10 เมษายน 2552
All Blog
ฝ้า




ในประเทศเขตร้อนแสงแดดจัดเช่น ประเทศไทย ฝ้าจัดเป็นปัญหาโรคผิวหนังที่พบบ่อยมาก ฝ้าคือ
การเกิดสีน้ำตาลคล้ำขึ้นบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดดมาก ๆ เช่น โหนกแก้ม หน้าผาก ดั้งจมูก เป็นต้น มักจะพบในวัยกลางคน ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป ในบางคนฝ้าอาจเกิดจากการตั้งครรภ์ หรือการใช้ยาคุมกำเนิด ในปัจจุบันได้มีการนำเอายาและวิธีการต่างๆมาเพื่อรักษาฝ้า ทั้งโดยแพทย์และบุคคลที่ไม่ใช่แพทย์ ซึ่งส่วนมากแล้วมักเกิดปัญหามากว่าประโยชน์ จึงสมควรที่เราจะได้มาทำความเข้าใจกับความผิดปกตินี้ให้ถ่องแท้


⇒ฝ้าเกิดจากอะไร
สาเหตุสำคัญของฝ้า ได้แก่
1.แสงแดด แสงแดดจะประกอบด้วยคลื่นรังสีหลายชนิด แต่ชนิดที่สำคัญและเป็นตัวการให้เกิดฝ้า ได้แก่ แสงอุลตราไวโอเลต (Ultraviloet)

2.ฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนในร่างกายจะทำให้เป็นฝ้าได้ง่าย จะเห็นว่าการตั้งครรภ์
และการกินยาคุมกำเนิดเป็นสาเหตุสำคัญของฝ้า

3.สารเคมีบางชนิด ซึ่งมีผสมอยู่ในเครื่องสำอาง และทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อแสงทำให้ผิวหนังบริเวณ
นั้นเกิดสีคล้ำขึ้น ตัวอย่างเช่น กลิ่นหอมบางชนิดในเครื่องสำอาง
เมื่อมีสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ต่อผิวหนังจะทำให้เซลล์พิเศษซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างเม็ดสี หรือพิกเมนต์
(Pigment) ซึ่งเรียกว่าเมลาโนไซด์สร้างเม็ดสีมากขึ้น จนทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นมีสีคล้ำขึ้น


⇒ฝ้ามีกี่ชนิด
ถ้าแบ่งอย่างง่าย ๆ จะมีอยู่ 3 ชนิด
1.ชนิดตื้น จะเห็นเป็นสีน้ำตาลจนถึงน้ำตาลเข้ม เม็ดสีจะเพิ่มมากขึ้นในชั้นหนังกำพร้า (หนังชั้นนอก) เท่านั้น พวกนี้มักรักษาได้ผลดี

2.ชนิดลึก จะเห็นบริเวณที่สีคล้ำออกไปในทางสีน้ำตาลเทา หรือสีดำ พวกนี้จะมีเม็ดสีแทรกอยู่ในเนื้อเยื่อชั้นหนังแท้ (หนังชั้นใน) มักจะรักษาได้ผลช้ามาก หรือไม่ได้ผลเลย

3.ชนิดผสม คือการเพิ่มของเม็ดสีทั้งในชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ จะมีสีน้ำตาลออกมาในทางสีเทา ๆ เล็กน้อย การรักษาได้ผลดีปานกลาง


⇔เราจะรักษาฝ้าอย่างไร
หลักการในการรักษาฝ้ามีอยู่ 2 ประการคือ
1.ป้องกันการกระตุ้นให้สีคล้ำขึ้น โดยเฉพาะจากแสงแดด โดยการหลบแสงแดด แสงไฟแรง ๆ ใช้ร่มหรือหมวก หรือยากันแสง
2.ทำให้สีที่คล้ำอยู่จางลงไปโดยยาบางชนิด


⇒ยาป้องกันแดดที่ได้ผลมีอะไรบ้าง
ยาหรือครีมกันแดดที่ดีต้องเป็นยาที่มีส่วนประกอบของสารประเภทที่ดูดแสงอุลตราไวโอเลตได้ดี ที่
มีใช้กัน ได้แก่ กรดพาราอมิโนเบนโซอิคหรืออนุพันธ์ของสารนี้ที่ได้ผลดีมักจะผลิตมาจากต่างประเทศ ซึ่งจะแจ้งความสามารถในการกรองแสงซึ่งเรียกว่า SPF (ย่อมาจาก Solar Protecting Factor) ควรเลือกใช้ชนิดที่มี SPF มากกว่า 8


⇒ยาทาฝ้าที่ได้ผลมีอะไรบ้าง
ยาทาฝ้าจะต้องได้ผล และปลอดภัยด้วย มียาหรือสารเคมีหลายชนิดซึ่งทำให้สีผิวขาวลงแต่ไม่ปลอดภัย ไม่สมควรนำมาใช้ยาหลักในยาทาฝ้าทุกชนิดที่มีขายในท้องตลาดปัจจุบันนี้ได้แก่ สารประเภทฮัยโดรควิโนน (Hydroquinone) ในขนาดประมาณ 2% ยาฮัยโดรควิโนน ในขนาดความเข้มข้นนี้จะสามารถใช้ได้นานโดยมีปัญหาน้อยมาก แต่มีข้อเสียก็คือ ฝ้ามักจะจางช้า และผู้ใช้ไม่พอใจได้มีผู้นำยาชนิดอื่นมาผสมกับฮัยโดรควิโนน เพื่อให้สามารถทำให้ฝ้าจางได้เร็วขึ้น สารที่ผสมลงไปมี 2 ชนิด
1.กรดวิตามินเอ ในขนาด 0.25-0.5 มก.%
2. ยาทาคอร์ติโคสสเตอรอยด์ เช่น เดกซาเมธาโซน 0.1%
ครีมที่ผสมยาทั้ง 3 อย่างนี้ ปัจจุบันได้ทมีแพทย์จำนวนมากนำไปใช้รักษาฝ้าและมีผู้นำมาจำหน่าย
ในท้องตลาด ส่วนมากจะใช้ชื่อครีมเป็นตัวอักษรอังกฤษ 2 ตัว แพทย์หรือผู้ผลิตบางรายได้เพิ่มปริมาณฮัยโดรควิโนนมากขึ้น เช่น 4-5%


⇒ยาทาฝ้าชนิดนี้มีอันตรายหรือไม่อย่างไร
ยาผสมสูตรนี้ถึงแม้จะได้ผลในการทำให้ฝ้าจางลง แต่ก็เกิดปัญหาแทรกซ้อนที่สำคัญหลายๆอย่างคือ
1.เกิดภาวะติดยา หรือหยุดทายาไม่ได้ จะเกิดดำมืดขึ้นทันที
2.เกิดผิวบางลง
3.เกิดผิวแดง และบางครั้งคัน
4.เกิดเส้นเลือดฝอยขยายตัวบริเวณที่ทา
5.เกิดสิวจำนวนมาก
6.เกิดอาการแพ้สัมผัสบริเวณที่ทา
7.เกิดอาการผิวด่างขาวอย่างถาวร
8.เกิดโรคผิวหนัง ชนิดตุ่มดำที่ใบหน้า
ภาวะแทรกซ้อนข้อที่ 1-4 เกิดได้บ่อยมาก แทบจะเป็นทุกรายถ้าใช้ยาผสมนี้มานานพอ
ภาวะแทรกซ้อนข้อที่ 5 และ 6 พบได้บ้าง ส่วนภาวะแทรกซ้อนข้อที่ 7 และ 8 นั้น ถ้าใช้ยาที่มี
ฮัยโดรควิโนน ในขนาดสูงกว่า 4% ย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้แน่ และพบบ้างแล้วในคนไทย


⇔ยาที่เข้าสารปรอทใช้ได้ผลหรือไม่ มีอันตรายอย่างไร
ยาที่เข้าสารปรอทเคยมีใช้แพร่หลายมากในรูปของครีมจากไต้หวัน ซึ่งเรียกว่าครีมไข่มุก ถึงแม้จะ
ทำให้ฝ้าจางลงได้ แต่อาจมีอันตรายร้ายแรงจากปรอทสะสมในผิวหนังและในร่างกาย ในปัจจุบันยัง
มีการผลิตจำหน่ายกันอยู่ โดยไม่ได้แจ้งส่วนผสมให้ผู้ใช้ทราบ


⇒ยาทาประเภทสเตียรอยด์ เช่น เบตาเมธาโซน นั้นมีผู้นำมาใช้ทาฝ้าได้ผลอย่างไร เหมาะสมหรือไม่
ยาทาประเภทสเตียรอยด์ เช่น เบตาเมธาโซนนั้น อาจทำให้สีผิวจางลงได้บ้าง แต่ไม่ใช่จุดหมายของ
การผลิตยานี้เพื่อนำมาใช้ ยานี้เป็นยารักษาผิวแห้งอักเสบจากการแพ้สัมผัสเท่านั้น อันตรายที่สำคัญ
คือ จะทำให้ผิวบางลง เส้นเลือดขยายตัว เกิดผื่นแดงรอบปากและจมูก และเกิดสิวเล็ก ๆ จำนวนมาก
ไม่สมควรนำมารักษาฝ้า


⇒การลอกหน้า ขัดผิว ตามร้านเสริมสวยจะช่วยรักษาฝ้าหรือไม่
ไม่ช่วยแน่นอน และเสี่ยงต่อปัญหา เช่น การแพ้สัมผัส
ในเมื่อยาที่ใช้รู้สึกจะมีปัญหาหลาย ๆ อย่าง จะมีคำแนะนดำอย่างไรต่อผู้ที่เป็นฝ้า
1.หลีกเลี่ยงสาเหตุให้มากที่สุด เช่น แสงแดด หรือถ้าเริ่มเป็นหลังจากเริ่มกินหรือฉีดยาคุมกำเนิดก็
ควรเปลี่ยนไปใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่น ๆ

2.ป้องกันแสงแดดโดยใช้หมวก ร่ม หรือยากันแสงซึ่งได้ผล(มีปัญหาที่ยากันแสงที่ได้ผลมักมีราคา
แพง)

3.ใช้ยาทาฝ้าซึ่งปลอดภัยในระยะยาว เช่น ยาที่มีฮัยโดรควิโนนไม่เกิน 2% และไม่มียาสเตียรอยด์
ผสมอยู่ ซึ่งเรื่องนี้กองควบคุมอาหารและยาจะมีบทบาทในการกำหนดให้ยาทาฝ้าต้องแจ้งส่วนผสม
อย่างละเอียดไว้ที่ข้างหลอด

4.ถ้าลองรักษาตนเองแล้วไม่ดีขึ้น กลับแย่ลงหรือเกิดปัญหา ก็ควรจะปรึกษาแพทย์โดยเฉพาะแพทย์
โรคผิวหนัง ตามโรงพยาบาลของรัฐบาลซึ่งยังมีบริการอยู่


ข้อมูลจาก หมอชาวบ้าน



Create Date : 10 เมษายน 2552
Last Update : 10 เมษายน 2552 5:13:12 น.
Counter : 602 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

pimpagee
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]



Smile...Small...Smooth...Smart...

counter
สร้าง Playlist ของคุณได้ที่นี่
New Comments