Group Blog
 
All Blogs
 
ผมแหว่งกับความคิดสร้างสรรค์

ผมเพิ่งวางสายโทรศัพท์จากเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย หลังจากพูดคุยกันยาวนานร่วมชั่วโมง เนื่องเพราะเพื่อนกำลังหงุดหงิดเรื่องลูกวัยประถมต้นถูกคุณครูทำโทษด้วยข้อหาทรงผมผิดระเบียบ

เธอร่ายยาว คล้ายอยากระบายความรู้สึก “..คิดดูสิ ฉันเพิ่งพาเจ้าป๊อกไปตัดผมเมื่อสองวันก่อน ตัดแบบรองทรงสูงเหมือนทุกที แต่คราวนี้ดันถูกครูฝ่ายปกครองจับ บอกว่าผมยาวผิดระเบียบ...

...ถ้าครูปกครองทำโทษเจ้าป๊อกด้วยการจดชื่อ ตักเตือน หรือทำโทษให้วิ่งรอบสนามฉันก็ไม่ว่าอะไรนะ แต่นี่เขากลับใช้การประจานเด็กให้อับอาย...”

“ประจานยังไง” ผมอดสงสัยไม่ได้

“...เขาตัดผมเด็กทุกคนที่ผมยาวผิดระเบียบ ตัดคนละกระจุก แหว่งไปถึงหนังหัวเลยแหละ ตอนเย็นไปรับลูกกลับบ้าน เห็นแล้วช็อกเลย ลูกร้องไห้โฮเข้ามากอด บอกจะไม่มาโรงเรียนอีกแล้ว เรางี้น้ำตาซึมเลย สงสารลูก ทำไมครูมาทำกับลูกเราอย่างนี้...” ยิ่งพูด อารมณ์ของเพื่อนผมยิ่งขึ้น

ผมเข้าใจความรู้สึกของเจ้าป๊อก...ลูกเพื่อนเป็นอย่างดี เพราะครั้งหนึ่งในชีวิต สมัยเรียนมัธยมผมเคยถูกครูฝ่ายปกครองทำโทษเรื่องผมยาวด้วยการตัดผมเสียแหว่ง น่าเกลียดอย่างเห็นได้ชัด

จำได้ว่าผมอายมาก ยิ่งโดนเพื่อนล้อว่า “ไอ้แหว่ง ไอ้แหว่ง ไอ้แหว่ง” อารมณ์อายกลายเป็นโกรธเจือแค้น วิ่งไล่ชก ไล่เตะเพื่อนที่รุมล้อกระเจิงไปเลย

นั่นเป็นอดีตครับ...ผมไม่คิดว่าปัจจุบันการลงโทษเช่นนี้จะยังมีอยู่ มิหนำซ้ำยังไปเล่นงานกับเด็กเล็กขนาดวัยประถม ทำให้อดตั้งคำถามกับระบบการศึกษาของไทยไม่ได้

อันที่จริงจะว่าไปแล้วระบบการศึกษาไทย เคร่งเครียด จริงจังกับเรื่องระเบียบวินัยเกี่ยวกับทรงผม เครื่องแต่งกายของเด็กมากเกินความจำเป็น ไล่มาตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมหาวิทยาลัยก็ไม่เว้น

เชื่อไหมครับหลายๆมหาวิทยาลัยถึงกับให้มีอาจารย์ยืนอยู่หน้าประตูสถาบันการศึกษาตรวจจับการแต่งกายของนิสิต นักศึกษา ประเภทว่าใครแต่งกายไม่เรียบร้อย ผิดระเบียบจะถูกห้ามไม่ให้เข้ามหาวิทยาลัย หรือถูกตัดแต้ม หักคะแนนอะไรทำนองนั้น

น่าแปลกใจว่า โมเดลของระบบการศึกษาไทย ที่นักการศึกษาไทยไปลอกหลักสูตรการเรียนการสอนมาจากซีกโลกตะวันตก กลับไม่ได้ซีเรียสจริงจังเรื่องเครื่องแบบ ทรงผมของนักเรียน นิสิต นักศึกษามากเหมือนของไทย

โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษา ประเทศพัฒนาแล้วแทบปล่อยอิสระให้นิสิต นักศึกษาใช้วิจารณญาณในการแต่งกาย รวมถึงให้เสรีภาพแก่นักศึกษาในการคิด แสดงความคิดเห็น หรือแสดงออกอย่างเต็มที่ แม้ความคิดเห็นนั้นๆจะขัดแย้ง คัดง้างกับคำสอนของครูบาอาจารย์หน้าห้องก็ตาม อันนำมาซึ่งความคิดสร้างสรรค์ดีๆมากมาย

ครับ...นวัตกรรมยิ่งใหญ่มากมายเกิดขึ้นในห้องเรียนที่เป็นอิสระ

แล้วอะไรทำให้การศึกษาไทยบ้าคลั่งเรื่องทรงผม เครื่องแต่งกายของผู้เรียน อยากให้เป็นยูนิฟอร์มแบบเดียวกันหมดละ

ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะยุคแรกของการศึกษาไทย ซึ่งเริ่มขยายลงสู่มวลชน เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เป็นการศึกษาบ่มเพาะผู้คน เพื่อคัดสรรบุคลากรป้อนสู่ระบบราชการเป็นหลัก

ด้วยตัวระบบราชการ ผู้คนมักยึดถือกฎ ระเบียบ คำสั่งของผู้บังคับบัญชาเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะในระบบราชการทหาร ซึ่งยึดกุมบริหารประเทศไทยมายาวนาน ยิ่งรังเกียจต่อการตั้งคำถาม หรือการคิดต่าง คิดแปลกของผู้ใต้บังคับบัญชา

กฎระเบียบ ข้อบังคับเรื่องการตัดผมสั้นเกรียน ทรงนักเรียนและเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา อีกนัยหนึ่งคือภาพสะท้อน การเรียนรู้แบบ “อำนาจนิยมในรัฐราชการ”นั่นเอง

แม้ว่าทุกวันนี้ ระบบการศึกษาในสังคมไทยจะขยับก้าวจากการผลิตคนป้อนระบบราชการ เป็นการผลิตคนป้อนสู่ระบบทุนนิยม ซึ่งเน้นการแข่งขัน ต้องการความคิดสร้างสรรค์ของบุคลากร แต่โดยกรอบโครงสร้างการศึกษาตั้งแต่เด็ก เราเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จักการคิดแตกต่าง ให้ตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆรอบตัวแค่ไหนครับ

หลายครั้งที่ผมเห็นเพื่อนครูอาจารย์ในวิชาชีพเดียวกับผม ไล่จับ ทำโทษเด็กแต่งกายผิดระเบียบ ขณะเดียวกันก็เรียกร้อง บ่นว่า ทำนอง “...เด็กพวกนี้ไม่มีความคิดสร้างสรรค์อะไรเลย คิดอะไรไม่เป็น วิเคราะห์อะไรไม่ได้...” เจอทำนองนี้ได้แต่ถอนหายใจให้กับการศึกษาไทย

หลายคนอาจแย้งผมว่า ถ้าไม่มีกฎ ระเบียบเรื่องทรงผม เครื่องแต่งกาย เราอาจเห็นเด็กนักเรียนไว้ผมทรงแปลกประหลาด หรือแต่งเสื้อผ้าสุดเพี้ยน สุดพิเรนมาเรียนหนังสือ

ใช่ครับ...ผมยอมรับว่าอาจเกิดสภาพเช่นนั้น แต่เราน่าจะสอนให้เด็กตั้งแต่เล็กๆให้พวกเขาได้คิด ได้ตัดสินใจ ได้ใช้วิจารณญาณเองไม่ใช่หรือว่าอะไรเหมาะควรกับสภาพสังคมแวดล้อม

ขณะที่เราต้องการให้เด็กยุคใหม่มีความคิดสร้างสรรค์ ต้องการให้เศรษฐกิจไทยในอนาคตขับเคลื่อนไปด้วย “Creative Economy” เราต้องเปิดใจกว้าง ให้โอกาสเด็กได้เรียนรู้ แหกกรอบ กฎกติกาไร้สาระบางอย่างด้วย ใช่ไหมครับ

หรือเราอยากให้พวกเขาแค่คิดสร้างสรรค์ ภายใต้กรอบที่เราคุมได้เท่านั้น

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 72 เดือน ธันวาคม 2553



Create Date : 08 มกราคม 2554
Last Update : 8 มกราคม 2554 22:26:14 น. 1 comments
Counter : 497 Pageviews.

 
คนเรามันก็นานาจิตตังคะ ส่วนตัวเห็นว่า ตัดผมสั้นหรือไว้ผมยาวไปเรียนถ้าคนมันรักเรียนมันก็ไม่มีความสำคัญ ของแบบนี้มันอยู่ที่การปลูกฝังด้านจิตใจมากกว่าไม่งั้นเด็กฝรั่งแต่งตัวไปโรงเรียนชุดอยู่บ้านด้วยซ้ำไปไม่โง่หมดแล้วเหรอคะ อาจจะมีการกำหนดว่าแต่งได้ประมาณไหน และประมาณไหนควรตักเตือนแต่ก็ไม่ต้องถึงขนาดต้องเอาไม่บรรทัดมาวัดความยาวของเส้นผมกันมั้งคะ เอาเวลาที่ทำแบบนั้นมาพัฒนาอีคิว ดีกว่ามั้ยอ่ะ


โดย: rosedonnok วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:14:15:48 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.