|
- กรรมฐาน
- จงกรม
- หลักปฏิบัติ
- สภาวธรรม
- ลำดับญาณ,ทวนญาณ
- ภาค ๒. มัชฌิมาปฏิปทา
- ภาค ๓. อารยธรรมวิถี
- ชีวิตที่ดี เป็นอย่างไร ?
- วิธีการแห่งศรัทธา (ปรโตโฆสะที่ดี)
- วิธีการแห่งปัญญา (โยนิโสมนสิการ)
- ภาษาธรรมวันละคำ
- ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง
- ข้อธัมม์ที่ถาม-เถียงกันบ่อย
- บุญ
- ผู้พิพากษาตั้งตุลา ใ ห้ สั ง ค ม ส ม ดุ ล
- คติธรรมสั้นๆ
- รู้เขา รู้เรา
- พุทธโอวาท ๓ เดือนก่อนปรินิพพาน,
- ความเป็นมาของการบวช
- การทำวัตรสวดมนต์
- ทำยังไงจึงจะมีอายุยืนและมีความสุข
- พลังดันคน
- บรรลุธรรมอะไร?
- พุทธปรัชญาในสุตตันตปิฎก
- ธัมมาธิบาย
- สวดมนต์
 - ความจน เ ป็ น ทุ ก ข์ ใ น โ ล ก
- เรียนบาลีเพื่อรักษาพุทธพจน์
- ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะพินาศ
- หลักธรรมสำหรับผู้ยังไม่นับถือศาสนาใดๆ
- วัฒนธรรมประเพณี
- จาริกบุญ จารึกธรรม
- สมาธิ,ฌาน
- ถ้าศาสนาพุทธมีหลักธรรมดีจริง คงไม่สูญสิ้นจากถิ่นเดิม
- คุณค่าทางจริยธรรมของไตรลักษณ์
- สติปัฏฐาน
- ศีลสำหรับประชาชน
- ทางดำเนินชีวิตสายกลาง
- กาม
- ความสุข
- อริยสัจ ๔
- ธรรมฉันทะ - ตัณหาฉันทะ
- กรรม
- ฅนไทย ใช่กบเฒ่า ?
- พระไทย ใช่เขาใช่เรา?
- สมถะ,วิปัสสนา,เจโตวิมุตติ,ปัญญาวิมุตติ
- อนัตตา
- สมมุติบัญญัติ
- ศีล-สีลัพพตปรามาส
- นรก สวรรค์ ในพระไตรปิฎก
- วันสำคัญของชาวพุทธไทย
- วิธีฝึกหูทิพย์ ตาทิพย์
- ความสำคัญของพุทธศาสนา
- อิทธิบาท ๔
- รู้ทุกอย่างแต่ปล่อยวางไม่ได้
- สติ,สติปัฏฐาน
- ตถตา
- อ่าน แล้ว คิดว่าเป็นนั่นเป็นนี่
- ภาพรวม มัชเฌนธรรมเทศนา
- ชีวิต คืออะไร: ขันธ์, อายตนะ
- ชีวิต เป็นอย่างไร: ไตรลักษณ์
- ชีวิต เป็นไปอย่างไร: ปฏฺิจจสมุปบาท, กรรม
- ชีวิต ควรให้เป็นอย่างไร: วิชชา วิมุตติ วิสุทธิ สันติ นิพพาน
- ภาพรวม มัชฌิมาปฏิปทา
- ชีวิต ควรเป็นอยู่อย่างไร: องค์มรรค,อริยสัจจ์
- ชีวิตที่ดี เป็นอย่างไร: ชีวิตและคุณธรรมพื้นฐานของอารยชน
|
|
 |
 |
|
|
|
|
|
 |
|
|
การเปล่งวาจานมัสการพระคุณของพระพุทธเจ้านั้น ต้องว่า ๓ จบ เสมอไป ไม่มีกรณีใดๆ ที่จะกำหนดให้ว่า ๑ จบ หรือ ๒ จบ ว่าคราวใดต้อง ๓ จบทุกครั้ง ที่เป็นดังนี้ ท่านโบราณาจารย์ให้อรรถาธิบายไว้ว่า เพื่อนมัสการพระพุทธเจ้าให้ครบประเภท ซึ่งมีอยู่ ๓ คือ
๑. พระวิริยาธิกพุทธเจ้า ได้แก่ พระพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ด้วยทรงใช้พระวิริยะอย่างเรี่ยวแรง กำหนดระยะกาลบำเพ็ญบารมี ๑๖ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัลป์
๒. พระสัทธาธิกพุทธเจ้า ได้แก่ พระพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ด้วยทรงใช้ศรัทธาอย่างเรี่ยวแรง กำหนดระยะกาลบำเพ็ญบารมี ๘ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัลป์
๓. พระปัญญาธิกพุทธเจ้า ได้แก่ พระพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี ด้วยทรงใช้ปัญญาอย่างเรี่ยวแรง กำหนดระยะกาลบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขย ๑๐๐,๐๐๐ กัลป์
พระพุทธเจ้าของเราเป็นพระปัญญาธิกพุทธเจ้า
คุณธรรมที่เป็นหลักเป็นประธานในการบำเพ็ญบารมี เพื่อเป็นพระพุทธเจ้านั้น ๓ ประการ คือ วิริยะ ศรัทธา และปัญญา ทำให้ระยะกาลบำเพ็ญบารมีเนิ่นกว่ากันเป็นชั้นๆ ถ้าจะเปรียบให้เห็นได้ใกล้ๆ ก็เช่นเดียวกับการที่บุคคลจะเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตร ทอ. อาจเป็นได้ ๓ ทาง คือ จากพลทหารทาง ๑ จากจ่าอากาศทาง ๑ เรียนจากโรงเรียนนายเรืออากาศโดยตรงทาง ๑ ระยะเวลาที่จะต้องบากบั่นก็ย่อมยิ่งหย่อนกว่ากันเป็นธรรมดา ฉันใด การบำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าก็พอจะเปรียบได้ ฉันนั้น
การตั้งนะโม ฯลฯ ๓ ครั้ง ก็เพื่อจะนมัสการพระพุทธเจ้าให้ครบทั้ง ๓ ประเภท ดังนี้
บางอาจารย์ให้เหตุผลอธิบายว่า การที่ต้องเปล่งวาจานมัสการ ถึง ๓ ครั้ง นั้น เพื่อเป็นการผูกใจให้แนบสนิทอยู่กับพระคุณจริงๆ ไม่โยกโคลงกวัดแกว่งไปง่ายๆ จิตก่อนที่จะประกอบกิจกรรมทางพระศาสนานั้นเคยเป็นทาสแห่งอารมณ์ คลุกเคล้าอยู่กับอารมณ์ต่างๆ จะแยกจากอารมณ์โดยทันทีนั้น ย่อมไม่ได้ พรากมาแล้ว ก็คอยจะหวนกลับไป เหตุนั้น จึงต้องดำเนินการเป็นไป ๓ ขั้น คือ
๑. บริกรรม การเปล่งวาจานมัสการพระพุทธเจ้าเป็นครั้งที่ ๑ ทำให้เกิดความกำหนดใจ กดใจในบทนมัสการ ทิ้งอารมณ์อื่นๆ ที่เคยดื่มมานั้นๆ เสีย จดจ่ออยู่กับบทนมัสการ
๒. อุปจาร การเปล่งวาจานมัสการครั้งที่ ๒ เป็นการกระทำจิตให้เข้าใกล้เข้าชิด แอบอิงอยู่กับบทนมัสการ แต่ยังไม่แน่วแน่ เพราะเพิ่งพรากมาจากอารมณ์ต่างๆ ได้ใหม่ๆ ยังมีสั่นมีไหว แต่ก็ไม่หวนกลับไปหาอารมณ์เก่า คงไหวสั่นอยู่กับบทนมัสการนั้นเอง
๓. อัปปนา การเปล่งวาจานมัสการครั้งที่ ๓ เป็นการกระทำจิตให้เข้าแอบแนบสนิทอยู่กับบทนมัสการ ไม่มีอาการสั่นไหว สงบนิ่ง เป็นจิตที่บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นกุศลอยู่ในตนและเป็นพื้นฐานแห่งกุศลอื่นๆ อีกเป็นอเนก เรียกว่า กมฺนีย ควรแก่การงาน
(บท นะโมฯ ก็ใช้บริกรรมเพื่อเจริญสมาธิได้ โดยว่าซ้ำๆ สมาธิก็เกิด)
การเปล่งวาจานมัสการ ต้องว่า ๓ ครั้งทุกกรณีนั่น จะเป็นด้วยเหตุผลใดอีกบ้างก็แล้วแต่ ผลที่ยุตินั้นอยู่ที่ ๓ ครั้งดีกว่าครั้งเดียว สามครั้งเหมือนเชือก ๓ เกลียว ย่อมแน่นและเหนียวกว่าเกลียวเดียว สองเกลียว การที่ท่านแต่ก่อนๆ ได้วางกำหนดกฎเกณฑ์ให้พุทธศาสนิกชนนมัสการพระพุทธองค์ ด้วยบทนมัสการ ๓ จบทุกกรณีนั้น เป็นการกำหนดเพื่อประโยชน์โสตถิผลของผู้นมัสการเป็นสำคัญ
การตั้ง นะโม ฯ มีระเบียบแบบแผนปรากฏมาแต่นานแล้ว เป็นเรื่องของทางฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ หาใช่เกี่ยวกับคฤหัสถ์ไม่ แต่ถ้าใช้ความสังเกตในเวลาฟังพระภิกษุท่านตั้ง นะโม ฯ แล้ว บางทีจะเกิดความสงสัยได้ว่า ทำไมจึงไม่เหมือนกัน จึงขอนำมาเสนอไว้เพื่อคลายความสงสัยของท่านผู้สนใจ
| Create Date : 09 กรกฎาคม 2565 |
| Last Update : 9 กรกฎาคม 2565 7:49:02 น. |
|
0 comments
|
| Counter : 612 Pageviews. |
 |
|
|
|
|
 |
|
|
|