ายหญิง แต่ผู้ชายเราจำนวนไม่น้อยเครียดและกลัวต่อการคลอดบุตรของภรรยาเหมือนกันนะครับ บางคนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ หงุดหงิด พาลเกเรไปทั่ว บางคนเครียดจนทำให้งานการที่ทำอยู่ผิดพลาด

แต่เรื่องพวกนี้ ผู้ชายมักจะไม่เอ่ยปากระบายให้คุณผู้หญิงฟังหรอกครับ...แบ่บว่า...มันเสียเชิง

ในนิตยสาร Pregnancy & Birth ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ขายดีอันดับหนึ่งของประเทศออสเตรเลียจัดลำดับความกลัวการคลอดของฝ่ายชายไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

สิ่งที่หนุ่มออสซี่กลัวมากเป็นอันดับแรกคือ กลัวการเผชิญกับความเจ็บปวดของภรรยาในวันคลอด เพราะเสียงร้องของเธอเหมือนตราบาปตอกย้ำว่าเป็นความผิดของฝ่ายชายที่ทำให้เธอต้องเจ็บปวด

ความกลัวอันดับต่อมาคือ กลัวว่าจะไม่สามารถทนอยู่ในห้องคลอดอย่างปกติ หลายคนกลัวจะเป็นลมไปก่อนที่จะเห็นลูก อันเนื่องมาจากทนเห็นเลือดของภรรยาไม่ได้ บางคนกลัวถึงขนาดไม่กล้าดูวีดีโอเกี่ยวกับการคลอดบุตรที่ตามโรงพยาบาลฉายให้พ่อแม่ดูกันในวันอบรมพ่อแม่มือใหม่

ความกลัวอันดับสามคือ กลัวเห็นการเบ่งคลอดของศรีภรรยา ซึ่งทำให้คนกลุ่มนี้กังวลใจเกี่ยวกับเซ็กส์หลังการคลอดว่าจะปกติเหมือนเดิมหรือไม่

ส่วนความกลัวอันดับสุดท้ายคือ การกังวลว่าการคลอดจะทำให้ลูกและเมียเกิดอันตราย

ความกลัวของหนุ่มออสซี่เหล่านี้ จะว่าไปก็คล้ายกับความกลัวในใจของหนุ่มไทยอีกหลายๆคน แต่เพื่อให้ชัวย์ ผมลองเอาคำถามว่า “คุณกลัวหรือวิตกอะไรบ้างในวันคลอดของภรรยา” ไปถามคุณพ่อจำนวนหนึ่ง ได้คำตอบที่น่าสนใจ

อย่างคุณเดี่ยว คุณพ่อสถาปนิกวัย 27 บอกว่า...

“ผมกลัวว่าลูกจะไม่สมประกอบ กลัวว่าเมียจะเป็นอันตรายไหม โธ่...ไม่รู้เป็นอะไร ก่อนวันคลอดสักสองสามเดือนผมดันไปดูหนังเรื่องนางนาก เลยวิตกจริตไปใหญ่ กลัวว่าเมียจะตายท้องกลมแบบนางนาก ยอมรับว่าเครียดและกลัวมาก แต่ไม่กล้าบอกเมีย เดี๋ยวเมียจะเครียดไปด้วย”

คุณปานเทพ พ่อลูกสองวัย 32 เล่าว่า “สิ่งที่ผมกลัวคือ กลัวเมียคลอดลูกกลางทาง การจราจรในกรุงเทพฯยิ่งติดๆอยู่ ผมเลยกลัวว่าจะพาเมียไปไม่ถึงโรงพยาบาลต้องทำคลอดกลางถนน”

ด้านคุณปรัชญา พ่อค้าก๋วยเตี๋ยววัย 37 ยอมรับว่า “ผมกลัวเป็นลมในห้องคลอดครับ เพราะผมกลัวเลือด เห็นเลือดมากๆแล้วใจมันหวิวๆพาลจะเป็นเป็นลม”
ฯลฯ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยที่สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลใจ และความกลัวของชายหนุ่มผู้ได้ชื่อว่าพ่อ

แล้วเราจะจัดการกับความกลัวเหล่านี้ได้อย่างไรละครับ

สำหรับความกลัวเกี่ยวกับอันตรายของภรรยาและบุตร สิ่งที่จะช่วยลดทอนความวิตกกังวลคือ ความรู้เกี่ยวกับการคลอด ทั้งเรื่องขั้นตอนของการคลอด รวมถึงความเสี่ยงต่างๆที่จะเกิดขึ้นในระหว่างคลอด

องค์ความรู้เหล่านี้เราสามารถศึกษาได้จากอินเตอร์เนท หรือจากหนังสือ นิตยสารต่างๆเกี่ยวกับการคลอดบุตร หรืออาจจะสอบถามรายละเอียดจากคุณหมอผู้ดูแลครรภ์ รวมทั้งศึกษาด้วยการเข้าคอร์สอบรมเกี่ยวกับการคลอดตามโรงพยาบาลชั้นนำต่างๆ

ส่วนเรื่องการกลัวว่าลูกจะคลอดกลางทางก่อนไปถึงโรงพยาบาลนั้น ทางที่ดีพอใกล้วันกำหนดคลอด ว่าที่คุณพ่อควรศึกษาเส้นทางการเดินทางจากบ้านพักไปโรงพยาบาลให้ดีว่าจะต้องใช้เส้นทางไหนถึงจะรวดเร็วที่สุด อีกทั้งควรมีหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินเผื่อโทรศัพท์ขอเส้นทางพิเศษ

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ต้องวิตกจนเกินเหตุนะครับ เพราะโดยปกติแล้ว ท้องแรกของคุณแม่จะใช้เวลาในการคลอดยาวนาน บางคนเจ็บท้องข้ามวันข้ามคืนยังไม่คลอดเลยก็มีนะครับ

เพราะฉะนั้น ว่าที่คุณพ่อทั้งหลายจำไว้นะครับว่า ไม่ต้องตื่นเต้น ร้อนรนไป เจ็บท้องคลอดไม่ใช่ว่าเจ็บปุ๊บ ลูกไหลปั๊บทันที

สำหรับคนที่กลัวเลือด กลัวหมดสติในห้องคลอดจนเป็นภาระของหมอและพยาบาล คงต้องตัดสินใจเองละครับว่า จะอยู่หน้าห้องคลอด เดินวนไปเวียนมาเหมือนหนูติดจั่น หรือจะเข้าไปอยู่ในห้องคลอดเป็นเพื่อนภรรยา

ถ้าคุณเลือกอย่างหลัง วิธีที่พอจะช่วยได้คือ พยายามไปทัวร์ห้องคลอดล่วงหน้า เพื่อให้รับรู้ถึงบรรยากาศของห้องคลอดจริงว่าเป็นอย่างไรก่อน นอกจากนั้นอาจจะลองดูวีดีโอการคลอดบุตร โดยพยายามดูทีละนิดทีละหน่อย เพื่อให้คุ้นชินกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นจริงในห้องคลอด

แต่ผมเชื่อแน่ว่า พอถึงวันจริง ดีไม่ดีว่าที่คุณพ่อทั้งหลายอาจจะตื่นเต้นดีใจ และลุ้นจนลืมความกลัวไปก็ได้นะครับ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 23 เดือน พฤศจิกายน 2549







 

Create Date : 20 มกราคม 2551    
Last Update : 20 มกราคม 2551 10:39:21 น.  

ใช่ว่าไม่รัก

หลายเดือนก่อน ผมไปงานเลี้ยงเพื่อนร่วมรุ่นมหาวิทยาลัย ได้พบปะกับมิตรสหายที่ไม่ได้เจอหน้ากันนับสิบปี หลังจากไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันแล้ว เพื่อนหลายคนที่มีครอบครัว เริ่มหยิบรูปลูกมาอวดโชว์กัน

ผมคิดว่า มันคงกลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วกระมัง ที่พ่อแม่ชนชั้นกลางรุ่นใหม่จะต้องพกพารูปน่ารัก น่าชังของเจ้าตัวเล็กหรือเจ้าแสบน้อยติดตัวเอาไว้ จะเป็นรูปเล็กจิ๋วใส่ไว้ในกระเป๋าเงินอย่างของผม หรือจะเป็นไฟล์ภาพในโทรศัพท์มือถือสุดหรูเหมือนของเพื่อนผมก็แล้วแต่อัตภาพและรสนิยม

ระหว่างชื่นชมภาพน่ารักๆอยู่นั้น สาวเอ...เพื่อนผู้เพิ่งจะประกาศข่าวดีว่าเธอกำลังท้องได้ 2 เดือนถามโพล่งขึ้นกลางวงว่า

“ถามหน่อยเหอะ...จริงๆแล้วผู้ชายรู้สึกอย่างไรตอนรู้ว่ามีลูก....”

เจอคำถามนี้ บรรดาหนุ่มๆผู้สวมสถานะคุณพ่อต่างอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะทบทวนถึงความรู้สึกในอดีต...

ผมตอบคำถามของเอเป็นคนแรกว่า ผมดีใจ ตื่นเต้นมากที่จะได้เป็นพ่อ จำได้ว่าทันทีที่เห็นผลการทดสอบของแผ่นตรวจการตั้งครรภ์แสดงผลเป็นบวก น้ำตาลูกผู้ชายมันเออไหลด้วยความปิติยินดียิ่ง แต่ท่ามกลางความสุขอีกวูบหนึ่งของสำนึกคือ ภาระความรับผิดชอบที่มากขึ้น

จะว่าไป เพียงวูบแรกที่รู้ว่าเป็นพ่อ ผมเหมือนเดินข้ามเส้นเข้าสู่อีกโลกหนึ่งที่หนักอึ้งด้วยภาระ ความรับผิดชอบต่อเจ้าตัวน้อยๆที่ค่อยๆเติบใหญ่ในครรภ์ของหญิงสาวอันเป็นที่รัก

เด็กที่จะเรียกผมว่าพ่อในอนาคตจะมีชีวิตอย่างไร จะมีอนาคตแบบไหน จะมีความประพฤติเช่นใด ล้วนเป็นผลจากการบ่มเพาะเลี้ยงดูของคนเป็นพ่อแม่อย่างปฏิเสธไม่ได้

เพื่อนผู้ชายอีกหลายคนล้วนให้คำตอบไม่แตกต่างไปจากผมว่า พวกเขาล้วนดีใจ สุขใจที่ได้เป็นพ่อคน แต่ขณะเดียวกันก็หนักใจ กังวลใจอยู่ลึกๆเหมืนกันว่าจะเป็นพ่อที่ดีได้หรือไม่

หลังจากฟังเพื่อนๆบอกเล่าถ่ายทอดความรู้สึกแล้ว สาวเอ พูดเปรยขึ้นว่า....”น่าอิจฉา แฟนพวกเธอจัง”

“อ้าว ทำไมละ” เพื่อนทุกคนต่างถามด้วยความแปลกใจ

เอเล่าให้เพื่อนทุกคนฟังว่า สามีของเธอไม่เห็นจะตื่นเต้นดีใจกับการเป็นพ่อเหมือนคนอื่น ทั้งที่สามีเธอเป็นฝ่ายรบเร้าให้เธอไปทำกิ๊ฟ หลังจากพยายามมีลูกด้วยวิถีทางธรรมชาติแต่ไร้ผลมาหลายปี

“คิดดูสิ...เราเจ็บเนื้อเจ็บตัว ทรมานแค่ไหนกับการทำกิ๊ฟ กว่าจะได้ลูก เครียดก็เครียด แต่แฟนเรากลับไม่ค่อยสนใจใยดีอะไร เขาทำตัวห่างเหิน...ไม่เหมือนเดิม เชื่อไหม บางครั้งปล่อยให้เราไปหาหมอตรวจครรภ์คนเดียว เราเลยอยากรู้ว่า ผู้ชายเป็นอย่างไรตอนรู้ว่าเป็นพ่อคน” เอระบายความรู้สึกอึดอัดที่ฝังแน่นภายในใจ

ความคับข้องใจในกรณีของเอจะว่าไปคงคล้ายกับว่าที่คุณแม่อีกไม่น้อยที่หงุดหงิด ไม่เข้าใจ ไม่พอใจกับพฤติกรรมของสามี

แต่ช้าก่อน...ว่าที่คุณแม่ทั้งหลาย สิ่งที่กังวลใจว่า สามีกำลังจะนอกใจ หรือกำลังจะเบื่อคุณ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางสรีระอันเนื่องมาจากการตั้งครรภ์นั้น บางทีอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ได้นะครับ

Jack O’Sullivan นักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาครอบครัวคนหนึ่งของออสเตรเลีย ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า ผู้ชายบางคนเมื่อต้องเปลี่ยนสถานะเป็นคุณพ่อจะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรดี บางคนกลัว...เป็นห่วงทั้งแม่และลูกในท้อง บางคนจะรู้สึกว่าถูกกีดกันจากภรรยา ทำให้ไม่มีส่วนร่วมในช่วงการตั้งครรภ์

“ผู้ชายจำนวนไม่น้อยรู้สึกผิดที่เป็นสาเหตุทำให้ภรรยาต้องท้อง ต้องเจ็บปวด ไม่สบาย ยิ่งถ้าภรรยาแพ้ท้องอย่างหนัก อาเจียน คลื่นไส้ อยู่เป็นประจำ ยิ่งทำให้ผู้ชายพวกนี้ทำตัวไม่ถูก เพราะยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่ บางคนนึกโกรธ และโทษตัวเองที่ไม่สามารถแบ่งเบาความเจ็บปวดจากภรรยา บางคนพยายามจะเข้าไปช่วยภรรยาแบ่งเบาความทุกข์ ช่วยทำโน่นทำนี่ให้ แต่กลับถูกตวาด หรือถูกห้ามปราม ทำให้พวกเขาไม่มีส่วนร่วมกับการตั้งครรภ์”

Jack O’Sullivan แนะนำว่าให้ทั้งฝ่ายว่าที่คุณพ่อกับคุณแม่หันหน้าเข้าหากัน พูดคุยบอกเล่าความรู้สึกลึกๆต่อกัน

ฝ่ายหญิงเองต้องพยายามดึงให้ผู้ชายมีส่วนร่วมในการตั้งครรภ์ ฝ่ายชายเองก็ควรเรียนรู้เข้าใจว่าในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์ สภาพร่างกายและจิตใจของสาวข้างกายแปรเปลี่ยนไปในรูปลักษณ์ใด

ข้อแนะนำสำคัญที่ Jack ให้กับว่าที่คุณพ่อทั้งหลายคือ พยายามเข้าไปมีส่วนร่วมกับการตั้งครรภ์ของภรรยาตั้งแต่เริ่มต้น หมั่นพาภรรยาไปตรวจครรภ์ อยู่ร่วมในช่วงตรวจอุลตาซาวด์ และเข้าคอร์สคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ด้วยกัน

กำลังใจและการอยู่เคียงข้าง คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยพัฒนาคุณภาพของเจ้าตัวน้อยในท้องแม่

.......................................................................................................

เมื่อคืนผมเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากเอ หลังจากผมถามเอว่า แฟนของเธอยังเป็นแบบเดิมที่เธอกังวลอยู่หรือเปล่า เอหัวเราะแล้วบอกผมว่า....

“ตอนนั้น เอคงเครียด เลยคิดมาก เชื่อไหมวันที่เอไปอุลตาซาวด์ แฟนเอก็ไปด้วย พอเห็นร่างลูกดุ๊กดิ๊กไปมา แฟนเอหัวเราะใหญ่เลย ยิ่งพอเห็นชัดว่าเป็นลูกผู้ชาย เขาตะโกนลั่นอย่างกับแมนยูฯยิงประตูชัย เสียงดังจนหมอเอ็ดเอาเลย...ตอนนี้แฟนเขาโอ๋เอ เห่อลูกอย่างกะอะไรดี”

ครับ...ผมหวังว่าคุณๆที่กำลังเครียดจากพฤติกรรมของสามี คงจะหัวเราะและมีความสุขได้อย่างเอ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 22 เดือน ตุลาคม 2549




 

Create Date : 17 มกราคม 2551    
Last Update : 17 มกราคม 2551 14:08:54 น.  

เจ้าแสบน้อย

“สายน้ำครับ ตื่นเช้ามา สวัสดีพ่อ...แม่หรือยังครับ”

“ไม่สวัสดี” เจ้าตัวเล็กรีบเอามือน้อยๆซ่อนไว้ด้านหลังของเขาอย่างรวดเร็ว

“สายน้ำครับ ไม่ปาของเล่นนะลูก”

“จะปา” พอพูดจบ วายร้ายตัวน้อยปาของเล่นลงพื้นทันที

“สายน้ำครับ ไม่ดื้อสิลูก”

“จะดื้อ” ฯลฯ

ตั้งแต่ลูกชายของผมอายุย่างเข้าสองขวบ พฤติกรรมและอุปนิสัยหลายอย่างของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมเคยว่านอนสอนง่าย กลายเป็นการปฏิเสธและทำทุกอย่างตรงกันข้ามกับสิ่งที่บอก

แน่นอนครับว่า พฤติกรรมแบบเจ้าแสบน้อยเช่นนี้เรียกความหงุดหงิด และอารมณ์โมโหของพ่อแม่ รวมทั้งคนเลี้ยงดูเด็กได้ไม่ยากนัก

พ่อแม่และคนเลี้ยงเด็กหลายคนลุแก่โทสะฟาดลูกวัยขวบ...สองขวบอย่างรุนแรง เหตุเพราะลูกดื้อ ลูกซน พ่อแม่เหล่านี้คิดว่าการลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีจะสามารถหยุดยั้งความดื้อของลูกได้

แต่จากงานวิจัยหลายๆชิ้นในต่างประเทศ สรุปออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า การเฆี่ยนตีเด็กไม่สามารถหยุดยั้งหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กได้เลย

ซ้ำร้ายมันยังเป็นการก่อตราบาปให้กับลูก เพราะการตีด้วยอารมณ์โกรธเป็นการบ่มเพาะและสอนให้ลูกเข้าใจไปเองว่า การใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่กระทำได้

ดังนั้นในหลายๆประเทศ รวมทั้งออสเตรเลียถึงกับมีกฎหมายลงโทษพ่อแม่ที่เฆี่ยนตีลูกอย่างรุนแรง เพราะถือว่าเป็นการกระทำทารุณกรรมเด็ก

อืม...แล้วเราจะสอนลูกหลานตัวน้อยๆในวัยต่อต้านอย่างไรละ ถ้าไม่ใช้การเฆี่ยนตี

ผมขอหยิบยกเอาข้อมูลของศูนย์ช่วยเหลือพ่อแม่ Parent Help Line ในประเทศออสเตรเลียมาบอกเล่าเป็นแนวทางให้ปรับใช้กับเจ้าแสบน้อยของคุณๆท่านๆ

เอกสารของศูนย์ช่วยเหลือพ่อแม่ ซึ่งแจกให้กับพ่อแม่ชาวออสซี่ระบุว่า เด็กในวัยตั้งแต่ขวบถึงสามขวบเป็นช่วงที่มีความอยากเป็นตัวของตัวเองสูง รวมทั้งอยากมีอิสระทำตามใจตัวเอง

เจ้าตัวเล็กในวัยนี้จึงมักจะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง

แล้วด้วยความเป็นเด็ก ทำให้เขาไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนรอบข้าง การแสดงออกหลายๆอย่างของเจ้าวายร้อยตัวน้อยจึงมักไปกระตุ้นอารมณ์ต่อมโมโหของพ่อแม่และคนเลี้ยงดูให้คุกรุ่น หรือระเบิด

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่และคนเลี้ยงดูเด็กจะต้องพยายามควบคุมอารมณ์ตนเองให้ได้ พึงระลึกไว้อยู่เสมอว่า การที่ลูกซน...ดื้อ...ต่อต้าน...ท้าทายนั้น ลูกไม่ได้อยากจะเกเรกับคุณ เพียงแต่ลูกกำลังสับสนกับโลกกว้าง สับสนกับอารมณ์หลากหลายในตัวเอง อีกทั้งยังไม่สามารถสื่อสารถึงอารมณ์ความรู้สึกของตนเองออกมาให้กับพ่อแม่ได้อย่างชัดเจน

สำหรับวิธีช่วยเหลือเพื่อปรับพฤติกรรมของเด็กวัยต่อต้านนั้น ศูนย์ช่วยเหลือพ่อแม่แนะนำว่า

1. ก่อนอื่นจะต้องคิดล่วงหน้าว่าอุปกรณ์หรือจุดใดๆในบ้านที่อาจก่ออันตรายให้กับลูก เมื่อหาพบให้พยายามป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเอาไว้ก่อน เช่น ควรล็อคตู้เสื้อผ้า ลิ้นชัก ปิดห้องครัวให้มิดชด หรือซื้อที่ปิดเต้าไฟฟ้าทุกแห่ง

การกระทำเช่นนี้จะช่วยลดคำพูดห้ามของพ่อแม่ประเภท “อย่าทำอย่างโน้น อย่างนี้นะลูก” ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้เจ้าตัวน้อยกลายเป็นนักสำรวจภายในบ้านอย่างอิสระ ไม่ต้องถูกห้ามทำโน่น ทำนี่อีกด้วย

2. พยายามเลี่ยงการใช้คำว่า “อย่าทำ....” “ห้ามทำ....”ต่างๆกับลูก ยกเว้นว่าการกระทำเช่นนั้นจะเป็นอันตรายกับลูก เช่น พูดว่า “ลูกครับ ช่วยกันเก็บของเล่นใส่กล่องดีกว่า” แทนที่จะพูดว่า “อย่าปาของเล่นลงพื้นสิลูก”

3. พยายามให้ลูกกิน นอนอย่างเป็นเวลา เพราะถ้าลูกหิว หรือง่วงนอน เขามักจะดื้อและงอแง

4. เวลาจะให้ลูกทำกิจกรรมอะไร พยายามหาวิธีให้เขาสนุกด้วยการเปลี่ยนกิจกรรมนั้นๆให้เป็นเกมส์ หรือการแข่งขัน เช่น “พ่อว่า…พ่อใส่รองเท้าได้ไวกว่าลูกนะ ถ้าไม่เชื่อเรามาแข่งกันสิ”

5. ในช่วงที่ลูกเริ่มงอแง ให้พยายามหากิจกรรมอื่นๆที่น่าสนใจมาหลอกล่อ อาทิ การร้องเพลงโปรด หาของเล่นใหม่ๆมาเล่น

6. พยายามเสนอทางเลือกง่ายๆให้ลูกได้ตัดสินใจเอง เช่น “วันนี้ลูกจะใส่รองเท้าสีแดง หรือสีขาว” หรือ “คืนนี้ลูกจะกินส้มหรือแตงโม”

7. สอนลูกให้รู้จักการพูดสื่อสารถึงอารมณ์ ความรู้สึกของตนเอง เช่น ชอบ ไม่ชอบ เศร้า หงุดหงิด โกรธ ง่วงนอน หิว โดยอาจจะใช้เกมส์หรือหนังสือเป็นสื่อสอนลูก

8. พยายามอย่าสนใจ อย่าดุด่า เวลาลูกตัวน้อยต่อต้านด้วยคำว่า “ไม่” แต่พ่อแม่ควรจะชื่นชมเวลาลูกทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม

9. พยายามอธิบายเหตุผลง่ายๆแก่ลูก เช่น “เล่นกับแมวจะต้องระวังนะ เล่นเบาๆ ถ้าเล่นแรง เดี๋ยวมันกัดหรือข่วนเอา แล้วลูกจะเจ็บ”

10. อย่าเถียงเพื่อเอาชนะกับลูกน้อยวัยตะเต๊าะ

ครับ...นี่คือ 10 ข้อเสนอแนะในการปราบเจ้าแสบน้อย นำไปปรับใช้กับวายร้ายตัวน้อยได้ผลอย่างไรจะมาเล่าอีกครั้ง

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 21 เดือน กันยายน 2549




 

Create Date : 14 มกราคม 2551    
Last Update : 14 มกราคม 2551 13:59:48 น.  

เจ้าตัวเล็กกับโจรบ้ากาม

เชื่อไหมครับว่า ประเทศพัฒนาแล้วต่างประสบกับปัญหาการคุกคาม ทำร้าย ล่วงเกิน ข่มขืนเด็ก (child sexual assault) ไม่น้อยหน้าประเทศด้อยพัฒนาอื่นๆ

อย่างเช่นที่ประเทศออสเตรเลีย ทุกปีจะมีเด็กถูกลักพาตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 650 คน หรืออีกนัยหนึ่ง มีเด็กออสซี่ถูกล่อลวงทุกวัน วันละ1- 2 คน

เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่จะถูกลวงไปคุกคามทำร้ายทางเพศ เหยื่ออาชญากรรมทางเพศมีทั้งเด็กชาย และเด็กหญิง บางรายเป็นเพียงทารกวัยไม่ครบขวบด้วยซ้ำไป

นี่ขนาดประเทศฝรั่งมังค่า ที่เขาพร่ำโฆษณากันว่า เป็นประเทศ “พัฒนา” หรือเป็นประเทศที่คำนึงถึง “สิทธิมนุษยชน” ยังมีสถิติตัวเลขอาชญากรรมอันน่ารังเกียจมากขนาดนี้ อดคิดไม่ได้ว่าสยามประเทศเรา การข่มขืน ทำร้าย ลักพา ล่อลวงเด็กจะมีมากมายเพียงใด

จะว่าไปแล้วเรื่องการลักพา คุกคาม ทำร้าย ล่วงเกินทางเพศเด็ก สร้างความหวาดวิตกให้กับบรรดาพ่อ แม่ ผู้ปกครองชาวออสซี่มาตลอด ครั้งหนึ่งถึงกับมีผู้นำเสนอว่าควรฝังตัวไมโครชิป (microchip) ไว้ในผิวหนังของเด็ก เพื่อจะได้ติดตามรู้ตำแหน่งของลูกหลานตนเองอยู่ตลอดเวลา

แน่นอนครับว่า พลันที่มีผู้เสนอแนวทางนี้ก็มีแรงตอบโต้กลับทันทีว่า “ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็ก” เลยกลายเป็นประเด็นวิวาทะระหว่าง

“ความปลอดภัยของเด็ก” กับ “สิทธิเสรีภาพ”

ต่อมาด้วยวิวัฒนาการที่ทันสมัย บริษัทมือถือหัวใสรายหนึ่งได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ของเขา นั่นคือ มือถือบอกตำแหน่งด้วยเทคโนโลยี GPS หรือ (Global Positioning System)อันเป็นการใช้เครื่องมือการบอกตำแหน่งทางการทหารด้วยดาวเทียม ใส่ไว้ในโทรศัพท์มือถือ ลูกค้าของโทรศัพท์ชนิดนี้คือ เหล่าพ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งต้องการติดตาม รู้ตำแหน่งของลูกหลานตนเองนอกจากจะสามารถติดตามตำแหน่งของโทรศัพท์แล้ว เจ้าเครื่องนี้ยังมีปุ่มฉุกเฉินให้เด็กกดหากเจอกับภัยร้ายคุกคามอีกด้วย

แต่ไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรมาปกป้องลูกหลาน มันคงจะเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิงหากเจ้าตัวน้อยไม่ตระหนักถึงภัยร้ายที่คุกคามเขาอยู่ ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองชาวออสซี่จึงได้รับการแนะนำว่าควรจะให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการล่อลวง คุกคาม ทำร้าย ล่วงเกินทางเพศเด็กแก่ลูกหลานตนเอง

สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียนหลายแห่งในออสเตรเลียบรรจุเรื่องนี้เป็นหลักสูตรที่ต้องสอนให้เจ้าตัวเล็กรับรู้ถึงพิษภัยที่สามารถคุกคามทำร้ายพวกเขาได้ตลอดเวลา

ตรงนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เมืองไทยเรายังมองเรื่องเพศเป็นเรื่องควรปกปิด ไม่ควรให้เด็กได้รับรู้ ทำให้พ่อแม่ชาวไทยจำนวนมากละเลยการสอนหรือไม่ได้แนะนำให้ลูกหลานตนเองตระหนักถึงภัยทางเพศ

เอาละครับ ฉบับนี้ผมขอพาคุณๆไปดูกันว่า พ่อแม่ผู้ปกครองชาวออสซี่ ได้รับการแนะนำว่าควรให้การศึกษาลูกหลานในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

หน่วยงานด้านพิทักษ์ปกป้องเด็กของออสเตรเลียแนะนำว่า การคุกคาม ทำร้ายทางเพศเด็ก เกิดขึ้นได้จากบุคคลที่มีอายุแก่กว่า หรือมีขนาดของร่างกายเติบใหญ่กว่าเด็ก

นั่นหมายความว่า ไม่ใช่เฉพาะผู้ใหญ่ หรือคนสูงอายุเท่านั้นที่ก่ออาชญากรรมทางเพศเด็ก

เด็กที่มีอายุมากกว่า หรือตัวโตกว่าเหยื่อ อาจจะเป็นผู้ก่ออาชญากรรมนี้ได้เช่นกัน !

คนพวกนี้จะใช้อำนาจ ใช้พละกำลัง ใช้ความเชื่อถือ ใช้ศรัทธาของเหยื่อมาล่อลวงเด็ก

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ผู้ก่ออาชญากรรมทางเพศเด็กมักจะเป็นคนแปลกหน้า หน้าตาน่ากลัว

ทั้งที่โดยความจริงแล้ว ผู้ก่ออาชญากรรมเหล่านี้มักจะเป็นคนใกล้ชิดกับเด็ก

อาจจะเป็นคนในครอบครัว หรือเป็นครูบาอาจารย์ หรือคนสอนศาสนา ที่เด็กรักและเคารพศรัทธา หรือหากเป็นคนแปลกหน้า ก็มักจะเป็นคนที่แต่งตัวน่าเชื่อถือ สะอาด สะอ้าน ดูรักและเอ็นดูเด็ก

อาชญากรรมทางเพศเด็ก ไม่ได้หมายความแค่การข่มขืน ร่วมเพศกับเด็กเท่านั้นนะครับ หากมันยังหมายรวมถึงการกอดจูบ ลูบไล้ ล่วงเกินเด็กด้วยตัณหา ราคะ ตลอดจนการสำเร็จความใคร่ด้วยการให้เด็กใช้มือ หรือปากอีกด้วย

แล้วเราจะช่วยปกป้องเด็กได้อย่างไรละครับ ?

เขาแนะนำว่า พ่อแม่ผู้ปกครองควรสอนให้เด็กตระหนักถึงความปลอดภัยทางเพศของตนเอง เหมือนการตระหนักถึงความปลอดภัยอื่นๆ

สอนให้เจ้าตัวเล็กรู้ว่า มันไม่ถูกต้องนะ หากมีใครมาจับ หรือสัมผัส ลูบ ถู ถูกอวัยวะที่อยู่ภายใต้กางเกงใน และไม่ถูกต้องด้วยเช่นกันที่จะไปสัมผัส หรือจับต้องของสงวนของคนอื่น ไม่ว่าผู้ใหญ่ หรือเด็กที่โตกว่าคนนั้นจะยินยอม หรือเชื้อเชิญก็ตาม

พยายามให้เจ้าตัวเล็กบอกหรือเล่าให้ฟังทุกครั้งที่มีคนมาจับของสงวนของเขา รวมทั้งให้เจ้าตัวน้อยบอกด้วยหากเขามีเรื่องกังวลหรือกลัวในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้เพราะมีหลายครั้งที่ผู้ก่ออาชญากรรมทางเพศกับเด็ก ข่มขู่และบังคับให้เด็กเก็บเรื่องดังกล่าวเป็นความลับ

แล้วจะทำอย่างไรละครับ ถึงพอจะรู้บ้างว่าเด็กถูกล่วงเกิน ทำร้ายทางเพศหรือไม่

อันนี้ค่อนข้างดูยากครับ แต่มันพอจะมีสัญญาณบอกเหตุให้พอรู้ได้ อย่างแรกคือ จากการบอกเล่าของเด็ก

แม้ว่าเด็กที่ถูกทำร้าย ล่วงเกินทางเพศส่วนใหญ่จะไม่บอกให้พ่อแม่ผู้ปกครองรับทราบ แต่ถ้าเด็กเล่าให้ฟังในเรื่องที่ทำให้เชื่อมโยงได้ว่าถูกคุกคามทางเพศ พ่อแม่ผู้ปกครองควรรับฟังอย่างสงบ พยายามพูดคุยกับเจ้าตัวเล็กด้วยน้ำเสียงปกติ อย่าตะคอก หรือแสดงอารมณ์โกรธ โมโห เกรี้ยวกราดใดๆ เนื่องจากการทำเช่นนั้น จะทำให้เด็กตกใจ กลัว และไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราวใดๆอีก

ขณะเดียวกันพ่อแม่ผู้ปกครองต้องพยายามบอกให้เด็กรับรู้ว่า เชื่อในเรื่องราวที่เด็กเล่า และบอกเขาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดบาปของเขาเลย

ต่อมาคือ สังเกตจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเด็ก

เด็กที่ถูกล่วงเกินทางเพศในแต่ละรายจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป บางคนอาจจะหวาดระแวงต่อความมืด ไม่อยากไปโรงเรียน มีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือปลีกตัวอยู่ในมุมมืด หรืออาจจะดูดนิ้ว ฝันร้ายและปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ ฯลฯ

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในลักษณะนี้ แม้ว่าความจริงแล้วอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่พ่อแม่ควรสนใจ หามูลเหตุแก้ไขทั้งสิ้น

และที่สำคัญคือพิจารณาจากสัญญาณทางร่างกาย

พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้จากบาดแผล รอยช้ำ บวม บริเวณอวัยวะเพศ ก้น หรือปากของเด็ก อย่างไรก็ตามในกรณีนี้อาจจะมีเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกละเมิดทางเพศแล้วไม่พบบาดแผลใด

นี่เป็นเพียงจุดสังเกตเล็กๆน้อยเท่านั้นที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะพอทราบได้ว่าลูกหลานถูกคุกคาม ทำร้ายทางเพศหรือไม่ แต่ก่อนจะเกิดเหตุร้ายขึ้น เรามาร่วมกันให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องอาชญากรรมทางเพศแก่เจ้าตัวเล็กกันไม่ดีกว่าหรือครับ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 20 เดือน สิงหาคม 2549




 

Create Date : 12 มกราคม 2551    
Last Update : 12 มกราคม 2551 11:03:52 น.  

เมืองเด็กอ้วน

ว่ากันว่า ถ้ามีคนออสซี่ (ออสเตรเลีย) เดินผ่านหน้ามากลุ่มหนึ่ง อย่างน้อยครึ่งหนึ่งในนั้นจะเป็นคนอ้วน

คำกล่าวนี้ หาได้เกินจริงไม่ เพราะจากการศึกษาวิจัยของรัฐบาลออสเตรเลีย พบว่าประชากรของเขามีน้ำหนักเกินปกติถึงร้อยละ 60 หรือเกือบ 8 ล้านคนทีเดียวที่จัดว่าเป็นพวก “อ้วน”

ที่น่าตกใจคือ เด็กออสซี่อายุตั้งแต่ 2-17 ปี มีน้ำหนักเกินพิกัดถึงร้อยละ 23 และคาดการณ์กันว่า ตั้งแต่ปีค.ศ. 2015 ครึ่งหนึ่งของเด็กๆแห่งเดินแดนดาวน์อันเดอร์จะเป็นโรคอ้วน ซึ่งทำให้ตัวเลขของโรคเบาหวานในเด็ก และโรคเกี่ยวเนื่องกับความอ้วนพุ่งสูงตามมา

ผลวิจัยชิ้นนี้ชี้ชัดว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คนอ้วนในประเทศออสเตรเลียมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าเดิมกว่าเท่าตัว ตัวเลขนี้ส่งผลให้เมืองจิงโจ้ขึ้นอยู่แถวหน้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐอเมริกาในเรื่องประเทศที่มีพลเมืองอ้วนมากที่สุดในโลก!

ครับ แม้ว่าเมืองไทยเราจะไม่มีตัวเลขสถิติชี้ชัดว่า พลเมืองไทยมีจำนวนคนอ้วนมากน้อยแค่ไหน หรือเด็กไทยเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นเท่าใด แต่เชื่อว่าจำนวนคนอ้วนในไทยคงเพิ่มปริมาณขึ้นจากเดิมมาก

ทั้งนี้เนื่องจากการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการกินอยู่ของไทยเรา ทุกวันนี้คนเมืองในสังคมไทย และผู้คนในออสเตรเลีย หรือตามเมืองใหญ่ๆทั่วโลกต่างเดินเส้นทางเดียวกัน

นั่นคือเส้นทางบริโภคนิยม...เส้นทางแห่งหายนะ

วันนี้ผมจึงขอเล่าประเด็นร้อนๆเกี่ยวกับเรื่องเด็กอ้วนในเมืองจิงโจ้ หวังว่าพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมไปถึงรัฐบาลไทยจะตระหนักถึงภัยร้ายที่คุกคามคุณภาพชีวิตของเด็ก และเยาวชนของชาติ แล้วหันมาแก้ไข ก่อนจะสายเกินการณ์

เมื่อเร็วๆนี้ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของเมืองซิดนีย์ ชื่อ The Sydney Morning Herald พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งเกี่ยวกับปัญหาเด็กอ้วนในแดนจิงโจ้ สร้างความฮือฮา แตกตื่นจนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์ วิจารณ์ในหมู่คนออสซี่

ข่าวดังกล่าวระบุอ้างอิงถึงผลการวิจัยล่าสุด ของ Dr Michael Booth แห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์ที่สำรวจเด็กนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลกว่า 90 แห่งจำนวน 5407 รายพบว่า ปริมาณเด็กอ้วนที่เพิ่มขึ้นในประเทศออสเตรเลีย ไม่ได้เกิดจากการที่เด็กขาดการออกกำลังออก เหมือนความเชื่อเดิมๆ

จากการวิจัยพบว่าเด็กออสซี่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้นกว่าในอดีตมาก แต่ขณะเดียวกันจำนวนเด็กอ้วนในประเทศกลับมีปริมาณเพิ่มพุ่งขึ้นอย่างมากมาย

ทั้งนี้เนื่องจากเด็กมีปัญหาเรื่องการบริโภคเกิน โดยเฉพาะการบริโภคอาหารขบเคี้ยว อาหาร Fast food ที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ

ผมจำได้ว่า ในการรณรงค์การเลือกตั้งของประเทศออสเตรเลียครั้งล่าสุด หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นได้ออกมาเสนอนโยบายระดับชาติว่า โรคอ้วนในเด็กคือปัญหาด้านสุขภาพที่ร้ายแรงที่สุดในชุมชน ดังนั้นเขาจึงเสนอให้รัฐบาลออสซี่ออกกฎหมายห้ามโฆษณาอาหารขยะ พวก Fast food หรือที่ไทยเราเรียกเชิงประชดว่า “อาหารแดกด่วน” ในรายการโทรทัศน์ของเด็ก

เพราะที่ผ่านมาอาหารแดกด่วนเหล่านี้พุ่งเป้าโฆษณามาที่เด็กและเยาวชน เห็นได้ชัดจากการจัดรณรงค์ทางการตลาดด้วยการขาย หรือแถมของเล่น ของที่ระลึกควบคู่กับการขายอาหารขยะของตนเอง

หนังเด็กจากฮอลลีวู้ดแทบทุกเรื่องจะต้องมีสปอนเซอร์จากเหล่าร้านอาหาร Fast food ร่วมรณรงค์ทางการตลาดด้วยกัน

ถึงแม้ว่าในช่วงหลังๆ ร้านอาหารประเภทแดกด่วนเหล่านี้จะพยายามปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนเองว่า ไม่ใช่อาหารขยะ โดยเพิ่มประเภทอาหารสุขภาพอย่างสลัดผักเข้าไปในเมนูอาหาร หรือการระบุว่าอาหารของค่ายตนเองมีคุณค่าทางการบริโภคมาก แต่เหล่านี้มิอาจปฏิเสธความจริงได้ว่า อาหาร Fast food คือ มูลเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กและเยาวชนเป็นโรคอ้วน

พลันที่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ออกมาเสนอห้ามโฆษณาอาหารขยะในช่วงรายการโทรทัศน์ของเด็ก เสียงตอบรับจากบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองต่างสรรเสริญแซ่ซ้อง พ่อแม่ออสซี่จำนวนมาก แสดงความเห็นผ่านสื่อต่างๆทั้งวิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ สนับสนุนแนวคิดนี้ หลายคนอยากให้แบนโฆษณาอาหารขยะเหมือนสินค้าประเภทบุหรี่ด้วยซ้ำไป

นั่นคือ ห้ามทำกิจกรรมทางการตลาด หรือโฆษณาทั้งทางวิทยุ ทีวี หรือหนังสือพิมพ์

แต่ฝั่งรัฐบาลของนาย John Howard รีบออกมาปฏิเสธแนวคิดของฝ่ายค้าน โดยมองว่าการห้ามโฆษณาสินค้า Fast food ในรายการโทรทัศน์ของเด็ก มิใช่ทางแก้ไขปัญหาโรคอ้วนในเด็กและเยาวชนออสซี่

นาย John Howard บอกว่า ทางแก้ไขปัญหาโรคอ้วนในเด็กคือ การเพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกายในโรงเรียนและศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อน เขาเสนอให้ศูนย์รับเลี้ยงเด็กอ่อนทั่วประเทศออสเตรเลียเพิ่มพื้นที่ เพิ่มอุปกรณ์และกิจกรรมการออกกำลังให้เด็กเล็กก่อนวัยเรียน พร้อมทั้งเสนอให้พ่อแม่ผู้ปกครองรับผิดชอบเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินอาหารของลูกหลานตนเองให้มากขึ้น

ครับ ฟังดูง่ายดี แต่ตอนทำจริงสิลำบาก เพราะเด็กๆส่วนใหญ่มักถูกยั่วเย้า ดึงดูดจากโฆษณาสีสันฉูดฉาด เสียงเพลงเร้าใจ เนื้อเรื่องเร้าอารมณ์ ยิ่งมีตัวตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา ของเล่นเป็นตัวหลอกล่อด้วยแล้ว พ่อแม่เกือบทุกคนคงต้องทำใจว่าจะต้องเจอลูกอ้อนจากเจ้าตัวน้อยให้พาไปร้านอาหารแดกด่วนเป็นแน่

อันที่จริง ไม่เพียงแต่อาหารจากร้านประเภท Fast food เท่านั้นที่เป็นตัวการก่อให้เกิดโรคอ้วนในเด็ก อาหารประเภทน้ำอัดลม ของขบเคี้ยว มันฝรั่งทอดกรอบ ท้อฟฟี่ ช็อกโกแลต ฯลฯ ล้วนเป็นภัยที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรชั่งใจให้มากก่อนซื้อหามาปรนเปรอเจ้าตัวน้อย

หลังจากที่หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ตีแผ่ข้อมูลว่าการบริโภคอาหารขยะคือปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนในเด็ก ไม่ใช่การขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้ภาคประชาสังคมของประเทศออสเตรเลียหันกลับมารุกรัฐบาลให้ควบคุมการโฆษณาสินค้าอาหาร Fast food และขนมขบเคี้ยวหลอกเด็กให้มากขึ้น รวมทั้งเสนอให้ถอนสินค้าเหล่านี้ออกจากการเป็นสปอนเซอร์กีฬาเยาวชนทุกประเภทอีกด้วย

เอ...ว่าแต่นักการเมืองไทยจะไม่สนใจ มองประเด็นเรื่อง “โรคอ้วนในเด็ก” เป็นประเด็นหาเสียง หานโยบายดีๆมาแก้ปัญหาสุขภาพของประชากรเหมือนนักการเมืองออสซี่เขาหรือครับ...

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 19 เดือน กรกฎาคม 2549




 

Create Date : 10 มกราคม 2551    
Last Update : 10 มกราคม 2551 12:06:11 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  
สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.