kruaun
Location :
สุรินทร์ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




“อาจารย์ของพระอรหันต์ ยังไม่จำเป็นต้องเป็นพระอรหันต์เลย ดังนั้น อย่ากังวลเลย หากเราคิดว่าเราเก่งไม่พอที่สร้างลูกศิษย์เก่งๆ ขอเพียงแต่เรามีกระบวนการพัฒนา ส่งเสริม และให้โอกาสเขาอย่างเหมาะสม และถูกวิธี ให้เขาเติบโตเต็มศักยภาพที่ดี”---รศ. ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จากหนังสือแด่เมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต

****************************

No one can make you feel inferior without your consent. by Eleanor Roosevelt.

ไม่มีใครสามารถทำให้คุณรู้สึกต้อยต่ำได้...
ถ้าคุณไม่ยินยอม (เอลานอร์ รูสเวลต์)

**************************

ครูอั๋น...นฤพนธ์ สายเสมา
ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนประสาทวิทยาคาร
จังหวัดสุรินทร์

--------------------------------

"ชีวิตนี้ลูกยกให้พวกเขา...แต่ชีวิตหน้าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาและพวกมันทำไว้กับลูก ลูกขอเอาคืน!"
---วรดา/ด้วยแรงอธิษฐาน/กิ่งฉัตร

รู้นะว่าถ้าเอาความแค้นนำทางมันไม่ดี...
แต่บางทีถ้าตั้งใจว่าจะต้องดีกว่า ดีกว่า...
มันก็เหมือนเป็นแรงขับให้เราก้าวหน้าได้เช่นกัน

แค่ตั้งใจทำดีก็แล้วกัน

+++++++++++++++++++++++++++++

มีคนเคยถามว่า "ทำไมมาเป็นครู"
คำตอบที่ผมภูมิใจและตอบได้อย่างเต็มปากที่สุด คือ
"ผมอยากเป็นครู เลยเลือกมาเป็นครู"


* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

"เจ้าเป็นคนพูดเองนะว่า อำนาจมันมาแล้วมันก็ไป แล้วเจ้ายังจะแสวงหามันทำไมเล่า"
---เศกขรเทวี เพลิงพระนาง

๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗๗

สัจธรรมง่ายๆ ที่ใครๆ ก็พากันทำไม่ได้

ถ้าอยากมีชีวิตที่เลวลงอย่างคิดไม่ถึง
คุณแค่หมั่นทำเลวที่ไม่เคยแม้จะอยู่ใรความคิด

หากปรารถนาชีวิตที่ดีขึ้นอย่างคิดไม่ถึง
คุณต้องทำดีมากกว่าที่คิดว่าตัวเองจะทำได้

มีชีวิตที่คิดไม่ถึง/ดังตฤณ
----------------เริ่มนับ 30 เม.ย.53----------------- free counters ===== Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-ShareAlike 3.0 Thailand License.
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add kruaun's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 

เที่ยวสุรินทร์กัน ครูอั๋นนำเที่ยว

พี่นุ้ย วันดี ณัฐ เอก และีอีกหลายๆ คนบอกว่าให้เขียนหนังสือขายได้แล้ว
ตอบไปว่า คงไม่สามารถขนาดนั้น
พี่นุ้ยเข้ามาอ่านบล็อกแก๊งแล้วให้คำแนะนำว่า
“เขียนบล็อกนำเที่ยวเลย เริ่มที่สุรินทร์ก่อน”

เก็บความคิดนั้นมาคิดอยู่หลายวัน


วันนี้ไปไว้พระ กับขับรถวนไปวนมาในเมืองกับน้อง
แล้วก็นั่งคิดตอนกลับมาคนเดียวว่า…ถ้าจะเริ่ม ก็คงต้องเริ่มเลย

ครับผม…เริ่มเลยครับ

ผมจะพาเที่ยวสุรินทร์แบบมือสมัครเล่นครับ
เพราะ…
๑. ผมไม่ใช่คนสุรินทร์โดยกำเนิด
๒. เหตุผลที่จะนำเที่ยวเพราะรักที่จะเที่ยว
๓. ภาพถ่ายที่ถ่ายไว้มีพอสมควร สวยบ้างไม่สวยบ้างก็จะให้แบ่งให้กันดูครับ
๔. จะได้บังคับตัวเองให้ไปในที่ที่ยังไม่ได้ไปในสุรินทร์ (ประเด็กนี้สำคัญทีุ่สุด)

ดังนั้น ขอนำชมสุรินทร์กันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเลยนะครับ

เข้าไปเล่นได้ที่ http://tripsurin.wordpress.com/

ติชมได้ เสนอแนะได้ บอกได้ว่าอยากไปไหน แล้วไปด้วยกันก็ได้ครับ

Click to play this Smilebox slideshow
Create your own slideshow - Powered by Smilebox
Create a free slideshow




 

Create Date : 03 มกราคม 2554    
Last Update : 3 มกราคม 2554 22:03:53 น.
Counter : 440 Pageviews.  

เที่ยวสุรินทร์กันดีกว่า: ทานตะวันบานที่เทคโนฯ สุรินทร์








ทานตะวันบานที่เทคโนฯ





เสาร์ที่ผ่านมามีคนชวนไปดูทานตะวันบานที่เทคโนฯ เอ...เทคโนปลูกทานตะวันด้วยหรอ??? ไปดูหน่อยก็แล้วกันครับ

อ่อ...เทคโนฯ ที่ว่านี่คือ "มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์" ครับ
เทคโน คู่กับเทคนิค ไงครับ


ขับรถออกจากเมืองสุรินทร์ตามเส้นทางสาย ๒๑๔ ไปทางอำเภอปราสาท เทคโนฯ จะตั้งอยู่ซ้ายมือ เลย ราชภัฏฯ ไปนิดนึง
หรือถ้ามาจากปราสาทก็จะอยู่ขวามือ กลับรถเข้าเทคโนฯ ได้เลย

ผ่านป้าย และยาม จะพอทุ่งทานตะวันขนามย่อมๆ ทางซ้ายมือ
ดอกทานตะวันใหญ่มากครับ




ทานตะวันบานที่เทคโนฯ สุรินทร์

ใกล้ๆ กันก็จะมีไร่ข้าวโพด มีต้นเข้าฟ่างด้วย...ไม้ได้เห็นนานแล้ว


ไร่ข้าวโพด กำลังจะต้มกินอร่อย อิอิ


ข้าวฟ่าง...เคยเห็นกันหรือเปล่าครับ


เลยไปก็มีไร่หม่อน


มองไปทางขวา มีสวนยาง


และเลยสวนยางไปนิดนึงจะเห็นสวนกระเจี๊ยบแดง ใกล้กันจะมีไร่ทานตะวันแคระ...ทานตะวันพันธุ์เตี้ย...อยู่แปลงเล็กๆ

ผมว่าตรงนี้แหละที่น่าดูที่สุด
ทานตะวันเต็มทุ่งที่สระบุรี ลพบุรีก็เห็นมาแล้ว
ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ที่เทคโนฯ (แต่สวยนะ)

มาเห็นเจ้าทานตะวันแคระนี่แหละ...ตื่นเต้นจริงๆ
น่ารักๆ


ต้นเล็ก...ดอกเพียบ


เป็นแถวเป็นแนวดีมาก


ดอกก็สวยนะครับ ตรงกลางจะนูนออกมามากเป็นพิเศษ


หนึ่งต้นมีหลายดอก...น่าเอามาปลูกที่บ้าน


พอขับรถเล่นเข้าไปข้างใน ไปถึงที่เลี้ยงช้าง...แต่ไม่ได้ลงเพราะน่าจะไม่มีอะไรดู
ขับรถกลับออกมาผ่านสวนพรรณไม้ในวรรณคดี (อยากจะเรียกอย่างนั้น)
ผ่านพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง อ่านเป็นเห็นเขียนว่า "มะลุลี"
โอ้ย...ฉันอยากเห็นมานานแล้ว
ร้องแต่เพลง "ใต้ร่มมะลุลี" หากินมาหลายรอบ ไม่เคยเห็นต้นเป็นๆ สักที


เอาเวอร์ชั่นนี้แล้วกัน นักร้องวัยรุ่น (สมัยนั้น) ร้องเพลงเก่า
และผมโตมากับเวอร์ชั่นนี้


เคยถามคุณแม่ ท่านก็ตอบว่าเป็นไม้เลื้อย...อาจจะปลูกไว้บนโครงเหมือนบวกกระดังงา ก็คิดภาพไม่ออก
แต่จริงๆ เป็นไม้พุ่มครับ


พุ่มมะลุลี


ดอกมะลุลี


ไม่น่าเชื่อว่าในเทคโนฯ สุรินทร์ก็มีอะไรให้ดูตั้งหลายอย่าง
ว่างๆ แวะไปเที่ยวนะครับ

อ่อ...เมื่อผ่านยามเข้าไปทางขวา จะมีต้นไม้ขนาดต่างๆ กันขึ้นเยอะ
ตรงนี้ก็ถ่ายรูปสวยนะครับ (แต่ผมไม่ได้ลงถ่าย)
ถ้าว่างก็แวะไปเล่นกันได้นะครับที่
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์
เทคโนฯ สดใสจริงๆ ครับวันนี้


จามจุรีต้นใหญ่ใกล้กับสวนพรรณไม้ในวรรณดคี ร่มรื่นน่านั่งครับ



ตามไปดูรูปอื่นๆ ที่ http://www.facebook.com/album.php?id=100000819926742&aid=28429






 

Create Date : 28 ธันวาคม 2553    
Last Update : 28 ธันวาคม 2553 0:55:35 น.
Counter : 1516 Pageviews.  

สบายดีหลวงพระบาง ภาคเช้า





ginvoradxkdsh;p c0;’s^;’rt[k’ g,nv’s^;’rt[k’
lkmk]tot]afxt-kmy[xtw8xt-k-qo]k;


lt[kpfu muj s^;’rt[k’




เรือนพักปากห้วย
แขวงหลวงพระบาง เมืองหลวงพระบาง
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๐



กราบเท้า คุณพ่อคุณแม่ที่เคารพ
ถึง... เพื่อนๆ ที่รักทุกคน


วันนี้เป็นวันที่ 2 แล้วที่อยู่ในประเทศลาว แต่ถ้าจะนับไปจริงๆ วันนี้เป็นวันแรกที่อยู่ที่หลวงพระบางอย่างจริงๆ จังๆ เอาเป็นว่านับเป็นวันที่ 2 ก็แล้วกันนะครับ เพราะเป็นวันที่ 2 ที่มาเที่ยว วันนี้มีกำหนดการที่คุยกันคร่าวๆ ว่าจะเที่ยวในเมือง ชมเมืองหลวงฯ ตามหนังสือที่ได้อ่านมา ตามกันไปดูว่าของจริงๆ เขาเป็นยังไง

อาจจะเป็นเพราะไม่คุ้นสถานที่ หรือเพราะว่าเพื่อนร่วมห้องตื่นเร็วมาก เลยต้องตื่นด้วย ตั้งแต่ 6 โมงกว่าๆ อาบน้ำเสร็จแล้วก็เลยออกไปเล่นหน้าบ้านพัก แล้วเห็นภาพที่ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลวงฯ คือ พระสงฆ์บิณฑบาตเป็นแถวยาว และชาวเมืองหลวงฯ ผู้ชายก็ยืนตักบาตร ผู้หญิงก็นั่งตักบาตร แต่งกายด้วยชุดพื้นเมือง

ตื่นเต้นมากครับที่ได้เห็นภาพนั้น สวยงามสมกับที่ใครๆ อยากมาดู


<


บรรยากาศยามเช้าของชาวเมืองหลวง


พูดเรื่อง “ตักบาตร” แล้วก็ให้คิดถึงที่ครูภาษาไทยสอนไว้ ว่า ตักบาตร มี ร หรือไม่มี นักเรียนต่างก็พากันถกเถียงกันเป็นการใหญ่ แล้วครูก็เฉลยง่ายๆ ว่า ถ้าตักนักเรียนต้องรอพระ ดังนั้น ตักจึงต้อง ร จึงเขียนมี ร คือ “ตักบาตร” ส่วนพระท่านมาบิณฑบาต ท่านไม่ต้อง ร บาตรท่านจึงไม่ต้อง ร
โหยครูผม สุดยอด...แต่ผมจำไม่ได้ว่าเรียนมากับครูท่านไหน...เอาเป็นว่าครูภาษาไทยก็แล้วกันครับ
เรื่องขำๆ ของการชมการตักบาตรที่เมืองหลวงฯ ก็มีอยู่ว่า ด้วยความที่ผมเองตื่นเต้นกับภาพที่เห็น ทำให้ไม่ได้สนใจว่าใครเป็นผู้ตักบาตร รู้แต่ว่าชาวบ้านเขาตักบาตรกันสวยงามดี และไม่อยากรบกวนการดำเนินชีวิตของเขา จึงได้แต่ยืนดูและถ่ายรูปอยู่ห่างๆ แต่วันต่อมาพี่เนี่ยวตื่นทันได้มาถ่ายรูปเดียวกันนี้ และพบว่ามีสาวงามนางหนึ่งตักบาตรอยู่ และพี่เนี่ยวก็วนเวียนไปถ่ายรูปสาวเจ้าทุกเช้า พอกลับมาดูรูปตัวเอง ปรากฏว่ามีแต่รูปคุณยายบ้านใกล้เฮือนพักที่ไปตักบาตร ไม่ปรากฏว่ามีสวยงามคนใดอยู่ในรูปแต่อย่างใด แย่ครับแย่...

สาวงามที่ว่า...งามบ่???


จากนั้นก็นั่งรอพี่ปานกับพี่เนี่ยวที่หน้าเรือนพัก พบนักท่องเที่ยวชาวไทย กับชาวต่างชาติ 2 – 3 คน พูดคุยกัน ปรากฏว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เป็นช่างภาพมืออาชีพ มาจากเมืองไทย รู้สึกว่าจะมาจากเชียงราย นั่งเครื่องบินหรือนั่งเรือมาก็ไม่รู้ เขาขอดูภาพของผม และบอกว่าผมถ่ายภาพสวยดี และยังถามว่า ผมเป็นช่างภาพหรือ ผมก็ตอบเขาว่าเปล่า ถ่ายเล่นๆ แล้วถามที่มาที่ไปกัน
ฝรั่งคนนี้ยังถามผมว่า มาจากส่วนไหนของเมืองไทย ผมก็ว่ามาจากสุรินทร์ เขาก็ถามว่าสุรินทร์มีอะไรน่าสนใจบ้าง ผมตอบว่า มีงาน (เลี้ยง) ช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก ฝรั่งทำท่าตกใจ แล้วถามผมว่า คุณเคยไปดูงานช้างที่ฟิจิมาแล้วหรือ ที่... ล่ะ ได้ยินอย่างนั้นเราก็น่าเสีย ฝรั่งก็หัวเรา แล้วบอกผมว่า “I’m just joking” เล่นเอาฮาไปตามๆ กัน
แล้วผมก็ลุกไปดูแม่น้ำโขงยามเช้า เมื่อคนนี้ได้ยินแต่เสียงน้ำไหล ไม่ได้เห็นอย่างเต็มๆ ตา ก็เลยออกมาดู แม่น้ำกว้างมากครับ มองข้ามฝั่งไปอีกฝั่ง น่าจะคือแขวงไชยะบุรี มองไปเห็นแต่ป่ารก เขียวชอุ่ม มีชุมชนเล็กๆ อยู่ร่วมกับป่า ความนึกคิด ความทรงจำเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยวนมาในสมอง บอกตัวเองว่า “นั่นมันประเทศไทยชัดๆ นั่นคือที่ของประเทศไทยจริงๆ ที่เป็นของเรา” เพราะฝรั่งเศสยืดครองแล้วบอกว่าเอาสันปันน้ำเป็นตัวแบ่ง ทั้งๆ ที่เราแบ่งกับลาวโดยใช้แม่น้ำโขงมาแต่ไหนแต่ไร แต่เขามาเอาแผ่นดินเราไป
คิดแล้วเศร้า... แต่มาทบทวนดูอีกที ก็บอกตัวเองว่า “อืม...ดีแล้วล่ะที่ฝรั่งเศสยึดเอาดินแดนส่วนนี้ไป เพราะไม่อย่างนั้นสภาพของหลวงพระบางคงไม่หยุดนิ่งอย่างที่เป็นอยู่นี้แน่ และไม่แน่ว่าอาจจะไม่ได้เป็นมรดกโลกด้วย”
เฮ้อ...พี่ไทยพาความเจริญไปด้วยเสมอ ทั้งๆ ที่บางที่ไม่ได้ต้องการความเจริญขนาดนั้น บางแห่งยังต้องการความหยุดนิ่ง ให้ชีวิตดำเนินไปเรื่อยๆ เหมือนคืนวันจะไม่มีวันเปลี่ยน

พอคณะทัวร์ลงมาจากเรือนพักแล้ว ก็ออกไปเดินตลาดสดกันตอนเข้า ซื้อเนื้อควายแดดเดียวกับขนมนิดหน่อย แล้วก็ไปกินกาแฟกันที่ร้านกาแฟ xit-koypq, เป็นกาแฟโบราณ กินกับขนมปังฝรั่งเศส แล้วก็สั่ง “ข้าวเปียก” เช้าๆ แบบนี้ถ้าได้กินข้าวต้มกับกาแฟน่าจะดีนะ แต่พอสาวน้อยชาวลาวเอาข้าวเปียกที่สั่งมาส่ง อ้าว...มันกลายเป็นเส้นๆ เหมือนก๋วยจั๊บบ้านเราเสียนี่ ก็เลยถามสาวลาวรายนั้นว่า อ้าว...ไม่ใช่เป็นข้าวหรือ สาวน้อยรายนี้ก็ตอบว่า “อันนั้นเรียกข้าวเปียกข้าว ส่วนอันนี้เรียกข้าวเปียกเส้น จะให้เปลี่ยนให้บ่” ผมก็ว่าไม่เป็นไรหรอกครับ กินได้อยู่




ร้านกาแฟประชานิยม ตั้งชื่อได้ดีและเก๋มากครับ



นั่งอยู่ร้านตามเวลาอันสมควรแล้วก็จะเตรียมลุกไปเที่ยวกันแล้ว...

ตามต่อแล้วกันนะครับผม




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2553    
Last Update : 28 ธันวาคม 2553 0:49:44 น.
Counter : 403 Pageviews.  

หนีเที่ยวดีกว่า... ภาค 3/2 จำปาสักอันงดงาม ตอน น้ำตกแห่งจำปาสัก






ตะวันลับฟ้าที่ริมโขงก่อนข้ามไปเมืองดอนโขง (ดอนของ) เพื่อที่พัก


บรรยากาศเรือนพัก


คืนนั้นเราพักกันที่เรือนพักดอนโขงข้างใน ไม่ได้ติดโขง บรรยากาศใช้ได้
คุณแม่ (คุณป้า) ที่เป็นเจ้าของน่ารักมาก

ตอนเช้าเราแวะไปลาคุณแม่ที่เรียนพักดอนของที่ติดโขง กินกาแฟ ขนมปัง
แล้วจึงเดินทาง


กาแฟ...รสชาติก็ใช้ได้นะ


วันนี้จะพาเที่ยวน้ำตกสองสามแห่งในจำปาสักครับ
ด้วยเวลาอันจำกัดได้ไปเพียงเท่านี้เอง

แห่งแรก...คอนพะเพ็ง


ป้ายน้ำตก


คอนพะเพ็ง เหมือนเป็นแนวหินที่กั้นแม่น้ำโขง
เขาว่าต้องไปดูช่วงน้ำน้อย เพราะจะทำให้เห็นแก่งต่างๆ




คอนพะเพ็ง


บรรยากาศจะเต็มไปด้วยเสียงอันดังของสายน้ำที่ไหลแรง
บริเวณศาลาที่เป็นจุดชมวิว
ตากล้องชาวลาวจะทำให้คุณเหมือนดาราดัง

แต่ความน่ารักอย่างหนึ่งคือ เขาไม่ทำลักษณะคนไทย
คือ ไม่ถ่ายแล้วพิมพ์แล้วให้เราเลือก
แต่เขาจะให้เราดูจากกล้องเขาเลย แล้วพยายามขอร้องให้เราเอา
ถ้าไม่เอาก็แล้ว

ก่อนกลับไปอีกที่...มาฝึกอ่านภาษาลาวกันครับ


อ่านออกไหมครับ


ส่วนอีกอย่างหนึ่งที่นี่ ทำให้เมืองไทยเสียหายมาก
นั่นก็คือ ความมือบอนของนักท่องเที่ยวไทย
จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ทำให้ผมอายคนแถวนั้นเหมือนกัน



ใครหนอช่างมือบอน



ไปน้ำตกที่มีฉายาว่า "ไนแองการ่าแห่งเอเชีย" กันครับ

ตาดผาส้วม

ไม่บรรยายแล้วกันครับ ดูภาพกันเอาเอง


แจ่มมาก


สวยมาก


จากนั้นเราก็ข้ามสะพานแบบนี้ ไปยังอีกฟาก เพื่อจะเดินเที่ยวหมู่บ้านวัฒนธรรมชนเผ่าของเขา


จะข้ามไปได้ไหมเนี้ยะ???


ที่หมู่บ้านนี้จะมีชาวบ้านมาตั้งบ้าน และดำเนินชีวิตตามปกติ
เราะได้แวะคุยที่บ้านนี้นาน เพราะ เขารู้เรื่องเกี่ยวกับชนเผ่าดี
และพูดจาแสดงถึงการเป็นคนใฝ่รู้ ซึ่งผมชอบมาก


พี่สาวคนบน พูดเก่งมาก


คุณยายในภาพจะนั่งอย่างนี้ทั้งวันเพื่อทอผ้า
ซึ่งหูกทอผ้าก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย
แค่นี้เอง...

สวยดีเหมือนกันนะครับ


จากนั้นคณะจึงออกเดินทางไปยังน้ำตกอีกแห่งไกลออกไปอีก คือ
ตาดอีตู้

อีตู้ ทางอีสานบ้านเฮาก็คือ ควายตัวเมียนั่นเองครับ

ทำไมชื่อนี้...??? ไม่รู้เหมือนกันครับ

ชมภาพกันดีกว่า


ภาพถ่ายจากด้านบน


ทางลงตาด


ทางลงแบบไหนหรอ...แบบนี้ไงครับ


ทางลงสุดสูง


ตอนลงไม่เท่าไหร่หรอกครับ...คิดสภาพตอนเดินขึ้นครับ...
ขาเกือบอ่อน...เกือบไม่มีแรงทำอะไรต่อ


หายเหนื่อย


สวยมากมายน้ำตกนี้


ภาพหมู่ชาวคณะทัวร์


พอกลับขึ้นมาด้านบน เมื่อชมน้ำตก จะมีรุ้งด้วย


สวยดีนะ


ด้านบนของตาดจะมีไร่กาแฟด้วยครับ
ซึ่งผมเองก็พึ่งได้เห็นต้นกาแฟเป็นๆ ครั้งแรก
หลังจากกินกาแฟ (หนักๆ) มาหลายปี


ต้นกาแฟแบบเป็นๆ



พอกลับออกมาจากตาดอีตู้ เราก็เข้าไปพักกันที่จำปาสัก
คืนนั้นไปเที่ยวผับลาว
อยากไปชมการเต้น บัดสะลบ ของลาวเขา
แต่ปรากฏว่า พี่ไทยอีกคณะใหญ่ไปด้วย
ไปแสดงความไม่มีระเีบียบแบบไทยๆ ในผับลาว

แทนที่จะได้ดูสาวๆ ลาวเต้นบัดสะลบ
กลายเป็นว่าเหมือนตัวเองอยู่ในงานเลี้ยงส่งครูที่โรงเรียนยังไงยังงั้น

เฮ้ย...เซ็งคนไทย (ด้วยกันเอง) ภาคสอง

คืนนั้นด้วยความที่ทรัพย์จางแล้วเลยพักห้องพักเล็กๆ ถูกๆ พอนอนได้

เช้านั้นก่อนกลับเราไปสถานที่ที่เป็นคำตอบ คือ พระราชวังแห่งจำปาสักครับ
ปัจจุบันกลายเป็นโรงแรมไปแล้ว


พระราชวังแห่งจำปาสัก เมืองหลวงแห่งลาวใต้



เราจากจำปาสัก และกลับถึงแผ่นดินไทยโดยสวัสดิภาพ
เมื่อกลับถึงเมืองอุบลฯ เราซัดอาหารมื้อใหญ่มื้อแรกบนแผ่นดินไทย
ด้วยความคิดถึงเมืองไทย และอาหารไทย
เมื่อเรียกเก็บตังค์ เราจ่ายไป 245 บาท
มองหน้ากันแล้วขำๆ
เพราะมื้อแรกบนแผ่นดินลาว เราทานอาหารจานเดียว
ราคากว่า ๒๐๐,๐๐๐ กีบ หรือเกือบๆ ๕๐๐ บาท
ค่าครองชีพเขาแพงจริง

นี่แหละ...เที่ยวเพื่อหาประสบการณ์
และคำตอบเดิมๆ คือ

"ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา" ครับผม

แล้วจะพาไปเที่ยวอีกนะครับ

ตามชมภาพทั้งหมดที่
จำปาสักภาคธรรมชาติ http://www.facebook.com/album.php?aid=24384&id=100000819926742 และ จำปาสักภาควัฒนธรรม http://www.facebook.com/album.php?aid=24386&id=100000819926742
ที่เฟซบุ๊กครูอั๋นเลยนะครับ


ขอบคุณที่ตามอ่าน...




 

Create Date : 26 ธันวาคม 2553    
Last Update : 26 ธันวาคม 2553 1:17:53 น.
Counter : 731 Pageviews.  

หนีเที่ยวดีกว่า... ภาค 3/1 จำปาสักอันงดงาม ตอน วัดพู





จำได้ว่านักเรียนที่รักประวัติศาสตร์เหมือนผม ตอนนี้เรียนเอกสังคมศึกษาเคยถามผมว่า “อาจารย์ครับ จำปาสักเคยเป็นเมืองหลวงของลาวใต้ แต่ทำไมไม่เห็นมีพระราชวัง ทั้งๆ ที่เคยเป็นเมืองหลวง???”
ก็เลยสารภาพไปว่า แม้จะสนใจและได้ศึกษาประวัติศาสตร์ลาวบ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย ดังนี้เพื่อหาคำตอบดังกล่าว จึงต้องเดินทางไปจำปาสัก...เอ...รู้สึกว่าเหตุผลของการหนีเที่ยวไม่ค่อยเป็นสัจนิรันดร์เลยนะ ๕๕๕ ยอมรับก็ได้ครับว่าไม่เกี่ยวกัน
พี่ปานคนงามโทรมาราววันพุธ ถามว่า ปิดเทอมมีโปรแกรมเที่ยวไหน ก็เลยบอกว่ามี ๒ ทริป คือ อยุธยา กับเชียงคาน พี่ปานเลยเสนอ “ทริปจำปาสัก” ผมตอบตกลงโดยไม่คิดมากเลย ใจง่ายมากๆ แล้วเดินทางวันไหนล่ะครับ พี่ปานว่า “วันศุกร์” ๕๕๕ ชวนพุธไปศุกร์ ให้มันได้อย่างนี้ซี พับผ่า!!!


วันศุกร์ที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ เดินทาง


เก็บกระเป๋าเตรียมเดินทาง วุ่นวายด้วยการหาหนังสือเดินทางไม่เจอ แล้วต่อไปก็จะรู้ว่า หนังสือเดินทางนี่เองเป็นตัวปัญญหาแรกของการเดินทาง

ออกเดินทางเย็นๆ เพื่อจะได้ไปพักแถวๆ อุบล ได้ที่พักที่เรือนพักวิเขื่อน ที่ อ.สิรินธร พักผ่อนๆ


วันเสาร์ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ สู่ลาวใต้ สวรรค์ของคนรักธรรมชาติ


จุดมุ่งหมายของคนรักประวัติศาสตร์อย่างผมที่จำปาสัก คือ วัดพู มรดกโลกแห่งที่ ๒ ของลาว หลังจากที่ได้ไปหลวงพระบางมรดกโลกแห่งแรกของลาวไปแล้วเมื่อสองสามปีก่อน หัวหน้าคณะทัวร์บอกว่าต้องไปแน่นอน และที่สำคัญต้องหาคำตอบเรื่องพระราชวังหลวงเมืองจำปาสักมาให้นักเรียนด้วย
การเดินทางเริ่มต้นด้วยความขลุกขลัก หลังจากออกจากที่พักแล้ว ก็ไปที่ด่านช่องเม็ก (ลาวเรียกด่านวังเต่า) ตอนแรกก็ไม่ได้ทำบัตรผ่านแดน แต่หนังสือเดินทางเหลือแค่ ๑ เดือน เจ้าหน้าที่สาวชาวไทยบอกว่าลาวไม่ได้ให้เข้าแน่ๆ เลยต้องออกมาทำหนังสือผ่านแดน ทำผิดอีก ต้องกลับไปทำอีกรอบ กว่าจะได้ออกเดินทางก็ปาเข้าไปสิบโมงกว่าแล้ว



ชาวคณะ ผมเป็นคนถ่าย


พี่เนี่ยวติดต่อรถเหมาได้คันหนึ่งวันละพันห้า ไม่รวมค่าน้ำมัน เลยตกลงไป คนขับชื่ออ้ายแกะ เป็นชาวลาวที่เคยมาทำงานที่ไทย แถวหัวหิน และสมุทรปราการ ก่อนจะกลับไปขับรถรับจ้างที่ปากเซ
อ่อ...ผมจะเรียกทั้งจำปาสัก และปากเซปนๆ กันเลยนะครับ ให้เข้าใจว่าปากเซเป็นเมืองเอกของแขวงจำปาสักแล้วกันนะครับ ง่ายดี
จากนั้นก็เดินทางเข้าไปในลาว ผ่านหมู่บ้านหลายๆ แห่ง สะพาน หรือขัว บางแห่งต้องเสียค่าข้าม เพราะว่าเป็นสะพานเอกชน เขาจะสัมปะทานกันเป็นปีๆ เมื่อครบสัมปะทานแล้วจะมอบให้เป็นของรัฐ ซึ่งจะข้ามได้ฟรี
เดินทางไปราว ๓๐ กม. ก็จะถึงสะพานมิตรภาพลาว – ญี่ปุ่น เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงเข้าสู่เมืองปากเซ



สะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น


เราผ่านเมืองปากเซไปเลยเพื่อไปสู่จุดหมายแรกของการเดินทาง คือ วัดพู โบราณสถานสำคัญที่เป็นมรดกแห่งที่ ๒ ของลาว วัดพู เป็นศาสนาสถานที่สร้างขึ้นตามคติขอมโบราณ เพื่อบูชาเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ต่อเมื่อเมื่อพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในแถบนี้ ก็มีการเปลี่ยนศาสนาสถานแห่งนี้เป็นวัด และเรียกกันว่าวัดพู

เดินขึ้นไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย แต่ก็สวยมากสมใจ เพราะว่าทับหลังกับลายสลักค่อนข้างสมบูรณ์ทีเดียวครับ





แผนภูมิ "สะถานบูรานวัดพู"


กองหินที่น่าจะเคยเป็นลานพลับพลาบริเวณบาราย


เสานางสองข้างทางเดินเข้าสู่บริเวณปราสาท


บริเวณปราสาทที่เหมือนจะเป็นวัง หรือพลับพลารับเสด็จกษัตริย์


หน้าบรรณ (จั่ว) ที่กำลังได้รับการบูรณะให้สมบูรณ์ ก่อนนำขึ้นไปติดตั้งไว้ที่เดิม


เก๋มากส่วนนี้
น่าจะเป็นศาลาเปลื้อง ก่อนจะเข้าสู่บริเวณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์


ส่วนเริ่มต้นของสะพานนาค ทางเชื่อมต่อระหว่างโลกมนุษย์กับเขาพระสุเมรุ
สังเกตว่ามีต้นลีลาวดี หรือจำปา (ลาว) ปลูกอยู่มากมายตั้งแต่เริ่มสะพานนาค
ถ้ามองย้อนกลับไปรูปจากเสานางจะเห็นต้นจำปาลาวตลอดทางเดินขึ้นไปถึงตัวปราสาททีเดียว

ขอมโบราณ มีตาล เป็นสัญลักษณ์
ลาวพี่น้อง ที่รัก มีจำปาเป็นเอกลักษณ์ เช่นกัน



ตัวพลับพลาถ่ายจากชั้นแรก


บริเวณทางขึ้นไปชั้นที่ ๒


บริเวณทางขึ้นชั้นไปที่ ๓ ทางขึ้นนี้สูง และชันมาก แต่ก็ไม่เกินวิสัยจะขึ้นไปได้


ตัวปราสาทประธาน


ทวารบาลหนึ่งในสองตน แห่งวัดพู


อัปสราแห่งวัดพู
อัปสราตนนี้มีลักษณะคล้ายอัปสราที่ปราสาทบันทายสรี ในกัมพูชา


ส่วนอัปสราตนนี้คล้ายกับที่นครวัด นครธม



ลองเปรียบเทียบดูนะครับ
(บนซ้าย) นางอัปสราแห่งนครธม
(บนขวา) นางอัปสราแห่งนครวัด
(ล่าง) นางอัปสราแห่งบันทายสรี


ทับหลังนารายณ์ทรงครุฑ


ทับหลังอีกชิ้น (เรียกไม่ถูก)


ทับหลังพระอินทร์ทรงช้างเอราวรรณ
คล้ายสัญลักษณ์จังหวัดสุรินทร์


จขบ. กับทับหลังด้านในชั้นที่สอง ทับหลังด้านหน้าที่สำคัญที่สุดไม่เห็น
อาจจะนำไปจัดแสดงที่สถานแสดงประจำโบรารณสถานวัดพูก็เป็นได้


ทับหลังอีกชิ้น
ที่วัดพูมีทับหลังหลายชิ้น ที่สวยงามและค่อนข้างอยู่ในสภาพสมบูรณ์


ภาพสลักพระพรหมณ์??? ด้านหลังปราสาท ซึ่งสลักบนหินธรรมชาติ


ภาพปราสาทประธานจากด้านข้าง


ภาพจากบนสุดของปราสาท


ตัวปราสาทด้านหน้า อีกที


บันไดขึ้นจากด้านบนสุด จะเห็นว่าชันมาก
และจะเห็นว่าต้นจำปาลาวเต็มสองข้างบันไดเลยทีเดียวครับ




ความยิ่งใหญ่ของปราสาทวัดพู คงเทียบได้กับความยิ่งใหญ่ของปราสาทพระวิหาร (ซึ่งผมยังไม่ได้ไป)
เมื่อเขายกวัดพูเป็นมรดกโลกได้
ก็ไม่แปลกที่จะยกพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่ก็ควรจะยกทั้งหมด ไม่ใช่ยกเฉพาะตัวปราสาทบนเขา
การเมืองอีกแระ...ไม่เอา ไม่พูด!!!


แล้วจะมาใหม่ครับ
รูปอื่นๆ ขมกันได้นะครับ
http://www.facebook.com/kruaun#!/album.php?aid=24320&id=100000819926742









 

Create Date : 19 ตุลาคม 2553    
Last Update : 19 ตุลาคม 2553 23:06:01 น.
Counter : 1121 Pageviews.  

1  2  3  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.