|
|
ประโยชน์นมัสการพระประการที่ ๓ ที่ ๔ |
|
ที่ว่า เพื่อทำชีวิตให้มีสาระ นั้น มีอธิบายว่า ชีวิตของคนเรานั้น มีวันที่จะมอดม้วยหมดไป เหมือนดวงเทียนที่จุด มีแต่จะมอดหมดไป ฉะนั้น การที่มีชีวิตมาครั้งหนึ่ง ก็เปรียบเหมือนได้ถือดวงเทียนมาดวงหนึ่ง และดวงเทียน กล่าวคือชีวิตนี้ จะอยู่ท่ามกลางกระแสลม กล่าวคือ อันตรายรอบด้าน เพราะเหตุที่จะทำให้สิ้นชีวิตนั้นมีมากกมายเหลือเกิน ไม่มีกาลเวลา ไม่มีนิมิตอะไรบอกให้รู้ล่วงหน้า ทั้งไม่เลือกสถานที่อีกด้วย ชีวิตช่างลำเค็ญเป็นสุดแสน เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว ร่างกายก็ปราศจากความเคลื่อนไหว นอนทอดเหมือนขอนไม้ ถึงภาวะที่มิควรจะเอาไว้ในเหย้าเรือน ยามเป็น อยู่ตึกตระหง่านโอ่โถง มีห้องนอน ห้องนั่งเล่น ฯลฯ แต่พอตายแล้ว เขาให้อยู่ห้องเดียวแคบๆ แล้วก็นำออกจากบ้าน หลุมฝังหรือเชิงตะกอนเป็นที่สุดท้าย คติของชีวิตมี ดังนี้
แสดงว่า ไม่มีสาระอะไรแน่นอน ผู้มีชีวิตจึงไม่ควรประมาท ควรแสวงหาสาระให้แก่ชีวิต ทำชีวิตนั้นให้มีสาระ ชีวิตที่เต็มไปด้วยความคิดช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในยามทุกข์ยามยาก เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีช่องที่จะตำหนิได้ ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ เต็มไปด้วยความรู้ความฉลาด สามารถในการดำรงตนอยู่ในโลกด้วยสวัสดี ปราศจากทุกข์ภัย ชีวิตอย่างนี้ เป็นชีวิตที่ประเสริฐ ไม่เปล่า ไม่ปราศจากสาระ
แม้ชีวิตจะสิ้นไป คุณความดีก็ยังเหลือตรึงตราอยู่ การเปล่งวาจา หรือน้อมนึกนมัสการพระพุทธเจ้าเป็นการน้อมชีวิตโผเข้าไปเกาะอยู่กับพระคุณ คือ พระกรุณา พระบริสุทธิ์ และพระปัญญา ซึ่งเป็นภาวะอันยั่งยืน ชีวิตก็จะพลอยได้รับสาระคุณนั้นบรรจุเข้าไว้ การน้อมชีวิตโผเข้าหาพระคุณทั้งนี้ เป็นเหมือนสร้างเจดีย์เข้าไว้ในตนองค์หนึ่ง ภายในบรรจุด้วยคุณของพระพุทธเจ้า ควรแก่การคารวะของตน แม้จะเป็นการชั่วครู่ ก็ยังดีกว่าชีวิตที่ไม่มีพระคุณเช่นนั้นบรรจุไว้เลย เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชนจึงเปล่งวาจา หรือน้อมนึกนมัสการพระคุณของพระพุทธเจ้า เป็นต้น ในการประกอบกิจกรรมทางพระศาสนา ด้วยบทนมัสการ คือ นะโม ฯลฯ
ที่ว่า เพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์ นั้น มีอธิบายว่า อันจิตใจของสามัญชนนั้น ถูกย้อมด้วยอารมณ์ต่างๆ แปดเปื้อนด้วยมลทินนานัปการ อารมณ์บางชนิดยั่วให้กำหนัดยินดี บางชนิดให้ขุ่นเคืองขัดแค้น บางชนิดให้เคลิบเคลิ้ม บางชนิดเย้าให้หงุดหงิดรำคาญ บางชนิดแหย่ให้คลางแคลงลังเล ทั้งต้องคอยอาศัยประสาทต่างๆ คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย ขวนขวายหาอารมณ์มาบำรุงบำเรอ ตนเองเป็นเหมือนไร้ความสามารถ ไม่อาจหาความสุขให้ตนได้ตามลำพัง
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ได้ชื่อว่า ปราศจากอิสระไม่เป็นใหญ่ ตนตกเป็นทาสของอารมณ์ พบที่น่าปรารถนาก็ชื่นชมนิยมไป พบที่ไม่น่าปรารถนา ก็ขัดแค้นเคืองขุ่นวุ่นวายไป ไม่เป็นอันจะสงบลงได้ ต้องดิ้นรนไป เหมือนปลาที่ถูกจับโยนขึ้นหาดทรายในเวลาร้อน โดดขึ้นแล้วก็ตกลงมา
โดดขึ้นไปอีกแล้วก็ตกลงมาอีก ไม่หย่อนหยุด จนกว่าจะสิ้นแรง เมื่อเป็นเช่นนี้ จะมีความบริสุทธิ์ผ่องใสไม่ได้ เมื่อจิตไม่ผ่องใสแล้ว การกระทำ การพูด ก็พลอยเสียไปตามกัน เพราะจิตใจเป็นตัวจักรสำคัญ ที่หมุนให้กายกรรม วจีกรรมดำเนินตาม ถ้าจิตใจบริสุทธิ์ผ่องใสแล้ว การกระทำทางกาย ทางวาจา ก็พลอยดีไปด้วย ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของจิตใจให้เป็นต้นเค้าสำคัญของกุศล ดังนี้
การเปล่งวาจา หรือน้อมนึกนมัสการพระคุณพระพุทธเจ้า ด้วยความตั้งใจ เป็นทางหนึ่งที่จะชำระจิตให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะเมื่อจิตใจเกาะแนบสนิทอยู่กับพระคุณของพระพุทธเจ้าแล้ว อารมณ์ที่เป็นธุลีทำให้เศร้าหมองก็ปราศจากไป เกิดความบริสุทธิ์ผ่องใสขึ้น เป็นกุศลอยู่ในตนเองด้วย เป็นที่เกิดแห่งกองกุศลอื่นๆ อีกด้วย แม้จะเป็นความบริสุทธิ์ได้เพียงชั่วขณะ ก็ยังดีกว่าไม่มีเวลาจะบริสุทธิ์เสียเลย หรือถ้าบริสุทธิ์ได้คราวละขณะ แต่หลายคราวเข้า ตามโอกาสที่ได้เปล่งวาจาหรือน้อมนึกนั้นๆ ก็อาจเป็นปัจจัยแห่งความบริสุทธิ์ผุดผ่องยั่งยืนต่อไปได้
เพราะฉะนั้น พุทธศาสนิกชนก่อนจะประกอบกิจกรรมทางพระศาสนา จึงเปล่งวาจา หรือน้อมนึกนมัสการพระพุทธเจ้าเป็นปฐม ด้วยบทนมัสการ คือ นะโม ฯลฯ
| Create Date : 08 กรกฎาคม 2565 |
| Last Update : 21 มิถุนายน 2569 12:21:08 น. |
|
0 comments
|
| Counter : 476 Pageviews. |
 |
|
|
|
|
 |
|
|
|