Group Blog
 
All Blogs
 
ปิดทีวีกันเถอะ

เชื่อว่า ตอนนี้แทบทุกครัวเรือนในสังคมไทยมีโทรทัศน์เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญของบ้าน บางบ้านอาจมีทีวีมากกว่าจำนวนสมาชิกในครอบครัวเสียอีก

อิทธิพลของเจ้าตู้สี่เหลี่ยมนี้แหละ เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตผู้คนในสังคมหลากหลายรูปแบบ เนื้อหา เรื่องราวในรายการโทรทัศน์ทำให้คนดูหัวเราะ ร้องไห้ ทุกข์ สุข โมโหโกรธาร่วมกับตัวละครที่โลดแล่นในจอตู้ มันสะกดจิตทำให้คนดูคิดเชื่อ คล้อยตามภาพและเสียงที่สื่อผ่านออกมา

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทีวีย่อมเป็นสื่อชิ้นสำคัญที่นักการเมือง นักการตลาดใช้เพื่อการโน้มน้าว จูงใจ ให้ผู้คนหลงเชื่อและคล้อยตามวัตถุประสงค์ของตนเอง

บ้างใช้เพื่ออวดอ้างว่าตนดีเด่นกว่าคู่แข่ง หรือใช้โจมตีใส่ร้ายป้ายสีคนคิดแตกต่าง

บ้างใช้เพื่อโฆษณาชวนเชื่อให้ซื้อหาสินค้าของตน

พลังของสื่อประเภทนี้ทำให้นักวิชาการจำนวนมาก สนใจศึกษา ค้นคว้าจนได้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่า

ทีวีเป็นสื่ออันตราย โดยเฉพาะกับเด็กน้อยที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ !?!

นักวิชาการในโลกตะวันตกถึงกับแนะนำว่า ไม่ควรให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบดูหรือเล่นอุปกรณ์จอสกรีนประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทีวี ดีวีดี วีซีดี คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่วีดีโอเกมส์

เขาให้เหตุผลว่า เด็กในวัยนี้ เซลประสาทในสมองพัฒนาตัวอย่างรวดเร็ว พ่อแม่ ผู้ปกครองควรอยู่ใกล้ชิดสอนลูกหลานให้เติบโตทั้งเรื่องของกระบวนการรับรู้ กระบวนการคิด พัฒนาด้านการเคลื่อนไหวทางร่างกาย รวมถึงการพัฒนาด้านอารมณ์และสังคมมากกว่า

แต่เจ้าบรรดาอุปกรณ์จอสกรีนประเภทต่างๆนั้นสามารถดึงดูดเด็กให้ขาดการศึกษา ค้นคว้า เรียนรู้ หรือเล่นสนุกตามวัย เนื่องจากเด็กจะต้องถูกสะกดให้อยู่แต่หน้าจอสกรีนโดยไม่เคลื่อนไหวไปไหน

ผมเคยเห็นหลายๆครอบครัว และหลายๆโรงเรียนเลี้ยงลูก...เลี้ยงเด็กโดยการเปิดทีวีให้ดู เชื่อไหมครับว่า เด็กที่เคยวิ่งซนไปมาจะหยุดนิ่งนั่งจ้องจอทีวีอย่างใจจดใจจ่อ บางคนถึงกับอ้าปากหวอโดยไม่รู้ตัว

สีสัน...การเคลื่อนไหวของภาพเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว เสียงเพลง...เสียงพูดอันเร้าใจเหล่านี้ล้วนดึงสะกดให้เด็กอยู่หน้าจออย่างน่าอัศจรรย์ใจ

พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือคุณครูบางคนเลือกใช้วิธีเปิดทีวี เพื่อขอเวลานอก...ขอเวลาพักให้กับตนเอง โดยคิดว่า การเปิดการ์ตูน หรือเปิดรายการเด็กให้เด็กดูก็ไม่น่าจะเป็นอะไร

แต่เชื่อไหมครับว่า การกระทำเช่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กติดทีวี เพราะเมื่อเด็กเริ่มดูทีวีทีละเล็กละน้อย เขาจะคุ้นชินกับการดูทีวี ดีไม่ดีเด็กบางคนอาจเรียนรู้การเปิดปิดทีวีได้ด้วยตนเอง และเมื่อผู้ใหญ่เผลอเจ้าตัวน้อยก็จะเปิดทีวีดูเองอย่างสบายใจ

แล้วดูทีวีไม่ดีตรงไหนละครับ...ประเด็นนี้นักวิจัยทั่วโลกเขาศึกษาจนเห็นชัดแล้วว่า เนื้อหาและเรื่องราวในสื่อโทรทัศน์สามารถทำให้เด็กและเยาวชนบ่มเพาะนิสัยความก้าวร้าว อารมณ์รุนแรงรวมถึงการใช้กำลังตัดสินปัญหา

เอาง่ายๆ ผมคิดว่าพ่อแม่ ผู้ปกครองหลายคนที่เคยเปิดทีวีเลี้ยงลูก คงจะจำได้ว่าลูกติดคำพูด ติดท่าทางการแสดงออกจากตัวละครในทีวี ยิ่งละครน้ำเน่าประเภทตบ จูบ เด็กๆมักจดจำและเลียนแบบพฤติกรรมนั้นๆอย่างไม่รู้ตัว

ใช่ครับ...แม้ว่าจะมีการจัดเรทละครพวกนี้ว่าเป็นรายการประเภทใด แต่ถามหน่อยครับว่า มีพ่อแม่ผู้ปกครองสักกี่รายที่แคร์เรื่องพวกนี้อย่างจริงจัง

ผมเห็นหลายๆบ้าน พ่อแม่ลูกหลานล้อมวงกันดูละครหลังข่าวอย่างเพลิดเพลิน ซ้ำบางครอบครัวยังเผลอวิจารณ์ เผลออินกับเรื่องราวด่านางอิจฉาต่อหน้าลูก

นอกจากเรื่องความรุนแรงแล้ว ภัยของทีวียังส่งผลต่อการพัฒนาด้านพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน ที่สำคัญเด็กที่ติดทีวียังเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโคเลสเตอรอลในเลือดสูง เพราะพวกเขานั่งดูทีวีอยู่กับที่นานๆ รวมทั้งกินขนมขบเคี้ยวไปด้วยระหว่างดูทีวี และที่สำคัญพวกเขายังต้องตกเป็นเหยื่อของโฆษณาที่ชี้ชวนให้ซื้อขนมขบเคี้ยว ไร้ประโยชน์ต่อร่างกาย

ด้วยเหตุนี้ นักรณรงค์ทางสังคมบางกลุ่มถึงกับเรียกร้องให้ “ปิดทีวี”

ใช่แล้วครับ เขามีแคมเปญรณรงค์ให้งดดูทีวีกัน โดยให้ครอบครัวหันมาหากิจกรรมอย่างอื่นทำร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ เล่นเกมส์ พูดคุยกันภายในครอบครัว

ในเมืองไทยก็มีกิจกรรมรณรงค์เช่นนี้เหมือนกันครับ ภายใต้ชื่อ “ปิดทีวีเปิดชีวิต” โดยปีนี้เขากำหนดจะปิดทีวีร่วมกันในวันที่ 21 – 27 เมษายน 2551

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ในเวบไซด์ http://www.wechange555.com/

แต่สำหรับบางครอบครัวที่คิดว่า ไม่ต้องการถึงการ “ปิดทีวี” เพราะเชื่อว่ารายการทีวีบางอย่างมีประโยชน์และเหมาะสมกับเด็กและเยาวชน จะทำอย่างไรดีครับ

1. ก่อนอื่นต้องเริ่มต้นจากการเป็นตัวอย่างที่ดีของลูกหลาน โดยกำหนดระยะเวลาในการดูทีวีของตนเอง ไม่ใช่นึกอยากดูเมื่อไหร่ก็ดูไปเรื่อยๆ

2. จำกัดชั่วโมงในการดูทีวีของเด็ก ด้วยการจัดวางทีวีไว้ในห้องที่มีอุปกรณ์ความบันเทิงอย่างอื่นในห้อง อย่างเช่นเกมส์ ของเล่นเด็ก หนังสือนิทาน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับเจ้าตัวเล็กได้เล่นอย่างอื่นมากกว่าจะอยู่แต่หน้าจอทีวี นอกจากนั้นยังไม่ควรให้มีทีวีให้ห้องนอนของเด็ก ไม่เปิดทีวีระหว่างการทานอาหาร และไม่ควรให้เด็กดูทีวีไปในขณะทำการบ้าน

3. พยายามจำกัดการดูทีวีของเด็ก ให้ดูได้เฉพาะวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ หากวันอื่นมีรายการที่น่าสนใจ ก็อาจจะใช้วิธีการอัดรายการไว้ดูในวันหยุด

4. พ่อแม่ ผู้ปกครองควรเลือกสรร รายการทีวีที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก เมื่อเลือกได้แล้วควรตรวจสอบด้วยการชมรายการนั้นๆด้วยตนเองก่อน อย่าไปเชื่อเรทรายการที่ปะบอกเอาไว้ เนื่องจากหลายๆครั้งที่รายการที่ซึ่งประกาศว่าเหมาะสมกับคนทุกประเภท กลับมีเนื้อหาและภาษาไม่เหมาะสมกับเด็ก

5. พยายามดูรายการทีวีร่วมกับเด็ก เมื่อเห็นว่าบางช่วงไม่เหมาะสมอาจจะปิดทีวี แล้วหันมาพูดคุยกับเด็ก เช่นถามว่า “ลูกคิดว่าผู้ชายคนนั้นทำถูกต้องไหมที่ไปทำลายข้าวของ” “ถ้าเป็นลูกจะทำอย่างไรหากมีคนมาพูดไม่ดีต่อหน้า” ฯลฯ

6. หากคุณไม่ได้อยู่กับลูกตลอดเวลา ก็ควรบอกกับคนเลี้ยงลูก พี่เลี้ยง คุณครูว่า คุณไม่ต้องการให้เปิดทีวีให้ลูกดูในขณะที่คุณไม่อยู่บ้าน

7. หากเป็นไปได้พยายามอย่าเปิดทีวี พยายามหาเกมส์ หรือสร้างสรรค์ของเล่น หรือกิจกรรมมาทำร่วมกับเด็ก

ครับ เรามาร่วมกัน “ปิดทีวี” แล้วมาเปิดโลกกว้าง เติมความสนุกสนานให้กับชีวิตเจ้าตัวน้อยๆด้วยกันเถอะ

.......................................................................................................................................................................
บทความนี้ผมเขียนลง ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Mother & Care ฉบับที่ 40 เดือน เมษายน 2551



Create Date : 06 สิงหาคม 2551
Last Update : 6 สิงหาคม 2551 11:46:33 น. 11 comments
Counter : 407 Pageviews.

 
ที่บ้านไม่มีทีวีครับ

จบข่าวเลย


โดย: เหมียวออก้า (orcahappy ) วันที่: 6 สิงหาคม 2551 เวลา:12:31:40 น.  

 
เพิ่มคุณภาพของรายการทีวีในการนำเสนอง่ายกว่ามากมายม้าง...

เหรอว่าจะย้อนกลับในยุคยังไม่มีไฟฟ้าใช้

เสียงเค้าว่ากันพรรณนั้น


โดย: บ้าได้ถ้วย วันที่: 6 สิงหาคม 2551 เวลา:12:48:51 น.  

 
เป็นปัญหาหนักใจ เลยค่ะ
จากที่คิดว่าไม่เป็นไรน่า ดูตอนนี้สิ ร้องจะให้เปิดทีวี ถือรีโมทมาให้พร้อมเลย (วัยสองขวบ) และรู้ด้วยว่าต้องกดปุ่มไหน ผญ.ก็ว่าโอ้ยเด็กฉลาด ที่ไหนได้ตอนนี้ใครเปิดทีวีต้องมีส่วนร่วมด้วยทุกครั้งเลย
จากที่พยายามไม่ให้ดูทีวี จนถึงขวบกว่าๆ พอดีได้ VCD การ์ตูนภาษาอังกฤษ ก็เปิดให้ดู ศัพท์Eng ได้มาบ้าง แต่ติดทีวีนี่เป็นปัญหาหนักใจมากกว่า


โดย: ปลายดินสอ วันที่: 6 สิงหาคม 2551 เวลา:14:06:28 น.  

 
ตะโก้ที่บ้าน..บอกให้เปิด..หมีพู ตลอดเลย..อันนี้เป็น VCD ค่ะ..

ส่วนทีวี..เนี่ย..จะพยายามนะค่ะ..กลัวเหมือนกันค่ะ..ที่ตะโก้พูดช้า..ก็สันนิฐานว่าจะเป็นทีวีอยู่เหมือนกันค่ะ..

ขอบคุณที่แวะไปที่บ้านนะค่ะ..

ยินดีที่ได้รู้จักด้วยค่ะ


โดย: ขนมตะโก้ วันที่: 7 สิงหาคม 2551 เวลา:9:26:48 น.  

 
มายกมือสนันสนุนว่าปิดดีกว่าเปิดค่ะ (เด็กแรกเกิด)นี่ไม่สมควรอย่างยิ่งเชียว


โดย: MONROVIA วันที่: 8 สิงหาคม 2551 เวลา:5:21:53 น.  

 
เห็นด้วยค่ะ ดิฉันเอง เมื่อก่อน จะเปิดทีวีไว้ตลอด ต่อมา พอไม่มีรายการที่น่าสนใจ ก็เริ่มปิด จนสัปดาห์ที่ผ่านมา
จะเปิดดูเฉพาะรายการที่เราต้องการดูจริงๆ
ไม่น่าเชื่อจริงๆ เรื่องง่ายๆ แค่ปิดทีวี จะทำให้จิตใจเราสงบ
และมีเวลาเพิ่มมากขึ้นขนาดนี้ ทำให้ได้คุยกับสามีมากขึ้น มีเวลาทำงานบ้าน อ่านหนังสือ มากขึ้น
อีกไม่นาน ลูกชิน ก็จะออกมาลืมตาดูโลกแล้ว คงต้อง
ระมัดระวังการดูทีวีให้มากขึ้น
ขอบคุณ สำหรับบทความดีๆ นะคะ


โดย: ยินดียิ่ง วันที่: 10 สิงหาคม 2551 เวลา:7:19:07 น.  

 
เห็นด้วยค่ะ
ช่วยกันบอกต่อๆไปนะคะ

เอือมระอากับทีวีไทยค่ะ
ไม่ค่อยมีสาระเท่าใด

หนักใจกับหลานๆมาก
และเราก็ไม่ใช่ผู้ปกครองโดยตรง


โดย: แม่ของอ๊บ IP: 84.143.124.21 วันที่: 23 สิงหาคม 2551 เวลา:14:55:32 น.  

 
เห็นด้วยค่ะ
ยิ่งละคร ชอบเน้นฉาดตบตีนี่ดูไม่ได้เลยค่ะ


โดย: เกิดมาพบกัน วันที่: 4 กันยายน 2551 เวลา:18:00:55 น.  

 
เรื่องด๊ก็มีเยอะถ้าปิดทีวีบางทีก็อาจพลาดสิ่งดีก็ได้


โดย: ชนกลุ่มน้อย IP: 118.175.76.61 วันที่: 12 ธันวาคม 2551 เวลา:14:52:08 น.  

 
ช่วยกัันประหยัดไฟลดโลกร้อน


โดย: ฟิล์ม IP: 117.47.216.135 วันที่: 3 มกราคม 2552 เวลา:19:26:20 น.  

 
ยากไปโรงเรียน


โดย: คนสวย IP: 117.47.216.135 วันที่: 3 มกราคม 2552 เวลา:19:29:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

สายน้ำกับสายเมฆ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




Locations of visitors to this page

Tracked by Histats.com
Friends' blogs
[Add สายน้ำกับสายเมฆ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.