Group Blog
 
All Blogs
 
พลังด้านบวก

ระยะหลังเราคงเห็นข่าวเด็กนักเรียนถูกคุณครูเฆี่ยนตีด้วยความรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง หลายๆข่าวมีภาพนิ่ง หรือคลิปภาพเคลื่อนไหวเป็นหลักฐานแสดงถึงความโหดร้ายของผู้ซึ่งถูกสังคมยกย่องและเปรียบเปรยว่าเป็นพ่อแม่คนที่สองของเด็ก

ล่าสุด ผมอ่านข่าวเด็กป.1 วัย 7 ขวบถูกคุณครูใช้ไม้ระนาดเคาะข้อมือ แถมยังโดนตีด้วยไม้เรียวบริเวณก้นอีก 7 ครั้งจนไม้หัก อ่านข่าวนี้จบ ผมถึงกับอึ้งครับ ไม่ใช่เพียงเพราะเด็กคนนี้มีอายุไล่เลี่ยกับลูกชายคนโตของผมเท่านั้น หากแต่มันยังสะท้อนถึงความบกพร่องในระบบการศึกษา และระบบเลี้ยงดูเด็กของไทย

การลงโทษเด็กเล็กด้วยความรุนแรงเช่นนี้ ไม่เพียงทำให้เด็กข้อมือบวมช้ำ ก้นแตกเป็นแผลเหวอะเท่านั้น แต่มันยังสร้างบาดแผลลึกในจิตใจเด็กอีกด้วย

ถึงตรงนี้หลายคนอาจแย้งว่า การลงโทษเด็กด้วยไม้เรียวเป็นเรื่องธรรมดา บางคนเชื่อว่า การเฆี่ยนตีเป็นสิ่งจำเป็นในการบ่มเพาะนิสัยเด็กและเยาวชน ไม่ให้แหกคอก ไร้ระเบียบวินัย เนื่องเพราะพวกเขาล้วนเติบโต ได้ดิบได้ดีจากระบบการเรียนการสอน การเลี้ยงดูเช่นนี้ จึงยึดถือสุภาษิต “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” หรือ “ไม้เรียวสร้างคนเป็นรัฐมนตรี” ฯลฯ

เอาละครับ ผมยังไม่อยากเปิดประเด็นวิวาทะเกี่ยวกับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงในการเลี้ยงดูเด็ก แต่ผมอยากถามว่า มีเพียงวิธีการใช้ความรุนแรง ลงโทษอย่างเข้มงวดด้วยไม้เรียวเท่านั้นหรือ ถึงจะสั่งสอนขัดเกลานิสัยและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กได้

คำตอบคือ ไม่ใช่ครับ

แวดวงจิตวิทยาการเลี้ยงดูเด็ก เขามีแนวคิดอย่างหนึ่งเรียกว่า การอบรมเลี้ยงดูเชิงบวก (Positive Parenting)

แนวคิดนี้ หลายๆประเทศยึดเป็นแนวทางหลักในการอบรมพ่อแม่มือใหม่ เพื่อใช้รับมือเจ้าตัวน้อยๆ รวมทั้งใช้เป็นหลักสูตรสอนคุณครูตามสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก

การอบรมเลี้ยงดูเชิงบวกนั้น ฟังดูเหมือนง่ายๆนะครับ แต่จริงๆเป็นเรื่องยากยิ่ง โดยเฉพาะพวกเราซึ่งเติบโตขึ้นมาในสังคมเอเชีย

อันเป็นสังคมที่เน้นการอบรมเลี้ยงดูเชิงลบ

ใช่ครับ...ลบแม้กระทั่งความคิด ความเชื่อ ความไว้วางใจ ตลอดจนคำพูดในการเลี้ยงดูเด็ก

ผู้ใหญ่ในสังคมไทยจึงมีทัศนคติคอยจับผิด คิดลบต่อเด็กและเยาวชนอยู่ตลอดเวลา ชอบมองว่าเด็กซน ดื้อ เกเร ขี้เกียจ โง่ ติดเกมส์ ติดยาเสพติด มั่วเซ็กส์ ฯลฯ

ผมจึงไม่แปลกใจอะไรเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐของไทยออกโรงเสนอกฎเคอร์ฟิว ห้ามเด็กและเยาวชนออกจากบ้านหลัง 4 ทุ่ม นั่นเป็นเพราะพื้นฐานความคิดด้านลบของพวกเขานี่เอง

เคยสังเกตไหมครับว่า ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยเอ่ยคำชื่นชม หรือให้กำลังใจแก่เด็ก หรือผู้อ่อนด้อยกว่าไม่ค่อยเป็น พวกเขาคิดว่าถ้าเอ่ยปากชมเดี๋ยวเด็กจะเหลิง นั่นก็มาจากฐานคิดด้านลบเช่นกัน

ดังนั้นหากจะใช้เทคนิคการอบรมเลี้ยงดูเชิงบวก อาศัยเพียงแค่ ความรัก ความเอาใจใส่เด็ก คงไม่เพียงพอ

ผู้เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ตลอดจนครูบาอาจารย์จำเป็นต้องมีทัศนคติ ความคิด ความเชื่อในความดีของเด็กเสียก่อน

นั่นคือ ต้องรู้จักมองหาจุดเด่น มองด้านบวกของเด็ก ไม่ใช่คอยจับผิด หาจุดด้อยมาดุด่าว่ากล่าว

ถ้าเราเชื่อในศักยภาพของลูกหลาน มันย่อมสะท้อนออกมาทั้งทางอารมณ์ ความรู้สึก และการแสดงออกทางภาษากาย และภาษาปาก แล้วพลังด้านบวกจะถ่ายทอด ซึมซับไปสู่เด็กได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง

หนังสือตำราการอบรมเลี้ยงดูเชิงบวกหลายๆเล่ม แนะนำตรงกันครับว่า ถ้าเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กแล้วพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ ควรสนับสนุนให้เด็กเดินไปบนเส้นทางใฝ่ฝันของเขา แม้ว่าหลายๆเรื่องคุณจะรู้สึกห่วงกังวลใจ หรือคิดแย้งเห็นต่างก็ตาม

ขณะเดียวกันควรสอนให้เด็กมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองเลือกเองด้วยนะครับ เช่นถ้าลูกยังเล็กแล้วเลือกเล่นต่อหุ่นยนต์ ก็ต้องรับผิดชอบในการเก็บหุ่นยนต์ให้เรียบร้อย ถ้าไม่เก็บของให้เรียบร้อย ต้องให้เขาเรียนรู้ว่า หุ่นยนต์อาจหายได้ หรือถ้าเด็กห่วงเล่นจนไม่ยอมทานข้าว ต้องให้เขาเรียนรู้เองว่า เมื่อพ้นเวลาอาหารเขาไม่มีสิทธิทานข้าว ผลที่ได้รับเองคือปวดท้อง หิวข้าว

นอกจากนั้นอย่าพยายามตัดสินใจแทนเด็กเสียทุกเรื่อง การอบรมเลี้ยงดูเชิงบวกที่ดีนั้นควรเปิดโอกาสให้เด็กได้มีอิสระทางความคิด และมีอิสระในการตัดสินใจ

ผู้เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์มีหน้าที่สร้างเงื่อนไขกระตุ้น เร้าให้เด็กได้คิดตั้งคำถาม หาคำตอบ วิเคราะห์ ประเมินทางเลือกต่างๆเพื่อการตัดสินใจด้วยตนเอง

สำหรับเด็กเล็ก พ่อแม่ควรสอนให้ลูกสามารถสื่อสารถ่ายทอดความคิดเห็น หรือถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึกของตนเองอย่างถูกต้อง เหมาะควร และที่สำคัญคือ อย่าลืมชื่นชม ทั้งคำพูดและการกระทำเพื่อให้กำลังใจแก่เด็ก เมื่อเขาเลือกตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว เพราะนั่นคือการเปิดโอกาสให้เขาได้ภูมิใจในตนเองนั่นเอง

ประเด็นสุดท้ายคือ ผู้เป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ควรมีความรักให้เด็กโดยปราศจากเงื่อนไข และต้องบอกให้เขาทราบทั้งภาษากาย และภาษาปากว่ารัก

การกอด การหอม หรือคำพูดว่า “รัก”เหล่านี้จะเป็นวัคซีนชั้นดีให้เด็กเติบใหญ่ขึ้นอย่างมีพลังบวกในชีวิต

พลังด้านบวกนี่แหละครับ จะผลักดันชีวิตเด็กให้เดินไปบนเส้นทางสร้างสรรค์

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 75 เดือน มีนาคม 2554





Create Date : 10 กันยายน 2554
Last Update : 10 กันยายน 2554 23:48:41 น. 0 comments
Counter : 404 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.