เที่ยวทิพย์ : การกลับบ้านของทับหลังปราสาทเขาโล้น (2)


ทวารบาลปราสาทเขาโล้น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราจีนบุรี

คำบรรยายของสำนักศิลปากรที่ 5 ปราจีนบุรี ถึงโบราณวัตถุในการขุดค้นครั้งล่าสุด กล่าวว่า

อสูรทวารบาล คงเหลือเฉพาะส่วนร่างกายช่วงบน บางส่วนของใบหน้าแตกกะเทาะหายไป
แต่ยังปรากฏรูปปากที่มีเขี้ยวอยู่ที่มุม เกล้ามวยผมเป็นรูปทรงกระบอก
ด้านหลังปล่อยปลายผมยาวประบ่าผมหยิกเป็นก้นหอย ใส่ตุ้มหูแผ่นกลมใหญ่
กำหนดศิลปะแบบบันทายสรี
 
ปลายกรอบหน้าบันบริเวณด้านหน้าของบรรณาลัย ทำเป็นรูปสามเหลี่ยม
สลักลวดลายเป็นรูปมกรอ้าปากชูงวง และประดับด้วยลายกระหนก
ปลายกรอบหน้าบันนี้มีลักษณะคล้ายกับปลายกรอบหน้าบันที่ปราสาทบันทายศรี
 
บันแถลง ใช้วางประดับด้านหน้าในแต่ละด้านของยอดปราสาท
มีลักษณะคล้ายกับปราสาทจำลอง แกะสลักเป็นรูปบุคคล
ซึ่งพบแบบเดียวกันที่ปราสาทบันทายศรี
 
ปราสาทจำลอง เป็นชิ้นส่วน ใช้สำหรับวางประดับบริเวณมุมยอดของแต่ละชั้น
มีความสูง 4 ชั้น เป็นรูปแบบศิลปะก่อนที่จะพัฒนามาเป็นแบบกลีบขนุน
เช่น ปราสาทสดอกก๊อกธมที่สร้างในปี พ.ศ. 1595
 
ยอดปราสาท ลักษณะเป็นทรงกลม คล้ายหม้อน้ำหรือกลศ มีการเจาะรูตรงกลาง
แกะสลักลายแถวกลีบบัว และแถวกระจังใบเทศโดยรอบ คล้ายกับที่ปราสาทบันทายศรี
เสาประดับกรอบประตูเป็นศิลปะแบบคลัง
ส่วนทับหลังนั้นเป็นแบบบาปวนตอนต้น สังเกตจากลายใบไม้ที่มีก้านใบอันเป็นศิลปะแบบคลัง


ทับหลังปราสาทหนองหงส์ ขณะสำรวจปี พ.ศ. 2503

ทับหลังปราสาทหนองหงส์ พ.ศ. 2503
 
วันเวลานั้นมีแต่เดินไปข้างหน้า การกำหนดอาุยุตัวปราสาทจึงต้องเลือกของชิ้นที่ใหม่สุด
ปราสาทเขาโล้นจึงกำหนดอยู่ในช่วงบาปวนตอนต้น ตามศิลปะที่ปรากฏบนทับหลัง

ตรงกับต้นรัชกาลพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 โดยสัมพันธ์กับจารึกกรอบประตูที่ระบุปี พ.ศ.1550 และ 1559  
ในความคิดส่วนตัว แม้จะกำหนดทับหลังทั้งสองชิ้นเป็นศิลปะบาปวนเช่นกัน
แต่มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัด 2 ประการ คือ
 
หนึ่งเรื่องรูปแบบของศิลปะ ทับหลังปราสาทหนองหงส์ กำหนดยุคของศิลปะ
ได้ชัดเจนว่าเป็นบาปวนแท้ๆ โดยเป็นรูปหน้ากาลคลายท่อนพวงมาลัยแบบตรงๆ
ในขณะที่ทับหลังปราสาทเขาโล้นนั้น ไม่เห็นท่อนพวงมาลัยแบบชัดๆ เห็นแต่ลายใบไม้
 
สองเรื่องความละเอียดของฝีมือ ทับหลังปราสาทหนองหงส์ฝีมือไม่แตกต่างไปจาก
ปราสาทระดับพื้นถิ่นในพื้นที่อื่นๆ ในภาคอีสาน ในขณะที่ทับหลังของปราสาทเขาโล้น
เห็นได้ชัดว่า ฝีมือของช่างแกะสลักนั้นงดงามประณีต คล้ายกับสกุลช่างบันทายศรี
สัมพันธ์กับจารึกปราสาทบันทายศรีที่กล่าวว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ได้ทรงมาต่อเติม
แม้เราจะยังไม่รู้ว่าช่างบันทายศรีมาจากไหน แต่ปราสาททั้งสองหลังนี้คงใช้ช่างกลุ่มเดียวกัน
 
นั่นเป็นเรื่องการกำหนดอายุปราสาท ที่จะนำพาต่อไปในว่าช่วงเวลานั้น
เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ซึ่งเราจะประติดประต่อเรื่องราวได้จากจารึก
ซึ่งมักจะเป็นเรื่องราวที่แปลไว้ตั้งแต่สมัย ศ. เซเดส ที่รวบรวมจารึกไว้
ทั้งฝั่งไทยและฝั่งเขมรเป็นจำนวนมาก
 

 K.232  
https://www.facebook.com/prfinearts/photos/a.1070550643012379.1073742761.280593928674725/1070550729679037

พ.ศ. 2447  เอเตียน เอโมนิเยร์ ได้เดินทางสำรวจารึกในภาคอีสานมาถึงปราสาทเขาโล้น
ซึ่งเป็นการเดินทางครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกที่เดินทางจากกัมพูชาผ่านโคราชไปจนถึงเวียงจันทร์
ระบุว่าที่ปราสาทเขาโล้นมีจารึกภาษาสันสกฤตและเขมร บนกรอบประตูด้านเหนือและใต้
อาจจะมีการเคลื่อนย้ายจารึกนี้เข้ามาในกรุงเทพ หรืออาจจะมีแค่การทำสำเนาจารึกเข้ามา

เพราะในปี พ.ศ. 2497 ศ. เซเดส ได้กำหนดทะเบียนเป็นจารึก  K.232
แปลเนื้อความที่คาดว่าจะเป็นกรอบประตูด้านใต้ ใจความว่า
พ.ศ. 1550 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1ได้พระราชทานที่ดินแก่ขุนนาง ศรีมันนฤปทินทรวรมัน
ซึ่งได้สร้างเทวสถานไว้บนภูเขา มฤตสังชญกะ เพื่อประดิษฐาน
รูปพระศัมภุ (พระศิวะ) พระเทวี และพระศิวลึงค์ (อีศลิงคะ)
 
แสดงว่า ปราสาทเขาโล้นเป็นปราสาทในลัทธิไศวนิกาย
 
หลังจากนั้นจารึกทั้งสองหลักนี้ก็ได้หายไปจากประวัติศาสตร์ จนกระทั่งมาพบอีกครั้ง
ที่พิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งโดยระบุว่า พบจารึกนี้เมือราวปี พ.ศ. 2510-2515 โดยไม่ทราบที่มา
เป็นหินทรายแดงจำนวน 2 หลัก โดยอีกหนึ่งหลักนั้นคงจะเป็นกรอบประตูด้านเหนือ
แปลโดยกรมศิลปากรในวารสารเมื่อปี 2516 และรวมไว้หนังสือจารึกในประเทศไทย เล่มที่ 3
 
ใจความโดยย่อว่า พ.ศ. 1559 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ทรงมีพระราชบัญชาแก่
มรตาญโขลญศรีวีรวรมัน ให้มาจารึกพระกระแสรับสั่งไว้ที่เสาหิน ณ ภูเขาดิน
อันพระกํามรเตงอัญศรีสมรวีรวรมัน สวามีพระกํามรเตงอัญศรีสมรวีรวรเมศวร (กับ)
เจ้าแม่กํามรเตงอัญศรีสมรวีรวรมชนนีศวร ถวายร่วมกับกํามรเตงชคตของเจ้าแม่
 
แปลคร่าวๆ ว่า ให้ขุนนางมาปักจารึก รายชื่อสิ่งของที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
สั่งให้เจ้าเมือง คือ พระกำมรเตงอัญศรีสมรวีรวรมัน ต้องถวายต่อศาสนสถาน
นอกจากจารึกเก่าทั้งสองหลักที่ค้นพบตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว
ก็มีการค้นพบจารึกใหม่ หลังจากที่เวลาผ่านไปราวอีก 100 ปี
 

 
จารึกวัดจงกอง
https://db.sac.or.th/inscriptions/articles/detail/16879

พ.ศ. 2548 มีการค้นพบจารึกหลักหนึ่ง ตั้งชื่อตามสถานที่ค้นพบ
คือจารึกวัดจงกอ อ. ด่านขุนทด จ. นครราชสีมา ภาษาขอมโบราณ
ที่บริเวณฐานชุกชีขวามือของพระประธานในพระอุโบสถ มี 2 ด้าน
แปลลงในวารสารศิลปากร ปีที่ 49 ฉบับที่ 2 ใจความโดยย่อว่า
 
พ.ศ. 1551 มีพระราชโองการของธุลีพระบาทกมรเตงอัญกำตวนศรีชยวีรวรมันเทวะ
ให้ขุนนางกำหนดเขตที่ดินให้แก่กมรเตงชคตวิมายเป็นพระราชธรรม
จารึกหลักนี้กลายเป็นจารึกที่เก่าที่สุด ที่ระบุชื่อปราสาทพิมาย 
แสดงว่าในปีที่จารึกนั้นต้องมีปราสาทพิมายตั้งอยู่แล้ว

และสิ่งที่สำคัญคือในปีนั้น พระเจ้าชัยวีรวรมันต้องทรงเป็นพระมหากษัตริย์
เพราะมีทั้งคำขึ้นต้นว่า ธุลีพระบาท และคำลงท้ายว่า เทวะ อยู่ในพระนาม
 
ในขณะที่จารึกกรอบประตู พ.ศ. 1550 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ให้ขุนนางสร้างปราสาทเขาโล้น
และจารึกพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (K991) พบที่จังหวัดปราจีนบุรี
ระบุศักราช พ.ศ. 1551 เนื้อความนั้นอ่านได้ยาก แต่ใจความหลักคือ
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ได้มอบที่ดินให้แก่ พระกัมมรเตงอัญศรีนรปตีนทรวรมัน
 
ในปี พ.ศ. 1551 ปรากฏพระมหากษัตริย์ 2 พระองค์ในเวลาเดียวกัน
พระองค์หนึ่งนั้นต้องมีอำนาจอยู่ในเขตอีสานใต้แถบเมืองพิมาย
ในขณะที่อีกพระองค์หนึ่งนั้นมีอำนาจมาถึงภาคตะวันออกของไทย
และต่างก็ใช้คำนำหน้าพระนามว่า กำตวน

คำว่ากำตวนนั้น พบครั้งแรกในจารึกของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 
ศ. เซเดส เชื่อว่าเป็นคำแสดงถึงความเป็นเจ้านาย ที่มาจากภาษามลายู
เนื่องจากการสืบราชสมบัติของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1
นั้นไม่ได้เป็นไปตามสันตติวงศ์ แสดงว่าพระองค์เป็นคนนอกราชสำนัก

เมื่อเจอคำว่ากำตวน ที่คล้ายกับภาษามาเลย์ ทำให้เกิดการตีความว่า
พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 อาจเป็นกษัตริย์ที่มาจากคาบสมุทรมลายู
แต่ในภายหลังก็มีการเจอคำนี้ที่ย้อนไปได้ถึงรัชกาลของพระเจ้ายโศวรมันที่ 1
ที่ไม่ได้สิบราชสมบัติตรงมาจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 

ท่านจึงเปลี่ยนข้อเสนอใหม่ว่า คำนี้เป็นภาษาเขมรโบราณอยู่แล้วที่ใช้แทรกนำหน้า
เพื่อเป็นคำที่ใช้อ้างสิทธิ์ว่า คนเองสืบเชื้อสายกษัตริย์เขมรโบราณ ผ่านทางข้างมารดา
อะไรที่ทำให้เกิดจารึกสองหลักที่ต่างขัดแย้งกัน ว่าในเวลานั้นที่พิมายก็มีกษัตริย์
เราจะไปตามจารึกกรอบประตูพระราชวังหลวงที่อาจจะบอกข้อมูลอะไรได้มากกว่านี้
 

 

จารึกประตูพระราชวังหลวง
https://www.local-tour-operators.com/angkor-thom.html

จารึกนี้กล่าวถึงพิธีการกล่าวคำสัตย์สาบานในปี พ.ศ. 1553 ของขุนนางราว 4000 คน
เป็นช่วงเวลาการสิ้นสุดของสงครามชิงราชสมบัติที่ยาวนาน ของผู้ที่อ้างตนว่าเป็นกษัตริย์ทั้งสองพระองค์   
และขุนนางที่เหลือทั้งหมดต้องมาสาบานความซื่อสัตย์ต่อหน้าไฟและอัญมณีศักดิ์สิทธิ์ว่า

พวกเค้าพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จนตัวตาย ไม่ยอมที่เป็นข้ารับใช้ผู้อื่น
หากไม่เป็นเช่นที่ว่า ก็ขอให้ตกอยู่ในนรก 32 ขุม
ตราบเท่าที่พระอาทิตย์และพระจันทร์ ยังคงปรากฏอยู่บนโลกนี้

โดยตอนต้นของจารึกนั้น ได้ย้อนไปถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ในฐานะกษัตริย์ว่า
พระองค์นั้นผ่านพิธีราชาภิเษกต่อหน้าไฟโดยพราหมณ์ ตั้งแต่ พ.ศ. 1545

พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 1 น่าจะถูกชิงราชสมบัติไปได้โดยง่าย
แล้วพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 จะทำสงครามกับใคร ถ้าไม่ใช่พระเจ้าชัยวีรวรมัน
เพื่อช่วยหาคำตอบในเรื่องนี้ ดูเหมือนเราจะต้องย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า
ในรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 และจารึกที่กล่าวถึง ศรีจานาศะ



Create Date : 20 กรกฎาคม 2564
Last Update : 21 กรกฎาคม 2564 11:26:57 น.
Counter : 494 Pageviews.

7 comments
(โหวต blog นี้) 
หญ้าไผ่จืด (ไผ่ร้อยกอ) POGONATHERUM PANICEUM (LAMK) HACK. ภาวิดา คนบ้านป่า
(12 ต.ค. 2564 11:05:30 น.)
ศ. ขึ้นต้น บ สมาชิกหมายเลข 6393385
(8 ต.ค. 2564 18:42:16 น.)
4 ต.ค. 64 สอบปลายภาคเรียนที่.1 kae+aoe
(5 ต.ค. 2564 08:16:39 น.)
การเขียนContent ที่ดี สมาชิกหมายเลข 1559763
(28 ก.ย. 2564 05:17:50 น.)

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร, คุณทนายอ้วน, คุณtuk-tuk@korat, คุณอุ้มสี, คุณ**mp5**, คุณมาช้ายังดีกว่าไม่มา, คุณKavanich96, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณnewyorknurse

  
มาลงชื่อ ไม่เคยได้ยินจ้าปราสาทเขาโล้น

โดย: หอมกร วันที่: 20 กรกฎาคม 2564 เวลา:11:19:45 น.
  
อยากไปชมของจริงมากๆครับ


เข้าไปฟังบรรยายเรื่องศิลปะเขมรของคณะวิจิตรศิลป์ มช แล้วอยากไปเห้นว่าทับหลังที่เค้าบรรยายมันเหมือนกันกับของจริงหรือเปล่า มีส่วนประกอบทางศิลปะอะไรบ้าง ท่อนมาลัย อะไรพวกนี้ แต่ติดที่โควิทนี่แหละครับ อิอิ
โดย: ทนายอ้วน วันที่: 20 กรกฎาคม 2564 เวลา:12:21:23 น.
  
มีอาจารย์กังวล อีกคนค่ะ เห็นในเฟส ท่านชำนาญเรื่องอ่านจารึก
สนุกดี - เฟสนี้ค่ะ Kang Vol Khatshima

แต่พอไม่ได้อ่านเรื่องพวกนี้บ่อย ๆ ก็ลืมนะคะเช่นศิลปะของหน้าบัน ภาพประธาน มาลัย ฯลฯ
โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 20 กรกฎาคม 2564 เวลา:12:54:45 น.
  
สวยมากค่ะ
เห็นข่าวแล้วอยากมาเห็นกับตา
โควิดซาต้องมาชมค่ะพี่
โดย: อุ้มสี วันที่: 20 กรกฎาคม 2564 เวลา:13:48:34 น.
  
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ
โดย: **mp5** วันที่: 20 กรกฎาคม 2564 เวลา:15:22:30 น.
  
ร้านอาหารเที่ยงคืน (Late Night Restaurant) เป็นซีร่ย์ทั้งญี่ปุ่น จีน และเกาหลีครับ


โดย: ทนายอ้วน วันที่: 20 กรกฎาคม 2564 เวลา:20:42:47 น.
  
สวัสดีครับ

เข้ามาศึกษาความรู้ด้วยครับ
จินตนาการถึงตอนยังสมบูรณ์ ประติมากรรมต่างๆ ดูน่าทึ่งนะครับ
โดย: มาช้ายังดีกว่าไม่มา วันที่: 21 กรกฎาคม 2564 เวลา:22:52:39 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Nontree.BlogGang.com

BlogGang Popular Award#17



ผู้ชายในสายลมหนาว
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]

บทความทั้งหมด