Group Blog
 
All Blogs
 

เจ้าตัวเล็กกับโจรบ้ากาม

เชื่อไหมครับว่า ประเทศพัฒนาแล้วต่างประสบกับปัญหาการคุกคาม ทำร้าย ล่วงเกิน ข่มขืนเด็ก (child sexual assault) ไม่น้อยหน้าประเทศด้อยพัฒนาอื่นๆ

อย่างเช่นที่ประเทศออสเตรเลีย ทุกปีจะมีเด็กถูกลักพาตัวโดยเฉลี่ยประมาณ 650 คน หรืออีกนัยหนึ่ง มีเด็กออสซี่ถูกล่อลวงทุกวัน วันละ1- 2 คน

เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่จะถูกลวงไปคุกคามทำร้ายทางเพศ เหยื่ออาชญากรรมทางเพศมีทั้งเด็กชาย และเด็กหญิง บางรายเป็นเพียงทารกวัยไม่ครบขวบด้วยซ้ำไป

นี่ขนาดประเทศฝรั่งมังค่า ที่เขาพร่ำโฆษณากันว่า เป็นประเทศ “พัฒนา” หรือเป็นประเทศที่คำนึงถึง “สิทธิมนุษยชน” ยังมีสถิติตัวเลขอาชญากรรมอันน่ารังเกียจมากขนาดนี้ อดคิดไม่ได้ว่าสยามประเทศเรา การข่มขืน ทำร้าย ลักพา ล่อลวงเด็กจะมีมากมายเพียงใด

จะว่าไปแล้วเรื่องการลักพา คุกคาม ทำร้าย ล่วงเกินทางเพศเด็ก สร้างความหวาดวิตกให้กับบรรดาพ่อ แม่ ผู้ปกครองชาวออสซี่มาตลอด ครั้งหนึ่งถึงกับมีผู้นำเสนอว่าควรฝังตัวไมโครชิป (microchip) ไว้ในผิวหนังของเด็ก เพื่อจะได้ติดตามรู้ตำแหน่งของลูกหลานตนเองอยู่ตลอดเวลา

แน่นอนครับว่า พลันที่มีผู้เสนอแนวทางนี้ก็มีแรงตอบโต้กลับทันทีว่า “ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็ก” เลยกลายเป็นประเด็นวิวาทะระหว่าง

“ความปลอดภัยของเด็ก” กับ “สิทธิเสรีภาพ”

ต่อมาด้วยวิวัฒนาการที่ทันสมัย บริษัทมือถือหัวใสรายหนึ่งได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ของเขา นั่นคือ มือถือบอกตำแหน่งด้วยเทคโนโลยี GPS หรือ (Global Positioning System)อันเป็นการใช้เครื่องมือการบอกตำแหน่งทางการทหารด้วยดาวเทียม ใส่ไว้ในโทรศัพท์มือถือ ลูกค้าของโทรศัพท์ชนิดนี้คือ เหล่าพ่อแม่ผู้ปกครองซึ่งต้องการติดตาม รู้ตำแหน่งของลูกหลานตนเองนอกจากจะสามารถติดตามตำแหน่งของโทรศัพท์แล้ว เจ้าเครื่องนี้ยังมีปุ่มฉุกเฉินให้เด็กกดหากเจอกับภัยร้ายคุกคามอีกด้วย

แต่ไม่ว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรมาปกป้องลูกหลาน มันคงจะเปล่าประโยชน์โดยสิ้นเชิงหากเจ้าตัวน้อยไม่ตระหนักถึงภัยร้ายที่คุกคามเขาอยู่ ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองชาวออสซี่จึงได้รับการแนะนำว่าควรจะให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการล่อลวง คุกคาม ทำร้าย ล่วงเกินทางเพศเด็กแก่ลูกหลานตนเอง

สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียนหลายแห่งในออสเตรเลียบรรจุเรื่องนี้เป็นหลักสูตรที่ต้องสอนให้เจ้าตัวเล็กรับรู้ถึงพิษภัยที่สามารถคุกคามทำร้ายพวกเขาได้ตลอดเวลา

ตรงนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เมืองไทยเรายังมองเรื่องเพศเป็นเรื่องควรปกปิด ไม่ควรให้เด็กได้รับรู้ ทำให้พ่อแม่ชาวไทยจำนวนมากละเลยการสอนหรือไม่ได้แนะนำให้ลูกหลานตนเองตระหนักถึงภัยทางเพศ

เอาละครับ ฉบับนี้ผมขอพาคุณๆไปดูกันว่า พ่อแม่ผู้ปกครองชาวออสซี่ ได้รับการแนะนำว่าควรให้การศึกษาลูกหลานในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

หน่วยงานด้านพิทักษ์ปกป้องเด็กของออสเตรเลียแนะนำว่า การคุกคาม ทำร้ายทางเพศเด็ก เกิดขึ้นได้จากบุคคลที่มีอายุแก่กว่า หรือมีขนาดของร่างกายเติบใหญ่กว่าเด็ก

นั่นหมายความว่า ไม่ใช่เฉพาะผู้ใหญ่ หรือคนสูงอายุเท่านั้นที่ก่ออาชญากรรมทางเพศเด็ก

เด็กที่มีอายุมากกว่า หรือตัวโตกว่าเหยื่อ อาจจะเป็นผู้ก่ออาชญากรรมนี้ได้เช่นกัน !

คนพวกนี้จะใช้อำนาจ ใช้พละกำลัง ใช้ความเชื่อถือ ใช้ศรัทธาของเหยื่อมาล่อลวงเด็ก

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า ผู้ก่ออาชญากรรมทางเพศเด็กมักจะเป็นคนแปลกหน้า หน้าตาน่ากลัว

ทั้งที่โดยความจริงแล้ว ผู้ก่ออาชญากรรมเหล่านี้มักจะเป็นคนใกล้ชิดกับเด็ก

อาจจะเป็นคนในครอบครัว หรือเป็นครูบาอาจารย์ หรือคนสอนศาสนา ที่เด็กรักและเคารพศรัทธา หรือหากเป็นคนแปลกหน้า ก็มักจะเป็นคนที่แต่งตัวน่าเชื่อถือ สะอาด สะอ้าน ดูรักและเอ็นดูเด็ก

อาชญากรรมทางเพศเด็ก ไม่ได้หมายความแค่การข่มขืน ร่วมเพศกับเด็กเท่านั้นนะครับ หากมันยังหมายรวมถึงการกอดจูบ ลูบไล้ ล่วงเกินเด็กด้วยตัณหา ราคะ ตลอดจนการสำเร็จความใคร่ด้วยการให้เด็กใช้มือ หรือปากอีกด้วย

แล้วเราจะช่วยปกป้องเด็กได้อย่างไรละครับ ?

เขาแนะนำว่า พ่อแม่ผู้ปกครองควรสอนให้เด็กตระหนักถึงความปลอดภัยทางเพศของตนเอง เหมือนการตระหนักถึงความปลอดภัยอื่นๆ

สอนให้เจ้าตัวเล็กรู้ว่า มันไม่ถูกต้องนะ หากมีใครมาจับ หรือสัมผัส ลูบ ถู ถูกอวัยวะที่อยู่ภายใต้กางเกงใน และไม่ถูกต้องด้วยเช่นกันที่จะไปสัมผัส หรือจับต้องของสงวนของคนอื่น ไม่ว่าผู้ใหญ่ หรือเด็กที่โตกว่าคนนั้นจะยินยอม หรือเชื้อเชิญก็ตาม

พยายามให้เจ้าตัวเล็กบอกหรือเล่าให้ฟังทุกครั้งที่มีคนมาจับของสงวนของเขา รวมทั้งให้เจ้าตัวน้อยบอกด้วยหากเขามีเรื่องกังวลหรือกลัวในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทั้งนี้เพราะมีหลายครั้งที่ผู้ก่ออาชญากรรมทางเพศกับเด็ก ข่มขู่และบังคับให้เด็กเก็บเรื่องดังกล่าวเป็นความลับ

แล้วจะทำอย่างไรละครับ ถึงพอจะรู้บ้างว่าเด็กถูกล่วงเกิน ทำร้ายทางเพศหรือไม่

อันนี้ค่อนข้างดูยากครับ แต่มันพอจะมีสัญญาณบอกเหตุให้พอรู้ได้ อย่างแรกคือ จากการบอกเล่าของเด็ก

แม้ว่าเด็กที่ถูกทำร้าย ล่วงเกินทางเพศส่วนใหญ่จะไม่บอกให้พ่อแม่ผู้ปกครองรับทราบ แต่ถ้าเด็กเล่าให้ฟังในเรื่องที่ทำให้เชื่อมโยงได้ว่าถูกคุกคามทางเพศ พ่อแม่ผู้ปกครองควรรับฟังอย่างสงบ พยายามพูดคุยกับเจ้าตัวเล็กด้วยน้ำเสียงปกติ อย่าตะคอก หรือแสดงอารมณ์โกรธ โมโห เกรี้ยวกราดใดๆ เนื่องจากการทำเช่นนั้น จะทำให้เด็กตกใจ กลัว และไม่กล้าเปิดเผยเรื่องราวใดๆอีก

ขณะเดียวกันพ่อแม่ผู้ปกครองต้องพยายามบอกให้เด็กรับรู้ว่า เชื่อในเรื่องราวที่เด็กเล่า และบอกเขาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดบาปของเขาเลย

ต่อมาคือ สังเกตจากพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเด็ก

เด็กที่ถูกล่วงเกินทางเพศในแต่ละรายจะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป บางคนอาจจะหวาดระแวงต่อความมืด ไม่อยากไปโรงเรียน มีพฤติกรรมก้าวร้าว หรือปลีกตัวอยู่ในมุมมืด หรืออาจจะดูดนิ้ว ฝันร้ายและปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ ฯลฯ

พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในลักษณะนี้ แม้ว่าความจริงแล้วอาจจะไม่เกี่ยวข้องกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณที่พ่อแม่ควรสนใจ หามูลเหตุแก้ไขทั้งสิ้น

และที่สำคัญคือพิจารณาจากสัญญาณทางร่างกาย

พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถสังเกตได้จากบาดแผล รอยช้ำ บวม บริเวณอวัยวะเพศ ก้น หรือปากของเด็ก อย่างไรก็ตามในกรณีนี้อาจจะมีเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกละเมิดทางเพศแล้วไม่พบบาดแผลใด

นี่เป็นเพียงจุดสังเกตเล็กๆน้อยเท่านั้นที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะพอทราบได้ว่าลูกหลานถูกคุกคาม ทำร้ายทางเพศหรือไม่ แต่ก่อนจะเกิดเหตุร้ายขึ้น เรามาร่วมกันให้ความรู้ ความเข้าใจเรื่องอาชญากรรมทางเพศแก่เจ้าตัวเล็กกันไม่ดีกว่าหรือครับ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 20 เดือน สิงหาคม 2549




 

Create Date : 12 มกราคม 2551    
Last Update : 12 มกราคม 2551 11:03:52 น.  

เมืองเด็กอ้วน

ว่ากันว่า ถ้ามีคนออสซี่ (ออสเตรเลีย) เดินผ่านหน้ามากลุ่มหนึ่ง อย่างน้อยครึ่งหนึ่งในนั้นจะเป็นคนอ้วน

คำกล่าวนี้ หาได้เกินจริงไม่ เพราะจากการศึกษาวิจัยของรัฐบาลออสเตรเลีย พบว่าประชากรของเขามีน้ำหนักเกินปกติถึงร้อยละ 60 หรือเกือบ 8 ล้านคนทีเดียวที่จัดว่าเป็นพวก “อ้วน”

ที่น่าตกใจคือ เด็กออสซี่อายุตั้งแต่ 2-17 ปี มีน้ำหนักเกินพิกัดถึงร้อยละ 23 และคาดการณ์กันว่า ตั้งแต่ปีค.ศ. 2015 ครึ่งหนึ่งของเด็กๆแห่งเดินแดนดาวน์อันเดอร์จะเป็นโรคอ้วน ซึ่งทำให้ตัวเลขของโรคเบาหวานในเด็ก และโรคเกี่ยวเนื่องกับความอ้วนพุ่งสูงตามมา

ผลวิจัยชิ้นนี้ชี้ชัดว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา คนอ้วนในประเทศออสเตรเลียมีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าเดิมกว่าเท่าตัว ตัวเลขนี้ส่งผลให้เมืองจิงโจ้ขึ้นอยู่แถวหน้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐอเมริกาในเรื่องประเทศที่มีพลเมืองอ้วนมากที่สุดในโลก!

ครับ แม้ว่าเมืองไทยเราจะไม่มีตัวเลขสถิติชี้ชัดว่า พลเมืองไทยมีจำนวนคนอ้วนมากน้อยแค่ไหน หรือเด็กไทยเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นเท่าใด แต่เชื่อว่าจำนวนคนอ้วนในไทยคงเพิ่มปริมาณขึ้นจากเดิมมาก

ทั้งนี้เนื่องจากการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการกินอยู่ของไทยเรา ทุกวันนี้คนเมืองในสังคมไทย และผู้คนในออสเตรเลีย หรือตามเมืองใหญ่ๆทั่วโลกต่างเดินเส้นทางเดียวกัน

นั่นคือเส้นทางบริโภคนิยม...เส้นทางแห่งหายนะ

วันนี้ผมจึงขอเล่าประเด็นร้อนๆเกี่ยวกับเรื่องเด็กอ้วนในเมืองจิงโจ้ หวังว่าพ่อแม่ ผู้ปกครอง รวมไปถึงรัฐบาลไทยจะตระหนักถึงภัยร้ายที่คุกคามคุณภาพชีวิตของเด็ก และเยาวชนของชาติ แล้วหันมาแก้ไข ก่อนจะสายเกินการณ์

เมื่อเร็วๆนี้ หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของเมืองซิดนีย์ ชื่อ The Sydney Morning Herald พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งเกี่ยวกับปัญหาเด็กอ้วนในแดนจิงโจ้ สร้างความฮือฮา แตกตื่นจนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์ วิจารณ์ในหมู่คนออสซี่

ข่าวดังกล่าวระบุอ้างอิงถึงผลการวิจัยล่าสุด ของ Dr Michael Booth แห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์ที่สำรวจเด็กนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลกว่า 90 แห่งจำนวน 5407 รายพบว่า ปริมาณเด็กอ้วนที่เพิ่มขึ้นในประเทศออสเตรเลีย ไม่ได้เกิดจากการที่เด็กขาดการออกกำลังออก เหมือนความเชื่อเดิมๆ

จากการวิจัยพบว่าเด็กออสซี่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้นกว่าในอดีตมาก แต่ขณะเดียวกันจำนวนเด็กอ้วนในประเทศกลับมีปริมาณเพิ่มพุ่งขึ้นอย่างมากมาย

ทั้งนี้เนื่องจากเด็กมีปัญหาเรื่องการบริโภคเกิน โดยเฉพาะการบริโภคอาหารขบเคี้ยว อาหาร Fast food ที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ

ผมจำได้ว่า ในการรณรงค์การเลือกตั้งของประเทศออสเตรเลียครั้งล่าสุด หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้นได้ออกมาเสนอนโยบายระดับชาติว่า โรคอ้วนในเด็กคือปัญหาด้านสุขภาพที่ร้ายแรงที่สุดในชุมชน ดังนั้นเขาจึงเสนอให้รัฐบาลออสซี่ออกกฎหมายห้ามโฆษณาอาหารขยะ พวก Fast food หรือที่ไทยเราเรียกเชิงประชดว่า “อาหารแดกด่วน” ในรายการโทรทัศน์ของเด็ก

เพราะที่ผ่านมาอาหารแดกด่วนเหล่านี้พุ่งเป้าโฆษณามาที่เด็กและเยาวชน เห็นได้ชัดจากการจัดรณรงค์ทางการตลาดด้วยการขาย หรือแถมของเล่น ของที่ระลึกควบคู่กับการขายอาหารขยะของตนเอง

หนังเด็กจากฮอลลีวู้ดแทบทุกเรื่องจะต้องมีสปอนเซอร์จากเหล่าร้านอาหาร Fast food ร่วมรณรงค์ทางการตลาดด้วยกัน

ถึงแม้ว่าในช่วงหลังๆ ร้านอาหารประเภทแดกด่วนเหล่านี้จะพยายามปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนเองว่า ไม่ใช่อาหารขยะ โดยเพิ่มประเภทอาหารสุขภาพอย่างสลัดผักเข้าไปในเมนูอาหาร หรือการระบุว่าอาหารของค่ายตนเองมีคุณค่าทางการบริโภคมาก แต่เหล่านี้มิอาจปฏิเสธความจริงได้ว่า อาหาร Fast food คือ มูลเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กและเยาวชนเป็นโรคอ้วน

พลันที่หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน ออกมาเสนอห้ามโฆษณาอาหารขยะในช่วงรายการโทรทัศน์ของเด็ก เสียงตอบรับจากบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองต่างสรรเสริญแซ่ซ้อง พ่อแม่ออสซี่จำนวนมาก แสดงความเห็นผ่านสื่อต่างๆทั้งวิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ สนับสนุนแนวคิดนี้ หลายคนอยากให้แบนโฆษณาอาหารขยะเหมือนสินค้าประเภทบุหรี่ด้วยซ้ำไป

นั่นคือ ห้ามทำกิจกรรมทางการตลาด หรือโฆษณาทั้งทางวิทยุ ทีวี หรือหนังสือพิมพ์

แต่ฝั่งรัฐบาลของนาย John Howard รีบออกมาปฏิเสธแนวคิดของฝ่ายค้าน โดยมองว่าการห้ามโฆษณาสินค้า Fast food ในรายการโทรทัศน์ของเด็ก มิใช่ทางแก้ไขปัญหาโรคอ้วนในเด็กและเยาวชนออสซี่

นาย John Howard บอกว่า ทางแก้ไขปัญหาโรคอ้วนในเด็กคือ การเพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกายในโรงเรียนและศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อน เขาเสนอให้ศูนย์รับเลี้ยงเด็กอ่อนทั่วประเทศออสเตรเลียเพิ่มพื้นที่ เพิ่มอุปกรณ์และกิจกรรมการออกกำลังให้เด็กเล็กก่อนวัยเรียน พร้อมทั้งเสนอให้พ่อแม่ผู้ปกครองรับผิดชอบเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินอาหารของลูกหลานตนเองให้มากขึ้น

ครับ ฟังดูง่ายดี แต่ตอนทำจริงสิลำบาก เพราะเด็กๆส่วนใหญ่มักถูกยั่วเย้า ดึงดูดจากโฆษณาสีสันฉูดฉาด เสียงเพลงเร้าใจ เนื้อเรื่องเร้าอารมณ์ ยิ่งมีตัวตุ๊กตุ่น ตุ๊กตา ของเล่นเป็นตัวหลอกล่อด้วยแล้ว พ่อแม่เกือบทุกคนคงต้องทำใจว่าจะต้องเจอลูกอ้อนจากเจ้าตัวน้อยให้พาไปร้านอาหารแดกด่วนเป็นแน่

อันที่จริง ไม่เพียงแต่อาหารจากร้านประเภท Fast food เท่านั้นที่เป็นตัวการก่อให้เกิดโรคอ้วนในเด็ก อาหารประเภทน้ำอัดลม ของขบเคี้ยว มันฝรั่งทอดกรอบ ท้อฟฟี่ ช็อกโกแลต ฯลฯ ล้วนเป็นภัยที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรชั่งใจให้มากก่อนซื้อหามาปรนเปรอเจ้าตัวน้อย

หลังจากที่หนังสือพิมพ์ The Sydney Morning Herald ตีแผ่ข้อมูลว่าการบริโภคอาหารขยะคือปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนในเด็ก ไม่ใช่การขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้ภาคประชาสังคมของประเทศออสเตรเลียหันกลับมารุกรัฐบาลให้ควบคุมการโฆษณาสินค้าอาหาร Fast food และขนมขบเคี้ยวหลอกเด็กให้มากขึ้น รวมทั้งเสนอให้ถอนสินค้าเหล่านี้ออกจากการเป็นสปอนเซอร์กีฬาเยาวชนทุกประเภทอีกด้วย

เอ...ว่าแต่นักการเมืองไทยจะไม่สนใจ มองประเด็นเรื่อง “โรคอ้วนในเด็ก” เป็นประเด็นหาเสียง หานโยบายดีๆมาแก้ปัญหาสุขภาพของประชากรเหมือนนักการเมืองออสซี่เขาหรือครับ...

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 19 เดือน กรกฎาคม 2549




 

Create Date : 10 มกราคม 2551    
Last Update : 10 มกราคม 2551 12:06:11 น.  

สอนลูกหลานให้ทันสื่อ

เมื่อตอนที่แล้ว ผมเขียนเล่าว่าขณะนี้ประเทศทางซีกโลกตะวันตกกำลังตื่นตัวที่จะศึกษา หาองค์ความรู้เพื่อให้ประชากรของเขารู้เท่าทันสื่อ ถึงขนาดมีหลักสูตรวิชา“รู้ทันสื่อ” (Media literacy) ในการศึกษาแทบทุกระดับ

คราวนี้ ผมขอเล่าเรื่องที่เพิ่งไปเยี่ยมชม การเรียนการสอนวิชานี้ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ห้องเรียนที่ผมไปนั่งสังเกตการณ์ เป็นนักเรียนระดับชั้นประถม มีเด็กประมาณ 30 คน ครูผู้สอนจัดโต๊ะแยกเด็กนั่งออกเป็นกลุ่ม 4 กลุ่มด้วยกัน โดยครูเริ่มต้นการเรียนการสอนด้วยการฉายหนังโฆษณาทางโทรทัศน์หลายเรื่องให้เด็กๆดูประมาณเกือบ 10 นาที

หนังโฆษณาที่ครูนำมาให้ดูทุกชิ้นต่างเป็นโฆษณาที่ฉายจริง และผ่านตาเด็กนักเรียนมาแล้วทั้งสิ้น โฆษณาเหล่านี้ ล้วนเป็นภาพเรื่องราวกระตุ้นให้เด็กอยากทานขนมลูกอมสีลูกกวาด อยากเป็นเจ้าของตุ๊กตา ผมทองยาวสลวยในชุดเจ้าหญิงงามแสนสง่า หรืออยากเล่นเกมส์สนุกๆ ประเภทเตะต่อย ยิงกันเลือดสาด

เมื่อดูเสร็จ ครูจะให้เด็กๆแต่ละกลุ่มพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่า เมื่อพวกเขาชมโฆษณาเหล่านี้แล้ว เขาอยากได้สินค้าใดในโฆษณาที่เพิ่งดูไปเมื่อครู่บ้าง และสินค้าอะไรที่เขาไม่อยากได้ โดยให้เหตุผลด้วยว่า ทำไมถึงอยากได้ และทำไมถึงไม่อยากได้

หลังจากปล่อยให้เด็กนักเรียนตัวน้อย แสดงความคิดเห็นกันในกลุ่ม ครูให้เด็กแต่ละกลุ่มออกมาเล่าว่า เพื่อนๆในกลุ่มมีความคิดเห็นอย่างไร

เด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง เดินออกมาหน้าห้องเรียน บอกว่า “โทนี่อยากซื้อลูกอม เขาบอกว่ามันหวานอร่อยมากเลย แต่หนูว่าไม่ควรซื้อ เพราะมันทำให้ฟันผุ ปวดฟัน กินแล้วฟันจะหลอ”

แค่เปิดประเด็นแรก เด็กๆในห้องต่างยกมือขอแสดงความคิดเห็นกันอย่างสนุกสนาน บางคนเห็นด้วย บางคนเห็นแย้ง

มีเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งยกมือขึ้น แล้วพูดถามครูว่า “ครูครับ ทำไมหนังโฆษณาเมื่อครู่ถึงไม่บอกละว่า กินลูกอมแล้วฟันจะผุ”

ครูอมยิ้ม ถามเด็กชายตัวน้อยๆกลับว่า “อืม...เป็นคำถามที่ดีมาก แต่ครูจะยังไม่ตอบคำถามนี้หรอกนะ ครูคิดว่าเธอน่าจะมีคำตอบดีๆอยู่เหมือนกันใช่ไหม”

เด็กชายยิ้มหน้าบาน ยืดร่างขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “ครับ ผมคิดว่า เขาคงกลัวขายลูกอมไม่ได้ เขาเลยไม่บอกในโฆษณาว่า กินลูกอมแล้วฟันจะผุ”

“เก่งมากเลย แสดงว่าหนังโฆษณาที่เราดูๆกัน มันไม่ได้บอกความจริงเราทุกอย่างสินะ” ครูเปิดประเด็นถามทุกคนในห้องเรียน

หลังจากนั้นไม่นาน ประเด็นการพูดคุยของเด็กๆได้เปลี่ยนไปจากหัวข้อการอยากซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าอะไรในหนังโฆษณา เป็นประเด็นว่า โฆษณาที่เพิ่งผ่านตาไปไม่ได้บอกความจริงอะไรบ้าง

ครับ...นั่นเป็นเพียงบางส่วนของการเรียน การสอนวิชา“รู้ทันสื่อ” ของเด็กระดับประถมต้น อายุเพียง 7-8 ขวบเท่านั้น !

หลังชั่วโมงเรียน ผมมีโอกาสพูดคุยกับ David…ครูผู้สอนวิชานี้ เขาบอกว่า ตั้งใจจะกระตุ้นให้เด็กคิด และเรียนรู้จักสื่อ รู้จักธรรมชาติของสื่อด้วยตนเอง มากกว่าจะสอนให้ท่อง ให้จดจำว่าสื่อเป็นอย่างไร

David บอกว่า “อย่างโฆษณาลูกอม ลูกกวาดที่เห็นในห้อง ถ้าเราบอกเด็กเองตรงๆว่า อย่าไปเชื่อโฆษณา ที่จริงแล้วกินลูกอมจะทำให้ฟันผุ แน่นอนว่าอาจจะมีเด็กเชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง แล้วยังไงละ... เราจะต้องคอยไปบอก ไปเตือนเขา เกี่ยวกับโฆษณาทุกชิ้นที่ผ่านตา ผ่านหูเขา ตลอดชีวิตเลยหรือ ดังนั้นผมคิดว่า ทางที่ดีเราน่าจะสอนให้เขารู้จักคิด รู้จักธาตุแท้ของสื่อน่าจะดีกว่า เพราะพอโตขึ้น เขาน่าจะสามารถพินิจพิจารณา เลือกเชื่อ หรือไม่เชื่อสื่อได้ด้วยตัวเขาเอง”

ครูออสซี่ผู้นี้ เล่าให้ผมฟังว่า นอกจากการสอนเรื่อง สื่อโฆษณาแล้ว รายวิชานี้ยังสอนให้รู้จักธรรมชาติของสื่ออีกหลายชนิด อย่างเช่น สื่อคอมพิวเตอร์ สื่อออนไลน์ ภัยของเกมส์คอมพิวเตอร์ ฯลฯ

เด็กแต่ละระดับชั้น การเรียนการสอนจะมุ่งเน้นความลุ่มลึกของเรื่องแตกต่างกันไป

อย่างเช่นเด็กโตระดับมัธยมของโรงเรียนแห่งนี้ การเรียนการสอนวิชา “รู้ทันสื่อ” จะมุ่งให้วิเคราะห์ ข้อเท็จจริงของข่าวสาร ทั้งข่าวหนังสือพิมพ์ ข่าวโทรทัศน์ วิทยุ ฯลฯ โดยให้เด็กนักเรียนรวบรวมข้อมูลข่าวสารในประเด็นข่าวที่เป็นข่าวฮือฮา ประเภท นาครสนนทนา หรือ Talk of the town ในสื่อแต่ละประเภทแล้วมาวิเคราะห์กันในกลุ่มว่า อะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือสิ่งที่ขาดหายไปในข่าว

หรือบางครั้งอาจจะหยิบยกเอาประเด็นข่าวใหญ่ๆมาพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็นกัน อย่างเช่นคราวที่เกิดภัยสึนามิคร่าชีวิตผู้คนไปมากมาย เด็กนักเรียนทุกคนต่างรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับภัยพิบัติครั้งนี้ การเรียนวิชา “รู้ทันสื่อ” ได้เปิดโอกาสให้เด็กได้ระบายความรู้สึกเมื่อเห็นข่าวโศกนาฏกรรมที่ฉายซ้ำๆทางสื่อโทรทัศน์ และถูกตอกย้ำผ่านทางสื่อวิทยุ หนังสือพิมพ์

เด็กหลายคนสะท้อนความคิดเห็นว่า รู้สึกกลัวและเครียด หดหู่กับภาพความสูญเสียที่เกิดขึ้น เสียงของเด็กเหล่านี้ทำให้ David ต้องรีบเชิญนักจิตวิทยาของช่วยพูดคุยให้คำปรึกษา แนะนำกับเด็กนักเรียนในโรงเรียน

ครูชาวออสซี่ที่ผมพูดคุยด้วยคนนี้ แสดงความคิดเห็นว่า ด้วยพัฒนาการทางเทคโนโลยี่ ทำให้เด็กยุคใหม่เสพสื่อมากกว่า และหลากหลายชนิดกว่าคนรุ่นก่อน เด็กวัยรุ่นจำนวนมากเสพติดสื่อพร้อมๆกันทีเดียวหลายๆสื่อ อย่างเช่นเปิดเพลงฟังทางวิทยุ ขณะเดียวกันก็โหลดเพลงใหม่ๆจากคอมพิวเตอร์ พร้อมๆกับพูดโทรศัพท์มือถือกับเพื่อน หรือแชทคุยกับเพื่อนทางเนท ขณะโหลดข้อมูลทำรายงานจากอินเตอร์เนท ฯลฯ

เพราะฉะนั้นคนรุ่นใหม่เหล่านี้ จำเป็นจะต้องมีภูมิวัคซีน “รู้ทันสื่อ” อยู่ในความนึกคิด มิเช่นนั้น จะถูกสื่อควบคุม จนกลายเป็น ทาสของสื่อ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 18 เดือน มิถุนายน 2549




 

Create Date : 08 มกราคม 2551    
Last Update : 8 มกราคม 2551 10:00:29 น.  

วันนี้…รู้ทันสื่อหรือยัง ?

ช่วงนี้ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร มีแต่คนบ่น คนเปรย วิพากษ์วิจารณ์เรื่องสื่อให้ผมได้ยิน...ได้รับรู้อยู่เรื่อย

อย่างคืนวันก่อนในวงเฮฮาปาร์ตี้ของผมกับผองเพื่อน เจ้าโก้เดินดุ่มๆเข้าร่วมก๊วนด้วยอารมณ์หงุดหงิด ไม่ทันได้ทักทายสารทุกข์สุขดิบ เขาดันโวยวายเรื่องลูกขึ้นมาก่อน

“เซ็งโว๊ย เซ็ง...เด็กสมัยนี้มันเป็นอะไรนักหนาฟ่ะ...กับไอ้เครื่องคอมพิวเตอร์ นั่งแช่เล่นกงเล่นเกมส์ หรือไม่ก็แชทคุยเรื่องไร้สาระตั้งแต่เช้ายันดึก ไม่รู้จักช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน หนังสือหนังหาก็ไม่รู้จักอ่าน.....”

“เฮ้ย...ใจเย็นๆหน่อยเพื่อน เด็กแค่เล่นเกมส์น่ะดีเท่าไหร่แล้ว ดีกว่ามันเอาแต่ดูรูปโป๊ในเนทนะเว้ย” เพื่อนร่วมวงเปรยสวนขึ้นมา

“เดี๋ยวนี้รูปโป๊ รูปเปลือยไม่ต้องเข้าไปดูในเนทหรอก เอาแค่ดูตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน หรือดูตามรายการโทรทัศน์ ตามบิลบอร์ดข้างถนนเห็นโชว์กันตรึม” เพื่อนอีกคนพูดเสริม ก่อนที่เพื่อนร่วมวงคนอื่นๆจะร่วมสหบาทาบ่นด่าเรื่องสื่อ

เช้านี้...ผมอ่านหนังสือพิมพ์ เห็นข่าวท่านนายกฯหงุดหงิดกับการเสนอข่าวของสื่อมวลชน บอกทำไมมีแต่ข่าวไร้สาระ เสนอแต่ข่าวโจมตีรัฐบาล ไม่เสนอข่าวสร้างสรรค์ จรรโลงสังคม ฯลฯ

ขณะขับรถมาที่ทำงาน ผมฟังข่าวสัมภาษณ์นักการเมืองฝ่ายค้านคนหนึ่ง ตาคนนี้เขาพูดทำนองว่า ทุกวันนี้รัฐบาลยึดครองสื่อเอาไว้ในมือหมด ใช้ทั้งอำนาจทางการเมือง และอำนาจทุนฮุบกุมสื่อ พูดเปลี่ยนขาวเป็นดำ เปลี่ยนดำเป็นขาว ฯลฯ

พอมาถึงที่ทำงาน เพื่อนที่ทำงานด้านองค์กรพัฒนาเอกชนคนหนึ่งโทรศัพท์มาคุย พร้อมกับบ่นว่า สื่อมวลชนไม่ค่อยมีพื้นที่ให้กับชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากโครงการของรัฐ ไม่ค่อยเสนอข่าวคนยากคนจน คนชายขอบ ฯลฯ

ครับ ทุกวันนี้สื่อมวลชน ทั้งประเภทสื่อเก่าอย่างหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งสื่อใหม่อย่างอินเตอร์เนท ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทการนำเสนอข่าวสารสาระอยู่เนืองๆ

แต่โดยส่วนใหญ่ความไม่พึงพอใจเกี่ยวกับสื่อมักจะจบลงแค่การบ่น ขาดการศึกษาลงลึกถึงรากเหง้าปัญหาของสื่อฯ

แล้วทำไมเราต้องมาสนใจ เจาะลึกศึกษาเรื่องสื่อด้วยละครับ...

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจุบันเราๆท่านๆเจอะเจอรับรู้ข่าวสารสาระต่างๆผ่านสารพัดสื่อ เอาเป็นว่าตั้งแต่ลืมตาตื่นยันนอนหลับเลยทีเดียว หลายครั้งที่หัวข้อพูดคุยประจำวันของเราถูกกำหนดประเด็นหรือหยิบยกเอามาจากสื่อฯที่เราเสพ

ไม่ว่าจะเป็นละครหลังข่าว รายการประเภทเกมส์โชว์ รายการจำพวกสนนทนาเฮฮาที่ยังติดตาตรึงใจ หรือข่าวสารที่อ่านพบเจอจากหน้าหนังสือพิมพ์ หรือรับฟังจากวิทยุ

เหล่านี้ล้วนตกเป็นประเด็นนาครสนนทนา เอาไว้ให้พวกเราเม้าท์ เป็นประเด็นประจำวันกันมาแล้วทั้งสิ้น...แหะ...แหะ...ไม่ต้องดูอื่นไกลหรอกครับ ไอ้การเอาข่าวสารตามสื่อต่างๆมาเม้าท์มาโม้ต่อเนี่ย ดูได้จากพวกรายการโทรทัศน์ประเภทคุยเรื่องข่าวเห็นได้ชัดเจนมาก

พูดง่ายๆคือ ใครกำหนดประเด็นข่าวสาร สาระในสื่อได้ ถือว่าควบคุมทัศนคติของคนในสังคมไปแล้วส่วนหนึ่ง

โลกยุคใหม่สื่อไม่ใช่พื้นที่สาธารณะที่เป็นพื้นที่กลางให้คนทุกคนสามารถกำหนดประเด็นสาธารณะ รวมทั้งไม่ใช่พื้นที่ของคนทุกคนที่จะสามารถแสดงความคิดเห็น หรือแสดงบทบาทได้อย่างเท่าเทียมกันเหมือนในตำราทฤษฏีสื่อหรอกนะครับ

ดังนั้น สิ่งที่หลายคนคาดหวังจะให้สื่อมวลชนเป็นกลาง จึงเป็นฝันอันเลื่อนลอย

เนื่องเพราะในความเป็นจริง สื่อมวลชนทั่วโลกกลายเป็นอุตสาหกรรมประเภทหนึ่งเสียแล้ว...


เป็นอุตสาหกรรมผลิตข่าวสารและความบันเทิงยัดเยียดประชาชน

หากพวกเราเมินเฉย ไม่ศึกษาธาตุแท้ของสื่ออย่างจริงๆจังๆ แน่นอนว่าพวกเราจะตกเป็นเหยื่อของสื่อ ให้สื่อหรือผู้มีอำนาจทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจชักจูงจมูกไปมา

ด้วยเหตุนี้ ทางซีกโลกตะวันตกเขาจึงตื่นตัวที่จะศึกษาเพื่อรู้เท่าทันเหลี่ยมเล่ห์เพทุบายของสื่อ ถึงขนาดมีหลักสูตรวิชา“รู้ทันสื่อ” (Media literacy) ในการศึกษาแทบทุกระดับ แม้แต่ในโรงเรียนประถมหลายๆแห่ง ครูบาอาจารย์ของเขาก็สอนเด็กให้เรียนรู้อิทธิพลของสื่อ

เพียงแต่ว่าเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย ผู้สนใจดูเหมือนจะเป็นนักวิชาการด้านสื่อแนววิพากษ์จำนวนน้อยนิด ผิดกับหลักสูตรนิเทศศาสตร์ว่าด้วยการกระตุ้นกิเลส ตัณหาของเหยื่อผู้ซึ่งถูกเรียกอย่างหรูๆว่า “ผู้บริโภค” ให้ซื้อหรือเสพสินค้าให้มากๆ วิชาการแบบนี้เป็นเรื่องท็อปฮิตมาก นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญงานแนวนี้มีมากมาย หาได้อย่างดาษดื่นตามท้องตลาด

แล้วตกลงไอ้การ“รู้ทันสื่อ” แท้ที่จริงคืออะไรละครับ

ในหนังสือ เสรีภาพสื่อไทยในยุคเศรษฐกิจการเมืองผูกขาด ผศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ให้คำนิยามไว้ชัดเจนมากว่า

“การรู้เท่าทันสื่อ คือความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถของบุคคลในการวิเคราะห์ธรรมชาติของสื่อมวลชน เทคนิคที่สื่อมวลชนใช้ในการถ่ายทอดความจริง และเรื่องราวต่างๆ ความหมายของเนื้อความที่สื่อนำเสนอ”

แค่คำจำกัดความแค่นี้คงเห็นแล้วนะว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะเรียนรู้ หรือเข้าใจธาตุแท้ของสื่อ หากขาดองค์ความรู้ ขาดการศึกษาวิจัยอย่างรอบด้าน

แค่อาศัยแค่อารมณ์หงุดหงิดกับสื่อ มันไม่เพียงพอหรอกครับ !

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 17 เดือน พฤษภาคม 2549




 

Create Date : 07 มกราคม 2551    
Last Update : 7 มกราคม 2551 16:19:03 น.  

เลี้ยงลูกแบบ…‘คิดเชิงบวก’

เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเขียนเล่าว่า อดีตพี่เลี้ยงเด็กมหัศจรรย์ชาวอังกฤษชื่อ Jo Frost โด่งดังข้ามซีกโลกจากอังกฤษมาดินแดนออสเตรเลีย ด้วยรายการทีวีชื่อ “Super Nanny” เทคนิคการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมทั้งการสร้างวินัยให้เด็กในสไตล์ของ Jo Frost ถูกหยิบยกเป็นประเด็นถกเถียงแลกเปลี่ยนในหมู่พ่อแม่มือใหม่ทั่วโลก

ครับ...นั่นเป็นการเลี้ยงลูกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น คราวนี้ผมขอเล่าถึง Super Nanny...พี่เลี้ยงเด็กมหัศจรรย์อีกคนหนึ่ง คนนี้เป็นผู้ชายชาวออสซี่ ชื่อ Matt Sanders ชื่อเสียงของเขาดังกระฉ่อนไม่น้อยหน้า Jo Frost ดังขนาด ITVในอังกฤษต้องจ้างเขาให้บินไปผลิตรายการทีวีเกี่ยวกับกลวิธีปราบเด็กดื้อ เด็กเจ้าอารมณ์ ชื่อรายการ “Driving Mum and Dad Mad”

Matt Sanders ไม่เคยเป็นพี่เลี้ยงเด็กเหมือน Jo Frost อาชีพหลักของเขาคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็ก จากศูนย์สนับสนุนพ่อแม่และครอบครัวแห่ง University of Queensland

เขาสั่งสมประสบการณ์ด้านปรับแก้พฤติกรรมเด็กมาร่วม 25 ปี จนในที่สุดได้สร้างโปรแกรมแนะนำการเลี้ยงดูเด็กขึ้นมา ตั้งชื่อว่า Triple P — Positive Parenting Program

หรืออาจจะเรียกแบบไทยๆว่า โปรแกรมเลี้ยงลูกแบบ “คิดเชิงบวก”

เคล็ดลับสำคัญของ Matt Sanders คือ ให้พ่อแม่ผู้ปกครองเด็ก เลี้ยงดูบุตรหลานด้วยการหาแง่มุมที่ดีงามของเด็กให้เจอ แล้วยกย่องชื่มชมเขาอย่างจริงใจ !

อย่ามัวแต่คอยจับผิด ดุ ด่า ว่ากล่าว ตะคอก ทุบตีเหมือนเช่นเคย

เขาเชื่อว่า พลังของการชื่นชม ยกย่อง เป็นพลังด้านบวกที่สร้างสรรค์ สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กดื้อได้ผลกว่าการดุ ด่า เฆี่ยนตี ซึ่งเขามองว่าเป็นพลังด้านลบ...พลังด้านการทำลาย

เอาละครับ คราวนี้เรามาลองดูเทคนิคย่อยๆ 10 ประการที่เขาแนะนำให้กับพ่อแม่ชาวออสซี่ดูนะครับ ว่าจะสามารถนำมาปรับใช้กับลูกหลานของเราๆท่านๆได้อย่างไร

1. เมื่อลูกต้องการอวดหรือโชว์อะไรบางอย่างให้ดู เราควรหยุดการกระทำอื่นๆทันที ควรให้ความสนใจว่าลูกต้องการอวดอะไรเรา เช่น ขณะอ่านหนังสือนิยายอย่างเพลิดเพลิน ลูกตัวน้อยๆเดินหยิบกระดาษที่ละเลงไปด้วยสีเทียนฝีมือของเขามาอวด เราควรวางหนังสือ พูดคุย ชื่นชมภาพวาดของเขาอย่างสนอกสนใจ

การใช้เวลาเล็กๆน้อยๆเหล่านี้กับลูกเป็นสิ่งสำคัญในกระตุ้นให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีค่าในสายตาของพ่อแม่ ทำให้เขาตระหนักในคุณค่าของตนเอง

2. พยายามสัมผัสเนื้อตัวลูกหลานของเราบ่อยๆ เพราะเด็กมักจะชอบการถูกโอบกอด หอม จูงมือ

ผู้ใหญ่หลายคนอาจจะเคอะเขินที่จะโอบกอดลูกหลานตัวเอง ยิ่งเด็กโตขึ้นยิ่งห่างการโอบ กอด หอม ไม่เหมือนสมัยเป็นเบบี๋ตัวน้อยๆ แต่หลักการทางจิตวิทยา และทางวิทยาศาสตร์เขาพิสูจน์อย่างเด่นชัดแล้วว่า เด็กที่ถูกพ่อแม่โอบกอด สัมผัสร่างกายด้วยความรักบ่อยๆ จะมีการพัฒนาด้านสติปัญญา และอารมณ์มากกว่าเด็กที่ขาดการสัมผัสจากพ่อแม่

3. พูดคุยกับลูกด้วยเรื่องที่เขาสนใจ และให้แลกเปลี่ยนเล่าเรื่องที่เราพบเจอในแต่ละวันกับลูก ด้วยเรื่องราวและภาษาง่ายๆ

พ่อแม่หลายคนไม่ยอมพูดคุยเรื่องราวที่ลูกสนใจ เพราะเห็นว่าไร้สาระ ทำให้ขาดช่องทางการสื่อสารกับลูกอย่างน่าเสียดายยิ่ง ถ้าเราสามารถประยุกต์พูดคุยเรื่องที่ลูกสนใจ แล้วสอดใส่สาระลงไปด้วย ย่อมทำให้เขารับรู้ได้อย่างง่ายดาย

4. ยกย่องชื่นชม สรรเสริญลูกเมื่อเขาทำในสิ่งที่เราต้องการ เช่น ลูกเก่งๆจริงๆนะ ที่เก็บของเล่นใส่ตระกร้า แม่/พ่อ ภูมิใจในตัวลูกมากที่มีความรับผิดชอบตั้งแต่เด็กๆ

สำหรับเทคนิคนี้ พ่อแม่ชาวไทยจำนวนไม่น้อยไม่ยอมทำ เพราะพวกเขาคุ้นชินว่า ถ้าชมลูกเดี๋ยวจะเหลิง ทำให้เด็กเหล่านี้ขาดกำลังใจในการกระทำสิ่งดีงาม เหมาะสม

5. เด็กมักจะดื้อ และเกเรเมื่อเขาเบื่อหน่าย ดังนั้นเราควรเตรียมกิจกรรม ของเล่นให้เขาสนุกสนานเพลิดเพลินอยู่ตลอดเวลา

ในประเทศออสเตรเลีย รายการทีวีเด็กเขาจะสอนให้พ่อแม่เรียนรู้ในการผลิตกิจกรรมให้เด็กได้สนุกสนาน โดยใช้อุปกรณ์รอบตัว เช่นกล่องกระดาษ เศษผ้า เป็นต้น แต่ในเมืองไทย ดูเหมือนพ่อแม่ยุคใหม่อาจจะต้องศึกษาค้นคว้าจากตำรา หรืออินเตอร์เนทเอาเอง

6. สอนลูกให้เรียนรู้ทักษะ และพฤติกรรมที่เหมาะสมในการดำรงอยู่ในสังคม ด้วยการแสดงให้เขาเห็นก่อน ต่อจากนั้นถึงเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ที่จะปฏิบัติตาม เช่น การพูดจาสุภาพ พ่อแม่ควรจะเป็นต้นแบบแสดงให้เขาได้รับรู้ก่อน จากนั้นถึงแนะนำให้เขาทำตาม เมื่อเขาทำเราควรชื่นชมในการกระทำของเขาทันที

7. กำหนดให้ชัดเจนว่าพฤติกรรมอะไรของลูกที่เราคิดว่าไม่เหมาะสม จากนั้นถือโอกาสพูดคุยแลก เปลี่ยนความเห็นกันทั้งครอบครัว ก่อนจะออกมากฎ แล้วให้ลูกรู้ว่าถ้าไม่กระทำตามกฎจะได้รับผลลัพธ์อย่างไร

8. ถ้าลูกละเมิดกฎ ไม่ทำตามสิ่งที่ตกลงกันเอาไว้ ก่อนอื่นให้ใจเย็นๆ แล้วบอกเตือนให้ลูกรู้ทันทีว่ากำลังทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และให้หยุดการกระทำนั้นทันที เช่น หยุดทะเลาะ ทุบตีกันเองระหว่างพี่น้อง เป็นต้น ถ้าลูกทำตาม เราควรให้คำชื่นชมยกย่อง แต่ถ้าเขายังดื้อ ไม่ทำตามกฎและข้อทักท้วง ให้ลงโทษตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้

9. ให้คำนึงถึงโลกแห่งความเป็นจริง ว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์ เด็กทุกคนย่อมมีดื้อ มีซน มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในบางเรื่อง บางอย่าง อย่าคาดหวังว่าตัวเราเองจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง เพราะการคิดเช่นนี้จะทำให้เกิดโรคเครียด และหงุดหงิด

10. ให้ดูแลสุขภาพการและใจของตนเอง เพราะถ้าเครียดจะทำให้เราไม่สามารถทำใจเย็นเหมือนเช่นปกติ

ครับ...เหล่านี้คือกลวิธีตามแนวทางเลี้ยงลูกแบบ “คิดเชิงบวก” ของ Matt Sanders พ่อแม่ผู้อ่าน Mother & Care นำไปปฏิบัติแล้ว ได้ผลหรือไม่อย่างไร เขียนเล่ามาได้นะครับ

........................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 16 เดือน เมษายน 2549




 

Create Date : 02 มกราคม 2551    
Last Update : 2 มกราคม 2551 15:15:07 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  
สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.