Group Blog
 
All Blogs
 
“สิทธิเด็ก”...หนูมีด้วยหรือ

ช่วงเทอมปลายของทุกปี ผมมีภาระรับผิดชอบดูแลนักศึกษาสาขาวารสารศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 ในการทำหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ ปีนี้ก็เช่นเดียวกันครับ เราประชุมกองบรรณาธิการเพื่อหาประเด็นข่าวมานำเสนอให้กับผู้อ่าน ซึ่งส่วนใหญ่คือนักศึกษา คณาจารย์ บุคลากร และชาวชุมชนใกล้เคียงมหาวิทยาลัย

ประเด็นข่าวหนึ่งที่นักข่าวฝึกหัดในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “หอข่าว” มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคุยกันว่าจะนำเสนอในปีนี้คือประเด็น “สิทธิเด็ก”

ตอนแรก นักศึกษาหลายคนยังคงมึนงงกับความหมายของ “สิทธิเด็ก”

บางคนถึงกับตั้งคำถามขึ้นมาว่า “เด็กต้องมีสิทธิด้วยหรือ...สิทธิของคนไทยไม่ใช่เริ่มเมื่อมีสิทธิเลือกตั้งหรือ...ฯลฯ”

การประชุมกองบรรณาธิการในวันนั้น ผมไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูปใดๆแก่นักศึกษา เพียงแต่ปล่อยให้ความสงสัยใคร่รู้กระตุ้นต่อมอยากเรียนรู้ของพวกเขาเอง

ในตอนท้ายการประชุมผมตั้งโจทย์ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มไปหาคำตอบเรื่องสิทธิเด็กด้วยตนเองจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั้งในสื่ออินเตอร์เนท หนังสือ หรือตามวงสัมมนาวิชาการ จากนั้นให้คิดประเด็นข่าวเกี่ยวกับสิทธิเด็กมานำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป

……………………………………………………………………………………………

นักศึกษาสาวคนหนึ่ง นำเสนอเรื่อง “เด็กในคณะเชิดสิงโต” เธอเปิดประเด็นคุยในที่ประชุมครั้งต่อมาว่า “หนูแปลกใจว่า ทำไมเขาถึงปล่อยให้เด็กอายุน้อยๆเล่นกายกรรมต่อตัว เป็นบันไดมนุษย์ในคณะเชิดสิงโต หนูเห็นเด็กบางคนอายุแค่ 3-4 ขวบเอง ถ้าตกลงมาใครรับผิดชอบ...”

“เขา” ในประโยคคำพูดนี้ คงกินความรวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง หัวหน้าคณะสิงโต ตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ หรืออาจหมายถึงผู้ใหญ่ทุกคน ผู้เคยชื่นชมการเชิดสิงโตประเภทนี้มาแล้วก็ได้

หลังจากกองบรรณาธิการข่าวเห็นชอบให้ตามประเด็นข่าวนี้ นักศึกษาสาวผู้มุ่งมั่นได้บุกไปยังคณะสิงโต ย่านบางกอกใหญ่ เพื่อพูดคุยสัมภาษณ์แหล่งข่าวหลายคน ทั้งผู้ก่อตั้งคณะสิงโต เด็กน้อยในคณะสิงโต รวมไปถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองของเด็ก

เธอกลับมาเล่าให้ผมฟังด้วยน้ำเสียงหดหู่ว่า “อาจารย์คะ เชื่อไหมว่า เขาให้เด็กที่ยังใส่ผ้าอ้อมซ้อมยืนบนบ่าพี่สาวอายุแค่ 7-8 ขวบ ส่วนพี่สาวก็ยืนอยู่เป็นชั้นที่ 3 บนบ่าของเด็กวัยรุ่นชาย ซึ่งก็ยืนบนบ่าของผู้ใหญ่อีกคน...

...หนูไปสัมภาษณ์เจ้าของคณะ เขาบอกว่าเด็กในคณะส่วนใหญ่เป็นลูกๆหลานๆกันทั้งสิ้น พ่อแม่ให้มาฝึกเพื่อจะได้มีรายได้ เป็นค่าขนม ค่าเรียนหนังสือ เด็กคนหนึ่งบอกว่า เธอฝึกมาตั้งแต่อายุแค่ 4 ขวบ ตอนแรกจะซ้อมแบบต่อตัวแค่ 2 ชั้นก่อน เมื่อเริ่มชินก็ค่อยๆเพิ่มเป็นแบบ 3-4 ชั้น พอพ่อเห็นว่าสามารถขึ้นที่สูงได้ ไม่กลัว ก็ให้ฝึกไต่ขึ้นกระบอกไม่ไผ่ดู พอทำได้ก็ให้เล่นเป็นตัวหลักเลย...

...เด็กพวกนี้ทุกคนบอกว่าเคยตกจากที่สูงมาแล้วทั้งนั้น บางทีตกตอนซ้อม บางครั้งตกตอนเล่นจริง บางคนตกมาขาแพลง ไหล่หลุด ฯลฯ คนตกลงมาส่วนใหญ่จะกลัวความสูงไประยะหนึ่ง แต่เมื่อพ่อแม่บังคับให้เล่นก็ต้องเล่นต่อ ต้องฝึกกันใหม่อีกที...”

นักศึกษาสาวทิ้งท้ายเรื่องเล่าของเธอด้วยประโยคคำถามว่า “...อาจารย์คะ หนูไปค้นมาว่าเมืองไทยเรามีกฎหมายคุ้มครองเด็ก ห้ามจ้างเด็กต่ำกว่า 15 ปีทำงาน แล้วทำไมเขายังปล่อยให้เด็กอายุไม่กี่ขวบทำงานเสี่ยงอันตรายแบบนี้อยู่ละคะ...”

……………………………………………………………………………………………


นักศึกษาชายอีกกลุ่มหนึ่ง เสนอประเด็นข่าวเรื่อง เด็กเร่ขายของ ขายดอกไม้ ขายลูกอมให้กับลูกค้าในผับ บาร์ยามค่ำคืน

พวกเขาเริ่มต้นเบาะแสข่าว จากความช่างสงสัย "ตอนพวกเราไปเที่ยว ไปกินเหล้านะครับ เจอพวกเด็กเร่ขายของเป็นประจำ บางคืนเจอหลายกลุ่มด้วย เดี๋ยวก็มาขายลูกอม เดี๋ยวมาขายดอกไม้ ...”

“...ผมเห็นพ่อแม่เด็กเดินหลบอยู่ไม่ไกลนัก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นพ่อแม่จริงหรือเปล่า เคยถามเด็กเขาก็อ้ำๆอึ้งๆ ไม่รู้ว่าเป็นพวกลักเด็กมาขอทาน มาขายของหรือเปล่า...”

“...ใช่ อาจารย์ เด็กบางคนเหมือนพวกต่างด้าวมากกว่า พูดไทยยังไม่ชัดเลย...”

จากคำถามหลากหลายเหล่านี้ ทำให้นักศึกษาทั้งกลุ่มต้องแบ่งกันไปสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งตัวเด็กเร่ขายของ คนดูแลเด็ก เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่มูลนิธิคุ้มครองเด็ก

สุดท้ายพวกเขาได้ข้อมูลน่าสนใจว่า การให้เด็กเดินเร่ขายของยามค่ำคืนนั้นถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายคุ้มครองเด็ก

แต่ผู้ใหญ่...ซึ่งบางคนเป็นพ่อแม่แท้ๆ บางคนแค่เป็นผู้ปกครอง และบางคนยังน่าสงสัยอยู่ว่ามีความสัมพันธ์ใดกับเด็ก...ใช้เด็กให้เดินเร่ขายของ ก็เพราะหวังว่าลูกค้า...(หรือเหยื่อ)...จะยอมจ่ายเงินให้กับเด็กมากกว่ามูลค่าของที่เสนอขาย เนื่องเพราะคนไทยมักขี้สงสาร เห็นใจเด็ก ยิ่งเจอลูกอ้อน เจอแววตาน่าสงสารด้วยแล้ว มักจะไม่รอด

และที่สำคัญนะครับ เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนก็รู้เห็นเป็นใจให้แก็งเด็กเร่ขายของเกิดขึ้นเกลื่อนเมือง ส่วนตำรวจจะรู้เห็นเป็นใจอันเนื่องมาจากจิตบริสุทธิ์ สงสารเด็ก หรือเนื่องจากมีผลประโยชน์แอบแฝงก็สุดจะเดาครับ

แต่อย่างน้อยมันสะท้อนให้เห็นชัดว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แม้จะเป็นกฎหมายที่ดี แต่ไร้ผลในเชิงปฏิบัติ

……………………………………………………………………………………………


ครับ...นี่เป็นเพียงบางส่วนของประเด็นข่าวเกี่ยวกับ “สิทธิเด็ก” ที่นักศึกษาได้คิดค้น เสาะหาและรวบรวมข้อมูลเขียนนำเสนอลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติของพวกเขา

ในวันปิดกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ “หอข่าว” ปีนี้ ผมลองโยนคำถามซึ่งทิ้งค้างเอาไว้เรื่องความหมายของ“สิทธิเด็ก” ปรากฏว่าพวกเขาได้ให้ความหมายหลากหลายมากครับ

แม้ความหมายเหล่านั้นจะไม่ตรงเป๊ะเหมือนตัวทฤษฏีในตำรา แต่ผมเชื่อว่า อย่างน้อยพวกเขา...เหล่านักข่าวฝึกหัด ผู้เกาะติดตามข่าวเกี่ยวกับสิทธิเด็กย่อมมีความเข้าใจ และตระหนักถึงสิทธิเด็ก สิทธิของคนไร้ปากเสียงในสังคมไทย

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 52 เดือน เมษายน 2552



Create Date : 01 เมษายน 2552
Last Update : 1 เมษายน 2552 23:14:05 น. 3 comments
Counter : 388 Pageviews.

 
ขอบคุณครับ ...

:)


โดย: ปากกาวานร IP: 125.26.42.89 วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:18:02:13 น.  

 
แอบเคืองนะคะจารย์ ไม่มีสิทธิเด็กของกลุ่ม 3

วู้ๆ 555++


โดย: pippo_9 IP: 125.25.131.36 วันที่: 11 เมษายน 2552 เวลา:15:02:22 น.  

 
สิทธิเด็กมีความสำคัญมากสำหรับเยาวชนเด็กไทยทุกคน


โดย: มนรดา โรงเรียนสภาราชินี ตรัง IP: 115.67.65.98 วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:18:04:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.