happy memories
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2556
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
2425262728 
 
7 กุมภาพันธ์ 2556
 
All Blogs
 

๑ ประเทศ ๒ นายกฯ








"๑ ประเทศ ๒ นายกฯ ระบอบทักษิณยึดประเทศไทย"
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง


ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามตอบโต้ “เดอะ นิวยอร์กไทม์ส” โดยยืนยันว่าตนเองคือนายกรัฐมนตรีตัวจริงทำหน้าที่นายกฯ ของประเทศไทยด้วยตนเอง

หลังจากที่สื่อชื่อดังของสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่ข้อเขียนเรื่อง “In Thailand, power comes with help from skype” โดยนายโธมัส ฟุลเลอร์ ระบุว่าการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญๆ ของรัฐบาลปัจจุบันได้ถูกสั่งการมาจากนอกประเทศ โดยทักษิณ ชินวัตร ยังสามารถบงการตัดสินใจการบริหารประเทศ ผ่านการสไกป์ หรือโทรศัพท์สั่งการจากนอกประเทศ เสมือนหนึ่งว่าประเทศไทยมีนายกฯ ๒ คน ขณะที่นางสาวยิ่งลักษณ์มีบทบาทก็เพียงคอยตัดริบบิ้นเปิดงานกล่าวสุนทรพจน์ ด้วยความเป็นคนที่ถ่ายรูปขึ้น - “The day-to-day governance of the country is carried out by Ms. Yingluck, who is genial, photogenic and 18 years younger than Mr. Thaksin. She cuts the ribbons and makes the speeches”

ระหว่างยิ่งลักษณ์ กับนิวยอร์กไทม์ส กรณีนี้คำพูดของใครสามารถสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นในการเมืองไทย มากกว่ากัน?

๑) พิจารณาข้อเท็จจริง... ก่อนที่ยิ่งลักษณ์จะก้าวขึ้นมาได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เธอไม่เคยแสดงความสนใจและใส่ใจต่อปัญหาสาธารณะของประเทศชาติมาก่อนเลย

ไม่ว่าจะเรื่องการเมือง เศรษฐกิจมหภาค ปัญหาสังคม หรือแม้แต่เรื่องสิทธิสตรี

ยิ่งลักษณ์ไม่เคยแสดงความคิดเห็น กำหนดท่าที แสดงจุดยืน หรือมีส่วนร่วมในการแสดงออกต่อประเด็นปัญหาสาธารณะของบ้านเมืองมาก่อนเลย กระทั่งถูกอุ้มชูเข้ามาสู่สนามเลือกตั้งครั้งล่าสุด

นอกจากนี้ ยิ่งลักษณ์ไม่เคยแสดงความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน หรืองานการเมือง

ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ไม่ว่าจะเป็น สส.-สว.รัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรี เลขานุการของรัฐมนตรี หรือแม้แต่ในการเมืองระดับท้องถิ่น นายกอบต. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นใด ๆ ก็ไม่เคย

๒) ยิ่งลักษณ์ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจตัวจริง จะสามารถข้ามหัวนักการเมืองที่มีอาวุโส มีประสบการณ์ความรู้มากกว่าคนอื่นๆ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร?

ถ้าไม่ใช่ตัวแทนเชิดของผู้มีอำนาจตัวจริง จะสามารถขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือ

มีโอกาสหรือความเป็นไปได้เพียงใด ที่บุคคลซึ่งไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ไม่เคยมีผลงานความสามารถในทางการบริหาร ไม่เคยมีประสบการณ์ความรู้ที่โดดเด่น จะก้าวกระโดดขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ได้เป็นตัวแทนเชิดของผู้มีอำนาจแท้จริง?

๓) พฤติกรรมของยิ่งลักษณ์สอดรับและเข้าจังหวะกับคำพูดและความต้องการของทักษิณ ชินวัตร อยู่เสมอ

ทักษิณเคยวีดีโอลิงค์เข้ามาหาปลุกระดมกับคนเสื้อแดง ขายฝัน หยอดคำหวาน หรือแม้แต่แถลงนโยบายด้วยตนเอง เมื่อ ๒๓ เมษายน ๒๕๕๔ ในงานของพรรคเพื่อไทย กำหนดนโยบายหาเสียง เช่น บัตรเครดิตเกษตรกร ลดภาษี แจกแท็บเลตพีซีให้เด็กนักเรียน จำนำข้าว ถมทะเล สร้างรถไฟฟ้า ทำรถไฟความเร็วสูงทำสะพานเศรษฐกิจ ฯลฯ

หลังจากนั้น ยิ่งลักษณ์ก็ลอกคำพูดของทักษิณไปหาเสียง

๔) สโลแกนหาเสียงของพรรคเพื่อไทย สารภาพอยู่ในตัวเองว่า “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”

ยิ่งเมื่อพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทยตอกย้ำแนวทางดังกล่าว ยิ่งไม่แปลกใจที่คนไทยและต่างชาติจะเข้าใจเหมือนข้อเขียนของนิวยอร์กไทม์ส

๕) ในข้อเขียนของนิวยอร์กไทม์ส ยังอ้างอิงถึงคำให้สัมภาษณ์ยอมรับของแกนนำพรรคเพื่อไทยเองด้วยซ้ำ

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกับกล่าวยอมรับบทบาทของทักษิณ ชินวัตร ว่า “It’s like we have a prime minister in the country and another prime minister overseas.” – “เหมือนกับว่าเรามีนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีอีกคนอยู่นอกประเทศ”

นิวยอร์กไทม์สเขียนละเอียดถึงขนาดบอกว่า นายจารุพงศ์อุตส่าห์หยิบโทรศัพท์ไอโฟนออกมา แล้วแสดงให้ดูหมายเลขโทรศัพท์ของทักษิณที่มีหลายเบอร์ (โดยทักษิณจะให้เบอร์โทรศัพท์แต่ละคนไม่เหมือนกัน ตามความสำคัญของแต่ละคน) “เราโทรหาเขาได้ทันที”

นี่ขนาดหัวหน้าพรรคเพื่อไทยยังยอมรับกับนิวยอร์กไทม์สถึงขนาดนี้

๖) ยิ่งกว่านั้น พฤติกรรมและการตัดสินใจสำคัญๆ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ยังสอดรับกับความต้องการของทักษิณ ชินวัตร แทบทุกครั้งที่ทักษิณออกมาพูด รัฐบาลยิ่งลักษณ์และแกนนำของพรรคเพื่อไทยก็มีอันต้องออกมาเด้งรับ ดำเนินการสอดประสาน รับลูกกันอยู่เป็นประจำ เช่น

ก่อนยิ่งลักษณ์จะปรับคณะรัฐมนตรีหรือแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ก็ปรากฏข่าวว่า มีการบินไปขอตำแหน่งที่ดูไบ หรือต้องรอการอนุมัติจากคนทางไกลเสียก่อน

ก่อนยิ่งลักษณ์เดินทางไปเยือนต่างประเทศ ก็จะมีทักษิณเดินทางไปประเทศนั้นล่วงหน้าก่อนเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นพม่า กัมพูชา หรือสิงคโปร์ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทักษิณมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องอย่างไรกับการเดินทางไปต่างประเทศในฐานะนายกฯ ของยิ่งลักษณ์

เมื่อทักษิณพูดเรื่องประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญยิ่งลักษณ์ก็เดินหน้าให้มีการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญตามแนวทางที่ทักษิณต้องการแทบจะทันที

ย้อนหลังไปเมื่อครั้งที่ทักษิณผลักดันการลบล้างความผิดผ่านกฎหมายปรองดองจอมปลอม ยิ่งลักษณ์ก็รีบเร่งผลักดันกฎหมายเข้ามาสู่สภา หรือเมื่อทักษิณบอกว่ายังไม่รีบก็คาเอาไว้ก่อน

ล่าสุด ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคเพื่อไทย ก็เป็นทักษิณที่พูดมาก่อนว่า “ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ” ก่อนที่พรรคเพื่อไทยจะให้ พล.ต.อ.พงศพัศลงสมัครอย่างเป็นทางการเสียอีก

และเมื่อทักษิณโฟนอินเข้ามาที่จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๖ เนื้อความบางส่วนก็ยิ่งตอกย้ำถึงสถานะและบทบาทว่า ทักษิณเป็นนายกฯ ตัวจริง โดยบอกว่า

“...ให้คนเสื้อแดงที่มีญาติพี่น้องอยู่ในกรุงเทพฯ ช่วยบอกญาติให้เลือก พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ พรรคจะได้ยึดครองกรุงเทพฯ ได้เบ็ดเสร็จ เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคถูกโกงมาโดยตลอด ขอให้ช่วยกันประคับประคองรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะจะเป็นผู้ทำงานแทนผม ซึ่งขณะนี้ผมกำลังคิดโครงการต่างๆ เพื่อให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์นำไปปฏิบัติ แล้วทำให้พี่น้องเสื้อแดงอีสานหายยากจน...”

ตอกย้ำชัดเจนว่า ทักษิณต่างหากที่เป็นนายกฯ ผู้กุมอำนาจแท้จริงในพรรคเพื่อไทย

๗) ที่น่าสงสารไม่ใช่นางสาวยิ่งลักษณ์ แต่เป็นประเทศไทย

ประเทศมีนายกรัฐมนตรี แต่กลับประพฤติตัวไม่สมกับเป็นนายกรัฐมนตรีของคนทั้งประเทศ

ทำให้สื่อต่างชาติตีแผ่ไปทั่วโลกว่าเป็นเพียงผู้คอยรับคำสั่งจากนักโทษหลบหนีคดีทุจริตโกงกินจากต่างแดน

รัฐมนตรีคนอื่น ๆ ก็พลอยมีพฤติกรรมไม่ดีไปกว่ากัน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ก็ถึงกับทำตัวเสมือนหนึ่งโฆษกของนายกฯ กัมพูชา เพียงเพราะถ้อยแถลงของฝ่ายกัมพูชาถูกใจนายใหญ่ และเป็นประโยชน์ในการช่วยแก้ตัวให้ทักษิณ ชินวัตร ในเรื่องที่ถูกวิจารณ์ว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนเรื่องพลังงานในกัมพูชา

๘) นอกจากนักการเมืองที่ทำตัวเป็น “ขี้ข้าทักษิณ” แล้ว น่าเสียดายที่ปรากฏว่า นักวิชาการอย่างนายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับสื่อต่างชาติว่า แนวทางบริหารประเทศไทยในลักษณะพี่ชายเป็นคนกดปุ่มและน้องสาวเป็นหุ่นเชิด หรือหนึ่งประเทศมีสองนายกฯ แบบที่ว่านี้ “อาจจะเป็นทางที่ดีที่สุดในการบริหารประเทศไทย”

คนเป็นนักวิชาการ เลือกที่จะแสดงความเห็นเช่นนี้ ได้อย่างไร?

สภาพความพิกลพิการของการเมืองอย่างที่เป็นอยู่แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ให้ความรู้แก่สังคมถึงผลกระทบและความเสียหาย ความไม่ถูกต้องอย่างไร นักวิชาการกลับเลือกที่จะประทับตรา เอาสถานะความเป็นนักวิชาการของตนเองเข้าไปเพิ่มความชอบธรรมให้แบบนี้ สมควรหรือ?

ความจริงก็คือความจริง

สุดท้าย จึงเป็นเวรกรรมของประเทศไทยอย่างแท้จริง

หนึ่งประเทศ แต่มีนายกรัฐมนตรีสองคน

คนหนึ่งอยู่ในประเทศ คอยเดินสายตัดริบบิ้น ถ่ายรูป เปิดงาน ไม่ต้องคิด ไม่ต้องมีความรู้เรื่องการบริหารประเทศจริง ๆ จัง ๆ แค่คอยอ่านโพยก็พอ

ส่วนอีกคน ก็คอยสั่งการจากต่างประเทศ หนีคุกหนีตะราง ลอยนวล และลอยตัวเหนือกฎหมายบ้านเมือง ไม่ต้องถูกตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน คบค้ากับนักธุรกิจสีเทาและหากินกับเผด็จการในต่างแดนได้ตามสบาย


จากคอลัมน์ "เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ขอคิดด้วยคน"
นสพ.แนวหน้า ๔ ก.พ. ๒๕๕๖







"'ย่ิงลักษณ์ ชินวัตร' นายกฯ กำมะลอ?"
จิตกร บุษบา


น่าสมเพชและน่าอับอาย ที่ทีมงานของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจโพสต์ภาพ ยิ่งลักษณ์นั่งเซ็นเอกสารบนโต๊ะทำงาน พร้อมคอมพิวเตอร์ ๑ เครื่อง กับโทรศัพท์ที่ตั้งใจจัดวางเรียงรายอยู่อีก 5 เครื่อง ภายหลังเธอถูก “เปิดโปง”จากนิวยอร์กไทม์และนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณว่า ประเทศไทยมีนายกฯ 2 คน คนหนึ่งอยู่นอกประเทศ ส่วนคนที่อยู่ในประเทศมีหน้าที่แค่ “ตัดริบบิ้น” หวังสร้างความเชื่อที่ต่างไปจากเนื้อหาในบทความของนิวยอร์กไทม์

อันที่จริง เราๆท่านๆก็พอจะนึกรู้กันทั้งนั้นละครับว่า ยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีเพียงหน้าฉาก แต่หลังฉาก เธอคงถูกกำกับ บงการ ด้วยใครต่อใครมากมาย และดูจาก“สมอง”กับ“ความรู้รอบตัว”ผ่านการให้สัมภาษณ์เรื่องต่างๆแล้ว ก็ไม่ต่างจาก “เอาไมโครโฟนไปจ่อสากกะเบือ” คือ ไม่ได้สาระประโยชน์ หรือพบพานความชาญฉลาดอะไรในหัวของเธอเลย

แต่หลายคนก็พร้อมจะทำเป็นไม่รู้ เพียงเพราะข้ออ้างว่าไม่อยาก “รังแกผู้หญิง” แต่กลับปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้กับพวก รังแกประเทศชาติอย่างหนักได้อย่างหน้าตาเฉย

หลังนิวยอร์กไทมส์ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ เสนอบทความ “อยู่นอกประเทศ แต่อำนาจยังอยู่ในมือ” (Out of his country, but not out of power) เขียนโดยนายโธมัส ฟูลเลอร์ ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า

“เป็นเวลา ๑ ปีครึ่งแล้วที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งบริหารประเทศไทย และเป็น ๑ ปีครึ่งที่พรรคการเมืองนี้ยอมรับว่าการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญๆ ที่มีผลต่อประชาชน ๖๕ ล้านคน ได้ถูกสั่งการมาจากนอกประเทศ โดยอดีตนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ที่ไม่ได้เหยียบแผ่นดินของเขามาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑”

คนของพรรคเพื่อไทยบอกว่า ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปทั่วโลกโดยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว พูดคุยกับรัฐมนตรีผ่านโทรศัพท์จำนวนนับโหล เขียนข้อความลงในสังคมออนไลน์หลายสื่อ และอ่านเอกสารที่ข้าราชการส่งให้ทางอีเมล์ นี่อาจพูดได้ว่าเป็นการปกครองโดยสไกป์ หรือบริหารโดยผู้ส่งสารที่ทันท่วงที”

บทความยังอ้างถึงคำพูดของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่ว่า "เราติดต่อเขาได้ตลอดเวลา โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ขณะนี้โลกไร้พรมแดน มันไม่เหมือนร้อยปีก่อนที่คุณต้องส่งโทรเลขหากัน" ว่าแล้วนายจารุพงศ์ก็หยิบโทรศัพท์ไอโฟนออกมา แล้วแสดงให้ดูหมายเลขโทรศัพท์ของทักษิณที่มีหลายเบอร์ (ทักษิณจะให้เบอร์โทรศัพท์แต่ละคนไม่เหมือนกัน คือแต่ละคนจะได้กันคนละเบอร์ เบอร์สำคัญจะให้กับคนที่สำคัญ)

"หากมีปัญหาอะไร เราก็โทร.หาเขาได้ทันที"รมว.มหาดไทยย้ำอีกครั้ง และบอกว่า”ประเทศไทยเหมือนมีนายกฯ ๒ คน คนหนึ่งอยู่ในประเทศ ส่วนอีกคนอยู่นอกประเทศ ทั้ง ๒ คนทำงานร่วมกัน อันถือเป็นความเข้มแข็ง”

"ส่วนการบริหารวันต่อวันของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ผู้ทรงเสน่ห์ ก็คือ การตัดริบบิ้นและกล่าวสุนทรพจน์ในงานต่าง ๆ น.ส.ยิ่งลักษณ์พยายามไม่ให้บทบาทของพี่ชายมาบดบัง เมื่อทักษิณร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีผ่านสไกป์ นักข่าวก็ได้ถามเธอว่า ตกลงใครเป็นผู้นำรัฐบาลกันแน่ เธอยืนยันว่าเธอคือนายกฯ ตัวจริง ทักษิณแค่ร่วมพูดคุยด้วยในฐานะผู้ให้ขวัญกำลังใจ"

บทความนี้สร้างความไม่พอใจให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีอย่างมากโดยเฉพาะแหล่งข่าวในบทความคือ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทยและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม หลังเป็นประธานจัดงานสรุปผลการปฏิบัติงานประจำปี ๒๕๕๕ และแถลงแผนการปฏิบัติงานประจำปีของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ขณะน.ส.ยิ่งลักษณ์เดินกลับห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมนายจารุพงศ์ นายกฯได้แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับหันไปตำหนินายจารุพงศ์ว่า “ไปพูดอย่างนั้นได้ยังไง ไม่ได้ ๆ” ขณะที่นายจารุพงศ์เองก็มีสีหน้าที่เคร่งเครียดและเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที

อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์ถึงบทความดังกล่าว โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณคือนายกรัฐมนตรีตัวจริงว่า คำถามนี้ถือเป็นคำถามที่มีการถามมาหลายครั้งแล้ว ตนก็ขอยืนยันว่า ทุกครั้งเราก็ทำงานอยู่ที่ประเทศไทย และในฐานะนายกฯก็มีคณะรัฐมนตรีที่จะทำการตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะลบภาพตรงนี้อย่างไร เพราะสื่อก็ถามมาหลายครั้งแล้ว แต่นายกฯก็ตอบเหมือนเดิมว่า การที่สื่อเสนอข้อมูลตรงนี้ ก็ไม่สามารถที่จะห้ามได้ แต่อยากขอความเป็นธรรมจากสื่อมวลชน

"เพราะในแง่ของผลโพลก็ได้รับการยอมรับจากประชาชนว่า ดิฉันมีภาวะการเป็นผู้นำ ทั้งมีผลงานออกมาของรัฐบาลก็เป็นตัวพิสูจน์ และรัฐบาลก็ทำงานรับใช้ประชาชนมาครบ ๑ ปี ก็มีผลงานอย่างต่อเนื่อง และปีที่ ๒ เป็นปีของการพัฒนา ซึ่งความเชื่อมั่นเป็นสิ่งที่เราต้องทำร่วมกัน และสุดท้ายคือผลของงาน ดิฉันมองที่ประเด็นนี้มากกว่า”

เมื่อถามว่า ที่มีการระบุถึงขั้นว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้สไกป์มายังที่ประชุมคณะรัฐมนตรีด้วย ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ย้อนถามว่า “แล้วสื่อมวลชนเห็นมั้ยล่ะคะ ในที่ประชุม ครม. ไม่สามารถใช้แม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ ก็ต้องขอความกรุณาวิเคราะห์ด้วย บางครั้งอาจจะเป็นการพูดลอย ๆ รึเปล่า หรืออย่างไรก็ตาม ก็ขอยืนยันอย่างนี้”

ถัดมาในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ มีการโพสต์ภาพยิ่งลักษณ์นั่งเซ็นเอกสารบนโต๊ะทำงานนายกฯ พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊คของเธอว่า “เพิ่งได้มีเวลานั่งเซ็นเอกสาร ปกติต้องหอบกลับไปเซ็นที่บ้าน เพราะทั้งงานทั้งประชุมแทบไม่ได้นั่งโต๊ะเลยค่ะ”

เรื่องนี้ มีประเด็นที่น่าคิดและน่าถกเถียงเป็นอย่างยิ่ง

๑.) ทีมงานของเธอหรือตัวยิ่งลักษณ์เองคงคิดว่า ภาพนั่งเซ็นเอกสารบนโต๊ะโล่งๆ จะกลบลบภาพการไม่เข้าประชุมสภา การแทบไม่เคยร่วมผลักดันกฎหมายใดๆในสภา การไม่เคยแสดงปัญญาผ่านการอภิปรายใดๆ ในสภา ซึ่งเป็น“ที่ทำงานสำคัญ” แต่กลับมีเวลาไปหานักธุรกิจที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ด้วยภารกิจ ว.๕ การไปลอกคลองรับมอบคลองกับ ผบ.ทบ. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา การไปร่วมงานวันเกิดนายทหาร การไปร่วมงานฉลองวันก่อตั้งหนังสือพิมพ์มติชนได้ครึ่งค่อนวันโดยไม่มาประชุมสภา หรือการมาเซ็นชื่อแต่ไม่อยู่ร่วมประชุมได้ละกระมัง

๒.) ดูเหมือนยิ่งลักษณ์ยังแยกไม่ออก ระหว่างการเป็นผู้บริหารในบริษัทตัวเอง กับการเป็นนายกรัฐมนตรีว่าต้องมีวิธีการทำงานที่ต่างกันอย่างไร ใช่ว่าจะให้ทีมงาน“ทำแทน”หรือ“เตรียมให้” ทุกเรื่องได้ เราเป็นเจ้านาย ออกงานกับเซ็นเอกสารและประชุม ไม่ใช่ครับ นายกฯต้องเป็น“ผู้นำทางความคิด” เป็นแบบอย่างของคนที่จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมประจำวันได้ เช่น ทุกวันพฤหัสบดีมีประชุมสภา มีการถามตอบกระทู้สด ก็อย่าเที่ยวหางานตัดริบบิ้นข้างนอกทำ แต่ต้องหาโอกาสมาตอบกระทู้สดในสภาบ้าง ซึ่งเป็นงานสำคัญกว่า ไม่ใช่หลบเลี่ยงมาปีกว่า ๆ แล้ว

๓.) เกือบ ๒ ปีที่เป็นนายกฯยังไม่แถลง“ผลงาน ๑ ปีต่อรัฐสภา”และประชาชนเลย แปลว่าอะไร?

๔.) อย่าอ้างว่าโพลบอกว่าอย่างไร พูดกันที่ความจริงเถอะ ว่าเป็นอย่างไร เพราะโพลสอพลอกับโพลรับจ้าง มีถมไป

๕.) จริงหรือ ที่ยิ่งลักษณ์พูดว่า “แล้วสื่อมวลชนเห็นมั้ยล่ะคะ ในที่ประชุม ครม. ไม่สามารถใช้แม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ ก็ต้องขอความกรุณาวิเคราะห์ด้วย บางครั้งอาจจะเป็นการพูดลอยๆ รึเปล่า หรืออย่างไรก็ตาม ก็ขอยืนยันอย่างนี้”

เพราะเมื่อวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๔ สุทธิชัยหยุ่น ลงภาพหน้า ๑ หนังสือพิมพ์มติชนกับไทยรัฐ พร้อมเขียนข้อความว่า “อ่านพาดหัวข่าวเช้านี้คง งง ๆ เหมือนกันว่าคุณทักษิณ ชินวัตรกำลังเล่นบทอะไร? ข่าวบอกว่าขณะที่นายกฯยิ่งลักษณ์ประชุม ครม. ของพรรคเพื่อไทยเมื่อวาน คุณทักษิณก็เข้ามาร่วมประชุมผ่าน Skype และไม่ใช่แค่ทักทายกันเฉย ๆ หากแต่ใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการแนะนำ, สั่งการ, และชี้นำให้รัฐมนตรีทุกท่านทำอะไรบ้าง เช่นให้ช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องน้ำท่วม, ให้ตั้งคณะกรรมการช่วยเหลือเหยื่อน้ำท่วม, ให้เชิญผู้มีประสบการณ์มาช่วยไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน และยังสำทับว่าจะต้อทำงานรวดเร็ว, มีประสิทธิภาพ

ตอนหนึ่งข่าวที่ตีพิมพ์ในไทยรัฐกับมติชนรายงานตรงกันว่าคุณทักษิณบอกว่ารัฐมนตรีทุกคนจะต้อง "ทำที่นโยบายได้พูดเอาไว้ให้ได้"

น่าเสียดายว่าข่าวไม่ได้บอกว่านายกฯยิ่งลักษณ์พูดว่าอย่างไรระหว่างคุณทักษิณร่ายยาวให้รัฐมนตรีของท่านฟัง เพราะไม่รู้ว่าคุณทักษิณพูดในฐานะอะไร? นายกฯตัวจริง,ที่ปรึกษาใหญ่,ซูเปอร์โคชหรือเจ้าของพรรค?”

๖.) หนังสือพิมพ์อาซาฮี (Asahi Shimbun) ของญี่ปุ่น รายงานคำให้สัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๕ โดยทักษิณ ยอมรับว่า มีการให้คำปรึกษากับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี แต่กล่าวยืนยันว่า แม้ตนจะให้คำปรึกษา แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายด้วยตนเอง

๗.) กนก รัตน์วงศ์สกุล เขียนใน Kanok Ratwongsakul Fan Page ว่า “ผมว่าท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ อย่าไปน้อยใจกับนิวยอร์ค ไทม์ ที่บอกว่าท่านเป็นนายกฯริบบิ้น แล้วพี่ชายเป็นนายกฯ ตัวจริงเลยครับ ผมมีวิธีที่จะทำให้นิวยอร์ค ไทม์หน้าแหก และตัวท่านก็จะเป็นเบอร์ ๑ จริง ๆ

“ท่านสั่งให้ ผบ.ตร.ไปจับคุณทักษิณมาติดคุกเลยครับ" หรือมอบหมายให้คุณคำรณวิทย์ไปก็ได้ คุณทักษิณไม่ทันรู้ตัวแน่ (นึกว่าคุณคำรณวิทย์จะเอายศมาให้ประดับ) หรือให้แกนนำพรรคเพื่อไทยหลายคนที่มีเบอร์ติดต่อ แกล้งดอดไปหาเพื่อจะขอตำแหน่ง แล้วก็ชี้ตัวให้จับเลย จับมาเป็นเพื่อนคุยกับกำนันเป๊าะ คนระดับอดีตนายกฯ ทางเรือนจำไม่ปล่อยให้หนูแทะหัวหรอก ถ้าท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ทำได้ รับรอง ประชาชนทั่วทุกภาคจะซูฮกท่าน คนที่เคยดูแคลนว่าเป็นนายกฯโพย ไม่มีกึ๋น จะหุบปากกันหมด ผมคนหนึ่งล่ะ.จะกด Like ท่าน ๒ นิ้วโป้งเลย

ผมเห็นด้วยครับ ว่าถ้ายิ่งลักษณ์จะแสดงความเป็น “ผู้นำตัวจริง” และมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ถูกต้อง ในฐานะที่ต้องนั่งหัวโต๊ะ กตร. ยิ่งลักษณ์ควรทวงถามความคืบหน้า “การถอดยศ พ.ต.ท.” ของทักษิณว่าไปถึงไหนแล้ว ทำไมยังไม่ดำเนินการ จากนั้นก็มาเร่งรัดกระบวนการเรียกคืนเครื่องราชย์ต่อ แล้วก็เร่งประสานงาน เพื่อการ “จับกุม” ทักษิณมาลงโทษต่อไป ซึ่งหากไม่มีตำรวจหน้าไหนทำให้ รีบปรึกษา “พลตำรวจโท พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์” ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) โดยด่วน

ไม่เช่นนั้น ก็จงเลิกตีหน้าซื่อ เลิกทำเป็นบื้อ เลิกเล่นบท “หนูไม่รู้” หนูงานหนัก และหนูเป็นตัวจริงได้แล้ว!!


จากคอลัมน์ "เส้นใต้บรรทัด"
นสพ.แนวหน้า ๓ ก.พ. ๒๕๕๖








"๑ ประเทศ ๒ นายก สุดอัปยศทักษิณธิปไตย"
ทีมข่าวการเมืองนสพ.แนวหน้า


กลายเป็นข่าวฮือฮาทำให้ประเทศไทยขายหน้าไปทั่วโลกอีกครั้งเมื่อสื่อยักษ์ใหญ่ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา”นิวยอร์คไทม์”เผยแพร่บทความประจานประชาธิปไตยไทยแบบฉบับระบอบทักษิณที่แปลกประหลาดไม่มีที่ไหนในโลกคือบริหารประเทศด้วยระบบ ”๑ประเทศ ๒ นายกฯ”

บทความใน “นิวยอร์คไทม์” ชี้ให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาวของไทยที่เป็นนักโทษหนีโทษจำคุกในคดีทุจริตตามคำพิพากษาของศาลกลับใช้เทคโนโลยี่สื่อสารอันทันสมัยสั่งการผ่านรัฐมนตรีทั้งหลายในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นน้องสาวของตัวเอง

“ที่น่าจับตาที่สุดคือการทำหน้าที่บริหารประเทศและร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีผ่านโปรแกรมสไกป์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งช่วยให้อดีตนายกฯผู้นี้สามารถใช้อำนาจของตัวเองในการปกครองประเทศไทยได้อย่างเต็มพิกัด โดยไม่จำเป็นต้องเผชิญกับหมายจับหรือสุ่มเสี่ยงกับการติดคุกแต่อย่างใด นับเป็นการหวนคืนอำนาจอีกครั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณโดยที่ปัญหาเรื่องระยะทางและความห่างไกลไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป “

“นิวยอร์คไทม์” ยังระบุว่า แม้อย่างเป็นทางการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะเป็นนายกฯของไทย แต่ว่าอำนาจการตัดสินใจและสั่งการอย่างแท้จริงกลับตกอยู่ในมือ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้เป็นพี่ชายที่ปกครองประเทศไทยจากบ้านพักในนครดูไบ สหรัฐอาหรับอิมิเรสต์ รวมถึงบ้านพักในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ และโรงแรมในเขตปกครองพิเศษเกาะฮ่องกง หรือเหมืองทองคำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในแอฟริกาใต้ ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีหน้าที่เพียงแค่การเดินทางไปตัดริบบิ้นเปิดงานและคอยกล่าวสุนทรพจน์ในโอกาสต่าง ๆ เท่านั้น

“นิวยอร์คไทม์” ยังอ้างแหล่งข่าวแกนนำพรรคเพื่อไทยคนหนึ่งระบุว่า ทุกคนในรัฐบาลสามารถติดต่อกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ตลอดเวลาจากเทคโนโลยีที่ลำยุคจนไร้พรมแดน

ขณะที่ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า ประเทศไทยเหมือนมีนายกฯ ๒ คน คนหนึ่งอยู่ในประเทศ อีกคนหนึ่งอยู่นอกประเทศ โดยทั้ง ๒ คนทำงานร่วมกันอันถือเป็นความเข้มแข็ง

ที่ผ่านมาระบอบทักษิณสร้างภาพอ้างการต่อสู้เพื่อความเป็นประชาธิปไตยมาตลอด แต่พฤติกรรมที่เป็นจริงกลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่สร้างภาพอย่างสิ้นเชิง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ทำตัวเป็นผู้มีบารมีเหนือรัฐบาลที่บงการอยู่หลังฉาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้เป็นน้องสาวซึ่งเป็นเพียงผู้หุ่นเชิดทั้ง ๆ ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงถือเป็นการบิดเบือนประชาธิปไตยดูถูกอำนาจของประชาชนอย่างรุนแรง และสะท้อนให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตัวเองต้องการโดยการสร้างภาพอ้างประชาธิปไตยบังหน้าเท่านั้น

ดังนั้นการปกครองแบบ ๑ ประเทศ ๒ นายกฯจึงเป็นแค่ประชาธิปไตยจอมปลอมของทักษิณ โดยทักษิณ และเพื่อทักษิณหรืออาจเรียกว่า”ทักษิณธิปไตย” ซึ่งอัปยศที่สุดในโลกเพราะคงไม่มีประเทศไหนที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแต่มีนายกฯในเวลาเดียวกัน ๒ คน และที่สำคัญผู้นำตัวจริงเป็นนักโทษหนีคุกคดีทุจริตตามคำพิพากษาของศาล


จากคอลัมน์ "กวนใจให้สะอาด"
นสพ.แนวหน้า ๑๘ ม.ค. ๒๕๕๖








"อำนาจสไกป์ช่วยต่อลมหายใจยิ่งลักษณ์"
บทบ.ก.นสพ.แนวหน้า


เชื่อว่าคุณ ๆ ที่เป็นผู้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองชนิดตัวยงต้องได้อ่านบทความที่ Mr. Thomas Fuller นักข่าวของ New York Times ประจำประเทศไทยเขียนเรื่อง In Thailand, Power comes with help from Skype. ซึ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๕๖ แล้วอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนปัจจุบันจะได้อ่านแล้วหรือยัง

เนื้อหาสาระสำคัญของบทความนี้อยู่ที่การพูดตรง ๆ ว่าคุณทักษิณ ชินวัตร คือผู้ที่สามารถชี้นิ้วบงการความต้องการของตนผ่านระบบอิเลกทรอนิกส์สารพัดชนิดเข้ามายังรัฐบาลไทย และนักการเมืองไทยหลายต่อหลายคนได้ตลอดเวลา

ขอให้พิจารณาจากข้อความต่อไปนี้

“For the past year and a half, by the party’s own admission, the most important political decisions in this country of 65 million people have been made from abroad, by a former prime minister who has been in self-imposed exile since 2008 to escape corruption charges. The country’s most famous fugitive, Thaksin Shinawatra, circles the globe in his private jet, chatting with ministers over his dozen cellphones, texting over various social media platforms and reading government documents e-mailed to him from civil servants, party officials say. It might be described as rule by Skype. Or governance by instant messenger, a way for Mr. Thaksin to help run the country without having to face the warrant for his arrest in a case that many believe is politically motivated.” (อ่านฉบับเต็มได้จาก In Thailand, Power Comes With Help From Skype. http://www.nytimes.com)

นี่คือบทความที่ชี้ชัดซึ่งตรงกับความเป็นจริงอย่างที่สุด เพราะสามารถบ่งบอกถึงพฤติกรรมการเมืองของคุณทักษิณที่มีเหนือนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และบรรดารัฐมนตรี รวมถึงนักการเมือง และข้าราชการบางคนของไทยในยุคสมัยที่เรามีรัฐบาลหุ่นกระบอกได้อย่างแจ่มชัด

แน่นอนว่าคุณยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลนี้ต้องไม่ปลื้มอย่างยิ่งที่เห็นบทความนี้แพร่กระจายไปทั่วโลก แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือคุณยิ่งลักษณ์จะชี้แจงเรื่องนี้ต่อสังคมโลกอย่างไร หรือคุณยิ่งลักษณ์จะมองว่าไม่จำเป็นต้องชี้แจง เพราะมันเป็นแค่เพียงความคิดเห็นธรรมดาของนักข่าวระดับโลกคนหนึ่ง

ขอย้ำว่า คุณยิ่งลักษณ์รู้ดีที่สุดว่าตนเอง และรัฐบาลภายใต้ชื่อของตนนั้นตกอยู่ภายใต้อำนาจบงการของคุณทักษิณมากน้อยเพียงใด คุณยิ่งลักษณ์ต้องกล้าหาญที่จะตอบกับตนเองด้วยความซื่อสัตย์ว่า หากไร้คำบงการของคุณทักษิณแล้ว คุณยิ่งลักษณ์จะยังสามารถหายใจต่อไปในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ได้หรือไม่


จากคอลัมน์ "กวนใจให้สะอาด"
นสพ.แนวหน้า ๑๘ ม.ค. ๒๕๕๖








"ผู้เขย่าบัลลังก์ 'ยิ่งลักษณ์'"


มีไม่บ่อยครั้งนักที่ "น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรีถึงขั้นทำหน้าฝืนยิ้มชี้แจงบทความของสื่อต่าง ชาติเรื่องการเป็น "ตุ๊กตาบาร์บี้" ให้พี่ชาย "พ.ต.ท.ทัก ษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ ชักใยและบงการ เพราะเรื่องดังกล่าวมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาตั้งแต่เธอได้ขึ้นครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว

แต่ครั้งนี้คงทำให้ "ยิ่งลักษณ์" อดรนทนไม่ได้ เพราะเป็นสื่อดังระดับโลกอย่าง "เดอะนิวยอร์กไทมส์" หนังสือพิมพ์รายวันที่ตีพิมพ์ใน "นิวยอร์ก" และจัดจำหน่ายไปทั่วโลก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ "โธมัส ฟูลเลอร์" ผู้เขียนบทความเรื่อง "In Thailand, Power Comes With Help From Skype" ก็ได้เขียนบทความ ลงใน "International Herald Tribune" หนังสือพิมพ์ในเครือมาแล้วในหัวข้อ "Out of his country, but not out of power" เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

เผอิญว่าบทความชิ้นล่า สุดนั้นมีการขยายความจากบท ความก่อนหน้า ที่สำคัญมีชื่อของ "จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ" รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยช่วยการันตีอีกต่างหาก โดยให้สัมภาษณ์ชัดว่าเป็นความเข้มแข็งของประเทศไทยที่มีนายกฯ ๒ คน คนหนึ่งอยู่ในประเทศ และคนหนึ่งอยู่ต่างประเทศ

แม้ "ยิ่งลักษณ์" จะชี้แจงขอความเป็นธรรมกันหน่อย แต่หากพิจารณาถึงความเชื่อถือของ "นิวยอร์กไทมส์" ที่มีสโลแกนว่า "ข่าวทุกข่าวที่เหมาะสมที่จะพิมพ์" ที่ยืนยงมาถึง ๑๖๒ ปี ที่สำคัญกวาดรางวัลพูลิตเซอร์มากว่า ๙๕ รางวัล มากที่สุดนับแต่มีการตั้งรางวัลมา ก็เชื่อว่า "นิวยอร์กไทมส์" คงไม่คิดที่นำเรื่องผู้นำประเทศกำลังพัฒนามาหยอกล้อหยอกเอินกันแน่

ยิ่งพิจารณาถึงคนเขียนอย่าง "โทมัส ฟูลเลอร์" ที่ทำงานกับ International Herald Tribune มาตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งของไทยในปี ๒๕๔o และยังเคยทำงานภาคพื้นยุโรป รวมถึงการรายงานข่าวในสงครามอิรักด้วยแล้ว ก็เชื่อว่า "ฟูลเลอร์" ที่มีประสบการณ์กว่า ๑๖ ปี คงไม่มีการนั่งเทียนเขียนบทความแน่

งานนี้ "ฟูลเลอร์" จึงเป็นชายคนแรกที่เขย่าบัลลังก์ปูแบบไม่ต้องเห็นหน้า แค่ใช้บทความและปลายปากกาเท่านั้น แหม! ที่สื่อไทยวิพากษ์วิจารณ์มานักต่อนักไม่เห็นจะสนใจ หรือที่เดือดร้อนเพราะกำลังเข้าสู่ยุคเออีซีจ๊ะ.


จากคอลัมน์ "คนปนข่าว"
นสพ.ไทยโพสต์ ๒ ก.พ. ๒๕๕๖








"เรื่องตลกร้ายของ 'สองผู้นำไทย' 'ยิ่งลักษณ์' ต้องพิสูจน์ให้ได้"
กองบ.ก.ไทยโพสต์


ไม่จำเป็นต้องตอกย้ำภาพของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มากนัก ที่ใครๆ ก็บอกว่าเธอเป็นผู้นำนอมินี เป็นเงาของผู้นำที่บงการอยู่นอกประเทศ จนสื่อต่างชาติยังเห็นถึงความแปลกของการเมืองไทย ที่เกิดปรากฏการณ์นายกรัฐมนตรี ๒ คนที่บริหารประเทศอยู่ หลังนิวยอร์กไทมส์ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ เสนอบทความ Out of his country, but not out of power (อยู่นอกประเทศ แต่อำนาจยังอยู่ในมือ) เขียนโดย นายโธมัส ฟูลเลอร์ โดยเนื้อหาระบุว่า "เป็นเวลา ๑ ปีครึ่งแล้วที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งบริหารประเทศไทย และเป็น ๑ ปีครึ่งที่พรรคการเมืองนี้ยอมรับว่าการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญ ๆ ที่มีผลต่อประชาชน ๖๕ ล้านคน ได้ถูกสั่งการมาจากนอกประเทศ โดยอดีตนายกรัฐมนตรี (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) ที่ไม่ได้เหยียบแผ่นดินของเขามาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑"

บทความระบุว่า "คนของพรรคเพื่อไทยบอกว่า ทักษิณ ชินวัตร เดินทางไปทั่วโลกโดยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว พู ดคุยกับรัฐมนตรีผ่านโทรศัพท์จำนวนนับโหล เขียนข้อความลงในสังคมออนไลน์หลายสื่อ และอ่านเอกสารที่ข้าราชการส่งให้ทางอีเมล์ นี่อาจพูดได้ว่าเป็นการปกครองโดยสไกป์ หรือบริหารโดยผู้ส่งสารที่ทันท่วงที" ยืนยันด้วยคำพูดของ นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ว่า "เราติดต่อเขาได้ตลอดเวลา โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ขณะนี้โลกไร้พรมแดน มันไม่เหมือนร้อยปีก่อนที่คุณต้องส่งโทรเลขหากัน

แม้จะไม่ยุติธรรมนักที่หลายคนตัดสินว่าเธอเป็นนายกรัฐมนตรีอ่านสคริปต์ มีปัญหาเรื่องภาษาไทย ดีแต่โดดเด่นในเรื่องแฟชั่น ถูกโฉลกกับเลขทะเบียนรถยนต์ใบ้หวย มีแต่คนไม่คาดหวัง และต่างคนต่างก็ดูถูกในความอ่อนด้อยในการบริหารงานของเธอ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่ปรากฏให้เห็นจริงในหน้าสื่อ ทั้งเนื้อหาและภาพถ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีต้องพิสูจน์ตัวเอง และใช้แรงกดดันเหล่านั้นในการทำหน้าที่ผู้นำบริหารประเทศให้เกิดผลงาน พร้อมทั้งแสดงภาวะผู้นำเพื่อให้เกิดการยอมรับ

ที่สำคัญเป็นการตอกย้ำคุณลักษณะที่ดีของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องเป็นผู้นำการบริหาร พร้อมทั้งเคารพต่อกลไกของรัฐสภา และให้ความสำคัญกับกระบวนการนิติบัญญัติของไทย ไม่ใช่การซึมซับเอาระบบเถ้าแก่ หรือผู้บริหารบริษัท ที่ตนเองเคยดำรงอยู่มาใช้ในการบริหารประเทศ อีกทั้งยังปล่อยให้กงสี ญาติ พวกพ้อง เข้ามาสร้างเครือข่ายของพรรคและรัฐบาล จนสุ่มเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน หรือเปิดช่องให้เกิดการรั่วไหล หรือความผิดพลาดบกพร่องในหน่วยงานต่าง ๆ จากคนในเครือข่ายที่เข้าไปอยู่

ด้วยความเป็นผู้หญิงของนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับความกดดันและการดูถูกจากภายในและภายนอกประเทศ น่าจะเป็นเครื่องมือ สำคัญในการผลักดันให้เธอใช้ความพยายามในการเรียนรู้ และปลด แอกตัวเองจากความเป็นคนที่ผูกอยู่กับชื่อ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นผู้ชาย และหันมายืนอยู่บนหลักการของการทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ที่ตอบสนองต่อการออกนโยบายในการช่วยเหลือรากหญ้าทุกกลุ่มและทุกขั้วในสังคมไทย ไม่ใช่พุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์ของกลุ่มพวกตัวเองแต่เพียงฝ่ายเดียว ซ้ำรอยพี่ชายที่มุ่งหวังใช้รัฐบาลนี้เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำงานที่นอกเหนือไปจากผลประโยชน์แห่งชาติตน

จากประสบการณ์ของการเป็นผู้บริหารที่อ่านคนออกและ เรียนรู้เร็ว น่าจะเป็นแรงผลักดันอีกประการที่ทำให้นายกรัฐมน ตรีต้องแสดงความกล้าหาญ และแสดงให้คนที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นนายกรัฐมนตรีที่เป็นเอกเทศ และปลดแอกออกจากเงาที่ผงาดอยู่ข้างหลัง เพื่อให้ทุกคนได้ยอมรับความสามารถของเธออย่างแท้จริงเสียที และตระหนักให้เห็นถึงความเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำประเทศตัวจริง เพราะนั่นหมายถึงภาพลักษณ์ ของตัวเธอเองและประเทศไทยในสายตาชาวโลก ที่กำลังจับจ้อง มองดูการเมืองไทยและการบริหารประเทศของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอาเซียน และช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของระบอบการเมืองไทย ที่ต้องการได้นายกรัฐมนตรีที่มีภาพของผู้นำอย่างชัดเจน และการบริหารงานที่สามารถแข่งขันกับภายนอกประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ.


จากนสพ.ไทยโพสต์ ๓ ก.พ. ๒๕๕๖








"คุณนาย(ก)ฮา คุณนาย(ก)สไกป์ร"
ประชาไท รามณรงค์


หลบข่าวการเมืองเครียด ๆ ไปดูการแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์กันดีกว่าครับ เพราะปีนี้ธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพ เห็นว่าจัดหนักจัดเต็มกับขบวนล้อการเมือง จนพาดหัวตัวยักษ์หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ

ถามว่าโดนหรือไม่ คนที่ไปล้วงเอาข่าวมาก่อนใครอย่างผมก็ต้องตอบว่าฮาขี้แตกขี้แตนเลย 55555555

จะไม่ฮาได้อย่างไร ในเมื่อคุณยิ่งลักษณ์คนสวย ถูกนักศึกษาบรรจงปั้นเป็นตุ๊กตาตัวโตด้วยหนังสือพิมพ์แนวหน้าจำนวน ๑ ตัน เป็นรูปนางเอกคิกขุอาโนเนะ ชื่อ ชิซูกะ ขวัญใจ โนมิตะ ในโดเรมอน ผมเชื่อว่า คนทุกวัยตั้งแต่เด็กจนโต ไม่มีใครไม่ได้ดูหรือไม่รู้จัก “โดเรมอน” การ์ตูนยอดฮิตของญี่ปุ่นแน่นอน

ด้วยเหตุฉะนี้ การนำเสนอของ ธรรมศาสตร์ เรื่อง คุณนาย(ก)ฮา กับภาพ ชิซูกะ จึงทำให้ฮาเป็นสองเท่าเพราะลำพังตลอด1ปีที่ผ่านมา คุณยิ่งลักษณ์ คนสวย ก็ทำให้สังคมไทย ฮา กับการที่เธอทำหน้าที่ป้ำ ๆ เป๋อ ๆ พูดเขียนผิด ๆ ถูกมาโดยตลอด

ว่ากันว่าฮานะฮาได้ แต่หากหันกลับมามองความจริง ความฮาของเธออาจทำให้การบริหารประเทศตกต่ำด้อยประสิทธิภาพขาดการพัฒนา เลยทำให้ไทยล้าหลังทุกประเทศในอาเซียน

ความฮาของเธอจึงไม่เหมาะกับตำแหน่งนายกฯ

ยิ่งฝรั่งมังค่าเขาไปรู้ไปเห็นมาว่า ประเทศไทยมีนายกฯ ๒ คน คนหนึ่งนั่งอยู่ตึกไทยคู่ฟ้า ชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกคนหนึ่ง บินอยู่บนอากาศหรือแวะเวียนไปทั่วโลก ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ติดต่อสื่อสารสั่งการในคณะรัฐมนตรี

จึงเป็นที่มาของ นายกฯสไกป์ไงละ

อันนี้ก็ฮาขี้แตกขี้แตนเหมือนกัน แต่คุณยิ่งลักษณ์ คนสวยเธอไม่ฮาด้วยนะสิ เพราะอุตส่าห์ตื่นเช้านอนดึก มาทำงานที่ทำเนียบฯ สลับกับการเปิดงาน มอบรางวัลตัดริบบิ้น จนมืดค่ำถึงจะกลับบ้านแต่นักข่าวยังไม่เห็นผลงาน ยังมาว่าเป็นนายกฯสไกป์ หรือเป็นแค่นายกฯตัวปลอม ส่วนตัวจริงคือทักษิณ

นี่เลยทำให้คุณนาย(ก)ฮา ปรี๊ดแตกใส่คนรอบข้างรวมทั้งนักข่าวทำเนียบฯด้วย ที่ไม่เคยให้กำลังใจกันเลย

สรุปว่า ยิ่งลักษณ์ ก็คือ ชิซูกะ ที่สวยแต่รูปเท่านั้นเอง


จากนสพ.แนวหน้า ๔ ก.พ. ๒๕๕๖











"นายกฯ สองคนไม่ใช่เรื่องใหม่"
สุทิน วรรณบวร


เป็นไปได้ไหมว่าผู้ให้สัมภาษณ์จงใจจะตอกย้ำประเด็นที่ว่า ทักษิณคือนายกฯตัวจริงของประเทศไทย เพื่อยกระดับนักโทษหนีคดีให้เป็นที่ยอมรับในวงธุรกิจการเมืองระหว่างประเทศ

สื่อระดับโลกรายงานว่าประเทศไทยมีนายกฯสองคน ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องหน่วยงานอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบการกระทำละเมิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตลอดถึงพรรคฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบการกระทำอันไม่สมควรของรัฐบาล ปล่อยให้มีการกระทำผิดกฎหมาย เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยซ้ำซากอยู่ทุกวันนี้ ได้อย่างไร

กรณีที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส ฉบับเอเชียรายงานข่าวว่า ผู้หลบหนีคดีที่มีชื่อเสียงและอื้อฉาวที่สุดในประเทศ-ทักษิณ
ชินวัตร บินว่อนไปทั่วโลกด้วยเครื่องบินส่วนตัว พร้อมด้วยอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมครบครัน ทั้งอินเตอร์เนต เครื่องส่งเอกสาร และโทรศัพท์มือถือเป็นสิบ ๆ เครื่อง เป็นเครื่องมือบริหารประเทศมาจากแดนไกล อดีตนายกฯผู้มีอำนาจสูงสุดในการเมืองของประเทศไทยโทรศัพท์เข้ามาปรึกษาข้อราชการกับคณะรัฐมนตรีเกี่ยวข้องตลอดเวลา เขาส่งข้อความมายังบริวารในพรรคเพื่อไทย สื่อสังคมออนไลน์ และอ่านเอกสารราชการ(รัฐบาล) ซึ่งมีข้าราชการส่งไปให้ทางอี-เมล์...เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคกล่าวกับผู้สื่อข่าวไทม์

“ข้าราชการส่งเอกสารรัฐบาล(ราชการ) ไปให้ผู้หนีคดีอาญาทางอี-เมล์เป็นประจำ” เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่หน้าเศร้าใจ เมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่รัฐบาล ฝ่ายค้าน และหน่วยงานตรวจสอบอิสระ มองข้ามการกระทำผิดกฎหมายที่ท้าทาย จิตสำนึกรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งมวล ไม่ต่างกับการท้าทายกฎหมายและสังคม เมื่อคราวที่แอบอ้างถ้วยรางวัลพระราชทานไปมอบให้กับรายการแข่งขันชกมวย จำอวดในมาเก๊าแหล่งอบายมุขสำคัญ แถมยังถ่ายทอดสดผ่านทีวีช่อง ๑๑ ของกรมประชาสัมพันธ์มาให้คนทั้งประเทศดู

การพูดคุยทางโทรศัพท์หรือสั่งการมายังบริวารผู้ทำหน้าที่รับใช้อยู่ในประเทศ เป็นเรื่องสังคมรู้กันทั่วไป แต่สำหรับเรื่องที่ข้าราชการ(ข่าวไม่ได้บอกว่าเป็นข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการประจำ) ส่งเอกสารทางราชการไปให้นักโทษหนีคดี เป็นความผิดที่ไม่อาจให้อภัยได้ และสังคมตลอดถึงผู้มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวข้องไม่ควรนิ่งดูดาย เพราะเอกสารที่ส่งไปต้องเป็นเรื่องสำคัญ และไม่ใช่เรื่องที่สาธารณชนที่ทั่วไปรับรู้ เอกสารที่ส่งไปอาจเป็นความลับซึ่งถ้าเปิดเผยออกมาแล้ว จะมีผลกระทบท้างด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ดังเช่นความลับเรื่องปรับค่าเงินบาท ในปี ๒๕๔o ซึ่งเป็นเรื่องอื้อฉาวมาก เพราะมีข้อสงสัยว่า ผู้ทราบข้อมูลล่วงหน้า ไปกว้านซื้อดอลลาร์ไว้เก็งกำไรมหาศาลบนความเสียหายของประเทศ หรือเป็นความลับเรื่องปรับอัตราดอกเบี้ย แม้กระทั่งข้อตกลงต่างๆ ที่รัฐบาลจะไปทำกับคู่ค้าในต่างประเทศ ทำให้ผู้ที่รู้ความลับล่วงหน้าหาผลประโยชน์จากเอกสารเหล่านั้นได้

รัฐมนตรีว่าการมหาดไทย- นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ผู้ประกาศเอาเป็นเอาตายกับผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งในจังหวัดสระแก้วที่ออกมาเปิดเผยกับสื่อว่า เจ้าหน้าที่ทำผิดพลาดเรื่อง ลงวันที่เกิดในบัตรประชาชนเป็นวันที่ ๓o กุมภาพันธ์ รัฐมนตรีว่าการมหาดไทยถึงกับพูดว่า ผู้ใหญ่บ้านสมควรตายให้สมกับที่สร้างความเสียหายให้กับกระทรวงมหาดไทย แต่กับเรื่องที่ข้าราชการส่งเอกสารทางราชการไปให้นักโทษหนีคดีเจ้ากระทรวงคลองหลอดกลับมองเป็นเรื่องดี

“โทรศัพท์ไปหาท่านได้ตลอดเวลา” นายจารุพงศ์เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการมหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทยบอก ทอม มูลเลอร์ ด้วยความภาคภูมิใจ “โลกได้เปลี่ยนไปแล้วโลกไม่มีพรมแดน ไม่เหมือนกับร้อยปีก่อนเมื่อเรายังใช้โทรเลขกันอยู่ เมื่อใดที่มีปัญหาเราโทร.ไปหาท่าน” นายจารุพงศ์ พูดพร้อมกับเปิดโทรศัพท์หมายเลขต่างๆ ของอดีตนายกฯทักษิณให้ดู เจ้าหน้าที่พรรคคนหนึ่งยังสาธยายให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า ทักษิณให้เบอร์ติดต่อแต่ละคนไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญของแต่ละคน

นายจารุพงศ์ ยังพูดด้วยความมั่นใจว่าการที่นักโทษหนีคดี มาบัญชาการสั่งงานอยู่ตลอดเวลาเป็นจุดแข็งของพรรค “มันเหมือนกับเรามีนายกฯคนหนึ่งในประเทศและอีกคนหนึ่งอยู่ต่างประเทศ และทำงานร่วมกันนี้คือจุดแข็งของเรา” นายจารุพงศ์พูดโดยไม่คิดสักนิดว่าตัวเองกำลังละเลยการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยทำตัวเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนักโทษหนีคุก และสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ส่งเอกสารราชการไปให้นักโทษ

ในขณะที่รัฐบาลและนักโทษหนีคุก ร่วมกันทำผิดกฎหมายครั้งแล้วครั้งเล่า นักวิชาการบางคนกลับมองเห็นการกระทำในสิ่ง
ผิดกฎหมายซ้ำซากกลายเป็นเรื่องดี “ผมว่ามันมองได้สองทาง คุณอาจทำให้เป็นเรื่องตลก สถานการณ์อันน่าเกลียด เมื่อเห็นพี่ชายไขลานตุ๊กตาน้องสาว แต่ในมุมมองของผม ผมเริ่มเห็นความแตกต่างว่า วิธีนี้อาจดีที่สุดในการบริหารประเทศไทย” นายธิตินันท์พงษ์สุทธิรักษ์ บอกกับไทม์ ส่วนนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้นำพันธมิตรเสื้อเหลือง แกนนำคนสำคัญในการชุมนุมประท้วงทักษิณกล่าวว่า “โอ้ย มันบริหารประเทศนี้ทั้งหมดแหละ ถ้าคุณต้องการโครงการใหญ่ในประเทศไทยที่มีมูลค่าเป็นหมื่นๆ ล้าน คุณต้องพูดกับทักษิณ” นายสนธิดูเหมือนจะจำนนต่อ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (จากรายงานของไทม์)

ส่วนเรื่องที่นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมาปฏิเสธว่าพี่ชายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศของรัฐบาล และเธอเป็นตัวของตัวเองที่รับผิดชอบงานด้วยความขยันขันแข็งพร้อมกับตำหนินายจารุพงศ์ว่า ปากพล่อย นั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องปฏิเสธเพราะถ้ารับว่าที่นายจารุพงศ์พูดและรายงานข่าวของไทม์ถูกต้องเป็นเรื่องจริง หากวันหนึ่งมีคนนำเรื่องไปฟ้องร้องว่านายกฯปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยการร่วมมือกับพี่ชายซึ่งเป็นนักโทษหนีคุก ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็จบเห่กันพอดี

เพราะในรายงานของไทม์บอกว่า อดีตนายกฯทักษิณมีส่วนในการสั่งงานทุกขั้นตอนของการบริหารราชการ ทักษิณติดต่อกับรัฐมนตรีทางโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา และถ้าเรื่องที่สำคัญมาก รัฐมนตรีและนักการเมืองจากพรรคเพื่อไทยจะบินไปพบกับทักษิณโดยตรงที่ดูใบ หรือไม่ก็ในโรงแรมหรูในฮ่องกง “นักการเมืองในประเทศไทยรู้ว่า ถ้าใครอยากได้ตำแหน่งดีๆ ต้องบินไปพบทักษิณ” ไทม์รายงาน เพื่อให้เห็นความสำคัญและอิทธิพลของทักษิณ ไทม์ยังรายงานว่าเมื่อเร็วๆ นี้ ทักษิณสไกป์มาบอกกับสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่า ไม่สำคัญว่าจะส่งใครลงรับสมัครเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เพราะ ส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครก็ชนะอยู่แล้ว

ส่วนเหตุผลที่ทำไม ไทม์ถึงเลือกนำเสนอประเด็นที่ทุกคนในประเทศนี้รู้ดีว่า ทักษิณ คือเจ้าของพรรคเพื่อไทยทักษิณคือเจ้านายตัวจริงของรัฐบาลชุดนี้ เหมือนที่ นายนพดลปัทมะ บอกกับไทม์ว่า “ท่านเป็นหนึ่งของผู้ก่อตั้งพรรคเพื่อไทย นโยบายเกือบทั้งหมดตอนหาเสียงเลือกตั้งมาจากท่าน เช่น สโลแกนที่ว่า ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”

เป็นไปได้ไหมว่าผู้ให้สัมภาษณ์จงใจจะตอกย้ำประเด็นที่ว่า ทักษิณคือนายกฯตัวจริงของประเทศไทย เพื่อยกระดับนักโทษหนีคดีให้เป็นที่ยอมรับในวงธุรกิจการเมืองระหว่างประเทศเพื่อที่นักโทษหนีคดีได้เจรจาหรือทำข้อตกลงทางการค้าได้สะดวกขึ้น โดยใช้ไทม์เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ตัวเองทางอ้อม เพราะถ้ามองกันให้ลึกซึ้ง คนที่ไทม์ไปสัมภาษณ์(ยกเว้น สนธิ) ล้วนแต่เป็นคนที่ใกล้ชิดหรือฝักใฝ่ทักษิณทั้งนั้นส่วนทอม มูลเลอร์ ผู้เขียนรายงานชิ้นนี้มีความสัมพันธ์กับนักการเมืองไม่ธรรมดาคนหนึ่ง เพราะถ้าจำไม่ผิดเขาคนนี้แหละที่สัมภาษณ์ และยืนอยู่ใกล้เสธ.แดง ในนาทีที่เสธ.แดงถูกยิง

เพราะฉะนั้นถ้ามัวแต่มองกันว่า รัฐบาลหน้าแตกเพราะไทม์รายงานว่ามีนายกฯสองคนบริหารประเทศไทย ถ้ามัวจับเอาแต่ประเด็นนายกฯปฏิเสธข่าว คนไทยทั้งประเทศนั่นแหละหน้าแตก เพราะปล่อยให้รัฐบาลร่วมมือกับนักโทษหนีคดีย่ำยีกฎหมาย เหยียบหัวใจคนไทยอยู่ตลอดเวลา

ถึงเวลาแล้วที่พรรคฝ่ายค้าน หน่วยงานอิสระ ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบการกระทำผิดของนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกรรมการการเลือกตั้ง ดีเอสไอ ต้องออกมาตรวจสอบอย่างจริงจังเสีย ว่าเจ้าหน้าที่รัฐและข้าราชการส่งเอกสารลับไปให้นักโทษหนีคดีตลอดเวลาได้อย่างไร และรัฐบาลปล่อยให้นักโทษหนีคดีมาควบคุมสั่งการได้อย่างไร


จากคอลัมน์ "วิภาคสื่อเทศ วิเทศสื่อไทย"
นสพ.แนวหน้า ๗ ก.พ. ๒๕๕๖








"สามพวก-สามกลุ่ม"
ดอน ลูกตาปี


หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ หนังสือพิมพ์ทรงอิทธิพลของอเมริกาและของโลก ตีพิมพ์เผยแพร่รายงานเรื่องการบริ หารประเทศของรัฐบาลชุดนี้ อยู่ภายใต้การกำกับสั่งการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ใช้ระบบสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ สั่งการจากต่างประเทศที่พำนักอาศัย มายังรัฐบาลที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี รายงานของนิวยอร์กไทมส์ถึงแม้ว่านายกฯ ได้ออกมากล่าวปฏิเสธ แต่สังคมไทยทั่วไปคงทราบดีว่าอะไรคืออะไร

ในคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล รัฐมนตรีที่อยู่ในโควตาของพรรคเพื่อไทยต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขนาดรองนายกฯ ใน ครม.ท่านหนึ่งยังยอมรับอย่างเปิดเผยว่า "เป็นขี้ข้าทักษิณมานานแล้ว" แถมยังกล่าวอีกว่า "ใครที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณขัดใจ ระวังจะไม่มีเงาหัว" พูดตรงๆ แรงๆ ขนาดนั้น รมต.ของพรรคเพื่อไทยคนไหนบ้างจะกล้าขัดใจ พ.ต.ท.ทักษิณ? และถ้าถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณยอมเงี่ยหูฟังใครบ้าง? คำตอบคือ ก็กลุ่ม นปช./คนเสื้อแดงไงเล่า

เมื่อหลายเดือนก่อน พ.ต.ท.ทักษิณได้วิดีโอลิงค์มาที่เวทีปราศรัยของคนเสื้อแดง ใจความของคำกล่าวที่มีต่อคนเสื้อแดงสรุปได้ว่า ขอบ คุณคนเสื้อแดงที่ได้พายเรือมาส่งจนถึงฝั่งแล้ว บุญคุณและไมตรีที่ได้รับ ตนจะไม่ลืมเลย ต่อไปนี้จะขึ้นบก ปีนเขา ไม่ต้องแบกเรือตามมา คำกล่าวนี้สร้างปฏิกิริยาของคนเสื้อแดงแสดงความไม่พอใจทันควัน แกนนำคนเสื้อแดงหลายคนให้ความเห็นในลักษณะว่า ใช้คนเสื้อแดงเป็นเครื่องมือ เสร็จสิ้นภารกิจแล้วจะถีบหัวส่ง จนวันต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณต้องวิดีโอลิงค์มาอีกครั้งแก้คำพูด ในภาพเห็นยกมือไหว้ก่อนกล่าวว่า คราวที่แล้วสัญญาณภาพและเสียงคงไม่ดี ไม่ชัดเจน ทำให้คนเสื้อแดงเข้าใจผิด คำกล่าวครั้งนี้สรุปใจความว่า ใครที่ให้น้ำแก้วเดียวดื่ม ก็ไม่เคยลืมบุญคุณ แล้วนี่จะลืมคนเสื้อแดงได้อย่างไร

ขณะนี้มีความพยายามของคนเสื้อแดงกดดันรัฐบาลให้ดำเนินการออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมผู้ต้องคดีก่อความไม่สงบจากการชุมนุมทาง การเมืองเมื่อสองปีเศษที่ผ่านมา ลำดับเหตุการณ์มาตั้งแต่การผลักดันกฎ หมายนิรโทษกรรม ในชื่อใหม่ว่ากฎหมายปรองดองแห่งชาติ ตลอดไปจนถึงการผลักดันแก้รัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าทั้งสองเรื่องเกิดอุปสรรค มีปัญหาทางเทคนิคไม่เป็นไปตามแผนที่ต้องการ ถึงอย่างไรก็ตาม คนเสื้อแดงไม่ย่อท้อ ดำเนินการกดดันรัฐบาลรอบใหม่ให้ออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมมาให้จงได้ หลายคนพยายามหาเนื้อหาของ พ.ร.ก.นิรโทษกรรมดังกล่าวมาอ่านดูรายละเอียด ยังหาอ่านไม่ได้ ทราบแต่เพียงว่า พ.ร.ก. นิรโทษกรรมที่ผลักดันอยู่ในเวลานี้ มีเนื้อหาแค่จะเสนอนิรโทษกรรมแก่ผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ต้องคดี ยกเว้นแกนนำ

เนื้อหาของ พ.ร.ก.นิรโทษกรรม รับทราบมาเพียงเท่านี้ จึงไม่แน่ใจว่า ที่เสนอการนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมทางการเมือง หมายถึงคนที่ไปร่วมชุมนุมจากการชักชวนของคนอื่น ไปร่วมชุมนุมก็ไม่ได้ก่อเหตุร้ายใดๆ เพียงแต่ฝ่าฝืนประกาศคำสั่งห้ามของรัฐบาล หรือการนิรโทษกรรมจะรวมไปถึงกลุ่มคนเผาบ้าน เผาเมือง เผาศาลากลาง ยิงจรวดวัดพระแก้ว บุกรุกโรงพยาบาลจุฬาฯ ด้วยหรือไม่? และคำว่าแกนนำนั้น หมายถึงคนระดับไหน? คำจำกัดความแง่กฎหมายคงจะพิลึกพิลั่นน่าดู ที่น่าแปลกคือ มีท่านรัฐมนตรีร่วมคณะรัฐบาลคนหนึ่ง ที่ก่อนเป็นรัฐมนตรีเป็นแกนนำการชุมนุม ได้ประกาศบนเวทีชุมนุมว่า "เผามันเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง" กลับเป็นรัฐมนตรีที่รับหน้าเสื่อเร่งรัดให้รัฐบาลดำเนินการออก พ.ร.ก.ที่ว่านี้ นี่ถ้าหากมีคนไปถามท่าน รมต.ท่านนั้น คงตอบเสียงดังฟังชัดว่า

"ก็ผมรับผิดชอบผลักดันให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมให้คนเผาแล้วไง"

๓ กลุ่มอำนาจ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย-พ.ต.ท.ทักษิณ-คนเสื้อแดง เชื่อมโยงอำนาจซึ่งกันและกัน พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาล เพราะอาศัยอำนาจบารมีและท่อน้ำเลี้ยงจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และการที่ พ.ต.ท.ทักษิณสามารถแผ่อำนาจบารมีได้ ก็เพราะคนเสื้อแดงเป็นฐานพลังขับเคลื่อนบรรลุสู่เป้าหมายการเมือง ด้วยเหตุนี้คนเสื้อแดงจึงย้ำจุดยืนอยู่ตลอดเวลาว่า รัฐบาลนี้เกิดขึ้นได้เพราะคนเสื้อแดง ถ้าไม่มีคนเสื้อแดงรัฐบาลก็ไม่มีวันนี้ เพื่อช่วยเหลือตอบแทนคนเสื้อแดงที่ทำให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ต้องเร่งออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมให้ แกนนำคนเสื้อแดงหลายคนกล่าวว่า "เวลานี้ความอดทนของคนเสื้อแดงต่อรัฐบาล เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว"

หากนายกฯ ยิ่งลักษณ์ทำตามที่ได้กล่าวปฏิเสธรายงานข่าวของนิวยอร์กไทมส์ที่ว่า นายกฯ ยิ่งลักษณ์คือนายกฯ ตัวจริง การตัดสินใจในการบริหารประเทศอยู่ที่ตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตามที่นิวยอร์กไทมส์รายงาน โดยนายกฯ ยิ่งลักษณ์จะกล่าวสวนแกนนำคนเสื้อแดงบ้างว่า "เวลานี้ความอดทนของรัฐบาลที่มีต่อคนเสื้อแดง เหลือน้อยลงทุกทีแล้ว" นอกจากจะตอกหน้านิวยอร์กไทมส์จนหงายหลังแล้ว สาธุชนทั่วไปจะอนุโมทนา สาธุ แซ่ซ้องสาธุการ.


จากนสพ.ไทยโพสต์ ๕ ก.พ. ๒๕๕๖


บีจีจากคุณเนยสีฟ้า ไลน์จากคุณญามี่


Free TextEditor





 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2556
0 comments
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2556 21:29:41 น.
Counter : 2533 Pageviews.


haiku
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 137 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add haiku's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.