BlogGang Popular Award#12


 
kruaun
Location :
สุรินทร์ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




“อาจารย์ของพระอรหันต์ ยังไม่จำเป็นต้องเป็นพระอรหันต์เลย ดังนั้น อย่ากังวลเลย หากเราคิดว่าเราเก่งไม่พอที่สร้างลูกศิษย์เก่งๆ ขอเพียงแต่เรามีกระบวนการพัฒนา ส่งเสริม และให้โอกาสเขาอย่างเหมาะสม และถูกวิธี ให้เขาเติบโตเต็มศักยภาพที่ดี”---รศ. ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จากหนังสือแด่เมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต

****************************

No one can make you feel inferior without your consent. by Eleanor Roosevelt.

ไม่มีใครสามารถทำให้คุณรู้สึกต้อยต่ำได้...
ถ้าคุณไม่ยินยอม (เอลานอร์ รูสเวลต์)

**************************

ครูอั๋น...นฤพนธ์ สายเสมา
ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนประสาทวิทยาคาร
จังหวัดสุรินทร์

--------------------------------

"ชีวิตนี้ลูกยกให้พวกเขา...แต่ชีวิตหน้าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาและพวกมันทำไว้กับลูก ลูกขอเอาคืน!"
---วรดา/ด้วยแรงอธิษฐาน/กิ่งฉัตร

รู้นะว่าถ้าเอาความแค้นนำทางมันไม่ดี...
แต่บางทีถ้าตั้งใจว่าจะต้องดีกว่า ดีกว่า...
มันก็เหมือนเป็นแรงขับให้เราก้าวหน้าได้เช่นกัน

แค่ตั้งใจทำดีก็แล้วกัน

+++++++++++++++++++++++++++++

มีคนเคยถามว่า "ทำไมมาเป็นครู"
คำตอบที่ผมภูมิใจและตอบได้อย่างเต็มปากที่สุด คือ
"ผมอยากเป็นครู เลยเลือกมาเป็นครู"


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

"เจ้าเป็นคนพูดเองนะว่า อำนาจมันมาแล้วมันก็ไป แล้วเจ้ายังจะแสวงหามันทำไมเล่า"
---เศกขรเทวี เพลิงพระนาง

๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗

สัจธรรมง่ายๆ ที่ใครๆ ก็พากันทำไม่ได้

ถ้าอยากมีชีวิตที่เลวลงอย่างคิดไม่ถึง
คุณแค่หมั่นทำเลวที่ไม่เคยแม้จะอยู่ใรความคิด

หากปรารถนาชีวิตที่ดีขึ้นอย่างคิดไม่ถึง
คุณต้องทำดีมากกว่าที่คิดว่าตัวเองจะทำได้

มีชีวิตที่คิดไม่ถึง/ดังตฤณ
----------------เริ่มนับ 30 เม.ย.53----------------- free counters ===== Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Thailand License.
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add kruaun's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 

หวงความรู้

ยอมรับว่าเคยเป็นคนหวงความรู้ หวงทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้มา แต่เมื่อเริ่มเขียนบล็อก โดยเฉพาะเมื่อเขียนเพื่อการจัดการเรียนการสอนจริงๆ ความหวงนั้นก็ลดลงไปเยอะ

ถึงวันนี้ คิดว่าตัวเองเป็นคนใจกว้างนะ ให้ทุกอย่างที่ให้ได้กับทุกคนไม่เลือก (จะมีหวงเอกสารบางตัว งานบางชิ้นอยู่บ้างก็จริง) ถามอะไร ก็บอกทุกเทคนิคที่เราเคยทำจนหมดไส้หมดพุง เท่าที่เวลาจะเอื้อและสมองคนรับจะรับได้

กระนั้นก็ยังมีเสียงมาว่า "ครูอั๋นหวงความรู้"

แล้วทำอย่างไรถึงจะเรียกว่าไม่หวงความรู้ครับ... หรือต้องบังคับบอกท่านทุกอย่างที่ผมรู้ โดยไม่รู้ว่าท่านอยากรู้เรื่องที่ผมรู้หรือเปล่างั้นหรือครับ??? 




 

Create Date : 17 มีนาคม 2559    
Last Update : 17 มีนาคม 2559 20:43:39 น.
Counter : 293 Pageviews.  

ตอน ม.ปลาย ผมไม่เคยเข้าแถวเช้า

  "นักเรียนครับ... สอบเสร็จแล้วช่วยเอาขยะไปเทด้วยนะครับ" สิ้นเสียงครูก็ตามด้วยเสียงโห่ และหัวเราะสะใจของนักเรียนที่ไม่ถูกเอ่ยนาม

----

สมัยเรียน ม.5 - 6 ผมและเพื่อนผู้ชายได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้าแถวหน้าเสาธง เทอมหนึ่งจะได้ไปเข้าครั้งเดียว คือ วันที่มีการมอบเกียรติบัตรประจำภาคเรียน ซึ่งพวกผมจะได้รับเกียรติบัตรนักเรียนที่มีความเสียสละ

เพราะอะไรหรือครับถึงเป็นเช่นนั้น เพราะว่าพวกผมต้องทำหน้าที่สุขาภิบาลดูแลเรื่องการนำถังขยะจากจุดต่างๆ ในโรงเรียนไปเทรวมไว้ที่จุดทิ้งขยะรวม เพื่อรถเก็บขยะมาขนไป ทำอย่างนี้ทุกวันสองปี วันจันทร์จะเป็นวันที่ทรมานที่สุด เพราะเศษอาหารและขยะที่สะสมมาตั้งแต่วันศุกร์จะเน่าได้ที่...

แต่ก็ผ่านไปแล้ว แม้จะบ่นบ้างเวลาทำ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป... ก็ภูมิใจนะ




 

Create Date : 04 มกราคม 2559    
Last Update : 4 มกราคม 2559 11:21:12 น.
Counter : 267 Pageviews.  

แอบน้อยใจเล็กๆ

 ช่วงนี้มีแต่เรื่อง กลางเดือน ก.ย. 2556 หัวหน้้ากลุ่มสาระฯ จะให้ไปอบรมเตรียมพร้อมการเป็นติวเตอร์ในโรงเรียน ปรากฏว่าผู้ใหญ่ในโรงเรียนไม่อนุญาต ท่านว่า "มันจะย้ายโรงเรียนแล้ว ให้มันไปทำไม" ง่ะ...เป็นงง จริงอยู่ เวลาเราเหนื่อยๆ เราก็แอบพูดเล่นว่า ย้ายโรงเรียนๆๆ แต่คุณครับ...พ่อแม่ผมอยู่ตรงนี้ บ้านผมอยู่หน้าโรงเรียน จะให้ผมย้ายไปไหนอีก????

ต่อมามีคนเล่าว่า ผู้ใหญ่อีกท่านบอกว่าผมไม่ค่อยอยู่โรงเรียนทำแต่งานนอก...อั๊ยย่ะ เทอม 1/2556 ผมไปราชการงานนอกที่ไม่เกี่ยวกับโรงเรียนเลย 2 ครั้ง คือ

  1. ไปเป็นวิทยากรอบรมครูที่ สพม.33 วันที่ 8-10 สิงหาคม 2556 (2 วันทำการ) รวมกับที่ไปประชุเตรียมการ 1 วัน เป็น 3 วันทำการ
  2. ไปรับรางวัล Thailand Social Media Awards 2013 ที่ สพฐ. วันที่ 2-3 กันยายน 2556 (2 วันทำการ)

คำถามคือ...ขนาดนี้ถือว่าเยอะแล้วหรือครับ...ในขณะที่โรงเรียนสั่งให้ผมไปราชการนอกโรงเรียน และปฏิบัติราชการในโรงเรียนที่กระทบการเรียนการสอนของผม (จนผมต้องทำวีดีโอให้นักเรียนดูนอกเวลา...เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสซะเลย) ดังนี้

ดูสิครับ...ที่สั่งผมไป บางครั้งผมก็ขอปฏิเสธ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะวันพฤหัสกับวันศุกร์ ผมก็ไม่ค่อยได้สอน...ท่านจะว่าแต่ผมทำแต่งานนอกได้หรือ...ที่ผมไม่ได้สอนจากงานในท่านเคยคิดบ้างไหม

ไม่นับที่ต้องไปเตรียมเอกสารนั่นนี่โน่นนะครับ...

เทอมหน้าไม่ต้องสั่งผมทำอะไรเลยนะ...ผมจะย้ายแล้ว และผมทำงานนอกเยอะเกินไป

ขอบคุณและสวัสดีครับ





 

Create Date : 16 ตุลาคม 2556    
Last Update : 16 ตุลาคม 2556 11:23:05 น.
Counter : 496 Pageviews.  

ฝันร้ายคณิตศาสตร์


การสอนคณิตศาสตร์
: ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแนวคิดเสียที


ขณะที่เรากำลังย่างเข้าสู่ศตวรรษที่
21 ยังมีผู้คนอีกเป็นจำนวน มากที่ยังมีความกลัวคณิตศาสตร์
เทคโนโลยีสมัยใหม่เช่นเครื่องคิด เลขที่แสดงกราฟได้ โปรแกรมสำหรับคำนวณเชิงสัญลักษณ์
ฯลฯ ก็ไม่ ได้ช่วยแก้ปัญหาให้คนกลุ่มนี้ได้ ไม่ว่าวิธีการจะเปลี่ยนไปอย่างไร ไม่
มีปัญหาสำหรับพวกที่เรียนเก่งในโรงเรียน แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วก็
ยังกลัวหรือไม่ไว้ใจวิชานี้อยู่ดี


มีบทความที่ว่าด้วยเรื่อง 'mathephobia' คือโรคกลัวคณิตศาสตร์ อยู่มากมายที่ยืนยันว่า ปัญหาในการให้การศึกษาคณิตศาสตร์ยังมีอยู่
(
Maxwell, 1989, Buxton 1981)บางทีอาจถึงเวลาที่ต้องหาวิธีการ
ใหม่ ๆ หรือจะต้องมีการปรับหลักสูตรกระมัง


จริงๆ แล้วเคยได้ยินว่ามีการฝันร้ายคณิตศาสตร์ (math nightmare) ด้วย


เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนักเรียนไม่มีความรู้สึกใดใดในวิชาคณิตศาสตร์และไม่เห็นคุณค่า
กลวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการถกแถลงกันในโรงเรียน หลักสูตรไม่ยืดหยุ่น พอที่จะยอมให้นักเรียนได้
พากเพียรคิด และครูก็ได้แต่แสดงวิธี เพียงวิธีเดียวสำหรับผลเฉลย
1 ข้อ
เรายังคงยึดติดอยู่แค่ระดับความชำนาญและการเรียนจากสูตร
(แม้ว่าดูจะเป็นเรื่องในอดีต)
การคิดอย่างแท้จริงทำแค่ผิวเผิน จะมีสักกี่คนที่เข้าใจอย่างแท้จริง
ว่าเหตุใดจำนวนลบคูณจำนวนลบ จึงเป็นจำนวนบวก เข้าใจเพียงแค่เป็นกฎที่ครูบอกให้จำ จะมีสักกี่คนที่เข้าใจพื้นฐานของแคลคูลัสเชิงปริพันธ์
หรือความคิดเกี่ยวกับลิมิตอย่างแท้จริง เป็นการง่ายเกินไปที่ละเลยในรายละเอียดเหล่านี้
แต่ได้ทำให้หลักที่แท้จริงของคณิตศาสตร์สูญเสียไป ผู้เขียนไม่ได้ต้องการที่จะตำหนิครู
เพราะผู้เขียนเองก็ผ่านวิธีการเช่นนี้มาถึง
11 ปี
หากแต่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจหรือคณะกรรมการเกี่ยวกับการสอบ ฯลฯ จะต้องให้ความสนใจและพยายามหาจุดหมายที่เราจะต้องไปให้ถึงในอนาคต


มีความงดงามในคณิตศาสตร์ที่จะมองเห็นได้ก็ด้วย
ผู้ที่ใฝ่ใจในคณิตศาสตร์เท่านั้น และคนส่วนใหญ่ก็ จะหัวเราะเยาะคำกล่าวนี้
ความงดงามนั้นยากแก่การ ที่จะให้นิยาม แต่สามารถคิดถึงการได้มา ซึ่งความ
เป็นระเบียบจากความยุ่งเหยิง หรือได้รับความง่ายจาก
ความยากซึ่งสามารถยังให้เกิดขึ้นได้ในวิชาคณิตศาสตร์ ถ้าเราสามารถเปลี่ยนเจตคติของนักเรียนให้มาชื่นชมกับ
ความงามได้เมื่อใด เมื่อนั้นเราก็จะอยู่ในภาวะที่น่า พอใจ การพิสูจน์
(ปัจจุบันไม่มีแล้วในสก๊อตแลนด์) เป็นวิธีที่มีประโยชน์มากในการแสดงถึงความงามนี้
เช่น ความเป็นอตรรกยะของ
(รากที่สองของสอง) แต่ผู้เขียนคิดว่า วิธีสอน 'สมัยใหม่' จะเป็นที่ชื่นชอบของครูเป็นจำนวนมาก
ปัจจุบันทฤษฎีบทแฟร์มาต์ และทฤษฎีสี่สี ได้รับการพิสูจน์ด้วยคอมพิวเตอร์
ในหลายกรณี ซึ่งอาจจะดูว่าเป็นการล้ำสมัย แต่จะมีคนเป็น จำนวนน้อยนิดที่เข้าใจ และผู้เขียนยังสงสัยว่า
จะมีใครสักคนหรือไม่ที่จะยอมรับว่ากรณีต่างๆ เหล่านั้นเป็นข้อ พิสูจน์ที่สละสลวย


ด้วยการกำจัดแนวคิดเกี่ยวกับการพิสูจน์ออกไป
เราได้สูญเสียความเข้าใจอย่างแท้จริงไปในระดับหนึ่ง เป็นการง่ายเกินไปที่จะกล่าวอย่างสั้นๆว่าสูตรหรือความคิดมาจากไหน
โดยไม่ได้แสดงเหตุผลอันควร ผลก็คือนักเรียนก็ยังคงอยู่ในความมืดและยังคงถูกทำให้เชื่อว่าสูตรถูกดึงออกมาจากหมวกนั่นเอง
เราสามารถที่กล่าวอย่างจริงใจได้หรือไม่ว่าการศึกษาคณิตศาสตร์ประสบความสำเร็จ ผู้เขียนไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น
คณิตศาสตร์บริสุทธิ์เป็นจำนวนมากมีประโยชน์ในการนำไปใช้หลังจากที่ได้เรียนมาแล้วเป็นเวลาหลายปี
ฉะนั้นอะไรที่เกี่ยวข้อง ณ เวลานี้จึงดูไม่เกี่ยวข้อง เป็นที่น่าเสียใจว่านักเรียนของเราไม่ค่อยได้รับการปลุกเร้าอย่างดีพอในเรื่องนี้


บางทีผู้คนในชุมชนคณิตศาสตร์อาจไม่ต้อง
การปรับเปลี่ยนมากนัก
'ความเห่อทางวิชาการ' มี
คำตอบให้เป็นจำนวนมาก ผู้เขียนจบการศึกษาจาก ชั้นเรียนที่มีนักเรียน
13 คน ซึ่งฟังแล้วดูดีกว่าชั้นเรียน ที่มี 130 คน การที่ไม่ให้คนส่วนใหญ่ได้แตะต้องคณิตศาสตร์
ทำให้สถานะของคนส่วนน้อยประสบความสำเร็จเพราะได้เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ แท้จริงแล้วชุมชนคณิตศาสตร์ไม่ได้ช่วยตัวเองได้สักเท่าไร
อย่างไรก็ดีในฐานะนักคณิตศาสตร์ด้านการศึกษา เราควรพยายามส่งเสริมให้นักเรียนได้ลิ้มลองความคิดใหม่ๆ
ได้มองเห็นความงดงามที่มีอยู่ในผลเฉลยอันประณีตนั้น


ผู้เขียนใคร่จะขอให้ผู้ที่กำหนดหลักสูตรเปิดโอกาสให้ได้ใช้วิธีสอนคณิตศาสตร์ด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป
เพราะเราไม่ต้องการเข้าสู่ศตวรรษที่
21 ด้วยการเรียนคณิตศาสตร์ที่น่าเบื่อหน่าย ดังที่เป็นอยู่ในหลักสูตรปัจจุบัน
เราจะต้องใช้วิธีที่สดชื่นกว่านี้ ซึ่งไม่ใช่ของง่าย แต่มีค่าควรแก่การทำ
คณิตศาสตร์ เกิดขึ้นจากคนแล้วเหตุไฉนนักเรียนจึงไม่ค่อยได้ค้นคิด อะไรเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขาเลย
แน่นอนว่าเวลามีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เวลาไม่ใช่คำตอบที่น่าพอใจอีก ต่อไป เราจะต้องมีเวลาที่จะปล่อยให้ความรู้สึกซึมซับ
ทางคณิตศาสตร์ได้ค่อยๆพัฒนา ไม่ใช่สัมผัสแต่เพียงผิวเผิน
คณิตศาสตร์ไม่จำเป็นต้องมีการนำไปใช้โดยตรง คำประพันธ์ยังเกิดขึ้นเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงใจ
คณิตศาสตร์ก็ควรจะเป็นเช่นเดียวกันได้ คือเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงใจ
Bertrand
Russell (Russell1, 1917) สรุปด้วยคำกล่าวว่า 'คณิตศาสตร์ ถ้ามองอย่างเป็นธรรมแล้วไม่เกี่ยวข้องเฉพาะความจริง เท่านั้น แต่ยังมีความงดงามอย่างยิ่งด้วย'


ส่วนใหญ่แล้วคณิตศาสตร์ในโรงเรียนไม่ค่อย
ได้ใช้ประโยชน์นอกเสียจากเพียงเพื่อให้ผ่านการสอบ และผู้เขียนเชื่อว่าครูเป็นจำนวนมากน่าจะผิดหวัง
ถ้าสิ่งนี้เป็นเหตุผลสำคัญสำหรับการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียน ฉะนั้นการที่ยินยอมให้นักเรียนได้
ลิ้มลองคุณค่าในเนื้อแท้ซึ่งนักคณิตศาสตร์มีความรู้สึก ว่า สิ่งนี้จะช่วยพวกเขาให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดได้ดีขึ้นและช่วยลดความกลัวที่มีอยู่ได้
ถึงแม้ว่าผู้เขียน มิได้ต่อต้านเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ก็ไม่จำเป็นที่เทคโนโลยีเหล่านี้จะต้องเข้าสู่โรงเรียนในระดับชาติโดยสิ้นเชิง
ซึ่งถือกันว่าจะช่วยการเรียนของนักเรียน ยังมีเวลาอีกมากในระดับมหาวิทยาลัยที่จะใช้เครื่องจัดการสัญลักษณ์
แต่น่าเสียดายที่มาตรฐานดูเหมือนจะอยู่ในระดับพื้นฐานเท่านั้น ที่ชัดเจนที่สุดคือพื้นฐานทักษะพีชคณิตเบื้องต้น
ซึ่งเป็นประโยชน์ในการพิสูจน์ในหลายกรณี


ความกลัวคณิตศาสตร์เกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว
จงอย่าทำให้คนรุ่นต่อไปในอนาคตเกิดการผิดพลาดในการเรียนคณิตศาสตร์ในทางที่ถูกที่ควรอีกต่อไป
คณิตศาสตร์มิใช่เพียงแค่การสร้างองค์ความรู้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างเจตคติ และความเชื่อต่างๆด้วย
จนกว่าเมื่อไรที่เราจะสามารถ เปลี่ยนความคิดให้เป็นเช่นนี้ได้
คณิตศาสตร์จะเป็นวิชาสำหรับคนหมู่น้อยเท่านั้น




เก็บความจากเรื่อง
Macleod, N. Grant. (
1998, March). “Time for a Change,” Mathematics in School.
คัดลอกจากจดหมายข่างออนไลน์ของ สสวท.






Free TextEditor




 

Create Date : 16 เมษายน 2554    
Last Update : 16 เมษายน 2554 18:10:30 น.
Counter : Pageviews.  

เหยื่อของโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

พงศธร มหาวิจิตร
ครูโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สระบุรี



เทศกาล แห่งการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Education Testing : O-NET) เวียนมาถึงอีกครั้ง หลายโรงเรียนคงกำลังสาละวนวางแผนการติวข้อสอบกันวุ่นวาย โดยหวังว่าทำอย่างไรระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนจะไม่นำความขายหน้ามาสู่ โรงเรียน (โดยเฉพาะผู้บริหาร) ยิ่งปีนี้สำนักมัธยมฯ ประกาศกร้าวไว้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะต้องสูงขึ้นอย่างน้อย 4% ยิ่งลำบากใหญ่ โรงเรียนจะสั่งให้ครูพากันปล่อยเกรดให้เฟ้อแข่งกับค่าเงินบาทหรือก็คงจะไม่ ได้ ประเดี๋ยวผลเกรดเฉลี่ยไปค้านกับผลคะแนนระดับชาติแล้วจะตอบข้อสงสัยกันว่ายังไง...
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 1 ที่รัฐเริ่มกระจายอำนาจทางการศึกษา มีการวางระบบการตรวจสอบประสิทธิภาพการดำเนินงานของสถานศึกษาโดย สมศ. ตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนด้วยข้อสอบวัดผลระดับชาติโดย สทศ. และปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจากการเอ็นทรานซ์พร้อมกันทั้ง ประเทศครั้งเดียว มาเป็นการสอบ O-NET / A-NET จนถึง GAT/PAT ซึ่งสามารถสอบได้หลายครั้ง โดยหวังว่าจะลดความเครียดให้กับนักเรียน เกิดผลอย่างไรกับนักเรียน และโรงเรียนบ้างในวันนี้

นักเรียนยังคงต้องวิ่งกวดวิชากันเหมือนเดิม เสียเงินค่าสมัครสอบกันหนักขึ้น หนำซ้ำโรงเรียนซึ่งถูกบีบบังคับด้วยโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่ซัดกันลงมาเป็นทอด ๆ จำเป็นที่จะต้องทำให้นักเรียนของตนทำข้อสอบได้คะแนนสูง ๆ เพื่อรักษาหน้าตาของโรงเรียน เขตพื้นที่ สพฐ. และกระทรวง (เพราะเรื่องหน้าตาเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติของประเทศไทยอยู่แล้ว) เลยหันมาจัดการติวข้อสอบ O-NET กันอย่างเอิกเกริก ทั้ง ม.3 และ ม.6 ระบบกวดวิชาที่กระทรวงศึกษาธิการเคยประณามมาตลอดว่า เป็นตัวบ่อนทำลายกระบวนการเรียนรู้ที่ดี และเป็นระบบในห้องเรียน กลับกลายมาเป็นสิ่งที่ยอมรับกันอย่างหน้าชื่น หลายโรงเรียนเลิกสอนหนังสือเลยในเดือนกุมภาพันธ์ และหันมาติวข้อสอบกันอย่างเดียว โรงเรียนไหนที่ทุนทรัพย์น้อยหน่อย ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูผู้สอนนั่นแหละเป็นผู้ติว โรงเรียนไหนทุนทรัพย์หนาหน่อย ก็ว่าจ้างทีมกวดวิชาอาชีพมาสอนกันเลย สนนราคาตามจำนวนผู้เรียน จำนวนชั่วโมง ระดับชื่อเสียงของทีมงาน รวมทั้งศักยภาพในการจ่ายของโรงเรียน หากโรงเรียนสามารถหางบประมาณอื่นมาใช้ดำเนินการจ้างก็พอทำเนา แต่หากต้องมาเบียดบังเอาจากงบรายหัวของนักเรียนก็น่าสงสารเป็นที่สุด ปรากฏการณ์เหล่านี้ สะท้อนอะไรหรือ...

ผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านระบบการสอบวัดผลระดับชาติ (National Test) เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว สำหรับระบบการศึกษาแบบอิงมาตรฐาน (Standard-based Education) ซึ่งต้องมีการตรวจสอบคุณภาพการศึกษา เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการคิด และแนวดำเนินงานของหน่วยงานการศึกษาของ สพฐ. ที่แก้ปัญหากับเยาวชนของชาติแบบศรีธนญชัย ทั้งที่ทุกคนก็รู้ และยอมรับว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่แท้จริงคือ การตั้งใจ เอาใจใส่ มุ่งมั่นพัฒนาการสอนอย่างจริงจังเป็นระบบ แต่กลับมามุ่งหลอกลวงกันที่ค่าคะแนนสอบ (เพียงเพื่อจะกลบซ่อนความผิดพลาด)


สาเหตุที่การศึกษาไทยมีปัญหาส่วนใหญ่มาจากการแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ทำทีละชิ้นส่วนแยกย่อย ขาดการประสานสัมพันธ์กัน ทำให้หมดเงิน แต่ไม่เกิดมรรคผลเป็นชิ้นเป็นอัน หากต้องการจะยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้ได้ผลจริง และยั่งยืน ก็ต้องเริ่มต้นที่สาเหตุของปัญหา มิใช่มามองแต่ตรงผลลัพธ์ที่อยากให้เป็น ผู้เขียนเป็นครูระดับปฏิบัติการ ซึ่งได้สัมผัส และมองเห็นประเด็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่รัฐยังไม่ได้ ดำเนินการแก้ไข (ให้สิ้นซาก) จึงขอนำเสนอมุมมองแนวทางจัดการกับปัญหา ดังนี้
1.ต้องทำโรงเรียนให้เป็นโรงเรียน โรงเรียนต้องให้ความสำคัญกับ “การเรียนการสอน” เหนือสิ่งอื่นใด มิใช่ว่าพอหน่วยงานใดคิดโครงการอะไรขึ้นมา ก็มาลงที่โรงเรียน โรงเรียนกลายเป็นบ่อเกอะที่คอยรองรับทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องตอบสนองความต้องการจากทุกหน่วยงานที่ร้องขอมา
- สาธารณสุขอยากจัดอบรมเรื่อง โรคเอดส์ โรงเรียนก็ส่งนักเรียนเข้าอบรม...
- อบต./อบจ.อยากจัดกีฬาต้านยาเสพติด โรงเรียนก็ส่งนักเรียนเข้าแข่งขัน...
- วัดอยากจัดโครงการค่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต โรงเรียนก็ส่งนักเรียนเข้าค่าย...
- สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอยากให้ความรู้เรื่องสารพัดสารเพ โรงเรียนก็ส่งนักเรียนเข้าฟัง...
- ไม่เว้นแม้แต่บางโครงการของ สพฐ.เอง ที่สั่งให้ครูทิ้งห้องเรียน เพื่อไปประชุม อบรม สัมมนา ประกวด นำเสนอผลงาน หรือเตรียมรับการประเมินสารพัดอีก
นักเรียนต้องอุทิศเวลาเรียนจำนวนมาก เพื่อสนองความต้องการของผู้หลักผู้ใหญ่ ประเด็นนี้ก็คงต้องมองระบบใหญ่ในแง่การบริหารงานราชการแผ่นดินว่าควรทำอย่างไร หน่วยงานต่างๆ จะไม่เข้าไปวุ่นวายกับโรงเรียนมากเกินไป เลิกเห็นนักเรียนเป็นกลุ่มลูกค้า (เหยื่อ) ในการทำงานของตนเอง แต่ควรให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนในสิ่งที่โรงเรียนร้องขอเท่านั้น อีกทั้ง ผู้บริหารโรงเรียนเอง ก็ต้องต้องตระหนัก และมีจุดยืนในบทบาทหน้าที่ของตนเสียก่อน นั่นคือ “มุ่งจัดการเรียนการสอน”

2.คืนครูสู่ห้องเรียน รัฐอ้างว่ามีโครงการคืนครูสู่ห้องเรียนแล้ว โดยจัดสรรพนักงานธุรการให้โรงเรียนละครึ่งค่อนคน สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก (1 คน ให้วิ่งรอก 2-3 โรงเรียน) และ 1 คน สำหรับโรงเรียนขนาดใหญ่ แต่เนื่องด้วยสถานะลูกจ้างชั่วคราวที่ไม่อาจรับผิดชอบทางการเงิน และพัสดุได้ คนลงนามรับผิด (ซึ่งมักไม่ค่อยมีโอกาสได้รับชอบ) ก็ยังคงต้องเป็นครูประจำการอยู่ดี ครูหลายคนก็เลยเลือกที่จะทำงานนั้นเสียเองดีกว่าที่จะต้องไปลงชื่อรับผิด (ชอบ) ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้รู้ ไม่ได้ทำมาเอง สุดท้ายพนักงานธุรการเหล่านั้น ก็เป็นได้เพียงเสมียนพิมพ์ดีด เด็กชงกาแฟ เด็กเดินเอกสาร และโอเปอเรเตอร์หน้าห้องผู้อำนวยการเท่านั้น ครูก็ยังไม่ได้ถูกคืนสู่ห้องเรียนตามจุดมุ่งหมายสักที ประเด็นนี้ผู้เขียนขอเสนอแนะทางออก (แบบไม่ต้องจ้างใครเพิ่ม และไม่ต้องไล่ใครออก) ว่า ให้ยุบสำนักงานเขตพื้นที่ ทั้งประถม และมัธยม ให้เหลือสภาพเพียงสำนักงานเล็ก ๆ แบบต่างประเทศ สพฐ.ทำการโอนเงินงบประมาณ และสั่งการถึงโรงเรียนโดยตรง แล้วกระจายให้เจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ที่อยู่บนเขตกว่า 200 เขตเหล่านั้น ลงมาทำหน้าที่เบิกจ่าย / ทำงานด้านเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่โรงเรียนเสีย เพื่อให้สามารถรับผิดชอบงานได้เต็มที่ และครูจะได้กลับไปสอนหนังสือให้เต็มที่ ตามหน้าที่หลัก

3.ยุบขนาดห้องเรียนให้เล็กลง เพื่อครูจะได้ดูแลได้ทั่วถึง ไม่มีห้องเรียนประเทศใดจะใหญ่โตเท่าห้องเรียนไทย ครู 1 คน ต้องควบคุมดูแลนักเรียนถึง 50 คน หรือมากกว่านั้น สอนสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมง แถมยังถูกสั่งให้เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ วิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล เยี่ยมบ้านนักเรียนครบ 100% โดยไม่ผูกพันเรื่องงบประมาณ (หรือไม่รับผิดชอบนั่นเอง) ผู้เขียนว่า อย่างเก่งครูก็คงทำได้แค่สร้างหลักฐานเท็จมาหลอกกันเท่านั้น หากรัฐยังสั่งการโดยไม่มองโลกแห่งความเป็นไปได้จริง ก็ป่วยการจะไปดิ้นรนหานวัตกรรมต่าง ๆ ที่ว่าดีเลิศของชาติไหน ๆ มาใช้ เพราะบริบทห้องเรียนเราต่างกับเขาลิบลับ นวัตกรรมที่มีคุณค่าหลายอย่างที่ไทยนำเข้ามาแล้ว กลับเป็นได้เพียงแนวคิดสวยหรูของห้องเรียนในอุดมคติที่ใช้ไม่ได้จริง เพราะด้วยจำนวนผู้เรียนในห้องที่มีมาก วิธีสอนที่ได้ผล และสามารถบริหารจัดการห้องเรียนให้เป็นระเบียบได้ดีที่สุด ก็คือ “การบรรยาย (lecture)” และจะเอาเวลาตรงไหนไปเน้นผู้เรียนเป็นรายบุคคล หากครูยังต้องแบกภาระหนัก และทำงานสารพัด ด้วยค่าตอบแทนต่ำราวกับชนชั้นกรรมาชีพเช่นนี้ รัฐจะไปหวังเอาคุณภาพมาจากไหน พูดแบบแนวคิดทุนนิยม ก็คือ “ลงทุนแค่ไหนก็ได้ผลแค่นั้นแหละ”

รัฐบาลได้ดำเนินการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ มาได้ถูกทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปหลักสูตร การปรับปรุงกระบวนการผลิตครู การพัฒนาส่งเสริมศักยภาพครู การส่งเสริมวิทยฐานะ และค่าตอบแทนวิชาชีพ (แม้เรื่องหลังนี้ จะต้องไปปรับกระบวนการประเมินให้โปร่งใส ชัดเจน และเป็นระบบกว่านี้อีก) หากรัฐสามารถจัดการกับอุปสรรคใหญ่ที่เหลืออยู่ข้างต้นได้จริง การศึกษาไทยก็คงเข้ารูปเข้ารอยได้ในไม่ช้า แต่ตราบใดที่ยังแก้ปัญหา 3 ข้อนี้ไม่ได้ คุณภาพการศึกษาก็คงพัฒนาขึ้นได้ยาก ยิ่งไปพยายามคิดโครงการปลีกย่อยอื่นขึ้นมา ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้ครู และดึงครูออกห่างนักเรียนมากขึ้น กลายเป็นยิ่งแก้ยิ่งยุ่งเหมือน “ลิงแก้แห”

ผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นเพียงภาพสะท้อนของปัญหาเท่านั้น ถ้าทุกฝ่ายยังมุ่งแก้ภาพมากกว่าแก้ปัญหา ผู้ที่ต้องตกเป็นเหยื่อ ก็คือ นักเรียนตาดำ ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อันใด วันใดที่รัฐสามารถบริหารจัดการให้ครูได้ใช้เวลาทุ่มเทกับการสอนในห้องเรียน อย่างเต็มที่ วันนั้นโรงเรียนก็ไม่จำเป็นต้องกลัวการถูกตรวจสอบอีกต่อไป ไม่ว่าจะด้วยข้อสอบ NT, O-NET, LAS, PISA หรือสารพัดข้อสอบใดๆ.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=
656&contentId=118093




 

Create Date : 10 เมษายน 2554    
Last Update : 10 เมษายน 2554 22:35:26 น.
Counter : Pageviews.  

1  2  3  4  5  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.