happy memories
Group Blog
 
All blogs
 

ไช่ฉิน (๒)





夜來香 - Tsai Chin




บรรยากาศตรุษจีนยังกรุ่น ๆ อยู่ หาเพลงไช่ฉินเพราะ ๆ มาให้ฟังกันค่ะ อัพบล็อกไช่ฉินภาคแรกไว้ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว มาอัพบล็อกภาคสองอีกทีก็ข้ามปีเลย แฮะ แฮะ เพลงของไช่ฉินที่เราชอบจะเป็นเพลงเศร้า ๆ แต่เทศกาลมงคลแบบนี้ ฟังเพลงเศร้าคงไม่เหมาะ เลือกเพลง 夜来香 (เยี่ยไหลเซียง) แปลว่า ดอกราตรี เนื้อเพลงบรรยายถึงดอกราตรีและธรรมชาติที่งดงาม ดนตรีเพราะ ฟังแล้วอารมณ์สดใสดีค่ะ


งวดนี้ใส่ที่มาของภาพเฉพาะที่เพิ่งเซฟไว้ ส่วนภาพอื่นเซฟไว้นานแล้ว ไม่ได้จดชื่อเวบไว้ ยังไงก็ขอขอบคุณเจ้าของภาพไว้ตรงนี้แล้วกันค่า



เสพงานศิลป์บล็อกใหม่ได้ที่นี่ค่ะ เสพงานศิลป์ ๒๗













lozocatlozocatlozocat



夜来香
ye2 lai2 xiang1
เยี่ยไหลเซียง
(ดอกราตรี)


那南风吹来清凉 

na4 nan2 feng1 chui1 lai2 qing1 liang2

น่าหนานเฟิงชุยไหลชิงเหลียง

ลมใต้พัดโชยเย็นชื่น
  



那夜莺啼声凄怆  

na4 ye4 ying1 ti2 sheng1 qi1 chuang4

น่าเยี่ยอิงถีเซิงชีช่วง

เสียงนกไนติงเกลร้องคร่ำครวญหวนโหย
 



月下的花儿都入梦 

yue4 xia4 de hua1er dou1 ru4 meng4

เย่ว์ซย่าเตอฮวาโตวรู่เมิ่ง

บุปผาอื่นล้วนหลับไหลใต้เงาจันทรา
  



只有那夜来香 吐露着芬芳 

zhi3 you3 na4 ye4 lai2 xiang1 tu3 lu4 zhe fen1 fang1

จื่อโหย่วน่าเยี่ยไหลเซียง ถูลู่เจอะเฟินฟัง

มีเพียงดอกราตรี โชยกลิ่นกำจาย
 



*我爱这夜色茫茫  

wo3 ai4 zhe4 ye4 se4 mang2 mang2

หวั่วไอ้เจ้อเยี่ยเซ่อหมังหมัง

ฉันรักยามค่ำคืนอันไร้ขอบเขต
 



也爱这夜莺歌唱  

ye3 ai4 zhe4 ye4 ying1 ge1 chang4
เหยี่ยไอ้เจ้อเยี่ยอิงเกอชั่ง

และรักเสียงเพลงของนกไนติงเกล
 



更爱那花一般的梦

geng4 ai4 na4 hua1 yi4 ban1 de meng4  

เกิ้งไอ้น่าฮวาอี้ปานเตอเมิ่ง

ยิ่งรักความฝันที่เป็นดั่งดอกไม้


拥抱着夜来香

yong1 bao4 zhe ye4 lai2 xiang1 

ยงเป้าเจอะเยี่ยไหลเซียง

กอดกระหวัดเจ้าดอกราตรี
 



吻着夜来香**   

wen2 zhe ye4 lai2 xiang1

เหวินเจอะเยี่ยไหลเซียง

จุมพิตเจ้าดอกราตรี


夜来香 我为你歌唱   

ye4 lai2 xiang1 wo3 wei4 ni3 ge1 chang4

เยี่ยไหลเซียงหวั่วเว่ยหนี่เกอชั่ง

ดอกราตรี ฉันร้องเพลงเพื่อเธอ


夜来香 我为你思量
ye4 lai2 xiang1 wo3 wei4 ni3 si1 liang

เยี่ยไหลเซียง หวั่วเว่ยหนี่ซือเลี่ยง

ดอกราตรี ฉันคะนึงหาเธอ
  



啊~我为你歌唱我为你思量 

a1 wo3 wei4 ni3 ge1 chang4 wo3 wei4 ni3 si1 liang

อา...หวั่วเว่ยหนี่เกอชั่ง หวั่วเว่ยหนี่ซือเลี่ยง

ฉันร้องเพลงเพื่อเธอ ฉันคะนึงหาเธอ...

ซ้ำ *-** 2 รอบ
 


夜来香 夜来香 夜来香…

ye4 lai2 xiang1...ye4 lai2 xiang1...ye4 lai2 xiang1

เยี่ยไหลเซียง...เยี่ยไหลเซียง...เยี่ยไหลเซียง
...
ดอกราตรี...ดอกราตรี...ดอกราตรี


เนื้อเพลงและคำแปลจากเวบ hakkapeople.com


lozocatlozocat



คุณสนธิ ลิ้มทองกุล พูดในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ กล่าวถึงนักร้อง 蔡琴 ไช่ฉิน เรียกชื่อตามคุณ T อายุอ่อนกว่า เติ้ง ลี่ จวิน ประมาณ ๔ ปี ปีนี้ก็น่าจะประมาณ ๕๓ จริง ๆ แล้วเขาดังพอ ๆ กันในไต้หวัน ส่วนโลกนี้ที่มีคนจีนอยู่ หลายคนจะชอบ ไช่ฉิน มากกว่าเติ้ง ลี่ จวิน เพราะเติ้ง ลี่ จวิน จะค่อนข้างกึ่ง ๆ ไฮโซนิดหน่อย แต่ ไช่ฉิน ชีวิตเขาเป็นนักศึกษา เติ้ง ลี่ จวิน จบ ม. ๓ แล้วออกมาร้องเพลงเลย ไช่ฉิน เรียนจบอนุปริญญาทางด้านตบแต่งภายในเสียด้วยซ้ำ




       
       
สมัยนั้นประเทศจีนเน้นโฟล์กซอง จะมีนักศึกษาเล่นโฟล์กซอง ช่าย ฉีน ก็เป็นคนหนึ่งซึ่งหลงใหลในโฟล์กซอง และพวกที่เล่นโฟล์กซองก็จะเล่นเพลงที่ไม่ใช่เพลงที่เขาร้องกันประจำ แต่งเพลงเอง จนกระทั่งวันหนึ่ง ไช่ฉิน ได้เข้าประกวดโฟล์กซองได้ที่ ๑ ในของไต้หวัน จึงทำให้เขาก้าวขึ้นไปสู่นักร้องมืออาชีพ เขาออกเพลงมาจากปัจจุบันถึงสมัยก่อน ๕o แผ่นเองนะ ไม่เหมือนเติ้ง ลี่ จวิน ๓,ooo กว่าเพลง





      
แต่ว่าเพลง ไช่ฉิน เวลาร้องเพลง เขาบอกซีดีของเธอ เวลาเปิดต้องใช้เครื่องเสียงดี ๆ แล้วอยู่ในห้องเงียบ ๆ นอนฟัง มันมีความสุขมาก เพราะว่าเสียงเขาเพราะ เติ้ง ลี่ จวิน แก้วเสียงเขาหวาน แต่ ไช่ฉิน แก้วเสียงเขาโซปราโน่ เสียงใหญ่ เพลงเขาจะมีความหมาย เพราะ ถึงไม่เข้าใจเนื้อเพลง ก็ฟังแล้วซาบซึ้ง เพราะทำนองเขา สำเนียงเขา ท่วงท่าทีของวิธีร้อง เพราะมาก คนเคยถามผมว่า คุณสนธิ ผมฟังภาษาจีนไม่ออกแล้วผมจะชอบได้ไง แล้วคุณฟังเพลงโอเปร่าของฝรั่งคุณชอบได้ไง ของแบบนี้มันอยู่ที่จิตวิญญาณของมัน ผมจำได้ มีคนเขาถามหลวงพ่อชา ถามท่านว่า หลวงพ่อพูดภาษาอังกฤษบ่ได้ แล้วทำไมหลวงพ่อไปสอนฝรั่ง เรื่องธรรมะ ท่านก็บอกว่า แล้วเองพูดภาษาควายได้เปล่าเด้อ แล้วทำไมเองให้ควายไถนาได้ ถึงสั่งได้ มันอยู่ที่วิธีการสื่อมากกว่า







เพลง 蔡琴  ไช่ฉิน เปิดเพื่อจะปรับเสียงคลื่นเสียง

       
      
โทนเสียงของ ไช่ฉิน เป็นสแตนดาร์ดของเสียงเลย  ชีวิตเขาก็โลดโผนไม่มากเหมือนเติ้ง ลี่ จวิน แต่ชีวิตเขาเป็นชีวิตที่ค่อนข้างเศร้าโศกสลดพอสมควร นักร้องพวกนี้เป็นประเภทที่มักจะอาภัพในเรื่องความรัก เหมือนเติ้ง ลี่ จวิน ไช่ฉิน ไปตกหลุมรักกับผู้กำกับหนังไต้หวัน ชื่อเอ็ดเวิร์ด หยาง เคยมีครอบครัว แต่งงานกับฝรั่งด้วยกันที่อเมริกา แล้วกลับไปอยู่ไต้หวัน เมียไม่ยอมมาด้วยก็เลยหย่า มาเจอ ไช่ฉิน แล้วเล่นหนังให้กับผัวตัวเองเรื่องหนึ่ง เอ็ดเวิร์ด หยาง เลยมาจีบเขา




       
       
จีบไปจีบมาจนกระทั่งในที่สุดแล้ว แต่งงานเป็นผัวเมียกัน อยู่มา ๑o ปี แล้วก็เลิกกัน เหตุที่เลิกเพราะว่า ไช่ฉิน จับได้ว่าเอ็ดเวิร์ด หยาง ไปมีกิ๊ก รู้สึกเป็นนักเล่นเพลงคลาสสิกของบั๊ก ซึ่ง เอ็ดเวิร์ด หยาง ชอบเพลงของบั๊ก ก็ไปกับแฟนใหม่ ปรากฏว่าเอ็ดเวิร์ด หยาง ตอนหลังเป็นมะเร็งตาย ไช่ฉิน พูดอย่างไรรู้ไหม เขาพูดแล้วซึ้งมาก พูดไปร้องไห้ไปบอกว่า ถ้าเขารู้ว่า เอ็ดเวิร์ด หยาง ต้องตาย เขาจะยอมหย่ากับ เอ็ดเวิร์ด หยาง ก่อนล่วงหน้า ๓ - ๔ ปี เพื่อให้ เอ็ดเวิร์ด หยาง มีความสุขในชีวิตที่สุดก่อนตาย เขาพูดอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นเพลงแต่ละเพลงถึงมีนัย มีความหมาย และมีอะไรหลายต่อหลายอย่างที่มันทำให้เพลงของ ไช่ฉิน มีความหมายมาก แต่เธอไม่เหมือนกับเติ้ง ลี่ จวิน ซึ่ง ไช่ฉิน เป็นคนเงียบ ๆ





เอ็ดเวิร์ด หยาง

       
       
ชีวิตส่วนใหญ่จะเก็บตัวเงียบ ไปไหนมาไหนจะไม่แสดงออก แล้วก็จะเป็นคนเวลาอยู่บนเวทีจะเฉย ๆ แต่ว่าสง่า ลุ่มลึก เขาเป็นคนสง่ามาก เขาเท่มากเลย เขามีไฝเม็ดหนึ่ง อยู่ทางต้นจมูกซ้าย แล้วก็เป็นเพลงซึ่งร้อง คือถ้าดูให้ดี ๆ ระหว่าง เติ้ง ลี่ จวิน กับ ไช่ฉิน เมื่อร้องเพลงใส่อารมณ์มากกว่า โดยจะเป็นไปตามเสียงเพลงหลายเพลง ซึ่งเพลงที่ดังที่สุด เปิดเป็นเพลงสุดท้าย ชื่อเพลง เป้ยอี๋วั่งเตอสือกวง "ช่วงเวลาที่ถูกลืม" เดี๋ยวเพลงนี้ค่อยอธิบายให้ฟัง ผลงานเพลงตอนนี้จริง ๆ แล้วเขาร้องเพลงเยอะมาก เขาจะเอาเพลงเก่าเอามาเรียบเรียงใหม่ เสียงเขาดีอยู่แล้ว ฉะนั้นเทคโนโลยี เทคนิคในเรื่องดนตรียุคใหม่ มันทำให้เนื้อหาสาระของเพลงเขาสมบูรณ์แบบหมดเลยทุกอย่าง ทั้งเสียง ทั้งเสียงดนตรี ทั้งเสียงอัด เสียงทุกอย่าง แล้วเพลงของเขาเป็นเพลงค่อนข้างจะอมตะนิรันดร ผมจะเอาเพลง ๆ หนึ่งถ้าคุณจำได้ว่า คราวที่แล้วเติ้ง ลี่ จวิน ร้อง คือเพลงดอกไม้ราตรี เย่ไหล่เซียง จำได้ไหม "เหย่ ไหลเซียง ลองเทียบเสียงกับเติ้ง ลี่ จวิน นะ ลองดูสิครับ






เพลง "เยี่ยไหลเซียง(夜来香)" ประพันธ์คำร้องและทำนองโดย "หลี จวิ่นกวง(黎锦光)" ขับร้องครั้งแรกโดย "หลี่ เซียงหลาน(李香兰)" ต้นฤดูใบไม้ร่วงปี ๑๙๔๔ หลี จวิ่นกวง ศิลปินนักดนตรีนักประพันธ์ ได้ประพันธ์บทเพลงนี้ขึ้นมาจากแรงบันดาลใจของเขาในค่ำคืนหนึ่งขณะทำงานอยู่ในห้องอัดเสียง ซึ่งร้อนอบอ้าว เมื่อถึงช่วงเวลาพัก หลี จวิ่นกวง จึงเปิดหน้าต่างระบายอากาศ ในตอนนั้นเองที่เขาได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ในราตรี เคล้าคลอด้วยเสียงร้องของนกไนติงเกล กลายเป็นบรรยากาศที่รื่นรมย์จนต้องนำมาบรรยายออกเป็นเพลง เขาใช้เวลาตลอดทั้งคืนนั้นในการประพันธ์เพลงที่มีชื่อว่า เยี่ยไหลเซียง นี้ขึ้นมา แล้วจึงลองให้นักร้องที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น อาทิ โจว เสวียน (周璇), กง ชิวสยา (龚秋霞), เหยา ลี่ (姚莉) ร้องดู แต่ปรากฏว่าด้วยความที่เพลงนี้มีความกว้างของระดับเสียงสูง-ต่ำที่ห่างกันมาก จึงหาคนร้องได้ยาก สุดท้าย หลี จวิ่นกวง จึงได้แต่พับเก็บเพลงนี้เอาไว้ก่อน ต่อมา หลี่ เซียงหลาน ซึ่งในตอนนั้นอายุ ๒๔ ปี ได้มาพบเพลงนี้โดยบังเอิญขณะที่เข้ามาอัดเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เธอแสดงนำ และเมื่อได้ทดลองร้องเพลงดังกล่าว ทั้งตัวเธอเองและผู้ที่ได้ฟังต่างยอมรับว่าเพลงนี้เหมาะกับเสียงของหลี่ เซียงหลานที่สุด หลี่ เซียงหลานจึงนำเพลงนี้มาร้องจนโด่งดัง และถือเป็นเพลงเอกประจำตัว รวมทั้งเป็นเพลงที่หนุนเสริมให้เธอก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในอาชีพนักร้องเลยทีเดียว







ข้อมูลจากเวบ
thaichinese.net
manager.co.th








มีคลิปชีวประวัติของไช่ฉินมาฝาก เป็นรายการที่ออกอากาศทางช่อง CCTV-music มีทั้งหมดสามตอน ยังมีบล็อกไช่ฉินอีกหลายภาค ไว้ค่อยแปะในบล็อกต่อ ๆ ไป เสียดายที่ไม่มีซับภาษาปะกิต เลยดูแล้วไม่รู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง แต่แค่ฟังเพลงของเธอก็ชอบแล้วค่ะ ในเวบของ CCTV-music โหลดคลิปไว้ แต่ copy โค้ดมาลงบล็อกไม่ได้ เลยไปหาในเวบอื่นดู พอดีเจอ ถ้าเปิดคลิปแล้วโหลดช้า หรือดูไม่ได้ก็ตามไปดูคลิปต้นฉบับที่ลิงค์นี้ค่ะ yue.cntv.cn


《音乐传奇》 20111221 不了琴音·蔡琴(一)




เวบนี้รวบรวมเพลงของไช่ฉินไว้ตรึม คลิกที่ลิงค์เข้าไปฟังได้เลยค่ะ
ezpeer.com



บล็อกนี้อยู่ในหมวดแฟนคลับค่ะ



บีจีจากเวบ richardhellegallery
ไลน์จากคุณ Jinnycafe และคุณญามี่
กรอบจากคุณ Lozocat

Free TextEditor




 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 3 สิงหาคม 2556 19:18:20 น.  

ธรรมชาติยามเช้าในบทเพลง




ภาพจากเวบ alphathread.wordpress.com



ผีเสื้อยามเช้า‪ - มัณฑณา โมรากุล





lozocatlozocatlozocat


ผีเสื้อยามเช้า
คำร้อง แก้ว อัฉริยะกุล
ทำนอง เอื้อ สุนทรสนาน
มัณฑนา โมรากุล ขับร้อง


รุ่งอรุณเรืองแรงแสงทอง
งามยิ่งเคลิ้มมองยามส่องนภา
สว่างกระจายพรายพราวเร้าตา
งามทั่วท้องฟ้าพื้นหล้าวิไล


เยือกเย็นลมรำเพยพัดโชย
พากลิ่นหอมโรยโชยฉ่ำฤทัย
กิ่งผกาพากันพลิ้วใบ
ชูช่อไหวไปสดใสตามลม


เหล่าผีเสื้อแสนงามยามเช้าคลอเคล้าลัดดา
ลอยเล่นลมเร้าตาเริงสุขพานิยม
บ้างลงไล้ไต่ตอมน้อมโน้ม
สุขชมสรรดมผกา


สูดสุคนธารสหวังชม
กางปีกรับลมเรืองข่มนภา
ผ่องระยิบระยับวับตา
พราวพร่างนักหนาพาให้ใฝ่ฝัน


โผผินบินเร้าฤทัย
เรื่อยไปเหลิงในชีวัน
สุขแต่เช้าเช่นนี้ทุกวัน
ชมชื่นสัมพันธ์ผีเสื้อแสนงาม


เนื้อเพลงจากเวบ websuntaraporn.com


lozocatlozocat



วันหยุดสุดสัปดาห์มาฟังเพลงสบาย ๆ กันดีกว่า อัพบล็อกเอาใจตัวเอง ให้ฟังเพลงเก่าตามวัยจขบ. อิ อิ นักร้องเก่าที่ชอบมากที่สุดท่านนึงก็ตือ คุณมัณฑณา โมรากุล นี่แหละค่ะ ฟังมาตั้งแต่เด็ก ๆ อาเปิดวิทยุฟังเพลงสุนทราภรณ์ประจำ ฟังจนติดหูแล้วก็ชอบมาจนเดี๋ยวนี้ บล็อกนี้ได้ข้อมูลจากคอลัมน์ตอบคำถาม "ถูกทุกข้อ" ในนสพ.ไทยโพสต์ หนนี้เป็นจดหมายที่ พันเอกวัชระ วีระวงศ์ เขียนถึงเพลงเก่า ๆ เกี่ยวกับธรรมชาติยามเช้า



เสพงานนิทรรศการศิลปะที่กำลังจัดแสดงได้ที่นี่ค่ะ
เสพงานศิลป์ ๒๖
เสพงานศิลป์ ๒๕
เสพงานศิลป์ ๒๔











ภาพจากเวบ pixpros.net


ธรรมชาติยามเช้าในบทเพลง



เพลงไทยสากลที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเวลา เมื่อพิจารณาดูแล้วเห็นว่ายามเช้าเป็นเวลาที่งดงาม ให้ความรู้สึกที่ดี มักส่งถึงในบทเพลงมากกว่าเวลาอื่น


จากแนวคิดดังกล่าว ผมจึงนำประเด็น เพลงยามเช้า เขียนบทความใช้ชื่อว่า "ธรรมชาติยามเช้าในบทเพลง" โดยนำเพลงดีมีคุณค่ามานำเสนอเป็นกรณีตัวอย่าง นั่นคือ ผีเสื้อยามเช้า และ ยามเช้า ผมได้แนบบทความดังกล่าวมาพร้อมกันนี้





มัณฑนา โมรากุล
ภาพจากเวบ thaicyberportal.net



ธรรมชาติยามเช้าในบทเพลงบรรยากาศสดใสยามเช้า ให้แรงบันดาลใจต่อกวี ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์บทเพลงไพเราะหลากหลายลีลา ยามเช้าในบทเพลงล้วนแล้วแต่ให้ภาพยามเช้าที่สดใส สวยงามทั้งสิ้น


เพลงธรรมชาติยามเช้า ที่มีคุณภาพระดับเพลงอมตะมีขึ้นตั้งแต่ระยะแรกที่ตั้ง วงกรมโฆษณาการ นักร้องหญิงคนแรก คือ มัณฑนา โมรากุล เข้ารับราชการตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้เล่าประสบการณ์การทำงานในระยะแรก พิมพ์ในหนังสือประกอบการแสดง "ดาวประดับฟ้า มัณฑนา โมรากุล" ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๘





ภาพจากเวบ gotoknow.org



ความบางตอนว่า "สมัยวิทยุศาลาแดงต้องไปร้องสด ๆ ตอนเช้า เวลาประมาณ ๖ โมงถึง ๖ โมงครึ่ง คล้ายกับปลุกคนให้ตื่นชมธรรมชาติยามเช้า และประกอบกิจการงานเพลงที่ร้องยามเช้ามี ผีเสื้อยามเช้า มาลีรุ่งอรุณ บุปผางาม"


ผีเสื้อยามเช้า ยังคงงดงามถึงทุกวันนี้





ดร.เจตนา นาควัชระ
ภาพจากเวบ thaicritic.com



ดร.เจตนา นาควัชระ กูรูเพลงอีกท่านหนึ่งที่มีเพลงสุนทราภรณ์อยู่ในหัวใจ และชื่นชมยกย่องนักร้องยอดนิยมของวงดนตรีสุนทราภรณ์ คือ มัณฑนา โมรากุล, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี และ รวงทอง ทองลั่นทม มาโดยตลอด เขียนถึงเพลงผีเสื้อยามเช้าเอาไว้ในความประสานสัมพันธ์ ระหว่าง วรรณศิลป์กับคีตศิลป์ในเพลงสุนทราภรณ์ จากการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง สุนทราภรณ์วิชาการ ( คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (๑๖ – ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๒ ) เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า


“...เพลงสุนทราภรณ์ รุ่นแรก ๆ แสดงออกถึงข้อผูกพันที่มีอยู่กับดนตรีตะวันตกอยู่มาก โดยเฉพาะ ความเคร่งครัดในเรื่องของจังหวะ ดังจะเห็นได้จากเพลงดอกไม้กับแมลง ( ทำนอง : เอื้อ สุนทรสนาน คำร้อง : แก้ว อัจฉริยะกุล ) ซึ่งเป็นเพลงในจังหวะ Quick Waltz มีการใส่คำในแบบ เนื้อเต็มอยู่มาก





ภาพจากเวบ metrorecords.co.th



มัณฑนา โมรากุล ร้องเพลงนี้ในลักษณะของแบบฝึกหัดอีกเช่นกัน และสำหรับนักร้องที่ถนัดร้องเพลงที่ต้องการความลึกซึ้งในอารมณ์เช่นเธอนั้น ดูประหนึ่งว่าระเบียบวินัยของจังหวะเพลงตะวันตกจะกลายเป็นกรอบที่บีบรัดการแสดงออกของเธออยู่บ้าง


เมื่อพิจารณาจากแผ่นเสียงที่อัดไว้จะสังเกตได้ว่า มัณฑนา แสดงอาการกระหืดกระหอบเล็กน้อย และสะดุดจังหวะอยู่บ้าง ที่เป็นเช่นนี้คงเป็นเพราะเป็นนักร้องที่ชอบเอื้อน คงไม่สะดวกใจกับเพลงที่มีลีลาเป็นฝรั่งมากนัก





มัณฑนา โมรากุล
ภาพจากเวบ กระทู้พันทิป



สิ่งที่พึงสังเกตเกี่ยวกับเพลงนี้คือ แม้ว่าการแต่งทำนองจะดูเคร่งครัดกับแบบแผนตะวันตกอยู่มาก แต่เนื้อร้องแสดงความโหยหาที่จะกลับไปสู่วรรณศิลป์ดั้งเดิมของไทย คือมีเนื้อหาที่เอาจริงเอาจัง เป็นการสั่งสอนศีลธรรม (Didacic) มีการใช้ความเปรียบที่เราคุ้นกันมาแล้วจากการอ่านวรรณคดีไทย


เพราะความคิดแบบดอกไม้แรกบานก็เปรียบปานสาวแรกรุ่นนั้น อาจมิใช่สิ่งที่แปลกใหม่แต่ประการใด เสน่ห์ของเพลงนี้อยู่ที่การสร้างท่วงทำนองที่ค่อนข้างราบเรียบและเป็นระเบียบ มาสนองเนื้อหาที่ต้องการเน้นความเรียบร้อยของกุลสตรีไทย





ภาพจากเวบ mitrprasarn.com



ในระยะต่อมา กรมโฆษณาการ เปลี่ยนชื่อเป็น กรมประชาสัมพันธ์ การแสดงดนตรีนอกเวลาราชการ ครูเอื้อ สุนทรสนาน หัวหน้าวงใช้ชื่อว่า วงดนตรีสุนทราภรณ์ มีนักแต่งเพลงคุณภาพหลายคน


นักแต่งเพลงหญิงคนแรก คือ ชอุ่ม ปัญจพรรค์ ได้แต่งเพลงไว้หลายแนว แนวธรรมชาตินอกจากเพลงที่เกี่ยวกับดอกไม้แล้ว ยังแต่ง เพลงยามเช้า บรรยายภาพยามเช้าได้อย่างน่าสนใจ





ภาพจากเวบ gotoknow.org



"ยามเช้ามวลเมฆเคล้านภาพร่า/ปักษาพากันจากซุ้มนอน/หมู่ภมรเคล้าชมขจร อาทิตย์นวลอ่อน/เปิดม่านอัมพรพิไล


ยามเช้ามวลบานเช้าก็คลายคลี่/สดสีทวีกลิ่นหอมไกล/กุหลาบ พะยอม หอมหวนยวนใจ น้ำค้างค้างใบ/ดุจดังเพชรพรายพราวพรรณ


เพลินชมฟ้างาม/ฟ้ายามแสงทองโรยละอองผ่าน/พื้นนภาพิศไป/เหลืองนวลใยดั่งใครเสกสรร
ยามเช้าทั้งหนุ่มสาวเด็กผู้ใหญ่/สดใสใจระรื่นสำราญ/รุ่งอุทัยสวยใดมาปาน ใครเห็นชื่นบาน/ดังอยู่วิมานเมืองแมน" (ยามเช้า ของ ชอุ่ม ปัญจพรรค์, เอื้อ สุนทรสนาน)


เพลงธรรมชาติยามเช้าทั้งสองเพลง ครูเอื้อ สุนทรสนาน บรรจุทำนอง คำร้อง ของนักแต่งเพลงยุคเดียวกัน ให้ภาพธรรมชาติที่งดงามเช่นเดียวกัน แต่ต่างกันที่มุมมอง





ภาพจากกระทู้พันทิป



ผีเสื้อยามเช้ามองดอกไม้สดสวย ส่งกลิ่นให้ผีเสื้อไต่ตอม ผีเสื้อและดอกไม้สวยงามในสายตาของคนผู้สังเกตการณ์ ในขณะที่เพลงยามเช้า ให้ภาพความงามที่ผันแปรโดยต่อเนื่อง แต่สภาพการณ์โดยรวมก็อำนวยความสุขสำราญ เป็นที่พอใจของคนทุกเพศ ทุกวัย และครูเอื้อให้ชวลีย์ ช่วงวิทย์ ขับร้องด้วยเสียงหวานใส เป็นที่น่าสังเกตว่าอารมณ์สงบเย็นของเพลงธรรมชาติยามเช้าทั้งสองเพลงนี้ ไม่เป็นที่ชื่นชอบของสังคมปัจุบัน แง่งามของธรรมชาติในบทเพลงดังกล่าว หากอนุชนได้ซึมซับความงามนี้ไว้ในอนุสติ ก็จะส่งผลดีต่อการรักษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ให้ดำรงอยู่เป็นประโยชน์สืบไป





ภาพจากเวบ gotoknow.org



ข้อมูลจาก
คอลัมน์ตอบปัญหา "ถูกทุกข้อ" นสพ.ไทยโพสต์ ๓๑ มี.ค. ๒๕๕๔
manager.co.th















บอกข่าวคนรักซีรีส์เกาหลีเรื่อง "Autumn in My Heart" ในเวบข้าวโพดในกระทู้ Autumn in My Heart ลงข่าวว่าทรูจะฉายเรื่องนี้รับวาเลานไทน์ เริ่มลงจอวันที่ ๑๑ ก.พ. นี้ ได้ดูเรื่องนี้ในจอแก้วเป็นรอบที่ห้าได้แล้วมั้ง ที่จริงซื้อทั้งซีดีและดีวีดีเก็บไว้แล้ว แต่ก็ยังตื่นเต้นที่ได้ยินข่าวว่าจะได้ดูทางทีวีอีก ยังจำความรู้สึกที่ดูครั้งแรกได้ดีว่า น้ำตาเป็นเผาเต่าแค่ไหนกับความรักแสนเศร้าแต่งดงามระหว่างจุนโซกับอึนโซ ใครเป็นสาวกออทั่มแล้วติดทรูละก็ กาปฏิทินไว้แล้วปูเสื่อรอดูกันนะจ๊ะ




บีจีจากเวบ wallcoo ไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ Lozocat


Free TextEditor





 

Create Date : 03 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 3 สิงหาคม 2556 19:11:45 น.  

อาทิตย์อับแสง





‪อาทิตย์อับแสง - เพลงพระราชนิพนธ์‬




ปีนี้ตั้งใจว่าวันอาทิตย์สบาย ๆ จะให้ฟังเพลงกันทุกอาทิตย์ ไม่รู้ว่าจะทำได้อย่างคิดหรือเปล่า ขนาดบล็อกเร่ิมต้นกว่าจะอัพได้ก็เกือบหมดวันแล้ว แต่ไม่เป็นไร ขึ้นชื่อว่าเพลง ฟังเมื่อไหร่ก็มีความสุขเนอะ เริ่มบล็อกแรกด้วยเพลงอันเป็นมหามงคล เพลงพระราชนิพนธ์ ได้อ่านข้อเขียนที่เกี่ยวกับเพลงเก่า ๆ ในคอล้มน์ตอบคำถาม "ถูกทุกข้อ" ในนสพ.ไทยโพสต์อยู่บ่อยครั้ง มีคนอ่านที่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับเพลงเก่าเขียนจม.มาถึงคอลัมน์นี้ประจำ เราตัดเก็บไว้เยอะเลย เพิ่งจะได้ฤกษ์ทะยอยอัพลงบล็อก ข้อมูลในบล็อกเป็นหนึ่งในจม.หลาย ๆ ฉบับของ พ.อ.วัชระ วีระวงศ์ ที่เขียนถึงเพลงพระราชนิพนธ์หลายเพลง หนึ่งในนั้นคือเพลง "อาทิตย์อับแสง" ที่เราชอบมาก ๆ



เสพงานศิลปะดี ๆ ได้ที่นี่จ้า
เสพงานศิลป์ ๒๕
เสพงานศิลป์ ๒๔
เสพงานศิลป์ ๒๓






ทิวางาม ทิวาทราม
โดย พ.อ.วัชระ วีระวงศ์



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสอวยพรปีใหม่ ๒๕๕๕ แก่พสกนิกร ความตอนหนึ่งได้เตือนสติสำคัญ "ชีวิตของคนเรานั้นจะต้องมีทุกข์ มีภัย มีอุปสรรคผ่านเข้ามาเนือง ๆ ไม่มีผู้ใดจะอยู่เป็นปรกติสุขอย่างเดียวได้ ทุกคนจึงต้องเตรียมกาย เตรียมใจ และเตรียมการไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อเผชิญและป้องกันแก้ไขความไม่ปรกติเดือดร้อนต่าง ๆ ด้วยความไม่ประมาทด้วยเหตุผล ด้วยหลักวิชาและด้วยสามัคคีธรรม"


เมื่อได้รับพรปีใหม่ใส่เกล้าใส่กระหม่อมแล้ว ผมนึกถึงสาระเกี่ยวกับธรรมชาติในบทเพลงพระราชนิพนธ์ และเขียนเรื่อง "ทิวางาม ทิวาทราม" ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ






การดำเนินชีวิตในโลกสมัยใหม่ โดยเฉพาะสังคมเมืองมักอยู่ในวงล้อมของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นานวันเข้าความรู้ความเข้าใจธรรมชาติกลับเห็นว่าธรรมชาติเป็นศัตรูที่ต้องเอาชนะคะคานกัน โดยถือว่าเป็นความอยู่รอดของมนุษย์ ลืมคิดว่าถึงอย่างไรคนก็ไม่อาจหนีธรรมชาติไปได้ ยังต้องพึ่งพิงปัจจัยสี่จากธรรมชาติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การมองโลก มองชีวิตให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง


ความรู้ความเข้าใจธรรมชาติและบทบาทที่แต่ละคนพึงปฏิบัติต่อธรรมชาติเป็นความจำเป็นพื้นฐาน หากเข้าใจถูกต้องว่าคนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ จึงมีหน้าที่ต้องปรนนิบัติดูแลธรรมชาติให้สิ่งแวดล้อมดำรงอยู่และผันแปรไปตามวงจรธรรมชาติ รวมทั้งเอื้ออำนวยให้ธรรมชาติฟื้นฟูหรืองอกงามขึ้นตามวิถีธรรมชาติ






ถึงหน้าฝนก็เตรียมพื้นที่รับน้ำ มีทางน้ำไหลและเตรียมพื้นที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ตามความจำเป็น หากมีพื้นที่ว่างก็ปลูกต้นไม้ไว้อาศัยร่มเงา ตลอดทั้งยังได้รับประโยชน์จากดอกผลด้วย ธรรมชาติโดยรวมมีคุณค่าเกินกว่าที่จะประเมินราคา ที่สำคัญมีคุณค่าหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้คงอยู่ได้ หากแต่ละคนต่างตระหนักถึงคุณค่าธรรมชาติก็จะร่วมกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดำรงอยู่และดำเนินไปตามวงจรธรรมชาติ


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฎร์ ทรงพระราชนิพนธ์เพลงที่มีสาระเกี่ยวกับธรรมชาติที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีพ ทรงชี้แนะการมองโลก มองชีวิตที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริงว่า ธรรมชาติอำนวยประโยชน์ต่อสรรพชีวิน ขณะที่อีกมุมหนึ่งกลับกลายเป็นแง่ที่ไม่พึงพอใจของคนทั่วไป เช่น


...."ทิวางาม
ยามอยู่เคียงดง
สุริยาแสงส่ง
ปวงชีวิตในโลกดำรงเริงใจ"...


...."ทิวาทราม ยามห่างดวงกมล
สุริยาหมองหม่น ปวงชีวิตในโลกอับจนเสื่อมทราม
หวังคอย คอยเฝ้าโมงยาม
จวบจนทิวาเรืองงาม สบความรักยามยืนดง"

(เพลงพระราชนิพนธ์ อาทิตย์อับแสง)






มุมมองธรรมชาติสองด้านดังปรากฏในเพลง ลมหนาว


"ยามลมหนาว พัดโบกโบยโชยชื่น
เหล่าสกุณร้องรื่นรมย์
หมู่ดอกไม้ชวนภมรร่อนชม
ช่างสุขสมเพลินตาน่าดูชูใจ


โอ้ รักเจ้าเอ๋ย
ยามรักสมดังฤทัย
พิศดูสิ่งใด
ก็แลวิไลแจ่มใสครัน


อันความรักมักจะพาใจฝัน
เมื่อรักนั้นสุขสมจิตปอง
ยามลมฝน พัดโบกโบยกระหน่ำ
หยดหยาดน้ำน้ำหลั่งนอง


ผึ้งภู่ทั้งวิหคเหงาเศร้าหมอง
เกลื่อนกลาดผองมาลีร่วงโรยลงดิน
เหมือนรักผิดหวัง
เปรียบดังหัวใจพังภินท์


น้ำตาหลั่งริน
และลามไหลเพียงหยาดฝนปราย
อันความรักแม้ไม่เป็นดังหมาย
ตราบวันตาย ชีพขมขื่นเอย"

(เพลงพระราชนิพนธ์ ลมหนาว)


เพลงพระราชนิพนธ์ ลมหนาว








ลมหนาวให้ความชื่นบาน หวานชื่นในช่วงแรก ต่อจากนั้นในท่อนหลังเป็นลมฝนให้ความรู้สึกระทม ขมขื่น เป็นอุทาหรณ์ให้ตระหนักถึงธรรมชาติสองด้าน แต่ระยะหลังนิยมร้องเพลงลมหนาวเพียงท่อนแรกที่สะท้อนแง่งามของธรรมชาติ ส่วนท่อนหลังไม่ค่อยได้ยินจากแผ่นบันทึกเสียงรวมทั้งการแสดงโดยทั่วไป ประเด็นนี้สะท้อนใจคนที่อยากหลีกหนีความจริงบางประการที่ไม่สบอารมณ์


ความผันแปรของธรรมชาติปรากฏชัดในสายลม

"ท่ามกลางฟากฟ้ามัวหม่น
ลิ่วลมหลังฝนโปรยทั่ว
เยือกเย็นชีพเฉาเมามัว
จิตใจหวาดกลัวหวั่นฟ้าคำรามลั่น


โรจน์เรืองแปลบแสงฟ้าผ่า
ล่องลมลิ่วมาเสียงสนั่น
โอ้ ลมหนอลมพัดคืนวัน
โบกโบยเพียงไหนกันพัดจนไม่รู้วันสงบเอย


ต้องลมเหล่าไม้เอนลิ่ว
ลู่ใบลุ่ยพลิ้วปลิวว่อน
จิตใจอ่อนท้ออาทร
ด้วยลมพัดโบกวอนล่องหนวนเวียนไป......"

(เพลงพระราชนิพนธ์ สายลม)


เพลงพระราชนิพนธ์ สายลม








สายลมที่พัดกระหน่ำแรงย่อมทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า ระหว่างเกิดพายุคนก็ต้องอพยพ หลบภัยเข้าที่กำบัง เช่นเดียวกับผู้พิการประสบมรสุมชีวิต ช่วยตัวเองไม่ได้ ก็ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูจากทางราชการหรือองค์กรการกุศล เช่น โรงเรียนสอนคนตาบอดได้ให้การศึกษาดูแลคนพิการทางสายตา ให้มีความรู้เพียงพอที่จะช่วยตัวเองได้ ดำรงชีพเป็นสุขตามอัตภาพ






ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ ทรงเยี่ยมโรงเรียนสอนคนตาบอด และทรงพระราชนิพนธ์เพลงยิ้มสู้ SMILES โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริทรงประพันธ์คำร้องภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เป็นการกล่อมเกลาจิตใจและให้กำลังใจคนพิการทางสายตา ผู้ด้อยโอกาส


"โลกจะสุขสบายนั้นเป็นได้หลายทาง
ต้องหลบสิ่งกีดขวางหนทางให้พ้นไป
จะสบความสุขสันต์สำคัญที่ใจ
สุขและทุกข์อย่างไรเพราะใจตนเอง


ฝ่าลู่ทางชีวิตต้องคิดเฝ้าย้อมใจ
โลกมืดมนเพียงใดหัวใจอย่าคร้ามเกรง
ตั้งหน้าชื่นเอาไว้ย้อมใจด้วยเพลง
ไยนึกกลัวหวาดเกรงยิ้มสู้


คนเป็นคนจะจนหรือมี
ร้ายหรือดีคงมีหวังอยู่
ยามปวงมารมาพาลลบหลู่
ยิ้มละไมใจสู้หมู่มวลเภทภัย


ใฝ่กระทำความดีให้มีจิตโสภา
สร้างแต่ความเมตตาหาความสุขสันต์ไป
จะสบความสุขสันต์สำคัญที่ใจ
เฝ้าแต่ยิ้มสู้ไปแล้วใจชื่นบาน"

(เพลงพระราชนิพนธ์ ยิ้มสู้)


เพลงพระราชนิพนธ์ ยิ้มสู้




ยิ้มสู้เป็นที่แพร่หลายมาก โดยเฉพาะในยามที่ราษฎรประสบภัยพิบัติ เพลงนี้จะเสริมส่งพลังใจได้อย่างดี ตลอดทั้งให้แรงใจในการใฝ่กระทำดี มุ่งดี มุ่งเจริญโดยต่อเนื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแรงใจให้ทำความดีสอดคล้องกับพจนานุกรมฉบับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (พิมพ์ในสยามรัฐรายวันประมาณปี ๒๕๒o) ระบุคำว่า "ในหลวง" จับใจความได้ว่าใครได้พบแล้วอยากทำความดี


พระราชดำริผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์เปรียบได้กับขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์เช่นกัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าฯ ปวงประชาโดยทั่วกัน






ภาพและข้อมูลจาก
คอลัมน์ตอบจม. "ถูกทุกข้อ" นสพ.ไทยโพสต์ ๒๓ ม.ค. ๒๕๕๕
(thaipost.net)
chaoprayanews.com
bangkokpost.com
skitzone.com
miriadna.com




บล็อกนี้อยู่ในหมวดดนตรีจ๊ะ



บีจีจากคุณยายกุ๊กไก่ ไลน์จากคุณญามี่

Free TextEditor





 

Create Date : 27 มกราคม 2556    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2556 9:11:40 น.  

สวลี ผกาพันธุ์







‪หนึ่งในร้อย - สวลี ผกาพันธุ์‬








เพลง “หนึ่งในร้อย”

คำร้อง แก้ว อัจฉริยะกุล
ทำนอง สง่า อารัมภีร
ขับร้องโดย สวลี ผกาพันธุ์


พราวแพรวอันดวงแก้วแวววาม
สดสีงามหลายหลากมากนามนิยม
นิลกาฬมุกดาบุษราคำคม
น่าชมว่างามเหมาะสมดี


เพชรน้ำหนึ่ง
งามซึ้งพึงเป็นยอดมณี
ผ่องแผ้วสดสี
เพชรดีมีหนึ่งในร้อยดวง


ความดีคนเรานี่ดีใด
ดีน้ำใจที่ให้แก่คนทั้งปวง
อภัยรู้แต่ให้ไปไม่หวง
เจ็บทรวงหน่วงใจให้รู้ทน


รู้กลืนกล้ำ
เลิศล้ำความเป็นยอดคน
ชื่นชอบตอบผล
ร้อยคนมีหนึ่งเท่านั้นเอย





สวัสดีหลังปีใหม่อาทิตย์นึงจ้า เข้ามาตอบเม้นท์แล้วก็หายศีรษะไปเลย ประเดิมบล็อกแรกของปีใหม่ด้วยเพลงเก่าเพราะ ๆ ของคุณสวลี ผกาพันธุ์ อ่านข่าวคุณสวลีประทับรอยมือและเท้าในฐานะนักแสดงเกียรติยศบนลานดาราตั้งแต่ปีที่แล้ว เพิ่งจะมาอัพบล็อกเสร็จปีนี้ คุณสวลีร้องเพลงเพราะ ๆ มากมาย อยากแปะเพลงที่ชอบให้ฟังทั้งหมด เสียดายที่เวบ mixpod เลิกกิจการไปแล้ว เลยมีเพลงเดียวมาให้ฟัง เลือกเพลงที่ความหมายดี ๆ เพลง "หนึ่งในร้อย" เพลงนี้ต้นฉบับร้องโดย คุณสมจิต ตัดจินดา แล้วก็มีนักร้องนำมาร้องอีกหลายคน แต่เราชอบเวอร์ชั่นที่คุณสวลีร้องที่สุด วันหยุดให้ฟังเพลงเบา ๆ สบาย ๆ เขียนบล็อกใหม่จวนเสร็จแล้ว อีกสักวันสองวันคงจะอัพได้ค่ะ



อัพเดทนิทรรศการงานศิลปะได้ที่บล็อกนี้ค่า เสพงานศิลป์ ๒๓












ภาพจากเวบ plengpakjai.net



สวลี ผกาพันธุ์ เป็นที่จดจำในฐานะนักร้องผู้ฝากผลงานเพลงอมตะไว้มากมาย หากอีกบทบาทของเธอคือ หนึ่งในนักแสดงรุ่นบุกเบิกวงการภาพยนตร์ไทยยุคฟิล์ม ๑๖ มม. และยังเป็นนางเอกคนแรกที่สวมบทพจมานแห่งบ้านทรายทองในรูปแบบละครเวที ความสามารถทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังเสียงร้องที่สร้างชื่อให้กับหนังอีกมากมาย สวลี ผกาพันธุ์ จึงเป็นดาวดวงที่ ๑๓๓ พิมพ์รอยมือ-เท้า บนลานดารา








ภาพจากเวบ thaipbs.or.th



บทดรรชนี สาวน้อยหน้าหวานชาวเกาะ ผู้มีนิ้วมือเรียวสวยงาม หากอาภัพเพราะเพียรเฝ้าคอยชายหนุ่มคนรักแต่เขากลับไปแต่งงานกับหญิงอื่น ในภาพยนตร์เรื่อง ดรรชนีนาง เมื่อปี ๒๔๙๖ สร้างชื่อให้กับ สวลี ผกาพันธุ์ ในบทบาทนางเอกภาพยนตร์ไทย


ความสามารถด้านการแสดงที่สั่งสมมาตั้งแต่เป็นนักแสดงละครเวที ทำให้เข้าถึงบทบาทได้ไม่ยาก และยังเป็นคนแรกที่สวมบทพจมาน สาวน้อยผมเปียแห่งบ้านทรายทองในแบบละครเวที และขับร้องบทเพลงประกอบ "หากรู้สักนิด" ที่ยังคงนำมาใช้ทั้งในละครและหนังจนถึงปัจจุบัน





ภาพจากเวบ thaipbs.or.th



ความสามารถที่หลากหลาย ทำให้ สวลี โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงทั้งในบทบาทนักแสดงและนักร้อง ได้รับเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล-ขับร้อง) ปี ๒๕๓๒ และเป็นดาวดวงที่ ๑๓๓ พิมพ์รอยมือ-เท้า บนลานดารา


"ดีใจมาก ๆ เราได้รับการเป็นศิลปินแห่งชาติก็ยังมีทั้งคำว่า ศิลปะการแสดง แล้วก็ขับร้อง เราอยู่ในวงการนี้มานาน ทำมาแล้วทุกอย่าง" สวลี ผกาพันธุ์ (เชอร์รี่ เศวตนันทน์) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง กล่าว


"ไม่มีใครเทียบได้เลย ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ก็ยังเป็นที่หนึ่งเสมอ ผ่านมากี่ปีชื่อของสวลีก็ยังอยู่ ยังเป็นที่รัก" ฉันทนา วงศ์ข้าหลวง แฟนคลับสวลีกล่าว





ภาพจากเวบ metrorecords.co.th



เป็นที่จดจำในฐานะนักร้องผู้มีเสียงใสกังวาน ฝากผลงานเพลงอมตะไว้มากมาย ทั้ง บ้านทรายทอง จำเลยรัก สนามอารมณ์ และ ฆ่าฉันให้ตายดีกว่า หากยังเป็นหนึ่งในนักแสดงรุ่นบุกเบิกวงการภาพยนตร์ไทย ยุคฟิล์ม ๑๖ มม. ที่แม้จะมีผลงานการแสดงหนังไม่ถึง ๒o เรื่องและผ่านมานานกว่าครึ่งศตวรรษ แต่ความยากลำบากทั้งการถ่ายทำในยุคก่อนและความท้าทายที่นักแสดงไม่เพียงจดจำ บท ยังต้องจำทุกรายละเอียดของหนังด้วยตัวเอง ก็ยังอยู่ในความทรงจำของศิลปินวัย ๘๑ ปี


"แต่ก่อนลำบากมาก เวลาจะออกไปไหน ก็ต้องหาสถานที่ยกกองไป ซึ่งไม่ง่ายแบบทุกวันนี้ เครื่องแต่งตัวเราก็ต้องจำเอง ซีนนี้ใส่ต่างหูนี้ มันยังถ่ายไม่เสร็จ อีก ๑๕ วันมาถ่ายใหม่ เราก็ต้องจำเองว่าวันนั้นใส่อะไร ลำบากมาก" สวลี กล่าว





ภาพจากเวบ su-usedbook.com



สวลี ผกาพันธุ์ มีชื่อจริงว่า เชอร์รี่ เศวตนันทน์ เกิดวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๔ ที่กรุงเทพมหานคร จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙o จากนั้นได้เรียนต่อเพิ่มเติมทางด้านชวเลข และพิมพ์ดีด เมื่อเรียนจบแล้วได้เข้าทำงานเป็นเสมียนพิมพ์ดีดอยู่ที่เทศบาลนครกรุงเทพ และบริษัทสหไทยวัฒนา





ภาพจากเวบ maemaiplengthai.com



ความสนใจทางด้านการขับร้องและดนตรี เริ่มตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยม และด้วยความเป็นผู้มีน้ำเสียงดี จึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำในการร้องเพลงชาติทุกวัน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ ขณะที่อายุได้ ๑๗ ปี และกำลังทำงานที่บริษัทสหไทยวัฒนานั้น คุณมยุรี จันทร์เรือง ครูสอนวิชาขับร้องที่โรงเรียนสตรีมหาพฤฒาราม ได้ชวนไปดูการฝึกซ้อมละครของคณะผกาวลี ซึ่งเป็นของญาติ ทำให้มีโอกาสรู้จักกับ ครูลัดดา สารตายน (ศิลปะบรรเลง) ผู้ฝึกซ้อมและกำกับการแสดง





ครูประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง และ ครูลัดดา สารตายน เมื่อแรกแต่งงานและไปฮันนีมูน
ภาพจากเวบ silapabanleng.com



ครูมยุรีได้เล่าให้ครูลัดดาฟังว่าเชอร์รี่ร้องเพลงได้ดี ครูลัดดาจึงลองทดสอบเสียงโดยให้ร้องเพลงพระราชนิพนธ์สายฝน ปรากฏว่าเป็นที่พอใจ จึงชวนมาร้องเพลงสลับฉากละครในตอนเย็นหลังเลิกงาน เพลงแรกในชีวิตมีชื่อว่าเพลง หวานรื่น ผลงานเพลงของครูประสิทธิ์ ศิลปะบรรเลง โดยร้องคู่กับ วลิต สนธิรัตน์ ในวันนั้น นอกจากจะเป็นวันที่เริ่มต้นชีวิตการเป็นนักร้องแล้ว ยังเป็นวันที่ครูลัดดาได้ตั้งชื่อให้ท่านใช้ในการแสดงว่า สวลี อีกด้วย (ส่วนนามสกุล ผกาพันธุ์ นั้น สด กูรมะโรหิต เป็นผู้ตั้งให้ในเวลาต่อมา) จากนั้นมา ได้มีโอกาสร้องเพลงสลับฉากเพิ่มขึ้นกับเริ่มแสดงเป็นตัวประกอบ มีบทพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ และร้องเพลงในเรื่อง






เมื่องานการขับร้องเพลงและการแสดงละครมีมากขึ้น จึงตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาทำงานด้านการบันเทิงอย่างเต็มตัว และไม่นานต่อมาได้รับบทนางเอกครั้งแรกใน ความพยาบาท ทำให้มีชื่อเป็นที่รู้จักทั่วไป ได้แสดงเป็นนางเอกละครอีกหลายเรื่องจนคณะผกาวลีเลิกกิจการลงจึงได้ย้ายไป แสดงอยู่กับคณะอัศวินการละครเป็นนางเอกเรื่อง มโนราห์ คู่กับ สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์ และเรื่องอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ บ้านทรายทอง บทประพันธ์อมตะตลอดกาลของ ก.สุรางคนางค์ (ซึ่งต่อมาเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์อีกหลายครั้ง) รับบทเป็น “พจมาน” คนแรก และได้ร้องเพลงไพเราะ หากรู้สักนิด ผลงานการประพันธ์ของ หม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ เป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังได้ร่วมแสดงกับคณะเทพศิลป์ และคณะศิวารมย์เป็นครั้งคราว





ก.สุรางคนางค์ และ หม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์
ภาพจากเวบ
baanjomyut.com
kanchanapisek.culture.go.th



หลังจากมีประสบการณ์ในวงการละครเวทีมาระยะหนึ่ง สวลี และ อดิศักดิ์ เศวตนันทน์ สามี ตั้งคณะละคร นันทน์ศิลป เปิดการแสดงที่ศาลาเฉลิมนคร และต่อมาในชื่อ คณะชื่นชุมนุมศิลปิน ประสบความสำเร็จเป็นอันดีจนถึงปลายยุคละครเวที ส.อาสนจินดา ได้ชักชวนสมัครพรรคพวกที่เคยร่วมงานละครเวทีกันมาก่อนมาแสดงภาพยนตร์ที่ เตรียมสร้างโดยมีสวลีเป็นนางเอกอยู่ระยะหนึ่งกับมีโอกาสทำหน้าที่พากย์หนัง ด้วย ระยะนี้เริ่มร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียง ผลงานล้วนประสบความสำเร็จอย่างสูง เช่น ลมหวน, โรครัก, หน้าชื่นอกตรม, รักมีกรรม ฯลฯ





ภาพจากเวบ maemaiplengthai.com



เมื่อมีการก่อตั้งไทยทีวี ช่อง ๔ บางขุนพรหม สถานีโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทย ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ คณะชื่นชุมนุมศิลปิน ได้เข้ามาจัดรายการโทรทัศน์เป็นคณะแรก ด้วยการจัดรายการเพลง ซึ่งมี ครูสมาน กาญจนผลิน เป็นผู้ควบคุมวง และนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น สุเทพ วงศ์กำแหง, ชรินทร์ นันทนาคร, นริศ อารีย์, พูลศรี เจริญพงษ์, อดิเรก จันทร์เรือง ฯลฯ และละครโทรทัศน์หลายเรื่อง ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ยิ่งไปกว่านั้นทั้งยังเป็นผู้พากย์หนังทีวีชุด แลสซี่ สุนัขแสนรู้ อีกด้วย ส่วนงานบันทึกเสียงยังมีประจำทั้งเพลงเดี่ยวและเพลงคู่ นักร้องที่เคยร่วมงานด้วยซึ่งค่อนข้างหาฟังยากในปัจจุบันคือ ชาญ เย็นแข และ ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์






สวลี ผกาพันธุ์ เข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่วัยไม่ถึง ๒o ปี เติบโตจากละครเวทีสู่จอเงินและจอแก้ว ไปจนถึงผลงานเพลงที่อัดแผ่นเสียงไว้มากมายและยังคงขึ้นเวทีร้องเพลงอยู่ อย่างสม่ำเสมอ การได้เรียนรู้ศิลปะการแสดงควบคู่ไปกับพัฒนาทักษะการร้องตั้งแต่วัยเด็ก และโอกาสที่ผู้ใหญ่มอบให้ คือสิ่งที่ สวลี ผกาพันธุ์ เชื่อว่ามีทุกวันนี้ได้ก็เพราะคุณของครูผู้ฝึกสอน และหวังให้ผลงานและประสบการณ์ของตัวเองเป็นแบบอย่างให้กับนักแสดง นักร้องรุ่นใหม่ได้ศึกษาต่อไป ด้วยประสบการณ์หลายด้านในวงการบันเทิงที่ประสบความสำเร็จถึงจนเป็นหนึ่งในทำเนียบแห่งศิลปินแห่งชาติท่านหนึ่งของประเทศไทย





ภาพจาก บล็อกคุณนอกลู่นอกทาง



ข้อมูลจากเวบ
thaipbs.or.th
wikipedia.org



บีจีจากเวบ wallcoo ไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ KungGuenter


Free TextEditor





 

Create Date : 06 มกราคม 2556    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2556 9:08:53 น.  

๒o ปีที่ อีฟส์ มงตองด์ จากไป




ภาพจากเวบ cinememorial.com



‪Les Feuilles Mortes‬ - ‪Yves Montand‬








Les Feuilles mortes
เนื้อร้อง Jacques Prévert
ทำนอง Joseph Kosma



Oh! je voudrais tant que tu te souviennes
โอ้! ฉันอยากให้เธอจำได้ไม่ลืมเลือน


Des jours heureux où nous étions amis
วันชื่นคืนสุขที่เราสองเป็นเพื่อนชิดสนิทใกล้


En ce temps-là la vie était plus belle,
ในยามนั้น ชีวิตช่างสวยงาม


Et le soleil plus brûlant qu’aujourd’hui
และแสงตะวันเจิดจ้ากว่าวันนี้มาก


Les feuilles mortes se ramassent à la pelle
ใบไม้แห้งถูกกวาดโกยมารวมเป็นกอง


Tu vois, je n’ai pas oublié...
เธอรู้ไหม ฉันไม่เคยลืม


Les feuilles mortes se ramassent à la pelle,
ใบไม้แห้งถูกกวาดโกยมารวมป็นกอง


Les souvenirs et les regrets aussi
เหมือนกับความทรงจำและความปวดร้าว


Et le vent du nord les emporte
และลมเหนือที่นำมันมา


Dans la nuit froide de l’oubli.
ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บที่ลืมสิ้น


Tu vois, je n’ai pas oublié
เธอรู้ไหม ฉันไม่เคยลืม


La chanson que tu me chantais.
เสียงเพลงที่เธอร้องให้ฉันฟัง


C’est une chanson qui nous ressemble
มันเป็นเพลงมีเนื้อหาคล้ายเรื่องราวของเรา


Toi, tu m’aimais et je t’aimais
เธอคือคนที่ฉันรัก และฉันคือคนที่เธอรัก


nous vivions tous deux ensemble
ชีวิตของเราร่วมประสานกันกันเป็นหนึ่ง


Toi qui m’aimais, moi qui t’aimais
เธอคือคนที่ฉันรัก และฉันคือคนที่เธอรัก


Mais la vie sépare ceux qui s’aiment
แต่ชีวิตล้วนพลัดพรากจากคนที่รัก


Tout doucement, sans faire de bruit
อย่างนุ่มนวลปราศจากเสียงเตือนใด ๆ


Et la mer efface sur le sable
และน้ำทะเลซัดสาดลบจากพื้นทราย


Les pas des amants désunis.
รอยเท้าของคู่รักให้แยกจากกัน



เนื้อเพลงและคำแปลจาก
บล็อกคุณ prunelle la belle femme







ได้ดูข่าวว่าคนไทยจะได้ดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง "Autumn in My Heart" เวอร์ชั่นไทยแล้วอยากเขียนบล็อกมาก ตั้งใจจะอัพตั้งแต่วันที่ห้าเดือนที่แล้ว (ตรงกับวันเกิดของพี่ชายค่ะ) ร่างบล็อกไว้แล้ว ยังไม่มีเวลาเขียนต่อให้เสร็จ เลยหาเรื่องเกี่ยวกับฤดูใบไม้ร่วงมาอัพแทนไปก่อน ให้ฟังเพลงเพราะ ๆ กันค่ะ Les Feuilles Mortes เป็นเพลงฝรั่งเศสที่เราชอบที่สุด เนื้อเพลงหวานอมเศร้า ๆ เป็นเพลงต้นฉบับของ Autumn Leaves ของ Nat King Cole เพลงของลุงแนทก็ว่าเพราะแล้วนะ เพลงนี้ยิ่งเพราะกว่า ด้วยสำเนียงภาษาและเสียงร้องของลุงอีฟส์ แล้วเราชอบภาษาฝรั่งเศสด้วย ฟังแล้วเคลิ้มมากกกกก ได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกในรายการสารคดีของสมาคมฝรั่งเศสตั้งแต่ปีมะโว้ สมัยยังเรียนภาษาฝรั่งเศสตอนอยูุ่มัธยม ส่วนข้อมูลในบล็อกได้มาจากคอลัมน์ของคุณสุภาพิมพ์ในสกุลไทยเหมือนเคย ท่านเขียนรำลึกครบยี่สิบปีที่ อีฟส์ มงตองด์ (Yves Montand) จากไป เนื้อหาค่อนข้างยาวมาก ขี้เกียจอ่านก็ฟังเพลงเพลิน ๆ แทนก็แล้วกันค่ะ









บล็อกเสพงานศิลป์ล่าสุดค่ะ เสพงานศิลป์ ๑๘











ภาพจากเวบ cinereves.com



ชื่อ อิฟส์ มงตองด์ (Yves Montand) คุ้นหูตั้งแต่เมื่อไหร่ จำไม่ได้เสียแล้ว รู้แต่ว่าเป็นนักร้องเสียงนุ่มที่ร้องเพลง Les feuilles mortes หรืออีกนัยหนึ่ง Autumn leaves ในภาษาอังกฤษ เพลงนี้กลายเป็นเพลงสัญญลักษณ์ประจำตัวของอาร์ติสผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้





ภาพจากเวบ the100.ru




Les feuilles mortes เป็นเพลงที่ ฌาคส์ เพรแวรต์ (Jacques Prévert) กวีดังของฝรั่งเศสเป็นผู้แต่งเนื้อร้อง โดย โจเซฟ คอสมา (Joseph Kosma) เป็นผู้แต่งทำนอง อีกเพลงหนึ่งของ อีฟส์ มงตองด์ ที่รู้จักเมื่อแรกเรียนภาษาฝรั่งเศสคือ L'âme des poètes ซึ่งมีชื่อในภาษาอังกฤษว่า At last, at last ได้รู้จักเพลงภาษาอังกฤษก่อนที่จะค้นพบว่าต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศส (เจอคลิปเพลงนี้ในยูทูบแต่แปะไม่ได้ คลิกลิงค์นี้เข้าไปฟังเพลงได้ค่ะ ‪L'âme des poètes‬
- ‪Charles Trenet‬
)





ฌาคส์ เพรแวรต์ และ โจเซฟ คอสมา
ภาพจากเวบ
marcel-carne.com
encinematheque.net



ขณะที่ศึกษาที่เมืองนีซ (Nice) ได้ชมภาพยนตร์ของ อีฟส์ มงตองด์ เรื่องหนึ่งคือ อานนี จีราร์โดต์ (Annie Girardot) และ แคนดีซ เบอร์เกน (Candice Bergen) ได้ค้นพบว่า อีฟส์ มงตองด์ มีสายตาที่ "พูดได้" ความรู้สึกแสดงออกทางนัยน์ตาดีมาก และ แคนดิซ เบอร์เกน เป็นผู้หญิงที่ยิ้มด้วยตา เมื่อเกิดเหตุการณ์ฆ่านักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ สถานที่ทำงานนำภาพยนตร์เรื่อง Z มาฉายเป็นการภายในให้ชมกัน อีฟส์ มงตองด์ แสดงเป็นนักการเมืองที่พวกขวาตกขอบลอบสังหาร เรื่องเข้ากับเหตุการณ์ในประเทศไทยขณะนั้น ภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่ชมคือ Le sauvage​ ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ คาเธอรีน เดอเนิฟ (Catherine Deneuve) ติดใจมาดแมนของ อีฟส์ มงตองด์





อานนี จีราร์โดต์ และ แคนดีซ เบอร์เกน
ภาพจากเวบ
gramilano.com
bonanza.com






คาเธอรีน เดอเนิฟ
ภาพจากเวบ spletnik.ru



อีฟส์ มงตองด์ ชื่อเดิมว่า อิโว ลิวี (Ivo Livi) เกิดในอิตาลี ครอบครัวอพยพมายังฝรั่งเศสเพื่อหนีภัยฟาสซิสต์ ตั้งหลักแหล่งที่เมืองมาร์แซย (Marseille) ทางใต้ของฝรั่งเศส และได้รับสัญชาติฝรั่งเศสในปี ๑๙๒๙ ครอบครัวยากจน ลูก ๆ จึงต้องออกจากโรงเรียนเพื่อทำงาน อีฟส์ มงตองด์ ทำงานในโรงงานตั้งแต่อายุ ๑๑ ขวบ ต่อมาไปฝึกงานในร้านทำผมที่พี่สาวทำงานอยู่ เขาสอบเป็นช่างผมได้ แต่อยากใกล้ชิดวงการบันเทิงมากกว่า





ภาพจากเวบ icollector.com



ด้วยว่าชอบดูภาพยนตร์เพลงที่มี เฟรด แอสแตร์ (Fred Astaire) นำแสดง จึงไปเป็นพนักงานขับรถของมิวสิค-ฮอล (music-hall) แห่งหนึ่งของเมืองมาร์แซย (Marseille) แล้วขยับเป็นนักร้อง เลียนแบบนักร้องดังในยุคนั้น เช่น ชาลส์ เทรเนต์ (Charles Trenet) และ โมริซ เชอวาลีเอร์ (Maurice Chevalier) โดยใช้ชื่อว่า อีฟส์ มงตองด์ (Yves Mantand) แสดงตามคาบาเร่ต์ต่าง ๆ ในมาร์แซย พอเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ เขาเดินทางไปกรุงปารีสเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเกณฑ์แรงงานไปเยอรมัน





ชาลส์ เทรเนต์ และ โมริซ เชอวาลีเอร์
ภาพจากเวบ
flickrhivemind.netchansons-fle.wikispaces.com



อีฟส์ มงตองด์ ได้แสดงที่โรงคาบาเร่ต์ดังหลายแห่ง เช่น ABC, Bobino, Folie Belleville, Moulin Rouge และที่ Moulin Rouge นี่เองที่เขาได้พบกับ เอดิธ เปียฟ (Edith Piaf) ซึ่งเป็นนักร้องดังและกลายเป็นคู่รักกัน อีฟส์ มงตองด์ ร้องเพลงช่วงต้นของคอนเสิร์ต เอดิธ เปียฟ จนปี ๑๙๔๖ จึงเดินออกจากชีวิตของเธอ เขากลายเป็นนักร้องดังตามคาบาเร่ต์





เอดิธ เปียฟ
ภาพจากเวบ karaoke-lyrics.net






ภาพจากเวบ cinereves.com



ในปี ๑๙๔๘ อีฟส์ มงตองด์ เดินทางไป แซงต์-ปอล-เดอ-วองซ์ (Saint-Paul-de-Vence) พักที่ Auberge de la Colombe d'or ได้พบกับ ฌาคส์ เพรแวรต์ (Jacques Prévert) กวีดังและ ซีโมน ซีญอเรต์ (Simone Signoret) นักแสดงที่เป็นภริยาของ อีฟส์ อัลเลเกรต์ (Yves Allégret) ผู้สร้างภาพยนตร์ เขาและเธอตกหลุมรักกันทันที





อีฟส์ อัลเลเกรต์ และ ซีโมน ซีญอเรต์
ภาพจากเวบ
flickriver.com
centerblog.net



ซีโมน ซีญอเรต์ทิ้งสามีและพาลูกสาวไปอยู่กับ อีฟส์ มงตองด์ ทั้งสองแต่งงานกันในปี ๑๙๕๑ และซื้อบ้านที่โอเตย -​ โอตุยเยต์ (Autheuil - Authouillet) ในนอร์มองดี (Normandie) กลายเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของอาร์ติสต์และปัญญาชน เช่น ฌอง-ปอล ซาร์ทร (Jean-Paul Sarter) ซีโมน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoiur) ลูอิส บูญเอล (Luis Bunuel) แซร์จ แรจจีอานี (Serge Reggiani)





ภาพจากเวบ flickr.com



อีฟส์ มงตองด์ เริ่มแสดงภาพยนตร์ในปี ๑๙๔๕ ภาพยนตร์ที่เขาแสดงในปี ๑๙๕๒ เรื่อง Le salaire de la peur ได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองกานส์ (Cannes) ในปี ๑๙๕๕ อีฟส์ มงตองด์ และ ซีโมน ซีญอเรต์ แสดงละครร้องร่วมกันเรื่อง Les Sorcières de Salem ซึ่งก็คือ The crucibel ของ อาร์เธอร์ มิลเลอร์ (Arthur Miller) นั่นเอง





ภาพจากเวบ
fan-de-cinema.com
dvdclassik.com



ในปี ๑๙๕๙ อีฟส์ มงตองด์ และ ซีโมน ซิีญอเรต์ ไปร่วมงานแจกรางวัลออสการ์ ปีนั้น ซีโมน ซิญอเรต์ ได้รางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Room at the top ทั้งสองได้พบกับ มาริลีน มอนโร (Marilyn Monroe) และ อาร์เธอร์ มิลเลอร์ (Arthur Miller) ผู้เป็นสามี เกิดความสนิทสนมกลมเกลียวเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียง





จากซ้ายไปขวา อาร์เธอร์, ซีโมน, อีฟส์, มาริลีน
ภาพจากเวบ clg-montand.ac-aix-marseille.fr



อีฟส์ มงตองด์ และ มาริลีน มอนโร แสดงภาพยนตร์ร่วมกันเรื่อง Let's make love มิตรภาพของทั้งสองกลายเป็นความหลงใหล ซีโมน ซีญอเรต์ ทนความบาดตาบาดใจไม่ได้ จึงเดินทางกลับปารีส ส่วน อาร์เธอร์ มิลเลอร์ ขอหย่ากับ มาริลีน มอนโร ในภายหลังเป็นการเฟลิร์ตช่วงสั้น ในที่สุด อีฟส์ มงตองด์ ก็เดินทางกลับไปหา ซิโมน ซีญอเรต์ และอยู่ร่วมกันจนวันสุดท้ายของเธอ





ภาพจากเวบ linternaute.com



อีฟส์ มงตองด์ และ ซีโมน ซิีญอเรต์ ฝักใฝ่พรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส ในปี ๑๙๕๖ สหภาพโซเวียตรัสเซียบุกกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี อีฟส์ มงตองด์ และ ซีโมน ซีญอเรต์ เดินทางไปโซเวียตเพื่อแสดงคอนเสิร์ตที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เขาได้รับการต้อนรับอย่างเอิกเกริก ได้เข้าพบ นิกิตา ครุสซอฟ (Nikita Krouchtchev) ผู้นำรัสเซียในขณะนั้น เขาถือโอกาสขอคำอธิบายว่าทำไมโซเวียตจึงรุกรานฮังการี การพบปะที่คิดว่าเพียงประเดี๋ยวเดียว กลับนานถึง ๔ ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม เมื่อโซเวียตบุกกรุงปร๊าก ประเทศเชคโกสโลวะเกียในปี ๑๙๖๘ อีฟส์ มงตองด์ ตัดขาดจากคอมมิวนิสต์ หันมาสนใจปัญหาสิทธิมนุษยชนแทน เมื่อ นายพลปิโนเชต์ (Pinochet) ก่อการปฏิวัติในชิลี อีฟส์ มงตองด์ จัดแสดงคอนเสิร์ตรอบเดียวเพื่อหาเงินช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวชิลี อีกทั้งสนับสนุนสหภาพแรงงานโปแลนด์ที่มี เลค วาเลซา (Lech Walesa) เป็นหัวหน้าในปี ๑๙๘๑





ภาพจากเวบ the100.ru



อีฟส์ มงตองด์ แสดงภาพยนตร์ที่มีนัยะการเมืองอีก ๒ เรื่อง ของ กอสตา กาบราส (Costa-Gavras) คือ L'aveu และ État de siège ในต้นทศวรรษ ๑๙๘o เขาให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ความคิดเห็นทางการเมืองของเขาประทับใจผู้ชมนับ ๒o ล้าน หลายคนอยากให้เขาลงรับเลือกตั้งประธานาธิบดี ทว่า เขาพอใจที่จะแสดงความเห็นอยู่ห่าง ๆ มากกว่าการลงไปคลุกคลีการเมืองเต็มตัว





ภาพจากเวบ cinereves.com



ซีโมน ซีญอเรต์ เสียชีวิตในปี ๑๙๘๕ ทำให้ อีฟส์ มงตองด์ โศกเศร้ามาก เขาเริ่มถอยห่างจากวงการบันเทิงไปใช้ชีวิตที่แซงต์-ปอล-เดอ-วองซ์ อีกไม่กี่ปีต่อมาเขาใช้ชีวิตร่วมกับ การอล อาเมียล (Carol Amiel) และมีลูกชายด้วยกัน ๑ คน ชื่อ วาลองแตง (Valentin) ขณะที่เขาอายุ ๖๗ ปี หลังจากนั้นเพียง ๓ ปี อีฟส์ มงตองด์ ก็ถึงแก่กรรมในวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๑๙๙๑ ร่างของเขาฝังที่สุสานแปร์-ลาแชส (Père Lachaise) ที่กรุงปารีส เคียงข้าง ซีโมน ซีญอเรต์





ภาพจากเวบ purepeople.com



ในเดือนพฤศจิกาย ๒o๑๑ อีฟส์ มงตองด์ เสียชีวิตครบ ๒o ปี สื่อพากันรำลึกถึงนักร้องนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ซึ่งชาวยุโรป อเมริกัน แคนาดา และญี่ปุ่นรู้จักดี เพราะเคยไปแสดงคอนเสิร์ต สถานีโทรทัศน์ Arte และ France 2 จัดทำสารคดีเกี่ยวกับชีวิตของอาร์ติสผู้นี้ นอกจากนั้นยังนำภาพยนตร์ที่เขาแสดงมาฉายทางโทรทัศน์ Direct 8 และ France 2 อีกทั้งคอนเสิร์ตที่เขาแสดงที่ Olympia ในปี ๑๙๘๑ ซึ่งถือเป็นสุดยอดคอนเสิร์ตของ อีฟส์ มงตองด์



‪Les Feuilles Mortes_Yves Montand à l´Olympia‬





ข้อมูลจากคอลัมน์ "C'est si bon!" นิตยสารสกุลไทย ฉบับที่ ๓o๒๕



บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่ กรอบจากคุณ KungGuenter

Free TextEditor





 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 15 มิถุนายน 2556 20:49:42 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  
haiku
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 70 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.