Group Blog
 
All Blogs
 
เพราะ“ทำ” หนูจึง“เข้าใจ”

ผมไม่ได้แวะเวียนไปท้องฟ้าจำลองกรุงเทพมาหลายสิบปี จำได้ว่าครั้งล่าสุดไปตอนเรียนอยู่มัธยมศึกษา (อืม...นานมากจริงๆ) ถึงแม้จะมีลูกชายแสนซนถึง 2 คนแต่ยังไม่มีโอกาสพาพวกเขาไปสัมผัสแหล่งเรียนรู้ด้านดาราศาสตร์ของประเทศ เพราะทั้งคู่ยังเด็กเกินไป

จนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ แสบผู้พี่วัย 6 ขวบเริ่มสนใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เริ่มตั้งคำถามถึงดวงดาวบนท้องฟ้า ผมกับภรรยาจึงตัดสินใจพาพวกเขาไปหาคำตอบในท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

แต่แล้วต้องบอกตรงๆครับว่า “ผิดหวัง !?! ”

เนื่องเพราะเครื่องมือ อุปกรณ์ การแสดงทางวิทยาศาสตร์ของที่นี่มีสภาพเก่า ชำรุด ใช้การไม่ได้ ติดป้าย “ขออภัย กำลังพัฒนาระบบ” อยู่เต็มไปหมด

บางส่วนของการแสดงทางวิทยาศาสตร์เดินเข้าไปมีแต่เครื่องพัง เด็กๆถูกสั่งห้ามจับ ห้ามสัมผัส ห้ามโยก ห้ามแตะต้องอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ลูกผมถึงกับโวยเล็กๆว่า “ป๊า...ของพังทำไมเขาไม่เอาไปซ่อมละ...”

ส่วนดีที่สุดของท้องฟ้าจำลองกรุงเทพคงเป็น “ห้องฉายดาว” ภายใต้อาคารรูปโดมแปลกตาสามารถรังสรรค์ เสกดวงดาวนับร้อย นับพันให้ปรากฏขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง เสียงบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับดวงดาวในห้องฉายดาวดูจะเป็นจุดเดียวที่ผมชื่นชม

มาดูนิทรรศการส่วนต่างๆในห้องให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กันบ้าง ผมพบว่า แต่ละห้องมีแต่ตัวหนังสือเต็มพรืดไปหมด แทรกแซมด้วยรูปภาพบ้างประปราย ดูน่าเบื่อและแห้งแล้งพิกล ผมอยากรู้ว่ามีสักกี่คนที่เดินอ่านจนครบหมดทุกบอร์ด

เจ้าหน้าที่ดูแลนิทรรศการก็นั่งเฝ้าห้องแบบซังกะตาย บางคนหลบมุมฟังเพลง อ่านหนังสือพิมพ์ บางคนยืนคุยเม้าท์กันอย่างอย่างสนุกสนานไม่สนใจเด็กผู้เดินเยี่ยมชมนิทรรศการใดๆ คงมีเพียงห้องเด็กเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่วัยใกล้เกษียณ แต่ยังดูกระฉับกระเฉงพูดคุยเสียงดังฉะฉาน ชวนเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองนำวัสดุเหลือใช้มาประดิษฐ์ทำหุ่นชักเล่น

กล่าวโดยสรุป ผมผิดหวังจากท้องฟ้าจำลองกรุงเทพมาก ไม่คิดว่าที่นี่จะมีรูปแบบของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แบบเก่า ๆ ผมบ่นเรื่องนี้กับเพื่อนฝูง คนใกล้ชิด จนเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้พาเด็กๆไปพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ คลอง 5 ปทุมธานี

คราวนี้ผมพาลูกๆไปโดยไม่คาดหวังอะไรมากนัก แต่ทันทีที่เลี้ยวรถเข้าไปเห็นอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์รูปทรงเรขาคณิต เป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ 3 ลูกวางพิงกันอย่างแปลกตาก็สร้างความตื่นตะลึงให้กับผมและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง เด็กๆกระโดดร้องเต้นอยู่หลังรถด้วยความดีใจ

หน้าประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์มีป้ายใหญ่สีแดงสด เขียนข้อชวนคิดไว้อย่างชัดเจนว่า

“ถ้าคุณฟัง คุณจะรู้ If you listen, you will know
ถ้าคุณเห็น คุณจะจำได้ If you see, you will remember
ถ้าคุณทำ คุณจะเข้าใจ If you do, you will understand”

เมื่อเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผมถึงเข้าใจว่าป้ายดังกล่าวต้องการสะท้อนอะไร เพราะแทบทุกจุดของพิพิธภัณฑ์จะมีอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องเล่นให้เด็กๆได้เรียนรู้ ได้โยก ได้กดฟัง ได้เห็นภาพทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวผ่านทางจอโทรทัศน์ จอคอมพิวเตอร์ หรือผ่านทางห้องชมภาพยนตร์

ลูกชายทั้งคู่ของผมสนุกสนานอย่างยิ่งกับการวิ่งไปลองกดปุ่มโน้น โยกคันบังคับอันนี้ โยนลูกหินในท่อรางเหล็ก วิ่งเข้าห้องเขาวงกต ฯลฯ

เมื่อได้เล่นสนุกกับเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆแล้ว คำถามมากมายผุดออกมาจากปากของเด็กทั้งสอง ถามผมกับภรรยาตลอดว่าทำไมถึงเป็นอย่างโน้น ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เสียงหัวเราะคิกๆคักๆอย่างเปี่ยมสุขเกิดขึ้นตลอดแทบทั้งวัน

บอร์ดนิทรรศการความรู้ในแต่ละห้อง แต่ละส่วน แต่ละชั้นทำออกมาได้น่าดู น่าติดตาม ทำให้พิพิธภัณฑ์มีชีวิต ไม่ยากแก่การเข้าถึง เพราะแทบทุกจุด เด็กๆสามารถหยิบจับ สัมผัส หรือมีส่วนร่วมกับในการเรียนรู้ได้

เห็นแล้วรู้เลยครับว่า คนออกแบบนิทรรศการต้องใช้ความรู้ ความสามารถอย่างมากในการย่อยเรื่องยาก เรื่องซับซ้อนให้นำเสนอออกมาได้อย่างง่ายๆ ชัดเจน มีดีไซด์ และสนุก

จัดว่าเป็นการผนวก "Entertainment" กับ "Education" เป็น “Edutainment” ได้อย่างยอดเยี่ยมยิ่ง

ช่วงบ่ายวันนั้น ผมและครอบครัวสมัครเข้าร่วม Workshop ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ เรียนรู้เรื่อง “สมดุล” พวกเราและครอบครัวอื่นๆอีก 7 ครอบครัวเข้าไปนั่งในห้อง Lab วิทยาศาสตร์ แต่ละครอบครัวนั่งล้อมวงอยู่ตรงโต๊ะทดลองทางวิทยาศาสตร์ ทุกคน ทั้งผู้ใหญ่และเด็กต่างสวมชุดครุยสีขาวแบบนักทดลองวิทยาศาสตร์ทับเสื้อผ้าของตนเอง

เจ้าหน้าที่หนุ่มสาว อธิบายให้ความรู้เกี่ยวกับหลัก “สมดุล” ทางวิทยาศาสตร์อย่างสนุกสนาน ร่าเริง เป็นกันเอง พร้อมให้เด็กๆได้มีส่วนร่วมทดลองหาจุดสมดุลในสิ่งของต่างๆ ก่อนจะปิดท้ายให้ทุกครอบครัวแข่งขันประดิษฐ์หุ่น “สมดุล” จากกระดาษรูปทรงต่างๆ แล้วให้หุ่นนั้นเคลื่อนไหววัดความเร็ว ปรากฏว่า เจ้า“สายน้ำ” ลูกชายคนโตของผมโชคดีชนะการแข่งขัน เขาเลยยิ้มปลื้มแก้มแทบปริ กลับมาคุยโม้อวดเพื่อนฝูงอยู่หลายวัน

บริเวณใกล้เคียงกับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ยังมีพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาและพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศอีกด้วยนะครับ ไหนๆไปถึงแล้วต้องดูให้ครบ

ในอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เจ้าหน้าที่แจกแผ่นเกมแบบฝึกหัดแบบง่ายๆให้กับเด็กๆได้ศึกษา ค้นคว้าหาคำตอบตามรายทางระหว่างเดินเที่ยวชมในพิพิธภัณฑ์

เมื่อเที่ยวชมนิทรรศการต่างๆจนครบทุกส่วน แล้วตอบคำถามในแผ่นเกมเสร็จก็นำมาแลกโปสเตอร์อธิบายเกี่ยวกับชีวะวิทยาไปเลยคนละแผ่น นับว่าเป็นไอเดียที่ดีมากครับ เพราะถ้าแจกโปสเตอร์ให้เด็กอย่างง่ายๆคนละแผ่น เด็กย่อมไม่รู้ถึงคุณค่าของมัน

ผมกับครอบครัวใช้เวลาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ทั้ง 3 แห่ง ตั้งแต่เช้าถึงเย็น ขณะพ่อแม่เหนื่อยล้า แต่เด็กๆยังมีแรงสนุก พวกเขาขอเล่นในลานสวนสนุกกลางแจ้ง วิ่งเล่นไล่จับกันในเขาวงกตรอบๆพิพิธภัณฑ์

คืนนั้นทุกคนในครอบครัวผมนอนหลับสนิท นอนยิ้มฝันถึง นักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยๆนั่งยานอวกาศบินสำรวจรอบโลก

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 74 เดือน กุมภาพันธ์ 2554



Create Date : 31 มีนาคม 2554
Last Update : 31 มีนาคม 2554 23:20:42 น. 1 comments
Counter : 357 Pageviews.

 
ฟังแล้วอยากไปเที่ยวบ้างค่ะ ยังไม่เคยไปที่คลอง 5 เลย ^.^ แต่ไปท้องฟ้าจำลองแล้วก็ผิดหวังจริงๆค่ะ อยากใ้ห้เค้าปรับปรุงจริงๆเพราะยังงัย ท้องฟ้าจำลอง ก็เป็นที่ ที่เด็กๆทุกคนอยากไป


โดย: usagimom วันที่: 1 เมษายน 2554 เวลา:9:51:54 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.