Group Blog
 
All Blogs
 
ลูก...อย่ามักง่ายนะครับ

หลายวันก่อน ผมเข้าประชุมร่วมกับผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนในแวดวงวิชาการ ปรากฏว่าวันนั้นประธานในการประชุมมาสายร่วมชั่วโมง

ท่านประธานเดินเข้าห้องประชุมด้วยชุดยับยู่ยี่ ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เดาได้ไม่ยากว่านั่งรถจักยานยนต์มาประชุม ตอนแรกผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่คิดไปเองว่า คงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับรถยนต์ของท่านประธาน เลยต้องพึ่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างบึ่งมาประชุม

แต่พวกเราคิดผิดครับ...เพราะหลังจากท่านประธานขอโทษ ขอโพยผู้เข้าร่วมประชุมที่มาสายแล้ว ท่านได้เล่าให้ฟังว่า...

“...ผมออกจากบ้านไม่ได้ครับ มีรถจอดขวางประตูหน้าบ้าน ไม่ได้เข้าเกียร์ว่างไว้ด้วย เข็นเท่าไหร่ก็ไม่ขยับ รอตั้งนานเจ้าของรถก็ไม่มาเลื่อนรถออกไป เลยต้องนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างแถวบ้านมาประชุมแทน ต้องขอโทษด้วยนะครับ...”

เหตุการณ์เช่นนี้ผมเข้าใจอารมณ์และความรู้สึกของท่านประธานดี เพราะผมเจอเองเป็นประจำ เนื่องจากบ้านอยู่ติดถนนใหญ่ แล้วดันเคราะห์ร้ายไปอยู่ใกล้โรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษชื่อดัง ด้วยเหตุนี้ทุกวันทำงานในช่วงเย็นถึงค่ำจะมีรถยนต์ของผู้ปกครองมาจอดรอรับส่งลูกหลานเป็นแถวยาวเหยียดเต็มถนนหน้าบ้านไปหมด อ้อ...วันเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่เว้นนะครับ เพราะโรงเรียนกวดวิชาเขาเปิดตลอดทั้ง 7 วัน

เวลาขับรถเข้า-ออกจากบ้าน ผมต้องคอยลุ้นครับว่ามีรถจอดขวางหน้าประตูบ้านหรือไม่

บางวันโชคร้าย ทำงานเสร็จในตอนเย็น ขับรถฝ่าการจราจรติดขัดมาถึงบ้าน ตั้งใจจะได้พักให้หายเหนื่อย แต่ปรากฏว่าเลี้ยวรถเข้าบ้านไม่ได้ เพราะมีรถจอดขวางหน้าประตูบ้านเอาไว้

มันน่าเจ็บใจนะครับ เห็นบ้านอยู่ตรงหน้าแต่เลี้ยวรถเข้าบ้านไม่ได้ เจอแบบนี้ เซ็งเลยครับ ยิ่งเจอแทบทุกวัน ยิ่งเครียด เพราะไม่ว่าจะใช้วิธีเขียนป้าย “กรุณาอย่าจอดรถขวางหน้าประตู” อย่างไรก็ไร้ผล

เพราะคนมักง่าย ยึดเอาแต่ความสะดวกของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอื่นเขาไม่สนใจอ่านป้ายอะไรหรอกครับ

ที่น่าเศร้าใจคือ คนมักง่ายนับวันจะยิ่งมีมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องจอดรถขวางทางเข้าออกคนอื่นเพียงอย่างเดียวนะครับ อย่างที่เห็นกันเป็นประจำคือการจอดรถรับส่งลูกหลานตามโรงเรียนต่างๆ

ถ้าแค่จอดชะลอให้ลูกหลานรีบเดินลงไปเข้าโรงเรียนเองยังพอว่านะครับ แต่บางคนจอดแช่ร่วมครึ่งชั่วโมง ไม่สนใจว่าการจราจรแถวนั้นจะติดขัดอย่างไร ขอให้ฉันได้จอดเป็นพอ บางโรงเรียนถึงกับจอดซ้อนกันสองแถวสามแถวเลยครับ

หรือบางรายเป็นพวกรักสัตว์ เลี้ยงหมาเอาไว้เป็นเพื่อน หรือไว้เฝ้าบ้าน ทุกเช้าเย็นจะพาหมาเดินเล่นแล้วปล่อยให้ขับถ่ายหน้าบ้านคนอื่น พอหมาเสร็จกิจธุระ เจ้าของรีบลากจูงหมากลับบ้าน ปล่อยภาระก้อนโตไว้หน้าบ้านคนอื่น เป็นเช่นนี้ทุกวี่วัน โดยเจ้าของหมาไม่รู้สึกรู้สมอะไร

หรือประเภททิ้งขยะไม่เลือกที่ นึกอยากโยนลงถนน ลงแม่น้ำลำคลอง หรือแม้แต่ในทะเลก็โยนลงไปหน้าตาเฉย

หรือพวกส่งเสียงดังเอะอะโวยวายรบกวนเพื่อนบ้านข้างเคียง ดึกดื่นเที่ยงคืนยังตะเบ็งเสียงร้องเพลง ฯลฯ

ความมักง่ายเหล่านี้ คนทำเขาไม่ได้เดือดร้อนอะไรจากผลของการกระทำของตนเอง ผู้เดือดร้อนคือสังคม คนใกล้ชิด รอบข้าง

แต่ความมักง่ายบางอย่างผู้กระทำอาจได้รับผลของความมักง่ายของตนเอง เช่น ข้ามถนนโดยไม่สนใจสัญญาณไฟจราจร ไม่ใช้สะพานลอยข้ามถนน ขับรถย้อนศร โทรศัพท์ขณะขับขี่รถ ฯลฯ เมื่อประมาท มักง่าย อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้ชั่วพริบตา

ถึงตรงนี้...ผมคิดว่า พ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนคงไม่อยากให้ลูกหลานของเราเติบโตขึ้นมาเป็นคนมักง่าย

แต่ปัญหาคือ จะสอนได้อย่างไรหากเรายังมีพฤติกรรมมักง่าย เห็นแก่ความสะดวกสบายส่วนตัวเป็นหลัก

ครับ...หากเราไม่อยากให้ลูกมักง่าย ต้องเริ่มจากตัวเราไม่มักง่ายก่อน !

แน่นอนว่า การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเช่นนี้เป็นเรื่องยาก เพราะคนเรามักมีข้ออ้างให้กับความมักง่ายของตนเอง เช่นจอดรถขวางทางเข้าออกคนอื่น ก็คิดว่า “ไม่เป็นไร แค่เดี๋ยวเดียวเอง คงไม่มีรถเข้าออก” หรือ “ไม่เป็นไร ใครๆเขาก็ทำกัน”

แต่ถ้าเราเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดว่าหากโดนคนอื่นกระทำเช่นนี้บ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร ผมเชื่อว่าทุกคนย่อมรู้สึกไม่พอใจ คล้ายคลึงกัน

ทีนี้หากเราเผลอ ลืมคิดถึงสิทธิของผู้อื่น คนรอบข้างอาจต้องช่วยกันตักเตือน

อย่างครอบครัวเพื่อนผมรายหนึ่ง เขาเปิดกว้างให้ทุกคนในครอบครัวสามารถตักเตือนซึ่งกันและกันได้ แม้แต่ลูกก็สามารถตักเตือนพ่อแม่ได้ด้วยท่วงทำนองอ่อนโยน สามีภรรยาสามารถตักเตือนกันได้ด้วยความรัก ความเมตตา

ซึ่งนั่นหมายความว่า คนเป็นพ่อแม่ต้องลดอัตตาของตนเองลงด้วยนะครับ

ไม่ใช่มัวแต่คิดว่าฉันเป็นพ่อแม่ เธอเป็นลูกมาเตือน มาสอนอะไรฉัน

การเปิดโอกาสให้ลูกตักเตือนพ่อแม่ นั่นหมายถึงเปิดโอกาสให้ลูกสอนตัวเองไปด้วยในตัว

แล้วคำสั่งสอนใดจะดีเท่ากับ การสั่งสอน เตือนตนเองละครับ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 55 เดือน กรกฎาคม 2552



Create Date : 11 กรกฎาคม 2552
Last Update : 22 สิงหาคม 2552 22:03:41 น. 0 comments
Counter : 284 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.