Bloggang.com : weblog for you and your gang

ทำสบายๆ ทำหัวใจเอกเขนก

ความรู้สึก....หนึ่งปีแห่งการเป็นครู

ยินดีต้อนรับท่าน เข้าสู่รายการ “ถามเอง-ตอบเอง”
ซึ่งคำถามในรายการนี้ ก็มาจากคำถามที่ถูกถามบ่อยเหลือเกิ๊น หรือไม่ก็เป็นคำถามที่ ไม่เคยมีใครถาม แต่เราอยากตอบ ก็เลยขอถามเองตอบเองในในที่นี้ เชิญไปรับอ่านได้ ณ บัดเดี๋ยวนี้คร้าบ
-----------------------------------------------------------------------------

ทำไมถึงมาเป็นครู
มันเริ่มมาจากการตามหาตัวเอง ตามหาว่างานไหนที่เราจะทำแล้วมีความสุข และพร้อมที่จะทุ่มเทให้มัน ซึ่งอาชีพครูนี้ ก็เป็น “หนึ่งในตัวเลือก” ที่เรา “คิดว่า” เรา “น่าจะ” มีความสุขกับมัน

แสดงว่าชอบเป็นครู
ในวันที่ตัดสินใจมาสมัครนั้นน่ะ ไม่รู้หรอกว่า “ชอบเป็นครู” หรือเปล่า....... ก็ยังไม่เคยเป็นนี่ จะรู้ได้ไง
แต่แค่เดาเฉยๆว่าเรา “น่าจะชอบ” นะ เพราะสมัยเรียน เวลาติวเลข ติวแคล ให้เพื่อนแล้วเรารู้สึกดี (แล้วก็มีคนชมว่าเราอธิบายเข้าใจ) ก็เลยคิดว่า... อืม...อาชีพครูก็น่าลองดูนะ .... (ตอนแรกตั้งใจสมัครเป็นครูพิเศษ แต่ด้วยความไม่กล้าปฏิเสธของเรา เลยโดนเป็นครูเต็มตัวซะงั้น)
เราว่าชีวิตก็เหมือนการเดินทางแหละ เราไม่มีวันรู้หรอกว่าเราจะชอบสถานที่แห่งไหน จนกว่าจะได้ไปถึงที่นั่นจริงๆ แค่การได้เห็นรูป หรือการได้ยินคนเล่า มันก็บอกไม่ได้หรอก ว่าเราจะชอบที่นั่นมั้ย เพราะนั่นมันก็แค่มุมๆเดียว มันยังมีอีกหลายแง่มุมนัก ที่รอให้เราเดินทางไปสัมผัสด้วยตัวเอง แต่อย่างน้อยข้อมูลที่มีอยู่เหล่านั้น มันก็เป็นแรงบันดาลใจให้เราตัดสินใจเดินทางไป ส่วนจะชอบมั้ย นั่นอีกเรื่อง


นี่ก็หนึ่งปีแล้วหนิ ที่เดินทางมาบนเส้นทางสายนี้ แล้วเป็นไงชอบมั้ย รู้สึกว่ามัน “ใช่” มั้ย
ยังบอกไม่ได้นะ เพราะหนึ่งปี มันยังน้อยมาก ในการที่จะ “รู้จัก” กับอาชีพนี้จริงๆ ที่ผ่านมาหนึ่งปีเนี่ย เราเห็นแค่แง่มุมเดียวเอง มันยังมีอีกหลายมุม รอให้เราเข้าไปค้นหาและเรียนรู้อยู่ แต่ถ้ามองถึงที่ผ่านมา มันก็มีทั้งส่วนที่ชอบ ที่ใช่ แต่ส่วนที่ไม่ชอบ ไม่ใช่ มันก็มีเหมือนกัน .....
จะว่าไปแล้ว งานทุกงานในโลกนี้ก็คงเป็นแบบนี้ คือมีทั้งส่วนที่ชอบและไม่ชอบปะปนกัน งานก็เหมือนกับคน ที่ไม่มีงานไหนหรือคนไหนหรอก ที่เพอร์เฟคโดนใจไปซะทุกอย่าง มันต้องมีส่วนที่ไม่ชอบแน่ๆ แต่ก็อยู่ที่ว่าส่วนไหนจะมากกว่า ทั้งในแง่ปริมาณ และน้ำหนัก ก็ต้องชั่งเอาเองอ่ะนะ


แล้วที่ผ่านมา ชอบ - ไม่ชอบ ส่วนไหนมากกว่ากัน
อืมมมม ไม่เคยคิดเรื่องสิ่งที่ชอบ-ไม่ชอบนะ แต่จะคิดเรื่องสิ่งที่ทำให้สุข- ทำให้ทุกข์ มากกว่า
เพราะบางอย่าง ก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบ เพียงมันทำให้ทุกข์เท่านั้นเอง เช่น ไม่ใช่ไม่ชอบสอน แต่แค่เวลาสอนเด็กไม่ฟัง มันก็มีเสียใจบ้าง เป็นต้น


แล้วอะไรบ้างที่ทำให้สุข และอะไรบ้างที่ทำให้ทุกข์
เรื่องที่สุขเนี่ย คือเรื่องสังคมเพื่อนร่วมงาน ที่นี่สังคมดี พี่ๆครูๆทุกคนน่ารัก ตอนเย็นก็มีตีแบดกัน นัดไปเที่ยวกันบ้าง เราก็มีกลุ่มที่คุยกันถูกคอ สนุกสนานเฮฮา ทำให้ชีวิตที่นี่ไม่เหงาเลย มีอะไรก็มีคนให้พูดคุยปรึกษาได้
ส่วนเรื่องงานและการสอนเนี่ย มันมีหลายมุมนะ ความจริงแล้วเราชอบสอนนะ อย่างเวลานั่งเตรียมการสอน นั่งคิดหาเทคนิคการสอนอะไรตรงนี้ เราจะมีความสุขและรู้สึกดี แต่หลายๆครั้งพอออกไปสอนหน้าห้องจริงๆ กลับรู้สึกไม่ค่อยดี เพราะเด็กมันไม่ค่อยฟัง แล้วเราก็ยังไม่เก่งพอที่จะดึงความสนใจเค้าให้มาอยู่ที่เราได้ ก็ทำให้เสียความมั่นใจเหมือนกัน รู้สึกไม่ดี แต่ก็ยอมรับและคงเป็นสิ่งที่เราต้องปรับปรุงแก้ไขต่อไป แต่ก็มีบางคาบ บางห้องเหมือนกันที่สอนแล้วเด็กสนใจ มีความพยายาม เจอคาบแบบนี้ก็จะรู้สึกดี

พอมองย้อนไปทั้งปี ในเรื่องการสอน เราพบว่าสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดี ไม่ใช่เวลาที่สอนหน้าห้อง แต่เป็นเวลาที่สอนเพิ่มเติมให้เด็กนอกเวลามากกว่า เพราะเดี๋ยวนี้มีสอบตรงเยอะ เด็กก็จะมาขอว่าติวบทนั้นบทนี้ให้หน่อย เราก็โอเค จัดไป .... ตอนเย็นก็จะติวให้ บางทีก็เป็นห้องเก่งที่จะสอบหมอ บางทีเป็นเด็กศิลป์ภาษาที่บังเอิญต้องใช้เลขของเด็กวิทย์สอบ หรือช่วงใกล้ๆสอบก็ติวให้สำหรับเด็กห้องศิลป์เพื่อทวนก่อนสอบ ....ซึ่งช่วงเวลาตรงนี้แหละที่มันทำให้เรามีความสุขกับการสอน เพราะเป็นช่วงที่เด็กมาด้วยใจ ด้วยความอยากเรียน เราเองก็สอนด้วยใจ ไม่ได้เก็บตังค์ มันก็เลยเป็นความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย ได้สนิทกับเด็กมากขึ้นก็ช่วงตรงนี้ ได้เข้าใจเด็กมากขึ้น และที่สำคัญก็คือ มันทำให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น ซึ่งเราว่าไอ้ช่วงเวลาตรงนี้แหละ ที่มันทำให้ 1 ปีที่ผ่านมามันมีความหมาย ถึงจะทำให้เหนื่อยกว่าเดิม ความรู้สึกดีๆที่ได้มา มันก็คุ้มค่า ....... ความรู้สึกมีคุณค่า ที่หาซื้อไม่ได้ด้วยเงิน เพราะคำพูดหลายๆคำที่เด็กบอกเราตอนที่สอนตอนเย็นเนี่ย มันคือกำลังใจสำคัญเลย ถ้าไม่มีตรงนี้ เราอาจหมดกำลังใจจากอาชีพนี้ไปก่อนก็ได้ เพราะถ้าชีวิตมีแค่สอนในคาบ แล้วเจอแต่เด็กไม่ตั้งใจเงี้ย เราก็ไม่รู้เราจะเข้มแข็งสู้ต่อไปได้นานเพียงไหน แต่โชคดีที่มีอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ได้เจอเด็กตั้งใจ เป็นช่วงที่ดึงกำลังใจเรากลับมา

บางที ความเหนื่อยกายที่เพิ่มขึ้น ก็นำมาซึ่ง “กำลังใจ” ที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

แต่ไม่ว่าในห้องเรียนเด็กจะตั้งใจเรียนหรือไม่ แต่พอนอกห้องเรียน ก็นับว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเด็กก็ถือว่าดีนะ เด็กก็ยอมรับเรา (แม้จะไม่ค่อยเชื่อฟัง อิอิ) มันก็เป็นความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้น และยิ่งท้ายปีพอจบไป ได้อ่านเฟรนชิพที่เด็กเขียนให้ อ่านแล้วน้ำตาแทบไหลด้วยความอิ่มใจ ทำให้เรานึกถึงคำพูดที่เราเคยเขียนท้ายชื่อเอ็มเมื่อต้นเทอมว่า “วิวที่สวยงาม มักไม่ได้อยู่ที่ตีนเขา” ตอนนั้นเป็นพูดเพื่อให้กำลังใจตัวเองว่า ถ้าอยากเห็นวิวที่สวยงาม ก็ต้องอดทนเดินผ่านความยากลำบากที่ตีนเขาไปให้ได้ จนวันนี้ เราผ่านความยากลำบากตรงนั้นมาแล้ว จนได้เห็นวิวที่สวยงามกับตาแล้ว เราเปลี่ยนชื่อเอ็มมาเป็น “วิวที่สวยงาม ไม่ได้อยู่ที่ตีนเขาจริงๆด้วย”

แต่ก็นะ ชีวิตเมื่อพบเจอ ก็เริ่มผูกพัน แต่สุดท้ายก็ต้องจากกันไป ตามเส้นทางของแต่ละคน ปีหน้า ก็ต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่หมด ก็คงเหมือนกับกลับมาที่ตีนเขาใหม่ เพื่อขึ้นภูเขาลูกต่อไป ก็คงต้องเริ่มเหนื่อยกายเหนื่อยใจใหม่อีกรอบละ


สิ่งที่ได้มา กับสิ่งที่เสียไป จากการมาเป็นครูที่นี่

- สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งเลยที่ได้มา ก็คือ ได้ข้ามกำแพงความกลัวของตัวเอง จริงๆนะ ถ้ามีไทม์แมชชีน แล้วมีใครสักคนขึ้นไปนั่งเพื่อไปบอกตัวเราในอดีตซัก 7 ปีก่อน ว่าแกในอนาคตน่ะ เป็นครูน่ะเว้ย เชื่อแน่ว่าตัวเราในวันนั้นมันต้องไม่เชื่อแน่ๆ จะบ้าเหรอ อย่างกรูเนี่ยนะ จะเป็นครู แค่พูดหน้าชั้นก็ปากสั่นแล้ว ให้ไปสอนหน้าห้องเนี่ยนะ บ้าเหรอ แต่สุดท้ายเราก็ทำได้ เรายังจำความรู้สึกหวั่นใจในวันแรกที่ก้าวเข้ามาสมัครได้แม่นเลย วันนั้นเข้ามาใน รร. เห็นนักเรียนเดินเป็นกลุ่มๆ เริ่มหวั่นไหวและฟุ้งซ่านคิดโน่นคิดนี่ จนเกือบจะหันหลังเปลี่ยนใจ แล้วกลับบ้านด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้อะไร ทำให้เราสูดลมหายใจลึกๆ แล้วก้าวเดินไปข้างหน้าต่อไป แล้วเข้าไปพบครู เพื่อบอกว่า...หนูจะมาสมัครเป็นครูเลขค่ะ
จนมาวันนี้ ความกลัวในวันนั้น ได้ถูกทลายลงไปแล้ว เออเว้ย กรูก็ทำได้ว่ะ แม้มันจะไม่ได้ดีมากมาย แต่ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว

- ได้ประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มขึ้น ความกล้าแสดงออกที่มากขึ้น ได้เข้าใจชีวิตในหลายๆมุมมากขึ้น ได้พบเจอปัญหามากมาย ที่มันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ได้เรียนรู้ “การเป็นครู” มากขึ้น ว่าต้องทำยังไง รวมทั้งได้ “เข้าใจ” ครูมากขึ้นด้วย สรุปรวมๆแล้วคือ ได้มุมมองชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมากมายจริงๆ (คงต้องเขียนเป็น blog แยก)

- ได้รับมิตรเต่า (มิตร-ตะพาบ เว้ยยย ) มิตรภาพดีๆจากทุกคน ทั้งพี่ๆ ครูๆและนักเรียน เป็นความทรงจำที่ดีมากๆในช่วงหนึ่งของชีวิต ความรู้สึกดีๆมากมายเบ่งบานขึ้นที่นี่ ดีใจที่ช่วงหนึ่งของชีวิตได้มาเจอ ได้มารู้จักกัน (แม้ว่าสักวันหนึ่งอาจจะต้องจากกันไป....แต่ยังไง ก็ดีใจที่ได้เจอกัน)

- สิ่งที่เสียไปเนี่ย ถ้าช่วงเทอมแรก คือเสียน้ำตาอย่างมากจริงๆ เสียน้ำตา เสียความมั่นใจ รู้สึกว่าตัวเองทำไม่ได้ ทำได้ไม่ดี ผิดหวังในตัวเอง ท้อแท้ เครียด ....แต่สุดท้าย น้ำตาที่เสียไป ก็แลกมาด้วยความเข้มแข็งที่เพิ่มขึ้น ประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้น จนเทอมสองก็เริ่มเรียนรู้ว่าจะคิดยังไง ไม่ให้เครียดเกินไป ก็ถือว่าแลกน้ำตากับประสบการณ์ชีวิตละกัน

- การได้กลับมา รร.เก่าในฐานะที่เปลี่ยนไป มันก็ทำให้ได้รู้จักที่นี่มากขึ้น ซึ่งมันก็คงเป็นธรรมดาที่ว่า เมื่อรู้จักมากขึ้น ก็ย่อมมองเห็นข้อเสียมากขึ้น ในบางมุม ในบางเรื่อง และในบางคน มันก็มีบ้างที่ทำให้เราเสียความรู้สึก จนกลัวว่า ถ้าเราอยู่ที่นี่ไปนานๆ ได้เห็นอะไรต่ออะไรมากขึ้น เราจะรักมาแตร์น้อยลงหรือเปล่า เราก็กลัวเหมือนกัน แต่ก็นึกถึงเรื่องนิทานก้อนอิฐที่เคยอ่าน และบอกตัวเองว่า รร.น่ะก็เหมือนกับกำแพงที่มีอิฐ 1000 ก้อน สิ่งที่รู้สึกไม่ดีที่เราได้พบเห็น มันก็เป็นเพียงอิฐเพียงไม่กี่ก้อนที่วางเบี้ยว แต่ก็อย่าลืมสิ ว่ามีอิฐอีกตั้ง 998 ก้อนที่สวยงาม
บางที การเจอเรื่องที่ทำให้รู้สึกไม่ดี มันก็เป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เห็นถึงกำลังใจดีๆได้ชัดเจนขึ้น
และกำลังใจดีๆที่ได้มานี้ มันก็มีมาก...มากซะจนกลบความรู้สึกไม่ดีที่มีเพียงน้อยนิดให้หายไปได้
ก็พยายามบอกตัวเองให้อย่าไปใส่ใจกับอิฐ 2 ก้อนที่วางเบี้ยว แต่ให้สนใจกับอิฐ 998 ก้อนที่สวยงาม จะดีกว่า


ป.ล. มีเรื่องเขียนอีกมากมาย โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ

 

Create Date : 29 เมษายน 2552
Last Update : 29 เมษายน 2552 17:08:22 น.  

การเดินทางของหัวใจ

วาเลนไทน์มาถึงอีกแล้ว ....

วาเลนไทน์ปีนี้ มันก็มีทั้งสิ่งที่เหมือนเดิม และ สิ่งที่ไม่เหมือนเดิม


สิ่งที่เหมือนเดิม(และเหมือนเดิมมาทั้งชีวิต) ก็คือ ยังคงไร้ซึ่งคนข้างกายเช่นเดิม (23 ปีแล้วเว้ย ...เฮ.......)

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป ก็คือ ความคิด ทัศนคติ และมุมมองเกี่ยวกับความรัก ที่เปลี่ยนไปตามวันและเวลาที่เพิ่มขึ้น


วาเลนไทน์ครั้งนี้ ก็ถือโอกาสใช้เวลา(ที่อยู่คนเดียว :P) มานั่งทบทวนถึงความคิดและมุมมองที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน .... ดูซิ ความคิดเรามันจะเปลี่ยนไปแค่ไหนกัน

( ส่วนเรื่องราว ไม่พูดถึงละกัน เพราะมันเหมือนกันทุกครั้ง คือ มีแต่ความรัก แต่ไม่มีคนรักซะที...อิอิ )


และเราก็พบว่า ความคิดของเรา มันแบ่งออกได้เป็น 4 ยุคด้วยกัน (เหมือนเรียนประวัติศาสตร์เลยเนอะ)


ยุคที่1 “ยุคลูกหมา” .... มือใหม่หัด(แอบ)รัก

เป็นความรักแบบลูกหมาๆ (อย่างเราคงเป็นหมาขึ้เรื้อน อิอิ ) เป็นหมาที่มองพระจันทร์อยู่ฝ่ายเดียว

เราว่าทุกคนคงผ่านช่วงนี้มาทุกคน และคงเป็นเหมือนๆกัน คือ พอคิดจะรัก ก็รักแบบสุดๆ ไม่เคยเตรียมใจให้ความผิดหวังไว้เลย เป็นวัยที่คิดเข้าข้างตัวเองได้เก่งนัก (ทั้งๆที่บ้านก็มีกระจก แต่เหมือนมันจะไม่ช่วยอะไร ) พอวันไหนเค้าดีด้วยหน่อย ก็ฝันไปไกล พอวันไหนเค้าไม่สนใจ ก็กลับบ้านมาน้ำตาเช็ดหัวเข่าทุกทีไป

กราฟความรักยุคนี้ก็เลยจะเป็นกราฟรูปคลื่น (ภาษาเลขบอกว่าเป็นกราฟ sine) แถมแอมปลิจูดสูงซะด้วย คือถ้าสุขก็สุขมาก ถ้าทุกข์ก็ทุกข์มาก รวมแล้ว น้ำตาในยุคนี้คงเป็นถัง

เรื่องราวในยุคนี้ จะกี่ครั้งๆก็จบเหมือนกันคือ พระจันทร์ก็ไปคู่กับกระต่าย ไอ้ลูกหมาก็กินแห้วตามระเบียบ หรือไม่ก็ระยะห่างทำให้ความรู้สึกค่อยๆจางจนหายไป


ยุคที่2 ยุค “รู้ดี แต่ทำไม่ได้”


ยุคนี้ เริ่มรู้แล้ว ว่าบ่อเกิดแห่งความเสียใจ มันมาจาก “ความคาดหวัง”

จึงตั้งใจว่า จะรักแบบไม่หวัง ตั้งใจไว้อย่างดิบดีเลยนะ

แต่สุดท้ายก็ตกหลุมพรางแห่งความคาดหวังไปจนได้ โดยไม่รู้ตัว

เจ้าความคาดหวังนี่มันร้ายนัก มันจะมาทีละน้อยๆ ไม่ให้เรารู้ตัว ได้1 เริ่มหวัง 1.5 ได้ 1.5 เริ่มหวัง 2 มาทีละนิด ๆ ไม่ทันรู้ตัว พอรู้อีกที ความหวังก็สูงซะ แล้วพอไม่ได้ตามนั้นแล้วไงล่ะ เหมือนตกจากที่สูงเลย ก็เจ็บกันไป น้ำตาพรากกันไป

ไอ้ครั้นจะหยุดความคาดหวัง มันก็ไม่ใช่ง่ายๆซะด้วยสิ ใจคนมันเชื่อสมองที่ไหน

สุดท้ายก็เศร้าอยู่ดี และลงเอยเหมือนยุคแรกเด๊ะเลย น้ำตาท่วมจออีกแล้วครับท่าน


ยุคที่ 3 ยุค “องุ่นปรี้ยว” ...ช่วงแห่งการปฏิเสธความรัก

เมื่อผิดหวังบ่อยๆเข้าๆ มันก็เจ็บ มันก็เหนื่อย จนรู้สึกว่า “พอแล้ว” ไม่อยากเหนื่อยใจอีกแล้ว

มันเริ่ม “หมดหวัง” กับความรักแล้ว คิดว่าคนอย่างเรา มันคงไม่มีโอกาสสมหวังหรอก ถึงขนาดเคยคิดว่าชาติก่อนเราคงเป็นผู้ชายเจ้าชู้ที่หักอกผู้หญิงไปทั่วมั้ง ชาตินี้เลยต้องได้รับกรรม อิอิ แต่คิดงี้ก็รู้สึกดีขึ้นนะ คงเพราะรู้สึกว่า ถ้างั้นก็สาสมแล้วว่ะ กรู...555


ช่วงนั้น ปฏิเสธความรักถึงขนาดที่ว่า ไม่ฟังเพลงรัก ไม่ดูหนังรัก หนังสือเรื่องสั้นเกี่ยวกับความรักก็ไม่อ่าน โดยให้เหตุผลกับตัวเองตอนนั้นว่า สิ่งเหล่านี้มันทำให้เราหมกมุ่น เหมือนสะกดจิตให้เรารู้สึกอยากมี “ใครสักคน” สะกดจิตให้คิดและเชื่อไปว่าอยู่คนเดียวแล้วจะเหงาเหมือนในเพลง ฯลฯ เราเลยหนีสิ่งเหล่านี้ และบอกตัวเองว่าชีวิตนี้มันมีอะไรอีกมากมาย นอกจากเรื่องความรัก ช่วงนั้นก็เลยหันมาฟังเพลงที่ไม่เกี่ยวกับความรัก เช่น เพลงเฉลียง สนใจในเรื่องความฝัน ตามหาฝันกันไป


ซึ่งตอนนั้น ก็นับว่ามีความสุขดี ไม่ต้องเหนื่อยใจเหมือนยุคก่อนหน้า ใช่ คำว่า “ไม่เหนื่อยใจ” นี่ถูกต้องเลย ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องปวดหัวปวดใจอีก วันนั้น ก็บอกตัวเองว่าไม่ได้เหงาอะไร ชีวิตจิตใจสบายดีอย่างที่สุด ไม่อยากคิดถึงใครให้ใจเหนื่อยอีกต่อไป ( แต่พอวันนี้มองย้อนไปก็ยอมรับว่า วันนั้นเรามันปากแข็ง เพราะจริงๆก็แอบเหงาๆอยู่ลึกๆเหมือนกัน)


ตอนนั้นเชื่อว่า “อยู่คนเดียว” ไม่ต้องมีใคร ดีที่สุด ไม่ต้อง “เหนื่อยใจ” จะว่าองุ่นเปรี้ยวก็ยอมรับล่ะ






ยุคที่4 ยุค “โจทย์รักครั้งใหม่”



ปิดประตู ไม่ฟังไม่มอง ไม่สนเรื่องความรักมานาน จนกระทั่งได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง (ขอไม่บอกว่าเล่มไหน เพราะเดี๋ยวคนอ่านจะเดาช่วงเวลาได้ อิอิ)

และหนังสือเล่มนี้ ก็ทำให้เรามองความรักในแง่สวยงามอีกครั้ง


ทำให้เริ่มรู้สึกว่า นานแล้วนะ ที่เราไม่มีใครให้คิดถึง ให้ฝันถึง (ไม่นับคิดถึงเพื่อนนะ เพราะมันเป็นความรู้สึกคนละแบบกัน) ก็แอบรู้สึกเล็กๆว่า อืมมมมม อยากจะคิดถึงใครอีกสักครั้งจัง แต่ความรู้สึกนี้ มันก็ไม่ใช่กับใครก็ได้ ไม่ใช่นึกอยากรัก ก็รักคนแถวๆนั้น มันไม่ใช่ ..........



เวลาก็ดำเนินต่อไป ๆๆๆๆๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ก็มีคนๆหนึ่ง ที่เข้ามาทำให้หัวใจของเรา ได้ทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง.........


ถ้าความรักแต่ละครั้งคือละครหนึ่งเรื่อง เราก็รู้สึกว่า ละครเรื่องใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว

แต่แค่เริ่มฉากแรกมา เราก็พอเดาได้แล้ว ว่าฉากสุดท้าย จะจบเช่นไร......ก็คงไม่ต่างจากที่ผ่านๆมา คนอย่างเรามันคงไม่สมหวังหรอก

แต่เราก็ยังจะเลือก...เลือกให้ละครเรื่องนี้ดำเนินต่อไป แม้รู้ว่าตอนจบจะไม่สมหวัง

เพราะเราบอกกับตัวเองว่า ถึงตอนจบมันจะเหมือนกับที่ผ่านๆมา แต่ “ระหว่างดำเนินเรื่อง” มันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันจะต้องไม่เศร้าเหมือนเดิมอีก


แม้ว่า ผู้กำกับ(คนบนนั้น) กำหนดไว้แล้วว่าฉากจบของเรื่องจะไม่สมหวัง แต่ในฉาก “ระหว่างทาง” เราเชื่อว่า “เราเองคือผู้เขียนบท” และเราก็จะเขียนบทในระหว่างทางนี้ ให้สวยงามและน่าจำที่สุด เท่าที่จะทำได้


และเมื่อวันที่ละครเรื่องนี้จบลง ถึงตอนจบจะไม่เป็นดังใจ แต่อย่างน้อย ก็จะมีช่วงเวลาระหว่างทาง ที่มันยังมีคุณค่าและสวยงามในความทรงจำตลอดไป และเราเองก็จะเขียนให้เรื่องราวดีๆในระหว่างทางมันมีมากๆ.....มากซะจนบดบังความเศร้าของตอนจบให้หายไปจากความรู้สึกให้ได้เลย


เหมือนอย่างที่พี่นิ้วกลมเคยเขียนไว้ในหนังสือว่า คนเรา ใช้เวลาในชีวิตอยู่ในช่วงระหว่างทาง มากกว่าอยู่ที่จุดหมาย เพราะฉะนั้น ถ้าในช่วงระหว่างทางมีความสุขแล้ว การจะไปถึงจุดหมายหรือไม่ มันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดอีกต่อไป

ความรักครั้งนี้ มันเริ่มต้นที่การไม่มีความหวัง

ดังนั้น โจทย์ของเราในครั้งนี้ จึงไม่ใช่ “จะทำยังไงให้สมหวังในความรัก” เหมือนแต่ก่อน

แต่คือ “จะทำยังไง ให้มีความสุขกับความรัก แม้จะไม่สมหวัง” ต่างหาก


โจทย์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะทำ เราว่าที่ผ่านมาเราก็ทำได้นะ อาจไม่ถึง 100% แต่ก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ


และการคิดแบบนี้ มันก็เป็นการเซฟใจตัวเอง ทำให้ “ไม่ต้องเหนื่อย” กับความรักอีกต่อไป

ใช่.... “ไม่เหนื่อย” นี่แหละ สิ่งที่แตกต่างจากยุคก่อนๆอย่างเห็นได้ชัด เวลาจะทำอะไร ก็ทำเพราะอยากทำ ไม่ใช่ทำเพราะอยากชนะใจ มันเลยไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องคิดมากเหมือนแต่ก่อนอีก


ส่วนเจ้า “ความคาดหวัง” ตัวร้ายนี้ เราก็รู้เท่าทันมันละ ว่าไอ้ครั้นจะไม่หวังเลยยยยยย ซักกะติ๊ด มันคงเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่เรายังไม่บรรลุอรหันต์ และเราก็ไม่ใช่นางฟ้าขนาดนั้น เพราะสมมุติเค้ามองเราเป็นอากาศธาตุ ไม่มีตัวตน ให้ตายยังไงก็คงสุขใจไม่ได้แน่ๆ แต่ถ้าปล่อยใจให้ความคาดหวังวิ่งเล่นตามสบาย มันก็เสี่ยงต่อการตกจากที่สูงยิ่งนัก เพราะฉะนั้น เราจึงอนุญาตให้ตัวเอง “หวังแต่พอดี ยินดีเท่าที่ได้”


หวังแต่พอดีในที่นี้ ก็คือ ความรู้สึกดีๆ และ มิตรภาพดีๆในฐานะ เพื่อน/พี่/น้อง เท่านั้น

“ความรู้สึกดีๆ”...สิ่งนี้คือสิ่งสำคัญ ไม่ว่ามันจะอยู่ในฐานะไหนก็ตาม

ส่วนความรู้สึกที่มากกว่านั้น...ก็คงแล้วแต่ฟ้าจะเมตตา


สิ่งที่กลัวที่สุด มีเพียงอย่างเดียว คือกลัวความหมางเมินที่อาจเกิดขึ้น ถ้าเขาได้ล่วงรู้ถึงความรู้สึกนี้ ซึ่งเราเองก็อยากบอกเหลือเกินว่า “ไม่รักไม่ว่า แต่อย่าหมางเมิน”


ยุคนี้ มันว่าเป็นยุคที่ดีที่สุด และมีความสุขที่สุดสำหรับเรา

และเราก็ได้ค้นพบว่า

“ ความสุขของความรัก ไม่ได้มาจากความสมหวังที่ปลายทางเสมอไป

แต่ความสุขของความรัก มันมาจากการได้มองเห็นความสวยงามในระหว่างทางต่างหาก”


และถึงแม้คนอย่างเรามันจะไม่เคยสมหวังในความรัก แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะมีความสุขกับความรักไม่ได้นี่

เพราะระหว่างทาง บางทีมันก็สวยงามได้ ไม่แพ้จุดหมายปลายทางเลย

พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ สอนเราไว้อย่างนั้น

เหมือนในเพลงแง่งาม ที่พี่จิกแต่ง ที่ร้องว่า “เดินขึ้นภูเขา ใช่มองแต่จุดหมาย เมฆหมอกดอกไม้ก็ใกล้กัน สิ่งที่สวยงาม เกิดขึ้นทุกวัน สำคัญที่เราได้หันไปมองดู”


และสำหรับประโยค ที่เคยได้ยินมา ที่บอกว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์”

โอเค...ประโยคนั้น เราไม่เถียงหรอก แต่เราว่ามันยังเขียนไม่จบ

เราขอเขียนให้จบว่า

“ถึงที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ ......แต่มันก็ไม่ได้มีแค่ทุกข์

เพราะในขณะเดียวกัน ที่แห่งนั้น ....มันก็มีสุขเช่นเดียวกัน”


(แฮ่ม....คมป่ะล่ะ อิอิ)


ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆทุกอย่างที่ให้กันมา

ขอบคุณที่ทำให้เข้ามาแต่งเติมความสุข และความสวยงามให้ชีวิตที่เคยมีสีเทาๆได้เปลี่ยนเป็นสีที่สดใส

แม้จะเป็นแค่ช่วงระหว่างทาง แต่มันก็คือความรู้สึกที่มีค่า

(เจ้าตัวจะได้อ่าน และรู้ตัวไหมเนี่ย)


ยุค 5 ปัจจุบัน

เอ....เราว่าบล็อกนี้ยาวไปแล้วมั้ง เดี๋ยวคนอ่านจะเบื่อซะก่อน พอแค่นี้ก่อนละกันเนอะ

เรื่องราวในยุคนี้ ขอติดไว้ก่อนนะ อีก 5 ปีข้างหน้า ค่อยเขียนเล่าให้ฟังละกัน :P อิอิ



 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2552 0:27:02 น.  

เรื่องดีๆของชีวิต

ชีวิตช่วงนี้ มีความสุขดี
ไม่ได้สุขมากมาย แต่ก็สุขแบบเรื่อยๆ
ไม่ได้มีเหตุการณ์พิเศษอะไร
ก็เป็นชีวิตปกติธรรมดานี่แหละ แต่เมื่อมองดูดีๆ เราก็พบว่า มันมีเรื่องดีๆตั้งมากมายแน่ะ


งานที่ปรับตัวได้มากขึ้น >>
เทอมนี้ เริ่มปรับตัวได้มากขึ้นอย่างมากๆแ้ล้ว ความคิดเริ่มเข้าสู่จุดสมดุลแล้ว เริ่มรู้ว่าเด็กเป็นยังไง และรู้ว่าเราทำได้แค่ไหน มันก็เริ่มจะคาดการณ์อะไรๆได้มากขึ้น ทำให้คาดหวังกับตัวเองแต่พอดีๆ ไม่คาดหวังสูงจนเกินไป แต่ก็ไม่หมดหวังกับชีวิต และก็พยายามที่จะพัฒนาเท่าที่จะทำได้ เรารู้ตัวเองว่าเราไม่ใช่คนเก่ง แต่อย่างน้อยเราก็ตั้งใจและพยายาม

ความหนักที่กำลังพอดี >>
งานตอนนี้ นับว่าความเหนื่อยความหนัก อยู่ในระดับกำลังดี
ไม่หนักหนาสาหัส จนกระทั่งไม่มีเวลาส่วนตัวให้ชีวิต
แต่ก็ไม่ว่างเกินไป จนรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า
หนักพอประมาณ กำลังดี มีเรื่องให้เหนื่อยพอเป็นสีสัน ให้รู้สึกว่าชีวิตนี้ยังมีคุณค่าอยู่บ้าง แต่ก็ยังพอมีเวลาเจอเพื่อนๆ มีเวลาทำสิ่งที่ชอบ


ความเหงาที่น้อยลง กับความผูกพันที่มากขึ้น >>

และเทอมนี้ เราก็เริ่มสนิทกับเด็กๆมากขึ้น มันก็ทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้น เริ่มคุยเล่นกันได้ ก็เริ่มสนุกละ เริ่มกล้าแกล้งเด็ก กล้าปล่อยมุข + แซวเด็กละ 55 เวลาสอนหน้าห้อง ก็สนุกขึ้น รู้สึกสบายๆ ไม่เกร็งอย่างช่วงแรกๆ เวลายืนเวร ก็เหงาน้อยลง เพราะเริ่มสนิทกับเด็กมากขึ้น เวลาเด็กม.6เดินผ่าน ก็มีคนให้คุยเล่นทักทายด้วย

ยิ่งนานไป ความรู้สึกรักและผูกพันกับเด็กรุ่นนี้มันก็มากขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นอย่างมากมายด้วย (แม้จะรู้ว่าสุดท้ายก็ต้องจากกันก็ตามเถอะ)

นอกจากเด็กๆแล้ว เราว่าเราก็เริ่มสนิทกับเพื่อนๆครูมากขึ้นด้วย (ความจริงต้องเรียก พี่ๆครู และครูๆครูถึงจะถูก 55 ) จากการที่ได้ตีแบดตอนเย็น ไปกินข้าวกัน บางวันก็ไปเที่ยวกัน ...อืม เราชอบชีวิตแบบนี้อ่ะ ชีวิตแบบที่ไม่ใช่เลิกงานแล้วกลับบ้าน พี่ๆที่นี่ทุกคนก็น่ารัก + นิสัยดี ยิ่งนานไปก็ยิ่งรู้สึกสนิทและผูกพัน สิ่งนี้เราก็เรียกมันว่าความสุขเช่นกัน


มิตรภาพที่ไม่เคยจางหาย >>


ถึงเราจะมีมิตรภาพใหม่เกิดขึ้นที่นี่มากมาย
แต่มิตรภาพเดิม ของเพื่อนที่คณะ , เพื่อนสมัยเรียนมาแตร์ ก็ยังคงอยู่
ไม่อยากใช้คำว่า "เพื่อนเก่า" เพราะเรารู้สึกว่า คำว่า "เพื่อน" มันไม่มีวันเก่าหรอก

เพื่อนที่คณะ ...
เราดีใจ ที่ทุกวันนี้ เพื่อนๆกลุ่มนี้ ไม่เคยห่างหายกันไป
รู้สึกว่าตั้งแต่จบมา ไม่มีเดือนไหนที่เราไม่ได้เจอกันเลยมั้ง ไม่ได้นั่งนับ แต่เรารู้สึกอย่างนั้น ว่าเรายังเจอกันอยู่เสมอ ไม่เคยห่างหาย
แม้ว่าจะไม่ได้เจอกันพร้อมหน้าครบแก๊งค์ แต่ก็ยังได้เจอกัน
บางวันนัดกัน แต่สุดท้ายมีคนว่างมาแค่สองคน ก็เคย .... วันนั้นมีแค่เรากับโรส แต่โรสก็พูดมาประโยคนึงซึ่งเราชอบ ก็คือมันบอกว่า "คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณนะเว่ย" ก็คือหมายถึงว่า ถึงจะมีจำนวนคนน้อย แต่ก็เป็นเพื่อนที่สนิทใจ ดีกว่าที่มีเพื่อนมาสิบกว่าคน แต่ไม่สนิทใจเลยสักคน ...เออ จริงทีเดียว

เราดีใจ ที่เรามีเพื่อนดีๆ ที่สนิทใจอย่างนี้
ถึงพวกเราจะไม่เคยมานั่งพูดคำหวานๆให้กัน เจอกันก็มีแต่จะแกล้ง จะแซวกัน
แต่เราก็เชื่อว่าทุกคนในกลุ่มก็รู้กันในใจว่า เหนื่อยเมื่อไหร่ เราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้ แต่เราก็มีเพื่อนๆกลุ่มนี้ ที่พร้อมเข้าใจและอยู่ข้างเราเสมอ
นึกถึงเพลง "ฉันดีใจที่มีเธอ" ของพี่บอย โกฯ ...รู้สึกอย่างนั้นเลย

ส่วนเพื่อนที่มาแตร์ ...
เราอาจจะไม่ค่อยได้ติดต่อกัน ถ้านับครั้งที่เจอกัน คงใช้หน่วยเป็นปี ว่าปีละกี่ครั้ง
แต่ถึงจะไม่ค่อยได้เจอ แต่ความรู้สึกดีๆที่มีให้กัน มันก็ไม่เคยหายไปไหน
เชื่อเรื่องสายใยที่มองไม่เห็นไหม.... สายใยระหว่างเพื่อนที่ส่งถึงกัน

วันก่อนหน้ากีฬาสีไม่กี่วัน เรานั่งคิดถึงเพื่อนๆ
อยู่ดีๆ ก็คิดถึงเมวิขึ้นมา ก็เลยโทรหา จะชวนมากีฬาสี
ได้คุยกัน เมวิบอกว่า รู้มั้ยแก วันนี้เราเครียดมาก กำลังคิดอยากคุยกับแกอยู่พอดี แล้วแกก็โทรมา
ไม่รู้นะั ว่ามันเป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือเป็นเพราะสายใยเราเชื่อมกันจริงๆ
ตลอดปี แทบไม่ได้โทรหากัน แต่วันที่โทร เป็นวันที่อีกฝ่ายกำลังต้องการพอดี

กับอีกเรื่องนึง วันก่อน เราเอาซีดีวันคริสต์มาสสมัยเราม.6 มาเปิดดู พอวันกีฬาสี นู้ดมา ก็เล่าให้มันฟัง ว่าวันก่อนเราดูซีดีสมัยก่อนแหละ เพลงยิ้มนี้เพื่อเธอ.... นู้ดมันก็บอก "เฮ้ย แกพูดเหมือนวิวเลย วันก่อนวิวมันก็พูดเรื่องนี้ มันเพิ่งหยิบซีดีมาเปิดดูเหมือนกัน"

ความบังเอิญหรือเปล่านะ


ความทรงจำดีๆที่ไม่เสื่อมคลาย >>

ชีวิตนี้ เรารู้สึกดี ที่มีเรื่องดีๆในวันเก่ามากมายให้คิดถึง

กลับมาที่มาแตร์ ก็ได้เห็นการซ้อมเต้นกีฬาสี ก็ทำให้นึกถึงช่วงเวลาเก่าๆสมัยเรา อีกเดี๋ยวก็จะมีบอร์ดคริสต์มาส
เวลามีงานมีกิจกรรมที่คณะ เราก็ยังได้กลับไปสู่บรรยากาศเก่าๆ ไม่ว่าจะเป็นค่ายลานเกียร์ , ลอยกระทง ฯลฯ
เวลาว่างๆ บางทีก็เอาสมุดเฟรนชิพเก่าๆ ซีดีเก่าๆมานั่งเปิดดู ... ได้น้ำตาไหลไปพร้อมกับมีรอยยิ้ม

และเราก็พบว่า การได้คิดถึงวันคืนเก่าๆ มันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง
และเราก็รู้สึกดี ที่ชีวิตนี้ มีความทรงจำดีๆเกิดขึ้นมากมาย เป็นความทรงจำดีๆที่จะไม่เลือนหายไป

แต่การคิดถึงวันเก่าๆ มันก็ไม่ได้ทำให้เรามองข้าม "วันนี้" ไป
เพราะเราก็รู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ...อีกไม่นานมันก็จะกลายเป็นความทรงจำดีๆสำหรับอนาคต


ความฝัน ที่ไม่เคยสลาย >>

นอกจากงานประจำ เราก็ยังมีความฝันเล็กๆ ที่ยังไม่หายไปไหน
นั่นคือความฝันในเรื่องการเขียน อยากจะมีหนังสือพ๊อกเก็ตบุ๊คของตัวเองซักเล่ม ( กะจะเขียนส่งในโครงการadd ของอะเดย์ที่เปิดโอกาสให้คนธรรมดาส่งผลงานไป แต่จนแล้วจนรอดก็ยังเขียนไม่เสร็จซักที ) แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร เพราะเราเชื่อว่าการเขียนที่ดี คือจะต้องมีความสุขในการเขียน เพราะฉะนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องไปกดดันตัวเองอะไร ว่างเมื่อไหร่ก็เขียน (หาข้ออ้างหรือเปล่าหว่าตู)

นึกถึงคำพูดพี่จิกที่ว่า ความฝันก็ควรเป็นเหมือนไฟที่กรุ่นๆ เพราะถ้าไฟมันแรงเกินไป บางทีก็ทำให้เชื้อเพลิงที่เป็นไม้ มอดเร็วเกินไป ... อืม จริงๆ

เป็นฝันเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก แบบชื่อหนังสือของหนุ่มเมืองจันท์ดีกว่าเนอะ
นอกจากการเขียนแล้ว เราก็ยังชอบการเขียนเพลงอยู่ แม้ว่าช่วงนี้จะห่างหายไปนาน
พรุ่งนี้ก็จะไปเป็นสตาฟค่ายเพลงสร้างสุขแล้ว จากที่ปีก่อนเป็นนักเรียน คาดว่าไฟของการแต่งเพลงต้องคุกรุ่นขึ้นมาอีกรอบแน่ (ตอนนี้ก็พยายามแต่งอยู่เพลงนึง แต่แต่งไม่ค่อยออกเลย)

นอกจากนี้ ก็ยังคุยกับเพื่อนเล่นๆเรื่องอยากทำหนังสั้นกัน ก็ไม่แน่ ถ้าคุยกันจริงๆจังเมื่อไหร่ อาจมีเรื่องสนุกๆทำอีกก็ได้

โดยสรุปก็คือ เราดีใจที่ตอนนี้เราก็ยังคงมีความฝัน ยังคงรู้สึกสนุกกับชีวิต รู้สึกว่าชีวิตนี้มีอะไรที่น่าค้นหา น่าเรียนรู้อีกมากมาย

พ่อแม่ที่ยอมให้เราเลือกเส้นทางตามแต่ใจ >>

นับว่าเป็นโชคดีมหาศาลของชีวิต ที่พ่อแม่ค่อนข้างตามใจเรา ยอมให้เราเลือกเส้นทางของชีวิตตามใจที่เราอยากทำได้ ตั้งแต่ตอนเลือกคณะ ก็ยอมให้เราเข้าวิศวฯ ทั้งที่จริงแม่อยากให้เข้าบัญชี พอทำงาน ก็ดันออกจากงานดีๆเงินดีๆ มาเป็นงานที่ออกจะเงินน้อยสักหน่อย พ่อแม่ก็ตามใจ ตอนเรียนอยู่วิศวฯ พ่อแม่ก็ยอมให้เรากลับบ้านดึกๆเวลาทำกิจกรรม ยอมให้ไปค่ายทุกค่ายที่อยากไป ให้ทำกิจกรรมทุกอย่างที่อยากทำ ไม่เคยห้าม (ถึงห้ามเราก็ดื้ออยู่ดี 55 ....อ้าว ซะงั้นอ่ะ) ก็นับเป็นโชคดีอย่างหนึ่งของชีวิตเลย

เป็นเป็ดที่มีความสุข >>

เราตอนนี้ ก็ยังอยู่ในช่วงค้นหาตัวเอง
ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอนาคตจะไปทางวิทย์หรือทางศิลป์ดี
วิทย์ก็ชอบ ศิลป์ก็รัก แต่ถ้าถามว่าเก่งด้านไหนจริงๆมั้ย ก็ไม่
เหมือนเป็ด ที่ชอบทั้งบิน และว่ายน้ำ แต่ก็ไ่ม่มีที่ดีสุดๆซักอย่าง
แต่เราก็ว่า เรามีความสุขที่เป็นเป็ดอย่างนี้นะ
ได้เห็นทั้งท้องฟ้า และใต้น้ำ แม้จะไม่ได้ขึ้นสุดโต่งซักทางก็ตาม

8;k,l6-0kd8e;jkiyd >>
C8j,u.8i.sh8nv57'dHme.sh=u;b9,u8;k,l6-c]h;]jt 57'0tw,jl,s;y' c9jdH,u8;k,l6-wfh
(อยากรู้ แปลรหัสเอาเองนะ)

-----------------------------------------

บางคนอ่านแล้วอาจรู้สึกว่าเราโชคดี
แต่เราว่าไม่หรอก
เราว่าเราไม่ได้โชคดีไปกว่าคนอื่นหรอก
เพราะเรื่องที่เป็นปมด้อยเราก็ยังมี เรื่องที่กี่ครั้งกี่หนก็ไม่สมหวังมาตลอดชีิวิตก็มี ช่วงเวลาที่เหงาๆก็ยังมี
แต่สิ่งเหล่านั้น เราว่ามันก็เป็นธรรมชาติของชีวิตที่ต้องเจอ
และมันก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะเอามาทำให้ใจมัวหมอง
สู้เอาเรื่องดีๆในชีวิตมาเป็นประเด็นให้ใจมีสุขดีกว่า

เราว่า ถ้ามองดูดีๆแล้ว เราทุกคนล้วนมีความโชคดีอยู่ในตัวเองทุกคน
เพียงแต่จะมองเห็นมันหรือเปล่า เคยมองหามันหรือเปล่า

เคยรู้สึกมั้ย ว่าคนโชคดีส่วนใหญ่มักไม่รู้ว่าตัวเองโชคดี
เหมือนอย่างเวลาเราได้ยินเรื่องชีวิตใครสักคน แล้วรำพึงว่า "เค้าโชคดีจังเลยนะ ที่ได้......."
ในขณะที่เจ้าตัวที่ถูกพูดถึง กลับไม่เคยรู้สึกเลยว่าตัวเองโชคดีแค่ไหน

ยกตัวอย่างเช่น
ใครๆก็ต่างมองว่า นางสาวเชียงชึมชึมโชคดีมากมาย ที่เป็นแฟนกับนายคิมจังเดื๊อก ที่รักเธอมากเหลือเกิน
แต่ถ้าถามนางสาวเชียงชึมชึมเอง เธออาจจะไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเลย กลับบ่นเสมอว่าคิมจังเดื๊อกตดเหม็นจัง เป็นต้น

คนโชคดี บางทีก็ไม่รู้ตัวว่าตัวเองโชคดี

แล้วคำว่า "โชคดี" มันขึ้นกับอะไรกันแน่หนอ
เราว่า คำว่า"โชคดี" มันไม่ใช่แค่ขึ้นกับ "โชค" แล้วล่ะ
แต่มันคงต้องขึ้นกับ "การมอง" ด้วยล่ะมั้ง

เราว่าถ้ามองหาดีๆ เราทุกคนก็น่าจะมีความโชคดีอยู่ในตัวกันทุกคน
ขอให้หาความโชคดีเจอนะ
ถ้าเจอแล้วยังไง อย่าลืมเขียนเล่าให้ฟังมั่งล่ะ :)

 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2551 22:44:20 น.  

เมื่อเดินต่อ

หลังจากผ่านความยากของ "การเริ่มต้น" มาได้ อะไรๆก็ดูไม่หนักหนาแล้ว
ที่เราเคยบอกว่าการทำงานก็เหมือนการเดินขึ้นภูเขา ช่วงปิดเทอมก็เหมือนช่วงหยุดพัก ณ จุดชมวิว
พอเปิดเทอม ก็ืคือการเริ่มเดินต่อ
และเราก็พบว่า การเดินในช่วงนี้ มันไม่ยากเย็นเท่าช่วงแรกแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเส้นทางมันสบายขึ้น หรือเราแข็งแรงขึ้นกันแน่
หรืออาจจะเป็นเพราะเราเริ่มรู้จักวิธีการเดินเขามากขึ้น เลยทำให้ไม่ค่อยหกล้มหัวคะมำแล้วก็เป็นได้

และการได้หยุดพักที่จุดชมวิวตอนนั้น นับว่าเป็นช่วงสำคัญ เพราะมันทำให้เราได้ "จัดเป้หลัง" ใหม่
ซึ่งเราพบว่า ที่ผ่านมานั้น เราแบกอะไรก็ไม่รู้มากมายเต็มเป้หลังไปหมด ซึ่งมันทำให้เราหนักโดยไม่จำเป็นเลย ไม่ว่าจะเป็น ความคาดหวังของตัวเอง , ความคาดหวังของคนอื่น , คำพูดคนอื่น , ความคิดคนอื่น , คำสบประมาท , ความกังวล และความอะไรต่ออะไรอีกมากมาย นี่แหละมั้ง หนึ่งในสาเหตุที่การเดินในช่วงนั้นมันเหนื่อยซะเหลือเกิน

พอได้หยุดพัก ก็ได้มีเวลารื้อเป้หลัง และเคลียร์ขยะที่ไม่จำเป็นโยนมันทิ้งไป
ทำให้การเดินในช่วงที่สองนี้ สบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีอะไรหนักๆถ่วงไว้ที่หลังอีกแล้ว
ขยะที่มีคนโยนมาให้ และเราก็เผลอรับมันมาแบกไว้ซะตั้งนาน ก็ได้เวลาโยนมันทิ้งไปแล้ว
คำพูดบางคำ จากคนบางคน(ที่เราก็ไม่รู้ว่าใคร) ..ที่เคยทำให้เรารู้สึกแย่ เราก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจอีกแล้ว ไม่ถือโทษโกรธเคืองอีกแล้ว (จะว่าไป เค้าอาจจะไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้นก็ได้)

เดินเป็นมากขึ้น , เป้หลังเบาขึ้น อะไรๆก็ง่ายขึ้นเยอะ

แถมยิ่งเดินมาไกล วิวสองข้างทางก็ยิ่งสวย
มันก็เป็นกำลังใจดีๆให้ก้าวเดินต่อไป

และเมื่อมองย้อนกลับไปในวันก่อน ก็ได้รู้สึกว่าเรื่องที่เราเสียน้ำตาเมื่อเทอมก่อนนั้น มันก็แค่เรื่องขี้ปะติ๋วจริงๆ

เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้เจอปัญหาอะไร ก็เดาได้ ว่าปัญหาใหญ่ในวันนี้ มันก็แค่เรื่องขี้ๆ เมื่อมองย้อนกลับมา

การเดินต่อไปนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกัน
บางจังหวะอาจจะมีบ้างที่ "หนักหนา"
แต่มันก็ "ไม่เหลือบ่ากว่าแรง" อย่างแน่นอน

จะเดินต่อไปพร้อมรอยยิ้มครับผม

 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2551 22:42:09 น.  

ณ จุดชมวิว

เราเคยเปรียบเทียบชีวิตการทำงานของเราเป็นการเดินขึ้นเขา
ช่วงเวลาปิดเทอมที่ผ่านมา ก็เหมือนการแวะพัก ณ จุดชมวิว

นอกจากจะได้พักแขนพักขาให้คลายเหนื่อยล้าแล้ว
มันยังทำให้ใจได้ทบทวนช่วงเวลาที่ผ่านมาอีกด้วย

การเดินทาง จำเป็นต้องมีช่วงเวลาพัก
ร่างกายต้องการการพัก
ใจก็เช่นกัน นอกจากต้องการพักแล้ว ใจยังต้องการเวลาเพื่อทบทวนสิ่งที่ผ่านมาด้วย

พอความเหนื่อยคลายลง
เราก็จะมองเห็นสิ่งที่ผ่านมาในมุมที่แตกต่างไป
แตกต่างจากมุมที่เราเคยมอง ตอนที่เรายังเหนื่อยล้า

อุปสรรค ที่เคยรู้สึกว่าหนักหนา
จนเสียน้ำตา รวมแล้วเป็นถัง
แต่พออุปสรรคเหล่าั้นั้นกลายเป็นความหลัง
พอคิดอีกครั้ง มันก็ไม่ใช่เรื่องหนักเรื่องหนาแต่อย่างใด

แต่ที่ตอนนั้น เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่
ก็คงเป็นเพราะความเหนื่อยล้าที่สะสมมากมาย
จนทำให้ท่อนไม้ที่ขวางทาง มันดูช่างยากเหลือเกินที่จะก้าวขาข้ามไป

แต่ไม่ว่าอย่างไร
เราก็ผ่านมันมาได้
ไม่เห็นตายสักกะหน่อย

ณ จุดชมวิว
เมื่อหันกลับไปมองวิวข้างหลังที่เราเดินผ่านมา
สิ่งที่พบคือความสวยงาม

ถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่เดินอยู่ จะมีหลายครั้งที่รู้สึกแย่
แต่พอมองกลับไปจากจุดชมวิวตรงนี้ เรากลับมองไม่เห็นความรู้สึกแย่ตรงนั้นแล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา ไม่ว่าจะดีร้าย
มันก็กลายเป็นความทรงจำที่ดี

วันนี้ ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องก้าวเดินต่อไป
พักมานาน การก้าวขาก้าวแรก อาจจะยากสักหน่อย
แต่มันก็ไม่ยากเท่ากับการเริ่มครั้งแรกที่ตีนเขาแน่ๆ
แน่นอน ว่ามันจะต้องเหนื่อยอีกครั้ง ทั้งกายและใจ
แต่มันก็คงไม่มากเท่าครั้งแรก
และเราก็พอจะรู้แล้วล่ะ ว่าเราจะจัดการยังไงกับมันบ้าง
อาจจะร้องไห้อีก
แต่ก็รู้ ว่าสุดท้าย มันก็จะกลายเป็นความทรงจำดีๆ

ถ้าชีิวิตคือการเดินทาง
เราก็คงกำลังเดินทาง เพื่อตามเก็บความทรงจำดีๆให้ชีวิต

 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2551 22:41:21 น.  

1  2  3  4  5  6  

may_intania

Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]

จะเปลี่ยวจะเดียวดาย
ไม่มีใครอยู่เคียงกาย..สักคนหนึ่งนั้น
"ให้ใจมีฝันอยู่เคียงใจ"

(จากเพลง ย้ำคิดย้ำฝัน ของเฉลียง )
 
Group Blog

 
All Blogs

 
Friends' blogs
[Add may_intania's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.