Air SurOundinG mE liKe mY besT frIendS !
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2555
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
17 มีนาคม 2555
 
All Blogs
 
หมาก-พลู (Trầu Cau) คู่นาจอก

ภาษิตเวียตนามบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า

“ Miếng trầu là đầu câu chuyện – เหมียง เจิ่ว หล่า เดิ่ว เกิว เจวี่ยน ”
แปลได้ความว่า หมากพลู คือ การเริ่มต้นในเรื่องราวต่าง ๆ



บ้านนาจอกก็เช่นกัน มีการปลูกหมากพูล มาช้านานตั้งแต่ตั้งหมู่บ้านเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ในยุคนั้นใครที่ได้เข้าไปที่บ้านนาจอกจะมองแทบไม่เห็นบ้านเรือนผู้คน เพราะแต่ละบ้านจะมีแต่สวนต้นหมากและเถาพลู ขึ้นเบียดเสียดหนาแน่นบดบังตัวบ้านเกือบจะทั้งหลังเลยทีเดียว



และหากจะนับหมากพูลว่าเป็นพืชเศรษฐกิจของคนที่นี่ในยุคก่อน ๆ
ก็คงจะไม่ผิดนัก อย่างเช่นครอบครัวของผมที่พ่อกับแม่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยลำพังเงินเดือนสองคนรวมกันไม่กี่พันบาทคงไม่พอเลี้ยงลูกที่กำลังโต กำลังเรียนไล่ ๆ กันถึง 4 คนได้แน่นอน แต่ก็โชคดีที่ได้
สวนหมากพูลที่ทวดและยายบุกเบิกไว้แต่ดั้งเดิมนี่เองช่วยชีวิตไว้
ดังนั้นอาชีพเสริมของพ่อแม่ในทุกวันหยุดก็คือเป็นชาวสวนหมากพลูนี่เอง



ยังจำได้ติดตาสมัยนั้นเสาร์อาทิตย์ที่ไรพ่อจะต้องใช้บันไดไม้ไผ่ยาว ๆ ที่ทำขึ้นเองปีนเก็บใบพลูใส่ตะกร้าที่สานด้วยไม้ไผ่ตาห่าง ๆ โดยที่ปากตะกร้าจะมีเชือกผูกโยงออกมาสองข้างแล้วรวบขึ้นไปมัดกับตะขอเหล็กอันใหญ่ ๆ มันจึงสามารถนำไปเกาะที่ขั้นบันไดไม้ไผ่ได้ และเมื่อปีสูงขึ้นก็เลื่อนตะขอนี้ขี้นเกาะกับบันไดขั้นที่สูงขึ้นด้วย

ส่วนแม่ก็จะอยู่กับกองพลูที่พ่อจะทยอยนำมาเทลงที่นอกชาน นั่งเหยียดขาเรียงใบพลูที่ละ 10 ใบ ทีละ 10 ใบ วางเรียงกันเป็นวงกลม โดยหันด้านหางมันเข้าตรงกลาง เมื่อกองสูงพอประมาณแล้วจึงจับเป็นมัด งอให้ได้ 50 ใบแล้วมัดด้วยเชือกที่ฉีกจากกาบหมากในสวนนั้นเอง โดย 1 มัดก็จะมี 50 ใบ ทำอย่างนี้เรื่อย ๆ จนได้ประมาณ 3 พันถึงหมื่นใบแล้วแต่ครั้งจากนั้นก็ใส่ถุงไปขายที่แผงหมากพลูที่ตลาดในเมือง



พลูที่มีที่นาจอกนั้นเดิมจะมีสองชนิดคือ พลูเขียว และพลูเหลือง จริง ๆ ก็พันธุ์เดียวกันนั้นแหละ แต่ต่างที่ต้นไหนที่ถูกแดดมากกว่าก็จะมีสีเหลืองอ่อน ๆ จึงเรียกว่าพลูเหลือง ดังนั้นหน้าที่อันชำนาญของคนเรียงใบพลูอีกประการก็คือการคัดแยกกองพลูเหลืองพลูเขียวออกจากกันก่อนเรียงและมัด พลูเหลืองนั้นขายได้ราคามากกว่าพลูเขียว 20-30 บาทต่อ 1 พันใบเลยทีเดียว



ส่วนหมากนั้นต้นหนึ่งกว่าจะให้ผลเก็บไปขายได้ก็ใช้เวลานานใช้บันไดอันเดิมนั่นแหละปีนขึ้นไปแล้วใช้ไม่ไผ่ยาว ๆที่ปลายมีเคียวคม ๆ แล้วมัดด้วยเชือกสายไฟต่อลงมา ค่อย ๆ ใช้เคียวเกาะทลายหมากให้ขาดเล็กน้อย แล้วจึงใช้บ่วงสายไฟที่ผูกไว้ม้วน ๆ แล้วดึงให้ขาดออกจากต้นค่อย ๆ ปล่อยลงมา อธิบายแล้วคงนึกภาพตามไปยากนะครับเนี่ย

แต่เอาเป็นว่ากว่าจะเอามันลงมาได้ก็ยากลำบากเหลือเกิน ส่วนต้นของมันนั้นใช้เป็นที่ปลูกพลูเพื่อให้พลูเลื้อยขึ้นไป ในยุคเฟื่องฟูหมากพลูราคาดีนั้น แม้แต่ต้นมะพร้าวก็ไม่เว้นที่จะปลูกพลูไปด้วย

การบำรุงรักษาต้นหมากพลูนั้น จะทำปีละ 1 ครั้ง คือในฤดูหนาวของทุกปีจะมีการ "ทำค้างพลู" ซึ่งก็คือการขุดโกยดินรอบ ๆ ต้นเป็นวงกลม โดยใช้จอบแล้วตบให้เป็นสูงสักคืบหนึ่ง คล้ายทำนบเตี้ย ๆ ตรงกลางก็ใส่ปุ๋ยคอกต้นละ 3-5 บุ้งกี๋ แล้วก็ใช้กาบใบหมากที่แก่หล่นอยู่แถวนั้น ใบมะพร้าว และอื่น ๆ คลุมให้มิดชิดจะได้รักษาความชื่นไว้เวลารดน้ำ หมั่นรดน้ำประมาณวันเว้นวัน ถ้าฤดูฝนก็ไม่ต้องรดน้ำ แต่ถ้าถึงหน้าร้อนก็ต้องรดน้ำวันละหน

โดยน้ำที่รดนี้จะเป็นน้ำจากบ่อที่สูบโดยเครื่องสูบน้ำ คนรดก็มีหน้าที่จับสายลาก ๆ ฉุด ๆ (สายใหญ่ต้องออกแรงมาก) เดินไปรดให้ทั่วสวน ซึ่งกว่าจะทั่วก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ ยิ่งหน้าหนาวที่นาจอกจะหนาวสุดขั้วหัวใจเลย แต่ก็ต้องฝืนตื่นรดน้ำให้เสร็จก่อนไปโรงเรียน หน้าที่รดน้ำนี้เมื่อผมเรียนม.ปลายก็ได้รับหน้าที่นี้เป็นประจำ เพราะผมกลัวความสูงไม่กล้าไปปีนเก็บใบพลูเหมือนพ่อกับพี่ชาย



เมื่อก่อนหมากพลูนั้นเป็นที่ต้องการมากเพราะคนที่ยังนิยมกินหมากยังมีอยู่มาก แต่ในยุคหลัง ๆ คนแก่ที่กินหมากก็ล้มหายตายจากไปมากต่อมาก ดังนั้นสวนหมากพลูจึงค่อย ๆ น้อยถอยลงเช่นกัน ประกอบกับอีกสาเหตุหนึ่งคือสภาพอากาศที่นาจอกร้อนมากขึ้นทุกปีต้นหมากจึงมักจะยืนต้นตายบ่อย ๆ ส่วนพลูไม่ต้องพูดถึงมันต้องการน้ำมากขึ้นต้องรดวันละ 2 ครั้ง เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่คุ้มทุน คุ้มค่าสูบน้ำ คนจึงค่อย ๆ เลิกปลูกกันไปในที่สุด ประกอบกับคือลูกหลานยุคใหม่ไม่นิยมเป็นชาวสวนแล้วเพราะแต่ละคนได้ร่ำเรียนสูง สู้ไปทำอย่างอื่นจะดีกว่า



หมากพลูในยุคนี้จะมีเหลือให้เห็นบ้างก็เป็นการฟื้นฟูปลูกขึ้นใหม่บ้างตามความคุ้นเคยของคนยุคเก่าที่ยังเหลืออยู่ และอีกประการคือในทางประเพณีและธรรมเนียมต่าง ๆ ของชาวเวียตนามนั้นยังคงต้องใช้หมากพลูอยู่เสมอ
เกือบจะทุกงาน เช่น

การจีบหมากจีบพลูสำหรับไหว้ดวงบรรพบุรุษในเทศกาลต่าง ๆ



หรืออาจเป็นการใช้หมากพลูในพิธีมงคลสมรส ก็ตาม



และถึงแม้ว่าต้นหมากใบพลู จะหายไปจากบนพื้นดินของบ้านนาจอกแล้วส่วนใหญ่ แต่ทว่าหมากและพูลก็ยังคงสามารถพบเห็นได้ในทุกพิธีกรรมต่าง ๆ ของคนไทยเชื้อสายเวียตนามที่บ้านนาจอก ไม่ได้หายลับไปซะทีเดียว



Create Date : 17 มีนาคม 2555
Last Update : 17 มีนาคม 2555 20:20:42 น. 22 comments
Counter : 7946 Pageviews.

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่พีร์

ยุคนี้หาคนกินหมากน้อยจริงๆนะครับ
เมื่อก่อนเห็นเชี่ยนหมากตายายอยู่บ้าง
เดี๋ยวนี้แทบไม่เห็นอีกเลย








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 มีนาคม 2555 เวลา:6:20:04 น.  

 


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 มีนาคม 2555 เวลา:19:00:08 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 มีนาคม 2555 เวลา:6:17:08 น.  

 
เอกลักษณ์บ้านนาจอกคือต้นหมากพลู


โดย: พัชรพงษ์ ภูเบศรพีรวัส IP: 113.22.68.99 วันที่: 19 มีนาคม 2555 เวลา:9:59:59 น.  

 
ที่โคราชยังมีคนเคี้ยวหมากอยู่นะคะ



โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 19 มีนาคม 2555 เวลา:12:21:14 น.  

 
เห็นเวลาเขานับจำนวนห้องจากช่องนะหว่างเสา ซึ่งจะมีช่องละหนึ่งหน้าต่าง ก็เลยมั่วมั่งค่ะ


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 19 มีนาคม 2555 เวลา:12:22:38 น.  

 
มาเก็บรายละเอียดเกี่ยวกับสวนหมาก สวนพลูครับ

คุณพีร์เล่าได้เห็นภาพ จมผมคิวว่านี่คืออดีตของตลาดพลูย่านฝั่งธนฯครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 19 มีนาคม 2555 เวลา:20:44:46 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 20 มีนาคม 2555 เวลา:6:12:26 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่









โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 มีนาคม 2555 เวลา:5:59:00 น.  

 
ใช่ครับพีพีร์

ในเรื่องของการเรียนรู้
ความรักสำคัญจริงๆครับ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 มีนาคม 2555 เวลา:8:57:56 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่









โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 มีนาคม 2555 เวลา:5:56:42 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 23 มีนาคม 2555 เวลา:6:05:50 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 24 มีนาคม 2555 เวลา:6:04:27 น.  

 
ผมปัดเจลให้เองกับมือเลยครับ 555
ช่วงนี้ไว้ผมยาวด้วยครับพี่
โกนมาตลอด กลัวลูกเบื่อครับ 555




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 24 มีนาคม 2555 เวลา:11:23:19 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่









โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 มีนาคม 2555 เวลา:6:00:08 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 26 มีนาคม 2555 เวลา:5:50:11 น.  

 
ที่ท่าบ่อตอนนี้ก็ไม่ค่อยมีแล้วอ่ะครับ

คนที่ตำหมาก เคี้ยวก็เพิ่งเสียไปไม่กี่ปีนี่แหละครับ

แต่ยังพอมีในพิธีัแต่งงานอยู่ครับลองไปดูในเฟซผมดูครับ พี่พีร์


โดย: บอส IP: 223.204.10.251 วันที่: 26 มีนาคม 2555 เวลา:23:14:34 น.  

 
ตำนานเมืองลับแลเล่าไว้ในเรื่อง

ท่องเที่ยวไทย ... วัดพระแท่นศิลาอาสน์

กลุ่มบล็อก เที่ยวเหนือ ค่ะ

พี่ตุ๊กยังจะปาแอ่วเหนือแหมหลายตี่เจ้า


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 27 มีนาคม 2555 เวลา:10:09:13 น.  

 
แวะมาทักทายพี่พีร์ตอนสายๆครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 27 มีนาคม 2555 เวลา:11:27:53 น.  

 
เช่นเดียวกันครับคุณพีร์ ผมชอบรายการภัตตาคารบ้านทุ่งมาก คอยติดตามเสมอๆ มีกับข้าวของท้องถิ่นต่างๆ ที่ไม่เคยเห็นไม่เคยกินมาก่อนครับ


โดย: Insignia_Museum วันที่: 27 มีนาคม 2555 เวลา:21:41:26 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 28 มีนาคม 2555 เวลา:5:56:03 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 29 มีนาคม 2555 เวลา:6:01:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
peeradol33189
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




Air SurOundinG mE liKe mY besT frIendS !
แจกฟรีแบ๊คกราว
Friends' blogs
[Add peeradol33189's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.