|
(หงสา) ขอเรียนเชิญไปเป็นแขกที่บ้านข้าน้อยบ้าง
เป็นที่รู้กันนานแล้วว่า คนที่เข้มแข็งนั้นจะมีชีวิตอยู่เพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ ในขณะเดียวกัน คนที่อ่อนแอก็จะอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาอุดมการณ์ของผู้อื่นโดยขอเพียงเพื่อให้ตนยังอยู่รอด แต่สิ่งที่ผมเพิ่งจะรู้ก็คือ ผมเองนั้นเคยเป็นคนประเภทแรก...แต่ตอนนี้ผมกลับกำลังเป็นคนจำพวกหลัง
แล้วคุณล่ะครับเป็นคนประเภทไหน?
ด้วยจำนวนกว่า 33 เล่มของหงสาจอมราชันย์ มันคงจะเป็นการยากที่จะตอบได้ว่าคนอ่านอย่างเราๆชื่นชอบตัวละครหรือการกระทำใดมากที่สุด แต่โดยส่วนตัวแล้วผมเคยยึดเอาแปดพิสดารเป็นแม่แบบที่อยากเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่หากจะถามว่าแล้วผมชอบคนไหนที่สุดล่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงจะตอบไม่ถูกเหมือนกันครับ เพราะผมเคยทั้งอยากจะหัวอณุรักษ์อย่างไม่งมงายเหมือนซุนฮก อยากจะสุขุมและอดทนอย่างอ้วนปึง อยากจะมีความคิดอ่านลึกล้ำเหมือนกาเซี่ยง อยากจะเป็นผู้นำและเชี่ยวชาญการวางแผนเหมือนจิวยี่ อยากมีคารมดีเหมือนบังทอง รวมไปถึงอยากจะรู้เท่าทันทั้งผู้คนและสถานการณ์ดั่งขงเบ้ง... แต่พอมาวันนี้ผมสามารถเจาะจงลงลึกได้แล้วว่า ตัวเองชื่นชอบแปดพิสดารคนไหนมากที่สุด...นั่นเพราะอยู่มาวันนึงผมก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่า อยากจะเป็นยอดคนให้ได้เหมือนอย่างกุยแก...(?)
ทำไมถึงเป็นกุยแกน่ะเหรอครับ ก็เพราะตัวผมนั้นมีบางสิ่งที่เหมือนๆกับกุนซือผู้อ่อนแอคนนี้อยู่ นั่นคือเราทั้ง 2 คนต่างก็ป่วยกระเสาะกระแสะด้วยกันทั้งคู่
ผมไม่รู้ว่ากุยแกป่วยขนาดกระอักเลือดแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว แต่ตัวผมเองนั้นป่วยเรื้อรังมานานกว่า 3 ปีแล้ว (และยังไม่มีทีท่าว่าจะหายในเร็ววัน) แต่สิ่งหนึ่งที่กุยแกแสดงให้ผมเห็นก็คือ โรคภัยไข้เจ็บอาจจะเคยทำให้เขาหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตไปบ้าง แต่แล้วเขาก็ยังสามารถที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของตัวเอง(นั่นคือการพยายามพาโจโฉครองใต้หล้า)ได้ในท้ายที่สุด นี่เป็นสิ่งที่ผมชื่นชมในตัวกุยแก เพราะหลังจากการได้มาป่วยเองกับตัวแล้วผมจึงได้รู้ว่า การที่ใครสักคนจะสามารถมีแรงใจต่อสู้กับอาการป่วยไข้ที่ไม่หายขาดได้นั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา
และหลังจากได้กุยแกเป็นไอดอลแล้ว ผมก็มีชีวิตอยู่เพื่ออุดมการณ์ของตัวเองอย่างเต็มกำลัง หลายปีที่ผ่านมาผมทำตามความฝันในการเขียนด้วยการเขียนวิจารณ์หนังลงนิยสารภาพยนตร์ ทำงานให้กับที่บ้านเต็มกำลังราวกับมีสุขภาพปกติดี พอว่างก็มาเขียนกระทู้หงสาทั้งชุดนอน และใช้ชีวิตอยู่กับโรคภัยได้โดยไม่เคยท้อถอย ถอดอก และหมดใจ
แต่แล้ววันนึง ความคิดของผมก็เปลี่ยนไปด้วยปัจจัย 2 ประการ ประการแรกคืออาการป่วยของผมเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ส่วนประการที่ 2 ก็คือผมได้อ่านหงสาจอมราชันย์เล่มที่ 33...

โดยตอนที่เมื่อโรคกำเริบหนักข้อขึ้น มันได้ดึงผมลงไปสู่จุดที่ไม่มีเรี่ยวแรงใดๆจะสร้างความเปลี่ยนแปลงบนโลกอีกแล้ว พอกันทีกับการพยายามจะเป็นยอดคนเพราะแค่จะเป็นคนปกติที่มีสุขภาพแข็งแรงยังเป็นไม่ได้เลย พอกันทีกับการไล่ตามความฝันที่บั่นทอนสังขารและแสนจะทุกข์ทรมาน พอกันทีกับการแสร้งทำตัวว่ามีพลังใจอยู่เหนือกว่าสภาพร่างกาย... พอกันที...ผมไม่อยากเป็นใครในแปดพิสดารแล้ว ไม่ว่าจะพิสดารคนไหนก็ตาม เพราะตอนนี้ผมแค่อยากหายป่วย...แค่อยากหาย...ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม โดยการเปลี่ยนความคิดทิ้งไอดอลเดิมในคราวนี้ เกิดขึ้นเมื่อผมได้รู้จักกับต้าเซียน - อิเกียด
จริงอยู่ว่าในทีแรกลัทธิไท่ผิงของเขาแลดูอาจจะเหมือนกับพวกลวงโลกที่เอาเปรียบหลอกคนที่ด้อยกว่า เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าคนปกติดีใครเขาจะไปเข้าไอ้ลัทธิแบบนี้กัน จะมีก็แต่คนที่กำลังเดือดร้อนหรือจิตใจอ่อนแอเท่านั้นแหละถึงจะหลงกล จนพวกกุนซือแปดพิสดารต่างพากันออกมารีบขุดรากถอดโคน เหล่าสาวกก็ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกบ้าและมัวเมา รวมไปถึงถูกก่นด่าว่านี่คือคนที่มาพร้อมกับพิชัยยุทธ์ที่ต่ำช้าที่สุดในแดนดิน
แต่สิ่งที่อิเกียดพูดกลับทั้งน่าฟังและเอาไปคิดตามอยู่เหมือนกัน อิเกียดบอกว่า ทอดตาทั่วแผ่นดิน แปดพิสดารในตอนนี้กับสิบขันทีในตอนนั้นจะต่างกันตรงไหน อิเกียดให้เหตุผลที่ลัทธิไท่ผิงได้รับการยอมรับว่าเกิดจากหลายลางบอกเหตุ โดย 2 ใน 3 ลางที่ว่าคือ ฮ่องเต้เสื่อมอำนาจ และเหล่าขุนนางออกมาแย่งชิงแผ่นดินจนบ้านเมืองปั่นป่วน โดยสิ่งที่น่าสนใจก็คือ 2 ลางบอกเหตุนี้ปรากฏมาเนิ่นนานแล้วตั้งแต่ตอนที่ตั๋งโต๊ะบุกเข้าเมืองเหลวง แต่การที่อิเกียดยังคงไม่เคลื่อนไหวก็เพราะยังรอคอยลางบอกเหตุที่ 3 นั่นก็คือ... การมาของแปดพิสดารที่จะเติมเต็มส่วนของ ประชากรหนุน ให้กับแผนการ
กล่าวคือ แม้ประชาชนจะเดือดร้อนจากการที่ราชวงค์ฮั่นเสื่อมอำนาจและขุนนางต่อสู้กันก็จริง แต่การที่จะให้ลัทธิได้รับการตอบรับอย่างสูงสุด จำต้องปล่อยให้เหล่าแปดพิสดารเปิดศึกกันเองก่อน ยิ่งคนมีความสามารถมาทำสงครามกันยิ่งมาก ประชาชนก็จะยิ่งเดือนร้อนและมองหาที่พึ่งพิงทางใจมากขึ้นตามไปด้วย
ส่งผลให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า แปดพิสดารนั้นเข้าข่ายเป็นมารร้ายมีส่วนในการสร้างความเดือนร้อนให้แก่ผู้คน และส่งเสริมเปิดโอกาสให้เหล่าลัทธิ์ลวงโลกทำงานได้ง่ายขึ้น

ดังที่อาจารย์คันฉ่องวารีได้พูดเอาไว้ว่า ฝ่ายไหนก็ตามที่มุ่งเน้นการใช้กำลังล้วนแต่เป็นมารร้าย ถึงแม้กองทัพจะไม่ใช่ศาสนา แต่จะอ้างว่าเป็นสถาบันแล้วเที่ยวฆ่าคนแบบนี้ก็ไม่น่าจะสมเหตุสมผลอยู่ดี ดังนั้นแปดพิสดารทุกคนเองก็น่าจะเป็น มารร้าย ด้วยข้อหาที่ไปเข็นฆ่าผู้คน ซุนฮกอ้างอุดมการณ์สังหารข้าศึกไปตั้งมากมาย อ้วนปึงปิดล้มหัวเมืองทางเหนือจนทั้งเมืองเป็นนรกคนเป็นเพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เพียงขอแค่ให้ได้ล้างแค้นกาเซี่ยงกล้าเอ่ยปากให้พ่อของเด็กน้อยยอมสละชีวิต ด้วยหวังเพียงฝึกทหารกุยแกถึงกับฆ่าล้างเมืองซีจิ๋ว ยิ่งจิวยี่นี่ตัวดี ก่อนออกศึกลงใต้จิวยี่หลอกให้ทัพต่างๆตีกันเองจนบาดเจ็บล้มตายระนาว พอเคลื่อนลงใต้ก็ทำศึกเข็นฆ่าข้าศึกมากมาย เมื่อพบเจอข้าศึกใช้พิชัยยุทธ์ซุนวูก็มองว่าเป็นการประลองกลศึก โดยไม่ได้คิดถึงเหล่าชีวิตที่จะต้องสังเวย แถมล่าสุดยังร่วมมือกับเตียวเจียวหวังจะหลอกใช้ชาวบ้านลัทธิไท่ผิงไปเป็นทหารรบกับเล่าเปี่ยวเพื่อแก้แค้นแทนบิดาของซุนเซ็กอีกต่าหาก ส่วนที่เหลืออย่างบังทองเองก็รวมมหานทีเพียงแค่หวังฆ่าคนชิงอำนาจ และใครจะไปนับได้ถี่ถ้วนว่าเมื่อขงเบ้งออกโรงจะฆ่าไปอีกกี่ชีวิต
ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วแปดพิสดารกับลัทธิ์ไท่ผิงจะไปต่างอะไรกัน ด้วยต่างก็หลอกชิงช่วงใช้ผู้คนที่ด้อยกว่าเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ที่ผมเลิกคิดจะเป็นแปดพิสดารก็เพราะแปดพิสดารนั้นได้แต่อ้างคุณธรรมและอุดมการณ์เพื่อชักจูงผู้คน แต่ลัทธิไท่ผิงนั้นกลับเสนอทางเลือกที่มอบความหวัง(ลวงๆ)ให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นและพ้นจากโรคภัยร้าย ซึ่งเมื่อตัวผมเองกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ป่วยจนจิตใจอ่อนแอแบบนี้ อุดมการณ์อันสูงส่งก็แลดูจะไม่น่าดึงดูดใจเท่ากับที่พึ่งพาทางใจ เพราะถึงแม้มันจะลวงๆยังไงก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้ยึดมั่นถือมั่นเลย (ลัทธิไท่ผิงจะไปต่างอะไรกับการไปบนพระบนเจ้าขอให้ตัวเองหายป่วยกันเล่า) มาวันนี้ผมจึงผันตัวเองมาอยากเป็นคนอ่อนแอที่อยู่ใต้อุดมการณ์ของต้าเซียนเพื่ออยู่รอด ดีกว่าจะเป็นคนเข้มแข็งที่สังเวยชีวิตของผู้อื่นเพื่อให้บรรลุอุดมการณ์ของตัวเองเหมือนอย่างเหล่ามารร้ายแปดพิสดาร
แต่สำหรับใครที่ยังมีสุขภาพกายใจแข็งแรง ก็อย่าได้มาเข้าร่วมลัทธิไท่ผิงอย่างผมเลยนะครับ แต่ก็ขอร้อง...ว่าอย่าไปเป็นแปดพิสดารด้วยเช่นกัน...
| Create Date : 18 กันยายน 2552 |
| Last Update : 23 ตุลาคม 2552 20:43:39 น. |
| |
|
|