Bloggang.com : weblog for you and your gang

ฝนเหงาเม็ดท้ายๆ กับลมหนาวหอบแรกๆ

1.
พวกเราทุกคนถูกสร้างมาให้แตกต่างกัน อย่างในแง่ของความเหงาแล้ว ต่างคนต่างก็มีเรื่องให้เหงาไปกันคนละแบบ มีบ้างที่เหงาเมื่อไม่มีคู่รัก บางส่วนเหงาเมื่อขาดเพื่อนคู่คิด คนโน่นจะเหงาเมื่อสายฝนโปรยปราย ส่วนคนนั้นเหงาเมื่อลมหนาวพัดผ่าน คนเราเหงาไม่เหมือนกัน…แต่คล้ายกันแค่ตรงที่เราเหงาอยู่เหมือนกัน



2.
สายฝนไม่เคยทำให้ผมรู้สึกเหงา กลับกันเสียอีก เวลาฝนตกความเหงาแลดูจะสวยงามขึ้นในสายตาของผม โดยไม่คิดจะอ้างอิงทฤษฎีใดๆ…โดยส่วนตัวแล้วผมว่าสายฝนสามารถช่วยชะล้างด้านไม่ดีของความเหงาได้ ส่งผลให้ผมรู้สึกว่าการอยู่ตัวคนเดียวในวันที่ฝนตกกลายเป็นโอกาสให้คนตัวคนเดียวสามารถโรแมนติกได้ โดยไม่ต้องยืมมือ ไหล่ หรืออ้อมกอดของใคร

แต่ลมหนาวนั้นไม่ใช่…เวลาอากาศหนาวๆ ความเหงามักจะเล่นอะไรแรงๆ เมื่อสมัยยังเด็กผมไม่เคยกลัวฤดูหนาวและไม่เคยสวมเสื้อกันหนาว เพราะผมชอบวิ่งเล่นซนเตะบอลทั้งตอนเช้า พักกลางวัน และช่วงเย็นหลังเลิกเรียน จะหนาวสักแค่ไหนวิ่งไปวิ่งมาสักพักเหงื่อก็ท่วมและจะรู้สึกร้อนตับแตกเหมือนๆกันไปซะทุกฤดู แต่มาทุกวันนี้ไม่ได้เตะบอลแล้ว พอตกท้ายๆปีอากาศเริ่มหนาวทีไรก็มักเลยจะรู้สึกเหงาจับขั้วต่อมหมวกไตทุกทีไป นี่ไม่รู้ว่าถ้ากลับใจหันกลับไปเตะบอลอีกจะหายเหงาไหม…หรือจะแค่หายหนาวเฉยๆ…



3.
หลายวันก่อนแวะไปอ่านบล็อกของเพื่อนคนนึง เธอบอกกับผมว่า “ส่วนผสมในการเหงาของเธอคือตอนที่กำลังขับรถ มีฝนตก และกำลังอยู่ในช่วงเวลากลางคืน” โดยเมื่อได้เสียงเพลงจากวิทยุมาช่วยหล่อลื้น เธอก็พร้อมที่จะร้องไห้โฮในทันที ผมขับรถไม่เป็น…เวลาผมเหงา…ผมเดินเหงา ด้วยสำหรับผมแล้วไม่มีที่ไหนจะเหงาไปกว่าถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน ในการออกจากบ้านครั้งล่าสุด เครื่องเล่น mp 3 อาศัยจังหวะที่ผมเดินหายเข้าไปในฝูงคน ลอบเปิดเพลง “หาไม่เจอหรือเธอไม่มี” ของวง Am Fine กล่อมใส่ผม …ผมฟังแล้วได้แต่หยุดยืนนิ่งมองผู้คนที่เดินผ่านไป ผ่านไป และผ่านไป…ไม่มีใครผ่านมาทางผมเลย



“ท่ามกลางผู้คนนับพันหมื่นล้าน…ต้องการแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น”
เพลงเขาร้องแบบนั้น ผมฟังแล้วก็ได้แต่ยืนร้อง(ไห้)แบบผม


ผมสงสัย…ว่าบนโลกใบนี้ก็มีคนเหงาอยู่ตั้งมากมาย แล้วทำไมเราไม่เดินไปเจอคนที่เขาเหงาอยู่แล้วบ้าง เผื่อเราจะได้เติมเต็มกันและกันแล้วประชากรคนเหงาบนโลกจะได้ลดลงพร้อมกันถึง 2 คน แต่นี่อะไร เดินทีไรเจอคู่รักเต็มท้องถนน …หรือว่าโลกใบนี้มันกว้างไป เราเลยหากันไม่เจอ บางคนเหงาอยู่แต่บ้าน อย่างผมเดินเหงาขาดใจอยู่ตามห้าง ส่วนเธอคนนั้นเลือกที่จะนั่งร้องไห้อยู่บนรถ…เราเลยหากันไม่เจอ

มีอีกความสงสัยนึงที่ผมรู้สึกกลัวที่จะได้ยินคำตอบ ก็คือที่ผ่านมาเรายังหากันไม่เจอ…
หรือว่าเธอคนนั้นไม่มีอยู่จริง?



4.
คนเราเหงาแตกต่างกัน … ทั้งต่างสาเหตุ หลากสถานที่ และคนละฤดูกาล ทว่าข้อดีก็คือต่อให้เราจะแตกต่างกันขนาดใด ขอแค่ให้ได้พบเจอและหลงรักกัน…ความเหงานานาชนิดจากทุกสาเหตุ ทุกสถานที่ และทุกฤดูกาลก็จะหายไปโดยพร้อมเพียงกัน

บางทีเราอาจจะแตกต่าง…เพื่อเติมเต็มกัน และ กัน

 

Create Date : 21 ตุลาคม 2552
Last Update : 21 ตุลาคม 2552 17:21:41 น.  

(หงสา) ชมรมนั่งสมาธิที่โพกผ้าเหลืองและสวมเสื้อสี




เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเสียสติไหมครับ?
ผมมักจะรู้สึกแบบนี้ทุกครั้งที่ต้องนั่งสมาธิเลยครับ...ไม่รู้เป็นอะไรไม่ว่าจะลองยังไงก็ไม่เคยนั่งนิ่งๆได้สักที
ขนาดพยายามนับลมหายใจเข้าออกตามตำราดูแล้วก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผล นั่งทีไรเหมือนเป็นคนบ้าเสียสติมือไม้อยู่ไม่สุขทุกทีไป

ย้อนกลับไปสมัยเรียนม.ต้น โรงเรียนของผมนั้นมีวิชา “ชมรม” อยู่ด้วยครับ ซึ่งหลักการของวิชานั้นง่ายมาก คือให้นักเรียนไปเลือกชมรมที่ตนสนใจได้ตามสะดวก งานนี้มีทั้งชมรมเย็บผ้าคหกรรม ปลูกผักการเกษตร หรือห้องสมุดสุดเคร่งเครียด ฯลฯ ซึ่งการที่ชมรมไหนจะเป็นที่นิยมนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าตัวชมรมนั้นสนุก ง่าย และได้เกรด 4 แน่ๆกันหรือเปล่า โดย 1 ในชมรมยอดนิยมตลอดกาลก็คือ “ชมรมพระพุทธศาสนา” งานนี้ง่ายกว่าชมรมอื่นๆมาก เพราะไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ได้เกรด 4 เห็นๆ และสนุกสนานกว่าที่ชื่อชมรมเขียนเอาไว้โข

คือคนที่มารวมตัวกันที่ชมรมนี้ไม่มีใครคิดจะมาศึกษาธรรมะจริงๆหรอกครับ แต่ที่มาเพราะในห้องพระนั้นมีเครื่องปรับอากาศเย็นๆ วันๆไม่ต้องทำอะไรแค่นั่งสมาธิไปเรื่อยๆ พอหมดเวลาก็เลิกเรียน ทนเบื่อนิดแต่คล่องตัวสุดๆ ผู้คนที่มาลงทะเบียนจึงประกอบไปด้วยคนหลายประเภท ทั้งพวกหวังผลประโยชน์จากเกรดง่ายๆ พวกรักสบายที่ชอบห้องแอร์ พวกคึกคะนองตามกันมาอย่างว่าง่าย และอีกหลายต่อหลายประเภทแต่ทว่าไม่มีประเภทที่อยากจะมาตีความพระไตรปิฎกปะปนมาเลยสักคน

ซึ่งไม่แค่นักเรียนที่มาสมัครแต่คุณครูฝึกสอนที่มาคุมเด็กเองก็พอกัน คือพอต้นชั่วโมงมาคุณครูท่านก็ไม่คิดจะเผยแพร่ความรู้อะไรให้กับแก่สัตว์โลก คอยแต่บอกให้นั่งสมาธิกันเงียบๆแล้วเจ้าตัวก็เดินออกจากห้องไปทำอะไรตามใจฉัน...ทีนี้พอครูไม่อยู่...พวกนักเรียนก็เลยหันไปทำอะไรตามใจฉันบ้าง ทั้งวิ่งเล่น นอนหลับ คุยสนั่น และโยนข้าวของเล่นกันอย่างสนุกสนาน

อ่านถึงตรงนี้ผมขอทดเรื่องชมรมพระพุทธศาสนาไว้ก่อนนะครับ
แล้วอยากจะขอให้ทุกคนได้ลองอ่านเรื่องราวของโจรผ้าเหลืองที่ปรากฏในช่วงต้นๆของหงสาประกอบกันดู






ในช่วงตกต่ำของราชวงศ์ฮั่น ราชสำนักมีการโกงกินกันเละจนประชาชนลำบากกันถึงแก่นกลางกระดูกดำ ต่อมา 3 พี่น้องแซ่เตียวอันประกอบไปด้วยเตียวก๊ก เตียวโป้ และเตียวเหลียง ได้ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มคนโพกผ้าเหลืองขึ้น โดยประกาศให้ประชาชนที่อดอยากปากแห้งมาเป็นแนวร่วมโค่นล้มฮั่นกัน และแล้วก็ได้ทั้งเหล่าชาวนาที่ยากจน เหล่าทหารรับจ้างที่เห็นแก่ผลประโยชน์ พวกคึกคะนองที่แห่ตามกันมาเพราะดีกว่าอดตายอยู่กับบ้านเฉยๆ ซึ่งภายหลังกลุ่มผ้าเหลืองนี้ถูกขนานนามใหม่ว่า “กลุ่มโจรผ้าเหลือง” ...ทำไมกลุ่มคนที่ลุกขึ้นมาต่อกรกับระบบคอรัปชั่นถึงถูกตราหน้าว่าเป็นโจรล่ะ?เรื่องของเรื่องคือแนวคิดของเตียวก๊กนั้นใช้เวทมนต์คาถาและอุดมการณ์อยู่ดีกินดีมาสร้างความน่าเลื่อมใสใส่ตนเอง ซึ่งทั้งหมดกำลังไปได้สวย ราชสำนักเองก็มีปัญหากับการรับมือกับเหล่าผ้าเหลืองเอามากๆ แต่ทว่าต่อมาเตียวก๊กกลับล้มป่วยและตายไปในขณะที่อุดมการณ์ยังไม่บรรลุ กลุ่มผ้าเหลืองจึงกลายเป็นงูไม่มีหัว...ซึ่งตามคำโบราณว่าน่าจะเป็นงูที่ไม่เลื้อยแล้ว แต่พวกผ้าเหลืองยังดำเนินการณ์เลื้อยต่อได้...ก็เลื้อยต่อทั้งๆที่ไม่มีหัวนั่นแหละครับ

ซึ่งมันเป็นการเลื้อยต่อที่สูญเสียเป้าหมายเดิมไปแล้ว กองทัพผ้าเหลืองจึงเปลี่ยนจากการโจมตีฮั่นไปหันคมดาบใส่ประชาชนด้วยกันเอง ก่อเกิดเป็นการปล้นสะดม แย่งชิง และการเข่นฆ่าที่ไร้เหตุผล จวบจนได้ชื่อว่าเป็นโจรโพกผ้าเหลืองในท้ายที่สุด

ถึงตรงนี้ผมขออนุญาตทดกรณีของโจรผ้าเหลืองไว้เป็นอีก 1 กรณีนะครับ นั่นเท่ากับตอนนี้เรามีการรวมกลุ่มของผู้คนแล้ว 2 กรณีด้วยกัน... และในกรณีสุดท้ายที่ผมจะขอยกตัวอย่างนั้น ต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่าผมไม่สนับสนุนหรือจะคิดวิจารณ์ใคร เพียงแต่ขอหยิบยกมาเป็นตัวอย่างเพื่อขยายประเด็นของเอนทรี่นี้เท่านั้น ^^





กรณีที่ 3 เป็นเรื่องราวของกลุ่มคนเสื้อสีในบ้านเรา ซึ่งไม่ต่างอะไรกับชมรมพุทธศาสนาและคนผ้าเหลือง ตัวกลุ่มถูกจัดตั้งด้วยอุดมการณ์อันดีและแรงกล้า รวมถึงมีผู้คนหลากหลายประเภทไปรวมตัวกันเหมือนๆกับกรณีอื่นๆที่ผ่านมา ที่นั่นจึงมีทั้งคนที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ พวกที่หวังผลประโยชน์(ที่ต้องการเงินจากการให้เบี้ยเลี้ยงรายสัปดาห์) พวกรักสบาย(หวังไปกินข้าวน้ำที่เขาเลี้ยงฟรี) รวมไปถึงพวกคึกคะนองตามกันไป

(ถึงตรงนี้หยิบเอาอีก 2 กรณีที่ทดไว้มาร่วมคิดต่อได้แล้วครับ) ซึ่งสิ่งที่ผมกำลังจะบอกก็คือ ทั้ง 3 กรณีนี้นั้นมีบางสิ่งที่คล้ายคลึงกัน อย่างแรกเลยทุกกลุ่มเกิดจากความตั้งใจดี กระทรวงศึกษาธิการคงบรรจุชมรมพระพุทธศาสนาด้วยหวังอยากให้เด็กนักเรียนหันมาสนใจธรรมะกันมากขึ้น เตียวก๊กก็คงอยากเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองที่กำลังเลวร้าย(ด้วยวิธีการในแบบของตัวเอง) และกลุ่มเสื้อสีต่างๆก็มีอุดมการณ์ดีๆเป็นของตัวเอง ความคล้ายประการต่อมาคือทุกกลุ่มประกอบไปด้วยคนหลายประเภท ซึ่งในความคล้ายของส่วนนี้เรายังได้พบด้วยว่า...เจ้าคนกลายประเภทที่ว่ามันไม่ค่อยตรงกับคอนเซปต์ของกลุ่มสักเท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่มารวมตัวกันด้วยเหตุผลส่วนตัวที่ไม่คล้องจองไปกับเป้าหมายหลักของกลุ่มเอาเสียเลย

และความคล้ายคลึงประการสุดท้าย...ก็คือ “หลังจากขาดผู้นำกลุ่มไป ทุกกลุ่มจะยังเคลื่อนไหวต่อไปได้...
แต่จะเป็นการเคลื่อนไหวที่ไร้การควบคุม ขาดเป้าหมายที่แน่ชัด มีวิธีการปฏิบัติที่ผิดเพี้ยน และอาจจะถึงขั้นคุ้มคลั่งหลงผิด”

อย่างตอนที่คุณครูหายตัวไป...ในห้องเรียนก็จะเต็มไปด้วยเด็กที่นอนอ่านการ์ตูน วิ่งไล่จับกันไปรอบๆโต๊ะหมู่บูชา และนอนทำสมาธิแบบหลับลึกชนิดเกือบนิพพาน ในประเทศจีนสมัยก่อน พอไร้ผู้นำ โจรผ้าเหลืองก็ออกปล้นชิงฆ่าผู้คนอย่างเมามัว ต่อเนื่อง และยาวนานจนแผ่นดินทั้งลุกเป็นไฟและนองไปด้วยเลือด ในบ้านเรา...หลังจากเหล่าแกนนำถูกแจ้งจับและยอมมอบตัวไปแล้ว กลุ่มคนที่มารวมตัวกันก็ยังดำเนินการณ์ต่อกันเองอย่างผิดทิศผิดทาง พวกป้าๆที่เคยหวังความสนุกได้ไปนั่งเล่นนั่งคุยกันก็สลายตัวกลับบ้าน พวกที่หวังเงินเบี้ยเลี้ยงบางส่วนพอเห็นว่าหมดผลประโยชน์ก็ตีจาก ในขณะที่ก็มีบางส่วนยังอยากได้ต่อเลยเริ่มทำการต่อต้าน จนพวกที่คึกคะนองตามกันมาแห่มาร่วมด้วย จนกลายเป็นกองทัพที่ไม่มีแม่ทัพไว้นำการต่อสู้ให้มีระเบียบหลักการ ขาดกุนซือชี้ทางให้กระทำการอย่างสุขุม และไร้อุดมการณ์ใดๆมารองรับ ส่งผลให้กลายเป็นการก่อให้เกิดความไม่สงบ ปล้นชิงทรัพย์สิน(รถเมล์) ทำการรุนแรง(จับอาวุธขว้างปาหิน) และลุกลามไปถึงขึ้นเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้อื่น(ยึดรถแก็สไปจอดหน้าที่พักอาศัยราวกับจะใช้ชาวบ้านเป็นตัวประกัน)

โดยจากทั้ง 3 กรณีนี้ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในคราวหน้าที่คุณคิดอยากจะไปเข้าร่วมกลุ่มอะไรสักอย่าง ผมอยากจะให้คุณลองนึกถามตัวเองให้ดีเสียก่อนว่า “เราไปเข้าร่วมกับเขาด้วยเหตุผลอะไร” รวมไปถึงอย่างลืมสืบหาด้วยว่าคนที่ไปรวมอยู่ก่อนหน้านั้น “พวกเขากันมาด้วยเหตุผลอะไร”

และเหนือสิ่งอื่นใด เราต้องแน่ใจด้วยนะครับว่า
คนที่เป็นผู้นำกลุ่มจะต้องทำการระดมพลขึ้นโดยอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลอันชอบธรรม...
ไม่ใช่เป็นแค่คนที่ปากบอกว่ามาเพื่ออุดมการณ์ แต่โดยเนื้อแท้แล้วกลับเป็นเพียงแค่คนเสียสติที่อยู่ไม่สุข

 

Create Date : 18 กันยายน 2552
Last Update : 23 ตุลาคม 2552 20:43:34 น.  

(หงสา) ขอเรียนเชิญไปเป็นแขกที่บ้านข้าน้อยบ้าง

เป็นที่รู้กันนานแล้วว่า คนที่เข้มแข็งนั้นจะมีชีวิตอยู่เพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ ในขณะเดียวกัน คนที่อ่อนแอก็จะอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาอุดมการณ์ของผู้อื่นโดยขอเพียงเพื่อให้ตนยังอยู่รอด แต่สิ่งที่ผมเพิ่งจะรู้ก็คือ ผมเองนั้นเคยเป็นคนประเภทแรก...แต่ตอนนี้ผมกลับกำลังเป็นคนจำพวกหลัง…แล้วคุณล่ะครับเป็นคนประเภทไหน?

ด้วยจำนวนกว่า 33 เล่มของหงสาจอมราชันย์ มันคงจะเป็นการยากที่จะตอบได้ว่าคนอ่านอย่างเราๆชื่นชอบตัวละครหรือการกระทำใดมากที่สุด แต่โดยส่วนตัวแล้วผมเคยยึดเอาแปดพิสดารเป็นแม่แบบที่อยากเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่หากจะถามว่าแล้วผมชอบคนไหนที่สุดล่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงจะตอบไม่ถูกเหมือนกันครับ เพราะผมเคยทั้งอยากจะหัวอณุรักษ์อย่างไม่งมงายเหมือนซุนฮก อยากจะสุขุมและอดทนอย่างอ้วนปึง อยากจะมีความคิดอ่านลึกล้ำเหมือนกาเซี่ยง อยากจะเป็นผู้นำและเชี่ยวชาญการวางแผนเหมือนจิวยี่ อยากมีคารมดีเหมือนบังทอง รวมไปถึงอยากจะรู้เท่าทันทั้งผู้คนและสถานการณ์ดั่งขงเบ้ง... แต่พอมาวันนี้ผมสามารถเจาะจงลงลึกได้แล้วว่า ตัวเองชื่นชอบแปดพิสดารคนไหนมากที่สุด...นั่นเพราะอยู่มาวันนึงผมก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่า อยากจะเป็นยอดคนให้ได้เหมือนอย่างกุยแก...(?)

ทำไมถึงเป็นกุยแกน่ะเหรอครับ ก็เพราะตัวผมนั้นมีบางสิ่งที่เหมือนๆกับกุนซือผู้อ่อนแอคนนี้อยู่
นั่นคือเราทั้ง 2 คนต่างก็ป่วยกระเสาะกระแสะด้วยกันทั้งคู่

ผมไม่รู้ว่ากุยแกป่วยขนาดกระอักเลือดแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว แต่ตัวผมเองนั้นป่วยเรื้อรังมานานกว่า 3 ปีแล้ว (และยังไม่มีทีท่าว่าจะหายในเร็ววัน) แต่สิ่งหนึ่งที่กุยแกแสดงให้ผมเห็นก็คือ โรคภัยไข้เจ็บอาจจะเคยทำให้เขาหมดอาลัยตายอยากกับชีวิตไปบ้าง แต่แล้วเขาก็ยังสามารถที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ของตัวเอง(นั่นคือการพยายามพาโจโฉครองใต้หล้า)ได้ในท้ายที่สุด นี่เป็นสิ่งที่ผมชื่นชมในตัวกุยแก เพราะหลังจากการได้มาป่วยเองกับตัวแล้วผมจึงได้รู้ว่า การที่ใครสักคนจะสามารถมีแรงใจต่อสู้กับอาการป่วยไข้ที่ไม่หายขาดได้นั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา

และหลังจากได้กุยแกเป็นไอดอลแล้ว ผมก็มีชีวิตอยู่เพื่ออุดมการณ์ของตัวเองอย่างเต็มกำลัง หลายปีที่ผ่านมาผมทำตามความฝันในการเขียนด้วยการเขียนวิจารณ์หนังลงนิยสารภาพยนตร์ ทำงานให้กับที่บ้านเต็มกำลังราวกับมีสุขภาพปกติดี พอว่างก็มาเขียนกระทู้หงสาทั้งชุดนอน และใช้ชีวิตอยู่กับโรคภัยได้โดยไม่เคยท้อถอย ถอดอก และหมดใจ

แต่แล้ววันนึง ความคิดของผมก็เปลี่ยนไปด้วยปัจจัย 2 ประการ
ประการแรกคืออาการป่วยของผมเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ส่วนประการที่ 2 ก็คือผมได้อ่านหงสาจอมราชันย์เล่มที่ 33...






โดยตอนที่เมื่อโรคกำเริบหนักข้อขึ้น มันได้ดึงผมลงไปสู่จุดที่ไม่มีเรี่ยวแรงใดๆจะสร้างความเปลี่ยนแปลงบนโลกอีกแล้ว พอกันทีกับการพยายามจะเป็นยอดคนเพราะแค่จะเป็นคนปกติที่มีสุขภาพแข็งแรงยังเป็นไม่ได้เลย พอกันทีกับการไล่ตามความฝันที่บั่นทอนสังขารและแสนจะทุกข์ทรมาน พอกันทีกับการแสร้งทำตัวว่ามีพลังใจอยู่เหนือกว่าสภาพร่างกาย...

พอกันที...ผมไม่อยากเป็นใครในแปดพิสดารแล้ว ไม่ว่าจะพิสดารคนไหนก็ตาม
เพราะตอนนี้ผมแค่อยากหายป่วย...แค่อยากหาย...ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
โดยการเปลี่ยนความคิดทิ้งไอดอลเดิมในคราวนี้ เกิดขึ้นเมื่อผมได้รู้จักกับต้าเซียน - อิเกียด

จริงอยู่ว่าในทีแรกลัทธิไท่ผิงของเขาแลดูอาจจะเหมือนกับพวกลวงโลกที่เอาเปรียบหลอกคนที่ด้อยกว่า เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าคนปกติดีใครเขาจะไปเข้าไอ้ลัทธิแบบนี้กัน จะมีก็แต่คนที่กำลังเดือดร้อนหรือจิตใจอ่อนแอเท่านั้นแหละถึงจะหลงกล จนพวกกุนซือแปดพิสดารต่างพากันออกมารีบขุดรากถอดโคน เหล่าสาวกก็ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกบ้าและมัวเมา รวมไปถึงถูกก่นด่าว่านี่คือคนที่มาพร้อมกับพิชัยยุทธ์ที่ต่ำช้าที่สุดในแดนดิน

แต่สิ่งที่อิเกียดพูดกลับทั้งน่าฟังและเอาไปคิดตามอยู่เหมือนกัน อิเกียดบอกว่า “ทอดตาทั่วแผ่นดิน แปดพิสดารในตอนนี้กับสิบขันทีในตอนนั้นจะต่างกันตรงไหน” อิเกียดให้เหตุผลที่ลัทธิไท่ผิงได้รับการยอมรับว่าเกิดจากหลายลางบอกเหตุ โดย 2 ใน 3 ลางที่ว่าคือ “ฮ่องเต้เสื่อมอำนาจ และเหล่าขุนนางออกมาแย่งชิงแผ่นดินจนบ้านเมืองปั่นป่วน” โดยสิ่งที่น่าสนใจก็คือ 2 ลางบอกเหตุนี้ปรากฏมาเนิ่นนานแล้วตั้งแต่ตอนที่ตั๋งโต๊ะบุกเข้าเมืองเหลวง แต่การที่อิเกียดยังคงไม่เคลื่อนไหวก็เพราะยังรอคอยลางบอกเหตุที่ 3 นั่นก็คือ... “การมาของแปดพิสดารที่จะเติมเต็มส่วนของ ‘ประชากรหนุน’ ให้กับแผนการ”

กล่าวคือ แม้ประชาชนจะเดือดร้อนจากการที่ราชวงค์ฮั่นเสื่อมอำนาจและขุนนางต่อสู้กันก็จริง แต่การที่จะให้ลัทธิได้รับการตอบรับอย่างสูงสุด จำต้องปล่อยให้เหล่าแปดพิสดารเปิดศึกกันเองก่อน ยิ่งคนมีความสามารถมาทำสงครามกันยิ่งมาก ประชาชนก็จะยิ่งเดือนร้อนและมองหาที่พึ่งพิงทางใจมากขึ้นตามไปด้วย

ส่งผลให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า แปดพิสดารนั้นเข้าข่ายเป็นมารร้ายมีส่วนในการสร้างความเดือนร้อนให้แก่ผู้คน
และส่งเสริมเปิดโอกาสให้เหล่าลัทธิ์ลวงโลกทำงานได้ง่ายขึ้น





ดังที่อาจารย์คันฉ่องวารีได้พูดเอาไว้ว่า “ฝ่ายไหนก็ตามที่มุ่งเน้นการใช้กำลังล้วนแต่เป็นมารร้าย” ถึงแม้กองทัพจะไม่ใช่ศาสนา แต่จะอ้างว่าเป็นสถาบันแล้วเที่ยวฆ่าคนแบบนี้ก็ไม่น่าจะสมเหตุสมผลอยู่ดี ดังนั้นแปดพิสดารทุกคนเองก็น่าจะเป็น “มารร้าย” ด้วยข้อหาที่ไปเข็นฆ่าผู้คน ซุนฮกอ้างอุดมการณ์สังหารข้าศึกไปตั้งมากมาย อ้วนปึงปิดล้มหัวเมืองทางเหนือจนทั้งเมืองเป็นนรกคนเป็นเพียงเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เพียงขอแค่ให้ได้ล้างแค้นกาเซี่ยงกล้าเอ่ยปากให้พ่อของเด็กน้อยยอมสละชีวิต ด้วยหวังเพียงฝึกทหารกุยแกถึงกับฆ่าล้างเมืองซีจิ๋ว ยิ่งจิวยี่นี่ตัวดี ก่อนออกศึกลงใต้จิวยี่หลอกให้ทัพต่างๆตีกันเองจนบาดเจ็บล้มตายระนาว พอเคลื่อนลงใต้ก็ทำศึกเข็นฆ่าข้าศึกมากมาย เมื่อพบเจอข้าศึกใช้พิชัยยุทธ์ซุนวูก็มองว่าเป็นการประลองกลศึก โดยไม่ได้คิดถึงเหล่าชีวิตที่จะต้องสังเวย แถมล่าสุดยังร่วมมือกับเตียวเจียวหวังจะหลอกใช้ชาวบ้านลัทธิไท่ผิงไปเป็นทหารรบกับเล่าเปี่ยวเพื่อแก้แค้นแทนบิดาของซุนเซ็กอีกต่าหาก ส่วนที่เหลืออย่างบังทองเองก็รวมมหานทีเพียงแค่หวังฆ่าคนชิงอำนาจ และใครจะไปนับได้ถี่ถ้วนว่าเมื่อขงเบ้งออกโรงจะฆ่าไปอีกกี่ชีวิต

ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วแปดพิสดารกับลัทธิ์ไท่ผิงจะไปต่างอะไรกัน ด้วยต่างก็หลอกชิงช่วงใช้ผู้คนที่ด้อยกว่าเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่ที่ผมเลิกคิดจะเป็นแปดพิสดารก็เพราะแปดพิสดารนั้นได้แต่อ้างคุณธรรมและอุดมการณ์เพื่อชักจูงผู้คน แต่ลัทธิไท่ผิงนั้นกลับเสนอทางเลือกที่มอบความหวัง(ลวงๆ)ให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้นและพ้นจากโรคภัยร้าย ซึ่งเมื่อตัวผมเองกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ป่วยจนจิตใจอ่อนแอแบบนี้ อุดมการณ์อันสูงส่งก็แลดูจะไม่น่าดึงดูดใจเท่ากับที่พึ่งพาทางใจ เพราะถึงแม้มันจะลวงๆยังไงก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้ยึดมั่นถือมั่นเลย (ลัทธิไท่ผิงจะไปต่างอะไรกับการไปบนพระบนเจ้าขอให้ตัวเองหายป่วยกันเล่า) มาวันนี้ผมจึงผันตัวเองมาอยากเป็นคนอ่อนแอที่อยู่ใต้อุดมการณ์ของต้าเซียนเพื่ออยู่รอด ดีกว่าจะเป็นคนเข้มแข็งที่สังเวยชีวิตของผู้อื่นเพื่อให้บรรลุอุดมการณ์ของตัวเองเหมือนอย่างเหล่ามารร้ายแปดพิสดาร

แต่สำหรับใครที่ยังมีสุขภาพกายใจแข็งแรง ก็อย่าได้มาเข้าร่วมลัทธิไท่ผิงอย่างผมเลยนะครับ
แต่ก็ขอร้อง...ว่าอย่าไปเป็นแปดพิสดารด้วยเช่นกัน...

 

Create Date : 18 กันยายน 2552
Last Update : 23 ตุลาคม 2552 20:43:39 น.  

(หงสา) กระจ่างในความลักลั่นย้อนแย้ง

“ว่ากันว่าชีวิตคนเรายากจะดำรงเพียบพร้อมทั้งความภักดีและความกตัญญู
คนเราดำรงชีพภายใต้ความลักลั่นย้อนแย้งเช่นนี้เอง”

ตอนที่ผมได้อ่านประโยคนี้ในหงสาจอมราชันย์เล่ม 32 ผมนั่งคิดอยู่พักใหญ่ๆว่า “ถ้าชีวิตมันเป็นซะแบบนี้ แล้วพวกเราควรจะยึดถืออะไรดี” คำตอบแรกที่ผมคิดออกคือ บางทีเราน่าจะเชื่อผู้ใหญ่เอาไว้ก่อน เพราะพวกท่านอยู่มาก่อนน่าจะช่วยให้คำแนะนำหรือเป็นแบบอย่างอะไรได้บ้าง

แล้วผมก็มาค้นพบเจอว่าตัวเองคิดผิด...เพราะบ่อยครั้งไปที่คำสอนของผู้หลักผู้ใหญ่ก็ยังลักลั่นย้อนแย้งเข้าเสียเอง

โดยผมมาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองคิดผิดก็ตอนที่ได้ไปเปิดอ่านนิตยสาร a day เล่ม 102 คอลัมน์ life in a day ของคุณวินทร์ เลียววาริณ ในบทความหน้านั้นจับเอาสำนวนหรือวาทะแบบไทยๆที่มีความหมายแตกต่างกันมาไว้คู่กัน ให้คนอ่านได้ลองอ่านแล้วขบคิดว่า ตกลงแล้วสำนวนของคนโบราณเหล่านี้ สำนวนไหนถูกสำนวนไหนผิด เราควรจะยึดสำนวนไหนไปปฏิบัติดี ...หรือแท้จริงแล้วชีวิตจะลักลั่นย่อนแย้งมาตั้งแต่ก่อนที่พวกเราจะเกิดเนิ่นนานแล้ว ข้างล่างนี้เป็นบางส่วนของสำนวนที่ถูกหยิบยกมาครับ

น้ำขึ้นให้รีบตัก – ช้าๆได้พร้าเล่มงาม (นี่ถ้ากำลังเล่นหุ้นอยู่นี่ มีหวังได้ยิงตัวตายแน่ๆ)
หวานเป็นลมขมเป็นยา – อดเปรี้ยวไว้กินหวาน (อ้าว ตกลงเราควรจะกินขมแต่ไม่กินเปรี้ยวใช่ไหม?)
อย่าข่มเขาวัวขืนให้กินหญ้า – รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี (ถ้ายังไม่แน่ใจใดๆกับ 2 คำนี้ ก็อย่าเพิ่งริไปมีลูกหรือเลี้ยงวัวนะครับ)
อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ – น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า (เอาล่ะสิงานนี้ เอ้า พวกเราตกลงอย่าไปยืมจมูกเสือหายใจนะ!?)
พูดไปสองไพเบี้ยนิ่งเสียตำลึงทอง – พูดชักแม่น้ำทั้งห้า (ตกลงเราควรอยู่เงียบๆหรือพูดให้เยอะๆกันดีครับ)
บ้านเมืองมีขือมีแป – น้ำเชี่ยวอย่างเอาเรือขวาง (ตกลงให้เรายึดกฎหมายหรือกฎหมู่ดีล่ะทีนี้)
ไล่ยาวไปจนถึง อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง – เดินตามผู้ใหญหมาไม่กัด (แล้วไอ้ผู้ใหญ่ที่เดินนำหน้าเรานี่จะไว้ใจได้ไหมเนี่ย!!)


และล่าสุดกับหงสาจอมราชันย์ในเล่ม 32 ที่ยิงคำถามกับถ้อยคำของคนโบราณอีกครั้งทั้ง ผู้จงรักไม่พึงเป็นบ่าวสองนาย – นกดีย่อมเลือกกิ่งไม้เกาะ และอะไรคือเส้นแบ่งกั้นระหว่าง การภักดีจนตัวตาย - ความการอยู่รอดเพื่อสนองความกตัญญู

กับการภักดีจนตัวตายนั้น เราก็ได้พบเห็นอยู่บ่อยครั้งในสามก๊ก ล่าสุดก็กับ “กอสุ้น” ที่สละชีพเพื่อแสดงจุดยืนของตนที่มีต่อลิโป้ กอสุ้นยอมตายไม่ยอมจำนน ซ้ำยังยอมขว้างอาวุธทิ้งเพื่อช่วยผู้เป็นนาย จนตัวเองต้องมือเปล่าท่ามกลางวงล้อมของศัตรู จวบจนถูกสังหารอย่างวีรชน...นี่ใช่ไหมคือ ปลายทางของวิถีแห่งนักรบ

แล้วความกตัญญูในสนามรบล่ะ การอยู่รอดกลับมาเพื่อดูแลบุพการีและลูกหลานไม่สำคัญหรือ? การไปทำสงครามไม่ได้หมายถึงการคาดหวังในชีวิตที่ดีกว่าเมื่อกลับมาหรอกหรือ ถ้าใช่แล้วใยยังมีผู้คนที่คิดยอมสละชีพ ในหงสาตอนที่ 258 ทำเอาผมสะเทือนใจมาก เมื่อนายทหารพ่ายศึกคนนึงด่าทอสาปแช่งสหายเก่าที่ยอมสวามิภักดิ์ว่า “พวกเจ้าต้องไม่ได้ตายดีแน่ ของสาปแช่งให้ตายไร้ที่ฝัง ขาดสิ้นผู้สืบสกุล...ขาดผู้สืบ...” ทันใดนั้นนายทหารคนนั้นเหลือบไปเห็นมารดาและน้องสาวของตนมายืนอยู่ดูการประหารอยู่ด้วย... ตอนนั้นเองที่ทำให้ผมปวดใจแทนนายทหารผู้นั้น เพราะแท้จริงแล้วตัวเขาเองนั่นแหละที่กำลังจะไม่ได้ตายดีและทำให้ครอบครัวขาดผู้สืบสกุล

แต่ในขณะที่ผมยังสับสนกับสำนวนที่ขัดแย้ง ทันใดนั้นก็มีคนก้าวขึ้นมาปัดเป่าความสับสน
จนหลักการที่เคยลักหลั่นย้อนแย้งพลันกระจ่างแก่ใจ คนผู้นั้นคือตันก๋ง






ตันก๋งได้แสดงให้เราได้เห็นถึงจุดยืนที่ว่า “วาทะที่แท้นั้นเข้าได้กับทุกสถานการณ์ และเป็นจริงในตัวมันเองเสมอ แม้จะแลดูขัดแย้งกับคำพูดอื่นๆ” ดังนั้นสำหรับตันก๋งแล้ว...

ผู้จงรักไม่พึงเป็นบ่าวสองนายคือการเลือกอยู่กับลิโป้จนตัวตาย ไม่ขอสวามิภักดิ์แก่โจโฉให้ผู้คนได้ครหา

นกดีย่อมเลือกกิ่งไม้เกาะ โดยตันก๋งให้เหตุผลที่เลือกลิโป้แต่แรกว่า แท้จริงแล้วทั้งลิโป้และโจโฉต่างแย่พอๆกัน แต่ที่ผ่านมาการอยู่กับลิโป้นั้น ทำให้เขาได้ใช้ฝีมืออย่างเต็มกำลัง ไม่ต้องประจบใดๆ อย่างตอนตันก๋งมาหาลิโป้วันแรกก็จวกลิโป้แบบเปิดใจกันเลย (ว่าตกลงลิโป้ฆ่าตั๊งโต๊ะจริงๆ สินะ)

ในขณะที่ “ความภักดี” ของตันก๋งนั้นแท้จริงแล้วราวกับมีให้แก่ฮั่นอยู่เสมอมา ตันก๋งกล่าวว่า สำหรับโจโฉที่เป็น “ขุนนางผู้สร้างชาติและทรราชในยามกลียุค” แล้ว ยามที่ยังอยู่ในกลียุคเช่นนี้ ขุนนางแห่งฮั่นเช่นเขาใยจะควรมารับใช้ทรราชอย่างโจโฉ ในขณะเดียวกันลิโป้คือคนที่ฆ่าโจรกบฏตั๊งโต๊ะ เป็นขุนพลฝั่งซ้ายคนโปรดของฮ่องเต้ รวมถึงยังตั้งตัวเป็นศัตรูกับกังฉินอย่างโจโฉ ดังนั้นลิโป้จึงถือเป็นตัวหมากที่เหมาะสำหรับตันก๋งในการรับใช้เพื่อแสดงความภักดีต่อฮั่น...ตามแบบฉบับของเขาเอง...

ส่วน “ความกตัญญู” ตันก๋งก็ฝากมารดาและลูกหลานต่อไปยังมือของศัตรูผู้มีเกียรติได้อย่างอบอุ่น

จวบจนก้าวสุดท้ายของตันก๋ง เขาก็ได้ฝากอนาคตของต้าฮั่นไว้กับคนรุ่นหลัง
พร้อมทั้งฝากคำสอนสุดท้ายไว้ โดยเมื่อทุกสิ่งบรรลุ...ก็จากไปอย่างสมเกียรติ

โดยเหตุผลที่ตันก๋งตัดสินใจสละชีพก็เพราะ “เขาชราแล้ว หมดความอยากที่จะชักนำคนไปตายอีกแล้ว”
การสละชีพเพื่อหยุดและหลุดพ้นวิถีแห่งการฆ่าฟัน...แลดูเป็นการตายที่ควรค่าแก่การตายเพื่อมัน





หน้าหอไป่เหมินวันนั้น ซุกฮกหนีหน้าหายไป ด้วยไม่อยากเป็นประจักพยานต่อการจากไปของจอมปราชญ์
หน้าหอไป่เหมินวันนั้น โจโฉและเหล่าขุนศึกได้แต่ร่ำไห้ยอมจำนนต่อการตัดสินที่จะสละชีพ
หน้าหอไป่เหมินวันนั้น กุยแกถึงกับชกเสาต่อยกำแพง ด้วยแค้นใจที่ไร้ความสามารถในการที่จะรั้งตันก๋งไว้

หน้าจอคอมพ์วันนี้ ผมทุบเคาะคียบอร์ดจนดึกดื่นด้วยความอาลัย
อาลัยแด่ตันก๋ง...ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ได้มอบความกระจ่างให้แก่ความลั่กลั่นย้อนแย้ง

หน้าจอคอมพ์วันนี้ ผมเศร้าเสียใจต่อการสละชีพโดยไร้ข้อโต้แย้งของตันก๋ง
ด้วยหากชีวิตจำต้องเผชิญหับความลักลั่นย้อนแย้งจริงๆ เราก็ควรจะมีผู้ใหญ่เช่นตันก๋งไว้ให้ได้ขอคำแนะนำ

บนหน้าบล็อกวันนี้ ผมเสียดายที่ตัวเองโง่เขลาไม่รู้เท่าทันดังเช่นซุนฮก
ไม่อย่างนั้น ผมอาจจะไม่ขออยู่อ่านหงสาเพื่อเป็นสักขีพยานในการจากไปของจอมปราชญ์

 

Create Date : 18 กันยายน 2552
Last Update : 23 ตุลาคม 2552 20:43:46 น.  

(หงสา) ชื่อนั้นสำคัญไฉน? มันหาได้สำคัญไม่...หากเราไม่ได้จะเอาทวนไปเสียบใคร!!




เคยมีคนถามผมอยู่บ่อยครั้งว่า ทำไมต้องชื่อ “ขอรบกวนทั้งชุดนอน” ?
ถามกันบ่อยเสียจนผมชักสงสัยเสียเองว่า “นั่นสิ...ทำไมต้องชุดนอน”
อ่าว!...แล้วแบบนี้ใครจะเป็นตอบคำถามล่ะทีนี้...

นอกเหนือไปจากจะการถูกมองว่า “ติงต๊อง” หากเราเอาชื่อจริงมาใช้เป็นชื่อล็อกอินแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมใช้นามปากกาเป็นชื่อล็อกอินก็เพราะ...หากเขียนอะไรแล้วเท่ห์ก็ถือว่าโชคดีไป แต่หากเผลอพลาดท่าเขียนอะไรบ้าๆบอๆไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เข้า...ชื่อจริงที่บุพการีตั้งให้ก็จะได้ไม่ถูกด่าทอจนมัวหมอง นี่หมายถึงในกระทู้พันทิปแต่ในความเป็นจริงนั้น เราไม่ได้ตัดสินคนเฉพาะที่ตอนเขาทำชื่อเสียงของตนให้ดู “เท่ห์” เท่านั้น แต่เราต้องดูกันเลยไปยาวๆถึงตอนที่เขาทำ “พลาดท่าเสียที” ด้วย

หงสาจอมราชันย์ตีพิมพ์มาได้ 31 เล่มแล้ว มีตัวละครหลายต่อหลายตัวที่ออกมาสร้างชื่อเสียงเท่ห์ๆให้กับตัวเองและมีพลาดท่าไปก็ไม่น้อย พูดถึงชื่อของคนที่เท่ห์ๆ...ชั่วโมงนี้คงจะไม่มีใครเกิน “กอสุ้นกับเตียวเลี้ยว” แต่ในที่นี้ไม่ใช่ว่าคนอื่นๆจะไม่เท่ห์นะครับ เพียงแต่ 2 คนนี้มีความเท่ห์ซึ่งแตกต่างจากคนอื่นอยู่นิดหน่อย…ต่างกันตรงไหนลองดูรายชื่อข้างล่างนี้ประกอบคำอธิบาย

โจโฉ
ตอนเท่ห์ – คงจะเป็นตอนที่สอนหลักการให้กับขุนนางตงฉินกลางสนามรบ (จำไว้นะน้องนะ ตงฉินต้องคอยกดกังฉินนะจ้ะ)
พลาดท่า – ตอนที่ขุนพลของตัวเองเจอลิโป้ไล่อัดทีละคน จนตัวเองต้องหนีหัวซุกหันซุนเกือบตายจวบจนอาหว่อมาช่วยทัน

ซุนฮก
ตอนเท่ห์ – ถ้าตอนท๊อปฟอร์มนี่ ขนาดฮ่องเต้ยังอยู่ในกำมือ ตันก๋งยังถูกปั่นหัว หยุดลิโป้ได้ แม้แต่สุมาอี้ก็ยังเคยเจอตบจนเถียงไม่ออกมาแล้ว (เพียะๆ)
พลาดท่า – เจอตันก๋งหลอกอุ้มลักพาตัวไปกลางอากาศ แถมพอหนีได้ก็กลายเป็นแผนปล่อยข่าวลวงอีก ทำพวกตายไปไม่น้อย

กุยแก
ตอนเท่ห์ – พิชัยยุทธ์ทมิฬถล่มซีจิ๋วซะยับ ปล่อยน้ำท่วมแหฝือซะจนเชื้อราเกาะตัวเป็นหิมะเลย
พลาดท่า – วางแผนไปได้ 4 ก้าวก็สลับมาล้มป่วยไป 3 วัน 3 คืน (แป้ว)

สุมาอี้
ตอนเท่ห์ – ทำการค้าสบายตัว หลอกเงินชาวบ้านจนร่ำรวย ลอบสังหารคนอื่นเป็นว่าเล่น และเอาชนะใจสาวได้เท่ห์สุดๆ
พลาดท่า – พลาดทำญาติผู้ใหญ่ตายหมดบ้าน จนตัวเองต้องหนีไปอยู่หลบใต้ถุนบ้านภรรยาเพื่อเอาชีวิตรอด

กาเซี่ยง
ตอนเท่ห์ – “5 วัน ทหาร 1 ส่วน เอาหัวเป็นประกัน” ...สุดยอด... (ว่าแล้วก็เที่ยววิ่งลั่นล้าถวายหัวชาวบ้านเล่นไปเรื่อย)
พลาดท่า – เจอบังทองทั้งจับไปโดยละม้อมและทั้งโดนขึ้นคล่อมเสียจนเตียวสิ้วหันไปนับถือบังทองเป็นกุนซือแทน

บังทอง
ตอนเท่ห์ – ออกมารวมมหานทีถล่มทัพโจโฉไป 4 หมื่นแบบนิ่มๆ แถมปั่นหัวสุมาอี้จนหมุ่นติ้วๆ
พลาดท่า – เลือกนายผิด(เต็มๆเปา) ไอ้มหานทีที่รวมมาเลยกลายเป็นแค่น้ำก๊อกให้อิกิ๋มเอาไปสาดเล่นสงกรานต์

หรือขนาดลิโป้เองที่สมัยก่อนตอนเท่ห์ๆนี่ ทัพนับหมื่นของอ้วนสุดก็ลุยเดียวมาแล้ว แผนการก็ฉลาดไม่แพ้ใครเล่นเอาตั๋งโต๊ะต้องสังเวยชีวิต แต่มาตอนพลาดท่านี่ก็เคยเจอกาเซี่ยงหลอกจนหมดเนื้อหมดตัว เจอสุมาอี้ลวงไปติดกับน้ำท่วมที่แหฝือ เจอไล่ทัพโจโฉกระทืบจนแทบเอาตัวไม่รอด จนตอนนี้ได้แต่นั่งหมดอาลัยตายอยากคาโซฟาไปแล้ว






ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกคนที่กล่าวมานั้นพอตอนเท่ห์ก็เท่ห์ได้บาดใจ แต่พอตอนพลาดท่าก็พลาดกันสุดๆจนต้องเรียกว่าเสียสุนัขกันไปเลยเหมือนกัน และตรงนี้เองที่ทำให้ชื่อของกอสุ้นกับเตียวเลี้ยวโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ... ด้วยเพราะสำหรับ 2 คนนี้ตอนเท่ห์ก็เท่ห์ได้ใจ พอตอนพลาดท่า...ก็ยังพลาดท่าได้เท่ห์กว่าใครๆ!!!

อย่างเตียวเลี้ยว...ตอนเท่ห์นี่เดินป่าเก็บฝืนวางแผนได้เรื่อยๆ ลอบสังหารก็ได้บ้าง นำทัพก็เก่งดี แถมใครเลยจะสามารถฝ่ารัศมีอาวุธของพี่เขาไปได้ พอตอนพลาดท่าก็ยังเท่ห์ได้อยู่ อย่างตอนที่เจองักจิ้นลอบแทงก็เพราะอยู่รั้งท้ายช่วยลูกน้อง(โอว์) ในเล่ม 30 ขนาดตัวเองจนป่วยอ้วกแตกก็ยังสามารถใช้รัศมีกระบี่ครองใจพี่น้องให้อยู่ช่วยต้านศึกต่อไปได้ รวมไปถึงล่าสุดในขณะที่พ่ายแพ้ถูกจับและนายใหญ่หักหลัง วาจาของเขาก็ยังเปิดช่องให้หลักคุณธรรมได้ออกมาสอนคนอ่านอีกต่างหาก

ในขณะเดียวกันกับกอสุ้น...ตอนยังดีๆนี่ร้องเพลง “พี่น้องเร่งอีกนิดๆ” วิ่งไปวิ่งมาถล่มค่ายคนอื่นเขาเป็นว่าเล่น เห็นอันตรายเป็นของสนุก เห็นความตายเป็นเรือนพักใจ ไม่มีถอยไม่มีกลัวแกล้วกล้ากันสุดๆไปเลย พอตอนพลาดท่าติดน้ำท่วมจนไม่มีม้าก็ยังวิ่งเท้าเปล่าไปป่วนทัพโจโฉได้อีก แถมตอนที่บาดเจ็บกลับมาอัมพาตรับประทานก็ยังเอาทวนดามไว้รอบกายขึ้นหลังม้ามาถล่มค่ายได้ต่อ...โอว์....ขนาดเดี้ยงครึ่งตัวก็ยังเท่ห์ได้อีก!!!

นี่แหละครับที่ทำให้ในตอนนี้ผมชอบทั้ง 2 คนนี้มาก ลองดูที่ภาพที่ประกอบตรงหัวเอนทรี่นี้ดูสิครับ (ภาพนี้ผมได้รับมาจากคุณซาลิงเตาอีกที ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ) ภาพนี้เราอาจจะคุ้นตามาจากปกเล่มที่ 30 ซึ่งตอนนั้นมีแค่เตียวเลี้ยวคนเดียวเลยดูเผินๆเหมือนเตียวเลี้ยวเพิ่งยิงประตูนำคู่แข่งไปได้ 1 ลูกแล้วกำลังวิ่งดีใจ แต่พอมีภาพของกอสุ้นโพล่มา “แท๊ก” แตะกำปั้นแบบนี้ มันเหมือน 2 คนนี้เพิ่งช่วยกันทั้งยิงทั้งผ่านจนทีมนำคู่แข่งไปแล้วกว่า 100 ประตู...แถมนี่ยังเพิ่งครึ่งแรก...คู่แข่งยังจะต้องทนทุกข์ทรมานเจอถลุงต่อไปอีก 45 นาที... ภาพนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า “พวกเขาคงกระพัน” ทำได้ทุกอย่าง ไม่มีพ่ายแพ้ มีแค่พวกเขา 2 คนนี่พอเลย ไม่ต้องมีนายท่านถ่อยๆแบบลิโป้หรือตาแก่แบบตันก๋งมาช่วยวางแผน ขอแค่ให้กอสุ้นกับเตียวเลี้ยวอยู่ในอารมณ์แบบในภาพนี้...พวกเขาก็กลายจะเป็นยอดขุนศึกจอมราชันย์สำหรับผมไปในทันที...





เพียงแต่เมื่อรุ่งโรจน์แล้วก็ต้องแตกดับ...เตียวเลี้ยวยังไม่ตาย แต่คนที่มารับช่วงความซวยในคราวแตกดับของกอสุ้นคือ “โจซุ่น”
จนโจซุ่นต้องถูกคนอ่านพาลโกธรเกลียดไปทั่วบ้านทั่วเมือง (ผมเองก็เกลียดมัน 555+) ทำไมน่ะเหรอครับ?

ย้อนกลับไปในเล่มที่ 10 ตอนนั้นลิโป้ต้องกลของกาเซี่ยงจนเหลือตัวคนเดียวกลางทัพข้าศึก ลิโป้ได้รำพันถึงวิถีการตายของยอดขุนศึกเอาไว้ว่า “มืดมิดอับแสง มืดมนดับลับ สิ่งเดียวที่ข้าทำได้ในขณะนี้คือฝากชื่อไว้ลายให้ก้องหล้าจากนั้นต้องตายใต้คมหอกของคนไร้ชื่อเสียง” ตรงนี้เองที่เป็นปัญหา...การที่โจซุ่นโดนคนเกลียดไม่ได้เกิดจากความที่เขาขี้เก็ก(หรืออาจจะเกี่ยวนิดๆ) ไม่ได้เกิดจากเขามาฉวยโอกาสเล่นงานตอนกอสุ้นบาดเจ็บและมือเปล่า(เพราะดันโยนอาวุธไปช่วยลิโป้) และทั้งไม่ได้เกิดจากการที่เขาเอาทวนไปแทงกอสุ้นจนตาย.... ...แต่ต้นต่อที่ทำให้โจซุ่นต้องถูกชมรมคนรักกอสุ้นเกลียดก็เพราะเขาดันมี “ชื่อ” ให้ได้เรียกขาน...(ว่าโจซุ่น)...
สมมุติว่าเราเปลี่ยนใหม่ให้ทหารไร้นาม 10 คนวิ่งเข้าไปโจมตีกอสุ้นที่อัมพาตและมือเปล่าพร้อมๆกัน กอสุ้นอาศัยความเทพหลบไปได้ 9 แต่โดนอีก 1 ที่เหลือแทงจนตกม้า ลงไปนอนบ่นอยู่บนพื้นไปได้อีก 2 – 3 คำ...ว่าแล้วกอสุ้นก็สิ้นใจ เรื่องก็คงจบแค่นั้น คนอ่านไม่รู้จะเกลียดใคร(เพราะคนแทงไร้ชื่อเสียงไร้นามให้ได้เรียกด่า) เข้าตามตำราที่ลิโป้บอก “ฝากชื่อไว้ลายให้ก้องหล้า จากนั้นต้องตายใต้คมหอกของคนไร้ชื่อเสียง”

แต่ก็อย่างที่บอกโจซุ่นดันซวยตรงที่มีชื่อให้คนอ่านได้ด่า เกลียด และสาปแช่ง
และที่โชคร้ายไปกว่านั้นก็คือ... “โจซุ่น” คือชื่อจริงๆของเขาซะด้วย...ไม่ใช่แค่ชื่อล็อกอิน

 

Create Date : 18 กันยายน 2552
Last Update : 23 ตุลาคม 2552 20:43:53 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  

ขอรบกวนทั้งชุดนอน

Location :

[Profile ทั้งหมด]


My FriendFlock
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed [?]


 
Group Blog

 
All Blogs

 
Friends' blogs
[Add ขอรบกวนทั้งชุดนอน's blog to your weblog]
Links
 

 

 

Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.