Group Blog
 
All Blogs
 

ทำไมหนูต้องเรียนเหมือนใคร

เมื่อก่อนผมไม่ค่อยเชื่อหรอกครับเวลามีคนบอกว่า“...พี่น้องคลานตามกันมามีอุปนิสัย ความชอบ ความถนัด ความสนใจแตกต่างกัน...” ด้วยผมทึกทักเอาเองว่าการอบรมเลี้ยงดูในครอบครัวอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันน่าจะทำให้เด็กเติบโตขึ้นมาคล้ายคลึงกัน

แต่นั่นเป็นความเขลาส่วนตัวของผมครับเพราะทันทีที่มีลูกชายคนที่ 2 ผมเริ่มเรียนรู้แล้วว่ามนุษย์แต่ละคนเกิดมาแตกต่างกัน เหมือนกับว่าเราเกิดมาพร้อมกับ”กรรม”ส่วนตนกำหนดเอาไว้แล้ว

อย่างลูกชายทั้ง 2คนของผมเลี้ยงดูแบบเดียวกัน แต่นิสัยใจคอ ความสนใจ ความถนัดแตกต่างกันมากเจ้าสายน้ำ”ผู้พี่วัย 7 ขวบเป็นคนใจเย็น ง่ายๆ อะไรก็ได้ แต่ความเป็นคนง่ายๆของเขาบางครั้งก็ดูเหมือนเรื่อยเฉื่อยเขาชอบทานอาหารฝรั่งประเภทพิซซ่า มักกะโรนี เค้ก ฯลฯ มากกว่าอาหารประเภทข้าวบะหมี่ สามารถขลุกกับการประดิษฐ์ การต่อเลโก้ ได้เป็นวันๆ โปรดปรานการต่อหุ่นยนต์มากกว่าการขีดเขียนคิดเลขตามหลักสูตรการเรียนการสอนปกติ

ส่วน “สายเมฆ”คนน้องวัย 4 ขวบมีนิสัยใจร้อนชอบเอาชนะเป็นเด็กตั้งใจทำอะไรต้องทำให้ได้ บางครั้งเจอเกมปริศนาเขาวงกตยากๆเจ้าแสบเล็กจะจมอยู่กับการแก้ปัญหานั้นจนกว่าทำได้นิสัยการกินต่างจากพี่ชายโดยสิ้นเชิง เพราะเจ้าหนูชอบทานข้าวหรือบะหมี่เป็นหลักพอเป็นอาหารฝรั่งจะชิมนิดๆหน่อยๆแล้วเบือนหน้าหนี ส่วนความสนใจดูเหมือนทโมนผู้น้องจะชอบด้านภาษาด้านคณิตศาสตร์ตั้งแต่เล็ก

ความแตกต่างด้านนิสัยใจคอ ความถนัดความสนใจทำให้ผมและภรรยาต้องปรับใช้วิธีการสั่งสอนพวกเขาแตกต่างกัน หลายเรื่องสามารถหยิบยกมาใช้สอนพี่ชายแต่ไม่สามารถนำไปสอนน้องชายหรือบางอย่าง เช่นภาษาจีน ผู้เป็นน้องชายสนใจ ใคร่เรียนรู้ เขาชอบถาม”อาม่า”หรือ“ย่า”ให้สอนอ่านสอนเขียนเองแทบทุกคืนในขณะที่พี่ชายเมยเฉยไม่สนใจใยดี

เหล่านี้ทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามว่า“การเรียนการสอนในระบบการศึกษาทำไมต้องให้ออกแบบให้เหมือนๆกันโดยมีข้ออ้างว่าเพื่อให้มีมาตรฐานเดียวกัน”

ยิ่งผมเป็นคนประกอบอาชีพสอนหนังสือตามมหาวิทยาลัยยิ่งเห็นชัดว่าหน่วยงานกำกับดูแลด้านการศึกษาของไทย นิยมออกแบบให้การศึกษาไทยให้เป็นเสมือนโรงงานผลิตบัณฑิตป้อนเข้าสู่สายพานการผลิตในวิชาชีพต่างๆมากกว่าจะเน้นสร้างบัณฑิตให้เป็นผู้ใฝ่รู้ และสามารถเรียนรู้ศึกษาไปตามความสนใจหรือความถนัดส่วนตน

ประเด็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของSirKen Robinson ในเรื่อง “Personalization Learning” หรือ “การเรียนรู้ส่วนบุคคล”

Sir Ken Robinson เป็นนักวิชาการชื่อดังระดับโลกในด้านการพัฒนาการศึกษาด้านแนวคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม แถมยังเป็นนักพูดระดับแถวหน้าของโลก หากใครได้ชมคลิปวีดีโอของเขาในการพูดรายการTED หัวข้อ “Bing on the learning revolution!” จะพบว่าเขาวิพากษ์ระบบการศึกษาของโลกได้อย่างตีแสกหน้าทีเดียว (สามารถชมได้ในYouTube)

Sir Ken Robinsonมีความคิดเห็นว่า การศึกษาควรเป็น”การเรียนรู้ส่วนบุคคล”มากกว่าการเรียนรู้ไปตามระบบมาตรฐานการศึกษาเช่นในปัจจุบัน

เนื่องเพราะเด็กทุกคนล้วนมีความเป็นปัจเจกมีความแตกต่างเฉพาะตัว เด็กแต่ละคนมีความถนัด ความสนใจความปรารถนาใฝ่ฝันแตกต่างกัน

แล้วทำไมเราต้องจัดการศึกษาให้เหมือนกันด้วยเล่า

ระบบการศึกษาทั่วโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน Sir KenRobinson อธิบายว่าเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

ทำให้ระบบการศึกษามีลักษณะเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมกล่าวคือเป็นเส้นตรง เช่นต้องเริ่มต้นเรียนจากอนุบาลแล้วเรียนต่อระดับประถมศึกษาต่อด้วยระดับมัธยมศึกษา อุดมศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโทและเอกเน้นความเป็นมาตรฐานให้เหมือนๆกันในทุกแห่ง

เขาวิพากษ์ระบบการศึกษานี้ว่าเป็นเหมือนอาหารFastfood อาหารขยะที่มีลักษณะสำเร็จรูปกินที่ไหนทั่วโลกก็มีรสเช่นเดียวกัน

แต่โลกในศตวรรษที่ 21แตกต่างจากโลกยุคเดิม SirKen Robinson มองว่า จำเป็นต้องปฏิวัติระบบการศึกษาเสียใหม่เพื่อให้สอดรับกับระบบเศรษฐกิจใหม่ ทั้งยังต้องดำรงวัฒนธรรมชุมชนที่หลากหลายของแต่ละเชื้อชาติเน้นความการเรียนส่วนบุคคลเพื่อสร้างความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นในสังคม

แน่นอนครับว่าการเรียนรู้ส่วนบุคคลเช่นนี้จำต้อง “ยกรื้อ”ระบบการศึกษาตั้งแต่แนวคิดปรัชญาการศึกษา ตลอดจนหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน

ต้องเน้นใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่เข้ามาช่วยให้เด็กทุกคนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ไปตามความถนัดความสนใจหรือความใฝ่ฝันส่วนตน

เช่นถ้าเด็กสนใจเรื่องปลูกต้นไม้ชอบเลี้ยงสัตว์ เขาก็สามารถไปเรียนเรื่องเหล่านี้เป็นการเฉพาะผ่านการสื่อสมัยใหม่ ไม่จำเป็นต้องเรียนเหมือนเพื่อนๆในวัยเดียวกันหรือเด็กสามารถลงไปฝึกฝนกับชาวนา ชาวสวน ปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นพัฒนาองค์ความรู้เรื่องที่เขาถนัดและชื่นชอบเด็กไม่จำเป็นต้องมานั่งทุกข์ระทมกับการเรียนการสอนในห้องสี่เหลี่ยม

บางคนอาจยั่วแย้งว่าแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กถนัด หรือสนใจเรื่องอะไร ตรงนี้ผมมองว่าเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ในการสังเกต และช่วยดึงศักยภาพของเด็กออกมา ให้เด็กสามารถพัฒนาตนเองไปตามศักยภาพของเขาอย่างเต็มที่มากกว่า

อย่างไรก็ตามในยุคสมัยที่เราไม่สามารถปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาอันเนื่องมาจากการยึดกุมอย่างเหนียวแน่นของรัฐราชการไทย

เราในฐานะพ่อแม่ครูบาอาจารย์คงต้องช่วยกันพัฒนา สร้างเสริมบรรยากาศการเรียนรู้หรือสร้างเงื่อนไขให้ลูกหลาน หรือลูกศิษย์สามารถพัฒนาเรียนรู้ไปตามศักยภาพของแต่ละคนโดยไม่จำเป็นต้องให้เหมือนใคร


.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 83 เดือน พฤศจิกายน 2554





 

Create Date : 26 มีนาคม 2557    
Last Update : 26 มีนาคม 2557 22:31:46 น.
Counter : 275 Pageviews.  

บทเรียนจากงานศพ

ช่วงเดือนก่อน ผมมีเหตุต้องไปร่วมพิธีศพอยู่หลายงานบางงานเป็นการจากไปของคุณพ่อเพื่อน บางงานเป็นความสูญเสียของครอบครัวคนรู้จักแต่งานที่ทำให้ผมสลดใจมากสุดคือ งานศพของเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยคนหนึ่งเขาจากไปอย่างกะทันหัน ทิ้งภรรยาและลูกน้อยวัยสองขวบเศษให้อยู่สู้โลกเพียงสองคน

ในงานศพคืนนั้น “น้องแดง”คู่ชีวิตของเพื่อนผู้ล่วงลับเล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่า“...หนูแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลยตอนรับโทรศัพท์แจ้งข่าวว่าพี่เขาเสียจากอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นเร็วมาก..” เธอหยุดสะอื้นไห้ก่อนพูดต่อ “ ตอนเช้าพี่เขาเพิ่งขับรถออกจากบ้านบอกว่าไปทำธุระแถวนครปฐม เย็นๆจะกลับมาพาหนูกับลูกไปทานข้าวนอกบ้าน แต่พี่เขาไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย...”

เมื่อพวกเรา ซึ่งเป็นเพื่อนผู้ตายถามถึงลูกสาวตัวน้อยของเธอ“น้องแดง”ตอบว่า“...หนูไม่รู้จะทำอะไรต่อไปดี มันมึนงงไปหมด มันช็อกมาก ตอนแรกหนูตั้งใจพาลูกมาวัดเหมือนกันอยากให้ลูกได้ลาพ่อเป็นครั้งสุดท้าย แต่ผู้หลักผู้ใหญ่เขาห้ามไว้ บอกไม่ให้พาเด็กมางานศพ...”

นั่นเป็นเหตุค้างคาใจผมอยู่นาน

ระหว่างสวดพระอภิธรรมศพผมอดครุ่นคิดในประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ว่า “ควรให้เด็กซึ่งเป็นลูกหรือหลานของผู้เสียชีวิตมาร่วมงานศพหรือไม่...”

เมื่อลองย้อนมองตนเองว่า สมัยเด็กเคยไปร่วมงานศพบุคคลในครอบครัวไหมอืม...ผมจำได้แต่เพียงว่าไปร่วมงานศพตอนคุณตาหรือที่ผมเรียกว่า “อากง” เสีย ช่วงนั้นผมอายุได้สัก9-10ขวบแล้ว ความผูกพันกับ”อากง” ผู้เลี้ยงดูใกล้ชิด สนิทสนมทำให้ผมร้องไห้โฮเมื่อทราบข่าวการจากไปของท่าน ซึมเศร้าไปชั่วระยะเวลาหนึ่งก่อนจะสนุกสนานร่าเริงไปตามวัย

แต่เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น สมัย“คุณปู่”เสีย ผมจำอะไรไม่ได้เลยแม้มีภาพถ่ายเป็นหลักฐานยืนยันว่าผมไปร่วมในพิธีฝังศพด้วยก็ตาม อาจเป็นเพราะตอนนั้นผมยังเล็กอายุเพียง2-3ขวบ

คืนนั้น กลับจากงานศพผมรีบค้นข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กเพราะอยากรู้ว่าในเชิงจิตวิทยาเด็กแล้ว สมควรพาเด็กไปร่วมพิธีศพบุคคลในครอบครัวหรือไม่

ผมพบว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาร่วมของพ่อแม่ผู้ปกครองทั่วโลกแต่การตัดสินใจสุดท้ายมักอิงกับวัฒนธรรมของแต่ละสังคมบางวัฒนธรรมเด็กเป็นส่วนหนึ่งของพิธีสำคัญเช่นนี้แต่บางวัฒนธรรมจะกันเด็กไม่ให้มายุ่งเกี่ยว หรือรับรู้ความเศร้าสลดของครอบครัว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเด็นนี้ไม่สามารถชี้ชัด“ฟันธง” ลงไปว่าอย่างไหมเหมาะสม ถูกต้องกว่ากัน

อย่างไรก็ตามนักจิตวิทยาเด็กจำนวนมาก มีความเห็นสอดคล้องกันว่า เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “ตาย” อย่างถ่องแท้เด็กเล็กๆเหล่านี้มักคิดว่าการ”ตาย”คือ “การไม่อยู่ร่วมกับเขา” หรือหมายถึง “การเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง”

ดังนั้นคำแนะนำของนักจิตวิทยาคือบอกเด็กเล็กเพียงแค่ว่า บุคคลในครอบครัวคนนั้นๆจากเราไปแล้ว ถ้าเด็กซักว่า “ไปที่ไหน”เราอาจตอบว่า “...ไปดินแดนไกลแสนไกล บนสวรรค์ชั้นฟ้าโน่นไง” หากเด็กถามอีกว่า“แล้วขึ้นเครื่องบินไปหาได้ไหม” เราคงตอบได้เพียงว่า “ดินแดนนี้ไกลกว่าเครื่องบินจะไปถึงแต่ไม่ต้องห่วง วันหนึ่งเราทุกคนก็ต้องไปยังดินแดนแห่งนั้น”

สำหรับเด็กโตนักจิตวิทยาแนะนำว่าควรอธิบายให้พวกเขารับรู้ว่า “ความตาย” เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

“ความตาย” เกิดขึ้นกับทุกคน เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้และความตายไม่ได้เรียงลำดับด้วยว่า คนอายุมากกว่าต้องตายก่อนคนอายุน้อย

สำคัญคือเราจะเตรียมตัว“ก่อนตาย” อย่างไรต่างหาก นั่นหมายถึง เราจะใช้เวลาในช่วงมีชีวิตให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัวต่อสังคมให้เต็มที่ได้อย่างไร

นั่นคือการอยู่อย่างไม่ประมาท

แต่การอธิบายถึงเรื่อง ”ความตาย” กับลูกหลานตัวน้อยต้องค่อยเป็นค่อยไปนะครับต้องดูด้วยว่าเด็กสามารถรับรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน

ไม่ใช่ไปพูดตอกย้ำจนทำให้เด็กวิตกกังวลประเภทตั้งคำถามซ้ำไป ซ้ำมาว่า “...ลองคิดดูสิ ถ้าตอนนี้พ่อกับแม่ตายไปลูกจะอยู่คนเดียวได้อย่างไร..” นั่นเกินไปครับ ดีไม่ดี คืนนั้นลูกอาจนอนร้องไห้ฝันร้าย จิตตก เพราะกลัวพ่อแม่ชิงตายหนีจากเขาไปก่อน

เอาละครับ...ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองตัดสินพาเด็กโตไปร่วมพิธีศพบุคคลในครอบครัวสิ่งหนึ่งที่นักจิตวิทยาเตือนคือการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเด็กด้วยเพราะบางครั้งเด็กอาจเสียใจมากกับการสูญเสีย ผู้ใหญ่ไม่ควรปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพังควรอยู่ใกล้เด็กโดยเฉพาะช่วงพิธีฝังหรือเผาศพเพราะเป็นช่วงแห่งความสะเทือนใจยิ่งนัก

นอกจากนั้นในช่วงพิธีศพต้องอย่าลืมว่าเด็กอาจอยู่ไม่นิ่ง โดยเฉพาะเด็กเล็กอาจวิ่งซุกซนไปมา จึงควรมีผู้ใหญ่ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิดมิเช่นนั้นเด็กอาจพลัดหลง หรืออาจถูกล่อลวง หรือได้รับอันตราย จากสัตว์ร้ายในบริเวณใกล้เคียง

ผมเคยอ่านข่าวเจอกรณีเด็กไปงานศพที่วัดแห่งหนึ่งกับพ่อแม่ระหว่างพระสวด เด็กหลบไปวิ่งเล่นแถวลานวัด ปรากฏว่าโชคร้ายเจอคนหลอกลวงไปฆ่าข่มขืน

เราคงไม่อยากเห็นข่าวร้ายทำนองนี้เกิดซ้ำในงานศพอีกดังนั้นถ้าพาเด็กเล็กไปร่วมพิธีศพ นอกจากจะมีผู้ดูแลใกล้ชิดแล้วยังควรมีของเล่นหรือหากิจกรรมให้เด็กได้เพลิดเพลินด้วย

บทเรียนจากงานศพเพื่อนในคืนนั้นทำให้ผมหวงแหนการใช้เวลาอยู่ร่วมกับครอบครัวมากขึ้น ทุกนาที ทุกชั่วโมงที่อยู่ร่วมกับภรรยาและลูกมีคุณค่ามากขึ้น

ผมกอด หอมและบอกรักลูกเมียบ่อยมากขึ้น เพราะผมไม่รู้ว่า

“เมื่อไหร่เราจะจากกันไปสู่ดินแดนอันแสนไกล”

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 82 เดือน ตุลาคม 2554




 

Create Date : 26 มีนาคม 2557    
Last Update : 26 มีนาคม 2557 9:43:07 น.
Counter : 1221 Pageviews.  

เรียนรู้เรื่อง“สิทธิ”

สายๆของวันอาทิตย์ ระหว่างนั่งทำงานอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องอเนกประสงค์ประจำบ้าน ผมได้ยินเสียงหญิงคู่ชีวิตกำลังทบทวนวิชาเรียนให้กับลูกชายคนโตวัย 7 ขวบ เนื่องเพราะใกล้สอบกลางภาค

“สายน้ำคะ..สิทธิส่วนบุคคลคืออะไร” คำถามของผู้เป็นแม่ ทำให้ผมต้องหยุดทำงาน พลางนึกในใจว่า “ลูกอยู่แค่ป.2 ทำไมตั้งคำถามยากเกินวัยจัง”

แต่ยังไม่ทันได้ทักท้วงคำถาม ลูกกลับตอบเสียงแจ้วๆว่า “สิทธิส่วนบุคคลคือ ความเท่าเทียมของทุกคนที่จะได้รับการคุ้มครองทางด้านร่างกาย ความคิดและทรัพย์สิน แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายครับ”

คำตอบในทำนองท่องจำของลูก ทำให้ผมต้องผละจากเครื่องคอมพิวเตอร์ มานั่งร่วมกับพวกเขา พลางยื่นมือไปหยิบเอกสารในมือของภรรยา เพื่อดูว่ากำลังสอนลูกเรื่องอะไรกันแน่

“เอกสารประกอบการเรียนรู้ กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2” คือสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าปก

ผมพลิกเอกสารออกมาอ่านด้วยความสนใจ พบว่ามีการเรียนการสอนเรื่อง “กฎ ระเบียบในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน” เรื่อง “การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข” เรื่อง “สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล” รวมถึงเรื่อง “สิทธิส่วนบุคคล สิทธิเด็ก”ที่ลูกกำลังทบทวนอยู่

โอ้โห...แต่ละหัวข้อน่าสนใจมากครับ เพียงแต่ผมอดตั้งคำถามในใจไม่ได้ว่า ลูกเข้าใจถึงเรื่องเหล่านี้มากน้อยเพียงใด เลยถือโอกาสพูดคุยกับลูกในหัวข้อต่างๆ

“...สายน้ำครับ เมื่อกี้ลูกบอกความหมายของสิทธิส่วนบุคคลมาแล้ว ลูกพอจะบอกป๋าได้ไหมครับว่ามันถึงอะไร ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อยสิ”

เจ้าแสบผู้พี่ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนตอบว่า “อย่างเช่นทุกคนมีสิทธิได้รับอาหาร น้ำ อากาศหายใจ..ทุกคนมีสิทธิจะมีชีวิต...มีสิทธิพูดแสดงความคิดเห็น...ฯลฯ” คำตอบทำนองท่องจำยังคงไหลลื่นออกมาจากปากน้อยๆ

“ถูกต้องครับลูก ทุกคนมีสิทธิต่างๆอย่างที่ลูกบอก เอ...แล้วเด็กๆแบบลูกละจะมีสิทธิอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ” ผมลองตั้งคำถามไล่เรียงความรู้ ความเข้าใจของลูก

“เออ...สิทธิในการเรียนหนังสือในโรงเรียนหรือเปล่าครับ” คราวนี้เจ้าหนูขมวดคิ้วคิดอยู่นาน ก่อนตอบออกมาอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก

ผมเลยอธิบายให้ลูกฟังว่า “...นอกจากเด็กๆมีสิทธิแบบผู้ใหญ่แล้ว เด็กยังมีสิทธิพิเศษมากกว่าผู้ใหญ่อีกนะครับ เพราะเขาถือว่าเด็กยังเล็ก ไม่สามารถดูแลป้องกันตัวเองได้เหมือนผู้ใหญ่ รัฐบาลถึงมีกฎหมายขึ้นมาคุ้มครองสิทธิของเด็กเป็นการเฉพาะ...

...อย่างเช่นบอกว่า เด็กทุกคนต้องได้รับการเลี้ยงดู ปกป้องไม่ให้ได้รับอันตราย ไม่ให้ถูกทำร้ายทั้งร่างกาย หรือจิตใจ ไม่ให้ถูกเอาไปขายเป็นแรงงานเด็ก หรือไปเป็นขอทานเด็ก...”

ยังไม่ทันที่ผมจะอธิบายจบ เจ้าแสบน้อยพลันถามขึ้นมา “แบบนี้ผู้ใหญ่ที่ตีเด็กก็ทำผิดกฎหมายหรือเปล่าครับ”

“อืม...ประเด็นนี้น่าสนใจนะ แล้วลูกคิดอย่างไร” ผมโยนคำถามกลับให้เขาคิด

คราวนี้เจ้าหนูคิดอยู่นาน ก่อนแสดงความเห็นว่า “ เออ...ถ้าตีแรงๆ เจ็บๆ จนเลือดไหล บาดเจ็บถือว่าผิดครับ ครูสอนว่าเป็นการละเมิดสิทธิคนอื่น” ผมถามต่อไปว่า “แล้วถ้าผู้ใหญ่ด่าเด็กว่าโง่อย่างกับควาย หรืออ้วนเหมือนหมู ละผิดไหม” “ผิดครับ เพราะไปทำร้ายหัวใจเด็กให้เสียใจ” ลูกตอบ

ผมสอนพลางซักต่อไปว่า “ใช่แล้วครับ เราไม่มีสิทธิไปตำหนิดุด่าว่าคนอื่นให้เขาเสียใจ เอ...แล้วถ้าเด็กๆแบบลูกดื้อ พ่อแม่หรือคุณครูบอกเท่าไหร่ยังไม่เชื่อฟังแล้วถูกตีเพื่อทำโทษละ ผิดไหม”

ทโมนตัวน้อยตอบเสียงอ่อยๆว่า “แบบนี้คงไม่ผิดมั๊งครับ เพราะเด็กดื้อไม่ทำตามข้อตกลงของบ้านหรือโรงเรียนก่อน เลยถูกทำโทษ” พูดพลางหลบสายตา คงกลัวผมใช้มาตรการนี้ปราบดื้อของเขากระมัง

ผมอธิบายต่อว่า “ปกติคนเราทุกคนมีสิทธิส่วนบุคคล อย่างเช่นเรามีสิทธิไปไหนมาไหนก็ได้ เดินไปตรงไหนก็ได้ แต่ถ้าเราเดินเข้าไปในบ้านส่วนตัวของคนอื่น โดยเจ้าของบ้านยังไม่ได้อนุญาต ถือว่ามีความผิดนะครับ เพราะไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนอื่น ตำรวจอาจจับไปขังคุก สิทธิส่วนบุคคลบางอย่างของคนทำผิดอาจถูกจำกัด เช่น ห้ามไปไหนมาไหนได้แบบเดิม...”

คู่ชีวิตของผมเสริมว่า “...ลูกเรียนรู้เรื่องสิทธิส่วนบุคคลน่ะดีแล้ว แต่แม่อยากให้ลูกเรียนรู้เรื่องการเคารพสิทธิของคนอื่นเขาด้วย และที่สำคัญ...แม่อยากให้ลูกต้องเรียนรู้เรื่องหน้าที่ และความรับผิดชอบด้วย...

...อย่างเช่นลูกมีสิทธิเล่นชิงช้าในสนามเด็กเล่นของโรงเรียน ลูกต้องรู้จักการเข้าแถวรอให้เพื่อนเล่นชิงช้าเสร็จก่อน ใช่ไหมคะ ไม่ใช่ไปแย่งคิวเขา เพราะถ้าเราไปแย่งคนอื่น เราถือว่าไปละเมิดสิทธิคนอื่น...

...เหมือนกันคะ สิทธิเด็กบอกว่า เด็กทุกคนต้องได้รับการศึกษาเพื่อพัฒนาตัวเอง ลูกก็มีหน้าที่เรียนให้เต็มที่ ต้องมีความรับผิดชอบในการทำการบ้าน ต้องขยันอ่านหนังสือ เข้าใจไหมคะ” เจ้าหนูพยักหน้าตอบแม่อย่างเสียไม่ได้ หลังจากนั้นแม่ลูกหันกลับไปทบทวนวิชาเรียนอื่นๆกันต่อ

ส่วนผมนั่งพลิกอ่านเอกสารประกอบการเรียนรู้กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของลูกพลางคิดว่า สมัยผมยังเป็นเด็กประถม เนื้อหาทำนองนี้ถูกบรรจุอยู่ในรายวิชาหน้าที่พลเมือง แต่การเรียนการสอนของครูส่วนใหญ่มักเน้นการท่องจำ มากกว่าการให้เด็กเข้าใจ หรือสร้างสำนึกให้เด็กตระหนักถึงสิทธิ หน้าที่ของตนเอง

แน่นอนครับว่า การสอนให้เด็กมีจิตสำนึกและตระหนักในสิทธิของตนเองและผู้อื่น รวมถึงการสอนให้เด็กทำตามหน้าที่และมีความรับผิดชอบเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก

เหล่านี้จำต้องใช้ความร่วมมือทั้งจากพ่อแม่ผู้ปกครอง และครูบาอาจารย์ ในการสร้างกิจกรรมหรือยกกรณีตัวอย่างใกล้ตัว มาชี้ให้เด็กได้ฉุกคิด ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ยังต้องปฏิบัติตนให้เด็กได้เห็นเป็นตัวอย่างด้วยว่า สามารถเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่นได้อย่างไร

ครับ เรื่องนี้ต้องช่วยกัน เราคงไม่ต้องการเห็นคนรุ่นลูกรุ่นหลาน เก่งแต่ท่องจำเรื่องสิทธิ แต่ไม่เคยตระหนักถึงสิทธิอย่างแท้จริง ใช่ไหมครับ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 81 เดือน กันยายน 2554




 

Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2555    
Last Update : 2 กุมภาพันธ์ 2555 22:34:56 น.
Counter : 457 Pageviews.  

“ประชาธิปไตย”ของหนู

หลายปีมานี้ เด็กไทยของเราเติบโตขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เข้มข้น รุนแรงยิ่งนัก ลูกชายทั้งสองคนของผมก็เช่นเดียวกันครับ พวกเขาเห็นขบวนรถถัง รถหุ้มเกาะ รถยีเอ็มซีขนทหารแบกปืนกระบอกโตเคลื่อนผ่านหน้าบ้านตั้งแต่ยังเล็ก

ยิ่งพวกเขาเรียนอยู่ในโรงเรียน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในชัยภูมิแห่งความขัดแย้ง บริเวณใกล้รัฐสภา ยิ่งทำให้พวกเขาเรียนรู้สภาพการเมืองไทยโดยไม่ต้องสอน เนื่องเพราะต้องคอยหลบหลีกม็อบสารพัดสี เดี๋ยวเหลือง เดี๋ยวแดง

บางครั้งต้องหยุดเรียนด้วยเหตุจลาจลกลางเมือง บางครั้งต้องรีบกลับบ้านเพราะคุณครูไม่มั่นใจในสถานการณ์ความรุนแรง

แน่นอนครับว่า ผมและภรรยาย่อมต้องถูกลูกๆตั้งคำถามเกี่ยวกับสภาพการเมืองไทยที่เกิดขึ้น พวกเราคุยตกลงกันไว้แล้วว่าจะพยายามให้ข้อมูลแก่ลูกโดยไม่สอดใส่อารมณ์ ความคิดเห็นหรือทัศนคติส่วนตัวลงไปในคำตอบ อย่างเช่น เช้าวันหนึ่งขณะรถติดเพราะมีม็อบมาปิดถนนใกล้โรงเรียน เจ้าแสบผู้พี่ ซึ่งเรียนอยู่ชั้นประถม 1 ในขณะนั้น โพล่งถามอย่างหงุดหงิดกับสภาพการจราจรว่า

“ป๋าครับ...ทำไมเขาต้องปิดถนนด้วยครับ”

ผมตอบลูกอย่างระมัดระวังว่า “คงเพราะเขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ เขาคงไม่พอใจรัฐบาลเลยมาประท้วงเรียกร้องสิ่งที่เขาต้องการ มันเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองรูปแบบหนึ่ง”

ระหว่างตอบคำถามของเจ้าหนู ผมเหลือบมองกระจกส่องหลังเห็นลูกทำหน้าตาครุ่นคิด ก่อนพยักหน้าเหมือนเข้าใจ แต่อดบ่นพึมพำไม่ได้ว่า “ประท้วงก็ประท้วงไปสิ ทำไมต้องปิดถนนด้วย สายน้ำไปโรงเรียนสาย ถูกครูลงโทษแน่เลย...”

ผมได้แต่ปลอบว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวป๋ากับแม่ไปบอกครูเองว่า ลูกมาสายเพราะรถติดม๊อบ ครูเข้าใจดี เขาไม่ลงโทษลูกหรอก...”

ถัดจากนั้นมาไม่กี่วันเป็นเช้าวันหยุด เจ้าทโมนผู้พี่ชวนน้องชายเล่นสนุกด้วยการเอาจักรยานของทั้งคู่มาขวางทางเดินภายในบ้าน พร้อมทั้งไปลากเอากล่องของเล่นและเก้าอี้มาปิดทาง ประกาศห้ามทุกคนในบ้านเดินผ่าน พอถามว่าเล่นอะไรกัน

พวกเขาบอก “เล่นประท้วงปิดถนน”

“อืม..งั้นป๋าเล่นด้วย แต่อนุญาตให้เล่นเกมปิดถนนได้ 15 นาที ถ้าพ้นจากนั้นต้องเก็บจักรยานและของต่างๆคืนที่ทันที ถ้าไม่เก็บป๋าคงต้องใช้มาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด...”

“...เผด็จการ ป๋าเผด็จการๆ” ทั้งสองแสบตะโกนซ้ำไปซ้ำมา

แต่สุดท้ายก็ยอมเล่นเกม โดยพวกเราพ่อ แม่ ลูกเล่นเกมนี้ด้วยการผลัดกันเป็นผู้ผ่านทาง กติกาง่ายๆคือผู้ผ่านทางต้องเจรจาขอผ่านทางกับกลุ่มผู้ประท้วงให้ได้ ผู้ประท้วงอาจเรียกร้องให้ผู้ผ่านทางทำอะไรก็ได้ 1 อย่าง ถ้าทำแล้วถึงยอมให้ผ่านทาง

พวกเราเล่นสนุกกันครู่ใหญ่ ก่อนช่วยกันเคลียพื้นที่โดยไม่ต้องมีใครมากระชับวงล้อม ไม่มีใครเจ็บตัว ร้องไห้

นั่นคือเหตุการณ์เมื่อปีเศษมาแล้วครับ ล่าสุด เมื่อเร็วๆนี้เป็นช่วงเทศกาลหาเสียงเลือกตั้ง ป้ายหาเสียงผุดขึ้นมามากมาย รถหาเสียงเลือกตั้งของเหล่าผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรวิ่งกันให้ขวักไขว่ ส่งเสียงเชิญชวนให้ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

สองลิงประจำบ้านตื่นเต้นกับเทศกาลเลือกตั้งนี้เป็นพิเศษ เพราะรู้ว่าวันเลือกตั้งมีการตั้งเต๊นท์ สร้างคูหาเลือกตั้งขึ้นมาอยู่หน้าบ้าน เด็กๆหวังได้ดูการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด

ทุกครั้งที่ออกนอกบ้านแล้วเห็นป้ายหาเสียงใหม่ๆ ผู้เป็นพี่ชายพยายามแกะคำ อ่านว่าหมายถึงอะไร ถ้าบางคำยากหรือไม่เข้าใจความหมาย หรือเจอป้ายหาเสียงแปลกๆ เขาจะถาม

อย่างเช่น “ทำไมคนนี้ต้องอุ้มหมีแพนด้ามาหาเสียงด้วยครับ...ทำไมคนนี้ต้องเอามือกุมหัวทำหน้าดุๆ...ทำไมมีป้ายหาเสียงรูปลิง รูปควายด้วย...ฯลฯ”

หรือบางวัน เขาได้ยินการหาเสียงผ่านทางรถตะเวนหาเสียงหรือเห็นจากโทรทัศน์ก็เก็บมาถาม “...ป๋า เขาจะแจกแท็บเลทให้กับนักเรียนอย่างสายน้ำด้วย เออ...ว่าแต่แท็บเลทมันเป็นอย่างไงละ มันคือไอแพดหรือเปล่า...”

โดยปกติเด็กเล็กๆอย่างลูกชายของผม ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่แล้วครับ แต่บังเอิญว่าในช่วงเทศกาลเลือกตั้ง โรงเรียนของพวกเขาจัดให้มีการเลือกตั้งประธานนักเรียนขึ้นพอดี เด็กๆต่างตื่นเต้นที่จะได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งเหมือนผู้ใหญ่

พี่ประถมปีที่ 6 ซึ่งลงสมัครแข่งขันรับเลือกตั้งเป็นประธานนักเรียนก็ทุ่มกันเต็มที่ มีโปสเตอร์หาเสียง มีนโยบายเอาใจน้องๆสุดฤทธิ์ บางคนถึงขั้นให้สัญญาว่าจะอ่านนิทานให้น้องๆฟังทุกวัน การหาเสียงของเด็กๆเป็นไปอย่างสนุกสนาน มีน้องๆชั้นประถมต้นคอยวิ่งหาเสียงช่วยพี่ๆด้วย

และแล้ววันเลือกตั้งก็มาถึง วันนั้นเมื่อลูกๆกลับถึงบ้านผมถามเขาว่าเป็นอย่างไรบ้างกับการเลือกตั้ง เจ้าหนูคุยฟุ้งว่า “ป๋า...รู้ไหม บัตรเลือกตั้งของโรงเรียนมีโหวตโนด้วย แต่สายน้ำไม่ได้โหวตโนนะ คนที่สายน้ำเลือกได้เป็นประธานนักเรียนด้วยครับ พี่เขาได้คะแนนเยอะเลย”

“แล้วทำไมลูกถึงเลือกพี่คนนี้ละ”ผมอดถามไม่ได้ เจ้าหนูตอบว่า “เลือกตามเพื่อนๆ ทุกคนในห้องเลือกพี่คนนี้ โปสเตอร์พี่สวยดี”

“ดีจัง ลูกได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งด้วย ป๋ากว่าจะได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งก็ต้องโตเป็นพี่มัธยมแล้ว เออ...ว่าแต่เลือกตั้งเสร็จแล้วเราต้องทำอย่างไรต่อละครับ” ผมถาม

เจ้าแสบพี่ตอบอย่างฉะฉานว่า “เราต้องตรวจสอบดูว่าพี่ประธานนักเรียนทำตามนโยบายที่บอกไว้หรือเปล่าครับ”

โอ้โห...พูดมีหลักการดีทีเดียว สงสัยคุณครูคงสอนมากระมัง

ผมเลยถามต่อว่า “แล้วถ้าพี่เขาไม่ทำตามนโยบายที่ให้ไว้ละ ลูกจะทำอย่างไร”

คราวนี้ลูกชายผมอึ้งครับ นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างมั่นใจว่า

“ถ้าพี่ไม่ทำตามนโยบายก็ไปฟ้องคุณครูสิครับ ให้คุณครูจัดการพี่”

“แล้วถ้าครูไม่ทำอะไรพี่เขาละ” ผมอดแหย่คำถามต่อ

“เออ...อย่างงั้นเราปิดโรงเรียนประท้วงดีไหมป๋า” ลูกตอบ


.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 80 เดือน สิงหาคม 2554




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2555    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2555 21:26:17 น.
Counter : 398 Pageviews.  

“สวรรค์”ของเด็ก

ปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมา ผมพาหญิงสาวคู่ชีวิตและเจ้าสองแสบไปตะลอนเที่ยวดินแดนแห่งทิวเมฆขาว ณ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งร่ำลือกันว่ามีความงดงามประหนึ่งสวรรค์แห่งดินแดนตอนใต้

การเดินทางครั้งนี้ต้องถือว่าไปเที่ยวต่างประเทศแบบยกครอบครัวครั้งแรก เลยโกลาหลไม่น้อย ทั้งที่เตรียมตัวกันล่วงหน้าเกือบปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรามีลูกชายวัยทโมนอายุแค่ 7 ขวบกับ 4 ขวบครึ่ง แน่นอนครับว่า การไปท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ดูจะไม่สะดวกทั้งผู้ร่วมทัวร์และกับครอบครัวเรา พวกเราจึงตัดสินใจเที่ยวแบบเช่ารถตะเวนขับไปตามเมืองต่างๆ จากเกาะเหนือไปเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ รวมระยะทางประมาณ 3 พันกิโลเมตร

โปรแกรมการท่องเที่ยวคราวนี้ ผมกับภรรยาพยายามกำหนดแบบเอาใจเด็กๆสุดฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสัตว์น้ำขั้วโลกใต้ ชมนกเพนกวิน นกกีวี หนอนเรืองแสง ดูการตัดขนแกะ นั่งรถไฟโบราณ ร่อนทองที่เหมืองเก่า ขึ้นเรือเฟอรรี่ ผจญภัยในบ้านเอียง วิ่งเล่นในเขาวงกต ฯลฯ

ดังนั้นตอนขากลับประเทศไทย ขณะอยู่บนเครื่องบิน ผมอดถามลูกทั้งสองไม่ได้ว่า “... ที่พวกเรามาเที่ยวนิวซีแลนด์ ลูกๆชอบอะไรมากที่สุด” เด็กๆนิ่งเงียบ ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนพี่ชายจะโพล่งออกมาว่า “สายน้ำชอบสนามเด็กเล่นของที่นิวซีแลนด์มากที่สุดครับ” น้องชายรีบเสริมว่า “สายเมฆก็ชอบ มันสนุกมากเลย”

ถูกแล้วละครับ กิจกรรมหลากหลายที่ผมและหญิงสาวข้างกายพยายามจัดสรรให้ลูกๆ แม้เด็กๆจะสนุกสนานกับกิจกรรมเหล่านั้น แต่อันดับหนึ่งในใจของพวกเขาคือ “สนามเด็กเล่น”ธรรมดาๆตามเมืองต่างๆของนิวซีแลนด์

เนื่องเพราะ“สนามเด็กเล่น” คือ “สวรรค์ของเด็ก”

ผมย้อนนึกถึงทริปเที่ยวในครั้งนี้ สนามเด็กเล่นแรกที่ลูกพบอยู่ในเมืองเล็กๆชื่อเมืองไวโตโม (Waitomo) ตอนนั้นเป็นช่วงเย็นหลังฝนตก สนามเด็กเล่นของเมืองตั้งอยู่บนเนินกลางผืนหญ้าเขียวฉ่ำเม็ดฝน แซมด้วยต้นสนสีส้มแดง มีโต๊ะนั่งปิกนิกไว้ทานอาหารว่างและนั่งผ่อนอารมณ์

สนามเด็กเล่นมีเครื่องเล่นพระเอกเป็นม้าลื่นสูงเทียมตึก 3 ชั้น เจ้าลิงน้อยทั้งสองของผมเหมือนได้ปลดปล่อยจากกรง เนื่องจากต้องนั่งอึดอัดอยู่กับเข็มขัดนิรภัยในรถมานาน พวกเขาปีนป่าย ห้อยโหน ลื่นไถลจากม้าลื่นนับครั้งไม่ถ้วน

นับจากนั้นเป็นต้นมา ทุกเมืองที่เราขับรถผ่านจากเกาะเหนือล่องสู่เกาะใต้ ทั้งพี่ชายและน้องชายจะช่วยกันมองหา “สนามเด็กเล่น” ประจำเมือง ซึ่งมีอยู่แม้แต่เมืองเล็กๆกลางหุบเขาสลับซับซ้อน ผมและภรรยาจำต้องปรับโปรแกรมการท่องเที่ยว เพิ่มทัวร์”สนามเด็กเล่น”เป็นกรณีพิเศษ

สนามเด็กเล่นของนิวซีแลนด์ แต่ละเมืองมีเอกลักษณ์เฉพาะแตกต่างกันไป อุปกรณ์เครื่องเล่นก็มีหลายหลากประเภท บางแห่งอย่างเช่นเมือง ไคคูร่า (Kaikoura) ซึ่งนักท่องเที่ยวมักมาแวะชมวาฬ หรือสิงโตทะเล สนามเด็กเล่นที่นี่จะตั้งอยู่ริมทะเล เด็กๆนอกจากจะได้ตื่นเต้น กรีดร้อง เฮฮา สนุกสนานกับเครื่องเล่นหลากหลายแล้ว ยังได้เสพรับอากาศบริสุทธิ์ริมทะเล

หรืออย่างเช่น เมืองริมทะเลสาบเทคาโป (Lake Tekapo) สนามเด็กเล่นสร้างอยู่ใต้ทิวสนริมทะเลสาบสีเขียวอมฟ้า มีรถแท็กเตอร์ขนไม้ซุงเก่าๆจอดอยู่ให้เด็กได้ปีนป่าย สลับกับการเล่นเครื่องเล่นชนิดอื่นๆ

ในนิวซีแลนด์ ทุกเช้าและเย็นจะมีครอบครัวชาวกีวีจูงลูกกระเตงหลานมาเล่นสนุกกันในสนามเด็กเล่น พ่อแม่บางคนคอยแกว่งไกวชิงช้า เล่นสนุกกับลูก พ่อแม่ผู้ปกครองบางคนจับคู่นั่งพูดคุยหรือกินอาหารว่างกันบนโต๊ะปิกนิก ช่างเป็นวิถีการใช้ชีวิตที่น่าอภิรมย์ยิ่ง

ไลฟ์สไตล์เช่นนี้ ทำให้ผมอดนึกเปรียบเทียบถึงเมืองไทยไม่ได้ สำหรับเด็กไทย หากพ่อแม่มีฐานะอยู่หมู่บ้านจัดสรรราคาหลายล้าน พวกเขาอาจมีสนามเด็กเล่นให้ปีนป่าย ลื่นไถลอย่างเปี่ยมสุข หรือพ่อแม่อาจพาไปเล่นในสนามเด็กเล่นหรูหรา ย่านใจกลางธุรกิจ เสียค่าความสนุกต่อครั้งด้วยเงินนับพันๆบาท ถ้าพ่อแม่อยู่ในฐานะปานกลางอาจยอมเสียเงินหลักสิบเพื่อให้ลูกได้วิ่งเล่น สนุกสนานในบ้านบอลของห้างสรรพสินค้าต่างๆ หรือให้ลูกไปเล่นในสนามเด็กเล่นของสวนสาธารณะกลางเมือง

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นได้ชัดถึงความแตกต่างของสนามเด็กเล่นของไทยกับนิวซีแลนด์คือ “ความปลอดภัยของเครื่องเล่น”

สำหรับเมืองไทย ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น ดูเหมือนจะถูกปล่อยปละละเลยมานาน สนามเด็กเล่นหลายแห่งจึงกลายเป็น “แหล่งที่อุดมไปด้วยความเสี่ยงอันตราย” ของเด็กๆ

หลายครั้งที่เราอ่านข่าวพบอุบัติเหตุน่าเศร้าสลดเกิดขึ้นในสนามเด็กเล่น ไม่ว่าจะเป็นต้นเหตุจากความเสื่อมทรุดของอุปกรณ์ หรือความไม่ได้มาตรฐานของเครื่องเล่น หรือเนื่องจากขาดการป้องกันความปลอดภัยอย่างรอบด้านก็ตาม เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในสนามเด็กเล่น กลางสวนสาธารณะใหญ่เมืองไครส์เชิร์ช (Chirstchurch) ผมมีโอกาสพูดคุยกับคุณพ่อชาวนิวซีแลนด์คนหนึ่ง ซึ่งนั่งรอลูกปีนป่ายเชือกในสนามเด็กเล่น ผมถามเขาว่า “อุปกรณ์ในสนามเด็กเล่นทำไมดูใหม่จังเลย เพิ่งทำเสร็จหรืออย่างไร”

คุณพ่อชาวกีวีตอบผมว่า “...อุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆในสนามเด็กเล่นของนิวซีแลนด์ทั้งที่อยู่ในร่มและอยู่กลางแจ้งต้องได้มาตรฐานตามที่รัฐบาลกำหนดเอาไว้ ดังนั้นเครื่องเล่นทุกอย่างต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการของเด็กคอยตรวจสอบก่อนออกจากโรงงาน...

...ยิ่งเป็นสนามเด็กเล่นในชุมชนก็ต้องให้ตัวแทนผู้ปกครอง ครู หรือผู้นำชุมชนตรวจสอบสินค้าก่อนติดตั้งให้เด็กเล่น...

...ทุกสนามเด็กเล่นต้องมีผู้ดูแลรักษาอุปกรณ์ที่ผ่านการฝึกอบรมจากบริษัทเครื่องเล่น และยังมีผู้ตรวจสอบอุปกรณ์จากบริษัทเครื่องเล่นเด็กหมั่นมาตรวจเช็คความสมบูรณ์ของอุปกรณ์ทุกอย่าง แม้แต่พื้นสนามเด็กเล่นก็ต้องคำนึงด้วยว่าถ้าเด็กหกล้ม หรือตกจากเครื่องเล่นจะได้รับบาดเจ็บมากน้อยแค่ไหน…

ถ้าพบว่าอุปกรณ์เครื่องเล่นใดชำรุดผู้ดูแลอุปกรณ์ต้องรีบแจ้งให้ผู้รับผิดชอบทราบทันที เพื่อแก้ไขหรือเปลี่ยนเครื่องเล่นใหม่ มิเช่นนั้นหากเด็กได้รับอุบัติเหตุจากความเสื่อมหรือความบกพร่องของอุปกรณ์อาจเกิดการฟ้องร้องขึ้นได้”

ได้ฟังแบบนี้แล้ว หัวสมองของผมพลันนึกถึงภาพเครื่องเล่นผุพัง สนิมเขรอะตามสนามเด็กเล่นในชุมชนต่างๆทั่วเมืองไทย

เอ...จะมีพรรคการเมือง หรือรัฐบาลชุดไหนสนใจทำเรื่อง “สนามเด็กเล่น” ให้กลายเป็น “สวรรค์ของเด็ก”อย่างแท้จริงไหมหนอ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 79 เดือน กรกฎาคม 2554




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2555    
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2555 21:18:15 น.
Counter : 447 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.