Air SurOundinG mE liKe mY besT frIendS !
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2561
 
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
27 กรกฏาคม 2561
 
All Blogs
 

หมื่นมนัสประชากับบ้านนาจอก :บันทึกสุดท้ายก่อนลับเลือนหายตอนที่ 3 ครอบครัวของหมื่นมนัสประชา



หมื่นมนัสประชากับบ้านนาจอก :บันทึกสุดท้ายก่อนลับเลือนหาย
ตอนที่ 3 ครอบครัวของหมื่นมนัสประชา (ตอนจบ)


หมื่นมนัสประชาในชุดสูทสากล เบื้องซ้ายกลัดตราพระราชสีห์ (ตำแหน่งกำนัน) เครื่องหมายสิงห์บำบัดทุกข์ บำรุงสุข 
และประดับแพรแถบที่ระลึก (ไม่ทราบวาระ) ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2460 
(พ.ศ.2379 - 2467)




สาแหรกสกุลหมื่นมนัสประชา


ด้านชีวิตครอบครัว

หมื่นมนัสประชา มีภรรยา 2 คน คนแรกคือคุณเทียดทองเป็นชาว จ.ฮาติ่งห์ (Hà Tĩnh -สมัยนั้น จ.ฮาติ่งห์ยังเป็นส่วนหนึ่งของ จ.เหงะอาน) ได้เดินทางเข้าสู่จังหวัดนครพนมรุ่นราวคราวเดียวกัน
คุณเทียดทองมีบุตรกับหมื่นมนัสประชาหลายคนแต่ด้วยภาวะเร้นแค้นในยุคแรก ๆ จึงทำเหลือบุตรชายที่รอดชีวิตจนเติบโตขึ้นเพียง 2 คน ซึ่งทั้ง 2 ต่างได้มีส่วนสืบสานปณิธานการกู้ชาติและเสียสละเพื่อส่วนรวมตามอย่างของผู้บิดาจนเป็นที่ประจักษ์ทั้งสองจึงเป็นที่นับหน้าถือตาของกลุ่มชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในเขตจังหวัดนครพนมในยุคนั้นอย่างมาก โดยจะขอเล่าถึงบุตรชายทั้งสองของท่านโดยสังเขป ดังนี้

1. คุณทวดเกตุ ประชากุล  - ประชากุล สายที่ 1



คุณทวดเกตุ ประชากุล ขณะเก็บใบชาเชียวบ้านนาจอกในสวนของท่าน ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2505
(พ.ศ. 2437 - 2510)



คุณทวดเกตุ ( เล วัน พี - Lê Văn Phi ) เป็นบุตรชายคนโตของหมื่นมนัสประชา เกิดเมื่อ พ.ศ. 2437 ท่านแต่งงานกับ คุณทวดทุม ประชากุล (ตระกูลเดิม - เลวรรณ) มีบุตรด้วยกันหลายคนแต่ที่เหลือรอดจนโตเติบโตขึ้น มีเพียง 1 คน คือคุณตาเรือง ประชากุล ทว่าคุณตาเรืองก็ได้เสียชีวิตก่อนพ่อแม่ของท่านตั้งแต่วัยฉกรรจ์ (Tuổi Xuân Quang)


คุณทวดทุม ประชากุล ภรรยาคนเดียวของคุณทวดเกตุ ประชากุล
(พ.ศ.2444 - 2532)


คุณทวดเกตุได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้โดยตรงจากหมื่นมนัสประชาท่านจึงเป็นผู้ที่แตกฉานในภาษาไทย ภาษาเวียดนามทั้งแบบที่เขียนด้วยอักษรจีนโบราณ  (chữ  nho) และอักษรแบบที่เขียนกันในปัจจุบัน (chữ Quốc ngữ)  นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่สืบทอดวิชาเท่ยกุ๋งตามตำราดั้งเดิมของหมื่นมนัสประชา ดังนั้นท่านจึงสามารถแต่งบทกลอนและบทไหว้ในพิธีกรรมต่างๆ (วันกุ๋ง วันเต๋ -Văn cúng-Văn tế) จนท่านมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทุกหมู่บ้านของชาวเวียดนามในยุคสมัยนั้น


ช่วง พ.ศ. 2471 - 2472 เป็นช่วงที่ประธานาธิบดีโฮจิมินท์เข้ามาพำนักอยู่ที่บ้านนาจอกเพื่อเคลื่อนไหวกอบกู้เอกราชให้กับเวียดนาม ชาวบ้านนาจอกทุกคนต่างก็มุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุนการกอบกู้เอกราชให้กับเวียดนาม
ในการนี้คุณทวดเกตุก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้เข้าร่วมงานกับประธานาธิบดีโฮจิมินท์โดยท่านได้รับการคัดเลือกให้เดินทางไปเรียนและปฏิบัติภารกิจลับร่วมกับสหายท่านอื่น ที่บ้านดง จังหวัดพิจิตร เป็นเวลาหลายเดือน 
หลังจากที่คุณทวดเกตุปฏิบัติภารกิจสำเร็จลุล่วง ท่านจึงเดินทางกลับบ้านนาจอกพร้อมกับ ต้นพันธุ์มะเฟืองหวาน ซึ่งท่านได้นำมาปลูกไว้บนที่ดินของหมื่นมนัสประชา ซึ่งยังคงเติบโตมีผลดกอยู่จนปัจจุบัน


ต้นมะเฟืองหวานนี้เป็นต้นไม้เก่าแก่ที่สำคัญของประเทศเวียดนามมาช้านาน
ดังมีนิทานปรัมปราของชาวเวียดนามเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับต้นมะเฟืองหวาน คือนิทานเรื่องมะเฟืองหวานกับพญาหงส์ (Ăn khế trả vàng)


Image result for câu chuyện ăn khế trả vàng
นิทานปรัมปราที่เกี่ยวข้องกับต้นมะเฟืองของประเทศเวียดนาม


แต่ข้อสำคัญยิ่งประการหนึ่งของการปลูกต้นมะเฟืองหวานคือการแฝงความหมายเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชของชาวเวียดนามโพนทะเลในยุคนั้น
กล่าวคือ ผลมะเฟืองสุกจะมีรสหวานหมายถึงความหอมหวานของอิสรภาพ และผลมะเฟืองสุกเมื่อหั่นออกแล้วจะมีลักษณะเป็น ดาวสีเหลือง 5 แฉก  (sao vàng) ซึ่งสื่อถึงดวงดาวสีเหลืองบนผืนธงชาติของประเทศเวียดนามนั่นเอง ดังนั้นจึงนิยมปลูกต้นมะเฟืองตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้กู้ชาตินั่นเอง



มะเฟือง 5 แฉก และผืนธงดาวเหลืองพื้นแดงของประเทศเวียดนาม



ด้วยเหตุดังกล่าวที่บ้านนาจอกจึงมีต้นมะเฟืองหวานที่ปลูกขึ้นในรุ่นราวคราวเดียวกัน 2 ต้น โดยต้นหนึ่งเชื่อกันว่าท่านประธานาธิบดีโฮจิมินท์เป็นผู้นำต้นพันธุ์จากจังหวัดพิจิตรมาปลูกที่บ้านลุงโฮจิมินท์ (แหล่งท่องเที่ยวดั้งเดิม-บ้านลุงเตียว)
และอีกต้นหนึ่งที่มักไม่มีใครทราบคือต้นมะเฟืองหวานที่คุณทวดเกตุผู้ได้รับการคัดเลือกจากท่านประธานาธิบดีโฮจิมินท์ให้ไปปฏิบัติภารกิจลับที่จังหวัดพิจิตร ได้นำต้นพันธุ์ต้นที่ 2 กลับมาปลูกลงบนผืนดินของบ้านนาจอกโดยปลูกในบริเวณบ้านของหมื่นมนัสประชาบิดาผู้ซึ่งสนับสนุนอยู่เบื้องหลังการต่อสู้กอบกู้ชาติมาแต่ครั้งอดีต


ต้นมะเฟืองหวานประวัติศาสตร์ต้นที่ 2 ของบ้านนาจอกบนที่ดินของหมื่นมนัสประชา 
ปัจจุบันยังคงยืนต้นและให้ผลสุกเหลืองมากมายแม้เวลาล่วงไปกว่า 90 ปี


คุณทวดเกตุ ประชากุลถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. 2510 ในวัย 73 ปี ซึ่งนับว่าค่อนข้างไวสำหรับคนในยุคก่อน ด้วยเหตุนี้เรื่องราวของท่านจึงมักไม่ค่อยมีผู้กล่าวถึงแต่เหนือสิ่งอื่นใดท่านก็ได้มีส่วนทำหน้าที่สืบสานปณิธานการกู้ชาติของหมื่นมนัสประชาผู้บิดาจนสำเร็จลุุล่วง


พิธีฝังศพของคุณทวดเกตุ ประชากุล ที่สุสานบ้านนาจอก เมื่อ พ.ศ. 2510


กระทั่งเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2560 รัฐบาลเวียดนามโดยท่านประธานาธิบดีเจิ่น ด่าย กวาง ได้อนุสรณ์ถึงคุณงามความดีของชาวเวียดนามโพ้นทะเลในยุคก่อน (Việt Kiều)
ที่ได้มีส่วนร่วมต่อสู้กู้ชาติให้พ้นจากการปกครองของฝรั่งเศส จึงได้มีการสำรวจรายชื่อผ่านทางสมาคมไทย-เวียดนาม จังหวัดนครพนมเพื่อจัดพิธีมอบเหรียญอิสริยาภรณ์กู้ชาติ (Huy chương kháng chiến hạng nhất) ให้กับผู้เสียสละในอดีตโดยผู้แทนรัฐบาลเวียดนามได้มอบ เหรียญอิสริยาภรณ์กู้ชาติ ชั้นที่ 1 เพื่อเป็นเกียรติผ่านทายาทสายตรงของคุณทวดเกตุ (หลานชายคนโตสืบสกุล - cháu đích tôn)



เหรียญอิสริยาภรณ์ต่อสู้กู้ชาติต่อต้านฝรั่งเศส ชั้นที่ 1



 ประกาศเกียรติคุณที่มอบมาพร้อมกับเหรียญอิสริยาภรณ์กู้ชาติ ชั้นที่ 1



คำแปล ประกาศเกียรติคุณเหรียญอิสริยาภรณ์ต่อสู้กู้ชาติ ชั้นที่ 1


ตระกูลประชากุลสายที่ 1 นี้มีทายาทไม่มากนักเพราะเมื่อคุณตาเรือง ประชากุล แต่งงานกับคุณยายสุพิน ประชากุล (สกุลเดิม - ราชเจริญ) คุณตาเรืองก็ได้เสียชีวิตเมื่อวัยเพียง 45 ปี ทิ้งให้ภรรยาม่ายต้องดูแลบุตรชาย 1 คน และบุตรสาว 2 คน เรื่อยมา พร้อมกันนั้นยังต้องปรนนิบัติดูแลบิดา-มารดา ของสามีตั้งแต่เข้าสู่เขตชราภาพจนกระทั่งท่านทั้ง 2 ถึงแก่กรรม


คุณยายสุพิน ประชากุล ภรรยาของคุณตาเรือง ประชากุล
(พ.ศ. 2463 - 2545)


นอกจากนี้คุณยายสุพิน ประชากุล ผู้เป็นหลานสะใภ้คนโตของหมื่นมนัสประชายังได้รับหน้าที่ดูแลการเซ่นไหว้ครบรอบวันเสียชีวิต (Giỗ) ของหมื่นมนัสประชามานานปี กระทั่ง พ.ศ. 2535 ได้ล้มป่วยลง คุณทวดลาย ประชากุล (บุตรชายคนรองของหมื่นมนัสประชา) จึงได้ย้ายไปเซ่นไหว้ที่บ้านของท่านจวบจนปัจจุบันจึงนับได้ว่าคุณยายสุพิน ประชากุลได้ทำหน้าที่ของสตรีผู้เป็นแม่ของลูก ผู้เป็นลูกสะใภ้ และผู้เป็นหลานสะใภ้ของตระกูลใหญ่อย่างตระกูลประชากุลได้อย่างสมบูรณ์ครบถ้วนทุกประการ (Trinh Thuận)



พิธีไหว้วันครบรอบเสียชีวิตของหมืนมนัสประชาที่บ้านหลังเก่าของท่าน ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2535



2. คุณทวดลาย ประชากุล  - ประชากุล สายที่ 2


คุณทวดลาย บุตรชายคนรองของหมื่นมนัสประชา  ถ่ายเมื่อ พ.ศ.2530
(พ.ศ.2452 - 2541)


คุณทวดลายมีภรรยา 2 คน คนแรกคือคุณทวดเติม (บ่าลาย) ท่านเป็นคนบ้านโพนบก และเป็นทายาทสายตรง (หลานปู่) ของหลวงจำนงค์ บริรักษ์ ชาวญวนเก่าที่ได้รับพระบรมราชานุญาตแต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระจุลเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทำราชการสนองพระเดชพระคุณ มาแต่ครั้ง พ.ศ. 2431 โดยครั้งนั้นท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกองญวน และนายหวา เป็นขุนพิทักษ์โยธี ปลัดกองญวน ตั้งอยู่ที่บ้านโพนบก และบ้านนาคู แขวงเมืองนครพนม บั้นปลายชีวิตของหลวงจำนงค์บริรักษ์
ท่านได้เดินทางไปทำราชการที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่แล้วก็หายสาบสูญไปไม่ได้เดินกลับมาที่จังหวัดนครพนมอีกเลย


ภาพถ่ายหลวงจำนงค์ บริรักษ์หรือองบิ่งญวน  และภรรยา ผู้เป็นปู่และย่าของคุณทวดเติม
(ภาพถ่ายอ้างอิงจาก FB Kosin Nityakom)


ส่วนภรรยาคนที่ 2 ของคุณทวดลายคือคุณทวดแอม (บ่าแอมลาย) คุณทวดแอมมีทายาทกับคุณทวดลาย จำนวน 4 คน เป็นบุตรชาย 2 คน และบุตรสาว 2 คน
คุณทวดลายนั้นท่านเป็นผู้กว้างขวาง ในทางราชการนั้นท่านเป็นกำนันของตำบลหนองญาติ และยังเป็นผู้มีบทบาทสูงในการช่วยเหลือชาวไทยเชื้อสายเวียดนามที่อพยพเข้ามาในยุคหลังที่ต่างหนีภัยการฆ่าหมู่ของฝรั่งเศสข้ามน้ำโขงมาในไทย
กอรปทั้งท่านยังเป็นเท่ยกุ๋งระดับปรมาจารย์ของบ้านนาจอก (เท่ยหล่าง) มาอย่างยาวนานหลายสิบปี


คุณทวดลายท่านเป็นกำนันในช่วงที่ค่อนข้างยากลำบาก กล่าวคือเป็นยุคที่หมู่บ้านนาจอกถูกเรียกว่าหมู่บ้านคอมมิวนิสต์
และทางการเชื่อว่าเป็นพื้นที่สีแดงที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ จึงถูกทางการไทยเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษถึงขั้นส่งทหารมาประจำการเฝ้าระวังเป็นกองร้อย ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นตรงกับยุคสมัยที่ทหารเข้าปกปกครองประเทศ (ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) ซึ่งอเมริกาให้การสนับสนุนและรัฐบาลไทยเองยังสนับสนุนอเมริกาให้ปราบปรามขบวนการต่อต้านตะวันตกในอินโดจีน กระทั่งในช่วง พ.ศ. 2508 ทางกองทัพบกได้ส่งทหารเข้ามาควบคุมประชาชนในหมู่บ้านนาจอก เพื่อดูแลความเรียบร้อยของคนในชุมชนเพราะมองว่าเป็นแนวร่วมของขบวนการต่อสู้อเมริกาและต่อต้านตะวันตก เป็นเวลาถึง 2 ปี (อ้างอิงจาก จตุพร ดอนโสม. 2555)


ซึ่งท่ามกลางความหวาดระแวงของทางการไทยในครั้งนั้นทำให้คุณทวดลายต้องถูกจับกุมไปจองจำในค่ายทหารแห่งหนึ่งที่จังหวัดนครราชสีมาเป็นเวลาหลายปี
เนื่องจากท่านเป็นกันชนที่อยู่ตรงกลางระหว่างชาวบ้านและทางการย่อมจะหลีกหนีภัยครั้งใหญ่หลวงนี้ไม่พ้น ในครั้งนั้นทางการได้แต่งตั้ง "นายละออ อุปทัง"  ชาวบ้านนาจอกที่มีเชื้อสายไทยแท้ขึ้นเป็นผู้ใหญ่บ้านทดแทน โดยผู้ใหญ่ละออ ท่านเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ชาวบ้านนาจอกรักใคร่มากคนหนึ่ง เพราะท่านได้ให้การดูแล บำบัดทุกข์ บำรุงสุขชาวบ้านนาจอกให้ผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตินี้ไปได้ ร่วมทั้งท่านยังสามารถทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับทางการได้เป็นที่เรียบร้อยทุกประการ


หลังการตั้งค่ายทหารสอดส่องความประพฤติของชาวบ้านเป็นเวลา 2 ปี แต่ก็หาได้พบความผิดปกติใดใดในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ ทางการจึงได้ค่อย ๆ ถอนกำลังทหารไปยังที่ตั้งคือค่ายทหารนาโพธิ์ แต่อย่างไรก็ตามในช่วง พ.ศ.2511 - 2512 บ้านเมืองก็ยังคงวุ่นวายมากด้วยเรื่องราวปัญหาภัยคอมมิวนิสต์ หลังจากทางการถอนทหารไปจากบ้านนาจอกหลายปีแล้ว  ราว พ.ศ. 2515 คุณทวดลายจึงได้รับการปล่อยตัวกลับมายังบ้านนาจอกท่ามกลางความดีใจของครอบครัว ญาติมิตร และชาวบ้านนาจอกด้วยว่าตั้งแต่ท่านถูกส่งตัวไปยังจังหวัดนครราชสีมาทายาทก็หาได้ทราบข่าวคราวของท่านแต่ประการใด


คุณทวดลายในบทบาทเท่ยกุ๋ง ขณะทำพิธีในงานศพหลานชายที่บ้านโพนบก ถ่ายเมื่อ พ.ศ.2529


บั้นปลายชีวิตคุณทวดลายท่านใช้ชีวิตด้วยความสุขสงบ เรียบง่ายกับลูกหลานในครอบครัวของท่าน และท่านได้อุทิศตัวทำงานให้กับทางราชการและชุมชนหมู่บ้านเป็นเอนกประการ อาทิ เป็น กรรมการศาลเจ้าพ่อด่ายเวือง กรรมการหมู่บ้าน  กรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านนาจอก กรรมการศึกษาโรงเรียนเมืองนครพนม (ภูเขาทอง) และนอกจากนี้ท่านยังได้อุทิศตนเป็นเท่ยกุ๋งประจำหมู่บ้าน (Thầy làng) มาอย่างยาวนานกระทั่งท่านถึงแก่กรรมในวัย 89 ปี


คุณทวดลาย (กลาง) ในงานศพพี่สะใภ้ (คุณทวดทุม ประชากุล)
คุณทวดชาญ เลวรรณ (ขวา) น้องชายคนเดียวของคุณทวดทุม
นายด่าย วรหาญ (ถือไมค์) หลานปู่ของนายเทียด วรหาญ (ผู้ร่วมก่อตั้งบ้านนาจอกกับหมื่นมนัสประชา-ผู้เขียน)



3. ทายาทหมื่นมนัสประชา-สายบ้านโพนบก

ช่วงเวลาที่หมื่นมนัสประชาได้อพยพหนีภัยโรคระบาดจากบ้านกกต้องไปอยู่ที่บ้านโพนบก ท่านจึงได้ภรรยาคนที่ 2 ที่นี่ ภรรยาคนนี้ให้กำเนิดบุตรสาวกับหมื่นมนัสประชา 1 คน คือคุณทวดทุ้ย แต่หลังจากคลอดคุณทวดทุ้ยได้ไม่นานแม่ของท่านก็เสียชีวิต ในช่วงแรกคุณทวดทุ้ยอยู่ในความดูแลของคุณเทียดทองภรรยาคนแรกของหมื่นมนัสประชา แต่หลังจากที่หมื่นมนัสประชาและคุณเทียดทองได้ตัดสินใจย้ายไปตั้งรกรากที่บ้านนาจอก ญาติฝ่ายคุณทวดทุ้ยจึงได้ขอท่านไปอุปการะดูแลจน
คุณทวดทุ้ยเติบโตขึ้นที่บ้านโพนบก แต่กระนั้นเมื่อท่านเติบโตขึ้นก็ได้ไปมาหาสู่หมื่นมนัสประชาผู้บิดาที่บ้านนาจอกอยู่เป็นนิจ

คุณทวดทุ้ยแต่งงานกับคุณทวดเหรียญ ศิริสวัสดิ์ มี บุตรชาย 3 คน หญิง 1 คนดังที่เล่ามานี้ทายาทที่สืบสกุลลงไปจากคุณทวดทุ้ยก็นับว่ามีเชื้อสายของหมื่นมนัสประชาด้วยเหตุนี้


บุตรชายคนหนึ่งของคุณทวดทุ้ยคือคุณตาเลื่อน ศิริสวัสดิ์  ท่านรับราชการครูและเป็นคนที่กว้างขวางเป็นที่รู้จักนับหน้าถือตาของข้าราชการครูยุคนั้นเป็นอย่างมาก คุุณตาเลื่อนนับว่าเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนเชื่อมโยงความผูกพันรักใคร่กันของทายาทหมื่นมนัสประชาสายที่ 1 สายที่2 และสายบ้านโพนบกให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเป็นอันมากเพราะท่านมักไปมาหาสู่กับญาติพี่น้องของท่านที่นาจอกอยู่เป็นนิจ กระทั่งท่านได้เสียชีวิตลงในปี พ.ศ.2529 การไปมาหาสู่กันก็ลดน้อยลงไปด้วยจึงเป็นเหตุให้ทายาทรุ่นหลัง ๆ ของท่านมักไม่ทราบเรื่องราวลำดับญาติกับสายบ้านนาจอกมากนัก


พิธีเคลื่อนศพขอคุณตาเลือน ศิริสวัสดิ์ ไปยังสุสานบ้านโพนบก  ถ่ายเมื่อปี 2529
(พ.ศ.2477 - 2529)




4. ทายาทหมื่นมนัสประชา-สายคุณเทียดทอง


คุณเทียดทอง ท่านมีพี่สาวที่รักใคร่สนิทสนมนับถือช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ครั้งที่ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่ พ.ศ. 2420 อยู่ 1 คน ต่อมาพี่สาวของท่านได้แต่งงานแล้วเป็นม่ายโดยมีบุตรชาย 1 คน คือคุณทวดเกียว  คุณทวดเกียวแต่งงานกับคุณทวดเต้ยแล้วมีบุตรชาย 1 คน คือคุณตาบุญมี ประชากุล ซึ่งแต่งงานกับคุณยายจันทร์มา ประชากุล มีลูกด้วยกัน 7 คน ซึ่งแต่เดิมทั้งหมดอยู่ในความอุปถัมภ์ของคุณเทียดทอง และหมื่นมนัสประชา จึงได้ร่วมใช้นามสกุลประชากุลด้วยเหตุนี้
ดังนั้นทายาทสายคุณตาบุญมีจึงมีความเกี่ยวข้องกับหมื่นมนัสประชาด้วยเหตุที่เล่ามานี้



จารึกที่หลุมศพของทายาทหมื่นมนัสประชา-สายคุณเทียดทอง ประชากุล



สายตระกูลที่นับเนื่องมาจากหมื่นมนัสประชา-บ้านนาจอก เห็นจะมีแต่เพียง 4 สายที่กล่าวมาข้างต้น แต่จากการสืบค้นข้อมูลนามสกุล "ประชากุล" ยังพบซ้ำอีกหลายจังหวัดโดยเฉพาะพบมากที่ อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี
แต่จากการสอบถามพูดคุยก็ได้ความว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่ประการใดเป็นแต่เพียงการเขียนพ้องกันเท่านั้น


ทั้งนี้เนื่องจากในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2455  และได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  1 กรกฎาคม พ.ศ.2456 และในครั้งนั้นก็มีการพระราชทานนามสกุลให้แก่หลายครอบครัวโดยเฉพาะข้าราชการและบุคคลที่ทำราชการอยู่ในเขตท้องถิ่น ที่เรียกว่านามสกุลพระราชทาน ซึ่งมีมากถึง 6,432 นามสกุล โดยในกรณีนี้ผู้ทำราชการที่มีทินนามอยู่แล้วก็จะได้รับพระราชทานนามสกุลตามทินนามหรือคล้ายกับทินนาม ซึ่งก็คือ  "มนัสประชากุล" แต่แล้วก็เปลี่ยนแปลงให้กระชับเป็น "ประชากุล" ในภายหลัง


ขออวสานการเขียนเรื่องราวของหมื่นมนัสประชาแต่เพียงเท่านี้

สำหรับท่านที่สนใจกดอ่าน ตอนที่ 1 และตอนที่ 2 ได้ตามลิงค์ข้างล่าง






*********  โปรดติตตามตอนต่อไป - กงเต็กเวียดนามโบราณ ตอนที่ 1  *******



จนกว่าจะพบกันใหม่

Nguyễn Gia Huy



*************************************************************************************

"Chân thành cảm ơn Thầy Minh Quang đã giúp đỡ tận tình về việc viết bài và chỉnh sửa lại bài viết "

"Cảm ơn Anh Viết Thành đã có lời động viên tinh thần và giúp đỡ về Tiếng Việt thường xuyên"

*************************************************************************************



เอกสารอ้างอิง

1.จตุพร ดอนโสม. (2555).การสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธ์ุของคนไทยเชื้อสายเวียดนามบ้านนาจอก. ขอนแก่น : ศูนย์วิจัยพหุอัตลักษณ์สังคมลุ่มน้ำโขง
2.ธันวา ใจเที่ยง. (2546). หมู่บ้านชาวนาปฏิวัติบนแผ่นดินอีสานตอนบน. กรุงเทพฯ : พิมพ์ดี.

3.ธัญญาทิพย์ ศรีพนา. (2546). ชาวเวียดนามอพยพในภาคอีสานของไทย. อินโดจีนศึกษา. ปีที่ 3-4 : ม.ค.2545 - ธ.ค.2546

4 . นามสกุล. ค้นเมื่อ 29  กรกฎาคม 2561. https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5

5. เฟซบุ๊ค : Kosin Nityako




 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2561
7 comments
Last Update : 4 สิงหาคม 2561 9:25:52 น.
Counter : 190 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณกะว่าก๋า, คุณInsignia_Museum

 

โอ้โห... ข้อมูลแน่นมากครับพี่
คนจีนเองก็มีสาแหรกประจำตระกูล
เอาไว้เช็คเชื้อสายเถือกเถอเหล่ากอ
เป็นสิ่งที่ดีมากๆเลยนะครับ

มะเฟืองเป็นสัญลักษณ์ในธงเวียดนาม
ผมเพิ่งทราบจากที่นี่เป็นที่แรกเลย

โหวตครับ

 

โดย: กะว่าก๋า 4 สิงหาคม 2561 14:04:42 น.  

 

มาอ่านเรื่องในอดีตที่มีคุณค่าค่ะ

 

โดย: tuk-tuk@korat 4 สิงหาคม 2561 20:58:49 น.  

 


อรุณสวัสดิ์ครับพี่




 

โดย: กะว่าก๋า 5 สิงหาคม 2561 6:47:23 น.  

 

สายสัมพันธ์ที่สืบทอด มีความชัดเจนและย้อนไปไดไกลมากครับ
แนาการเขียนแบบนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ครอบครัวอื่นไปใช้
ผมเองก็เคยเขียนสาแหรกของตระกูล แต่ไม่มีรายละเอียดที่สืบค้นได้ จึงออกมาในแนวประวัติรวมๆของท้องถิ่นครับ

 

โดย: Insignia_Museum 5 สิงหาคม 2561 12:42:39 น.  

 

สวัสดีเช่นกันครับ

เดือนนี้มีหนังสือให้อ่านอีกหลายเล่มเลยล่ะครับ

 

โดย: กะว่าก๋า 6 สิงหาคม 2561 14:16:07 น.  

 

ไม่ได้คุยกันนานเลยนะครับ ยังทำงาน มศว อยู่ใช่ไหมครับส่วนน้องๆที่ชวนกันเดินคือน้องๆในที่ทำงานเดียวกันน่ะครับ ซึ่งตอนนี้ผมก็ออกมาแล้ว

 

โดย: Insignia_Museum 6 สิงหาคม 2561 14:25:50 น.  

 



สวัสดียามเช้าครับพี่


 

โดย: กะว่าก๋า 7 สิงหาคม 2561 6:41:06 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Gia Huy - Peeradol
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




Air SurOundinG mE liKe mY besT frIendS !
แจกฟรีแบ๊คกราว
Friends' blogs
[Add Gia Huy - Peeradol's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.