|
|
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |
|
| |
|
|
|
|
|
|
|
สมเด็จพระนางพิมพาภิกษุณี ๒

วิมุตติรัตนมาลี โดย พระพรหมโมลี
( วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.9)

กาลครั้งนั้น สุเมธดาบสผู้มีศรัทธาจิต ก็อธิษฐานอุทิศชีวิตถวายแก่พระพุทธองค์ จึงปลดเปลื้องชฎาสยายเกสา ลาดปูผ้าเปลือกไม้กับหนังเสือรองนั่งบนเปือกตม แล้วก็ทอดกายนอนคว่ำหน้าลงต่อถนนที่ขาดลาดลุ่มเป็นเลนเหลวซึ่งเป็นบริเวณที่ตนยังทำไม่แล้วเสร็จนั้น พลันตั้งจิตอุทิศถวายว่า
"ขออาราธนาสมเด็จพระพุทธองค์ จงทรงพระมหากรุณาพาพระมหาขีณาสพสงฆ์ทั้งหลาย เสด็จเหยียบย่างพระบาทดำเนินไปบนกายแห่งข้าพระองค์อันทอดเป็นสะพานนี้เถิด เพื่อจะได้เกิดประโยชน์โสตถิผลอันยิ่งใหญ่แก่ข้าพระองค์ขอสมเด็จพระทรงสิริสวัสดิ์จงอย่า ได้ทรงย่างพระบาทหลีกลงเลียบลุยเลนเหลวนี้เลย"
แล้วก็หมอบคว่ำหน้านิ่งเฉย เพื่อรอให้สมเด็จพระทีปังกรพุทธเจ้าพาพระมหาขีณาสพสงฆ์ เสด็จพระพุทธดำเนินเหยียบไปบนเบื้องหลังกายตน ซึ่งทอดเป็นสะพานอยู่อย่างนั้น ด้วยน้ำจิตมั่นไปด้วยศรัทธาเลื่อมใสยิ่งหนักหนา
มีกรณีที่ท่านผู้มีปัญญาควรจักทราบไว้ในตอนนี้ ก็คือว่า ในขณะนี้ หากสุเมธฤๅษีผู้มีฤทธิ์ ซึ่งนอนทอดกายเป็นสะพานให้สมเด็จพระทีปังกรบรมศาสดาจารย์ทรงเหยียบเสด็จพระพุทธดำเนินไป เพื่อไม่ให้พระยุคลบาทแปดเปื้อนโคลนตมแลเลนเหลวนี้ เธอจักมีความปรารถนาหน่วงเอาอมตธรรมกำจัดกิเลสเสียให้ขาดจากขันธสันดานในเวลาวันนั้น ก็จักได้สำเร็จเป็นพระอรหันตมหาขีณาสพเจ้าอย่างแน่นอนทั้งนี้ก็เพราะว่าอุปนิสัยแห่งพระอรหัตคุณรุ่งเรืองแก่กล้าเต็มอยู่ในขันธสันดานแล้ว เพียงแต่ได้สดับพระธรรมเทศนากึ่งบาทพระคาถาก็จักได้สำเร็จเป็นพระอรหันตมหาขีณาสพเจ้าทันที แต่สุเมธฤๅษีผู้นี้ มิใช่คนธรรมดาสามัญ โดยที่แท้ เธอเป็นพระโพธิสัตว์สร้างบารมีเพื่อพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณปรารถนาการได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัพพัญญูพุทธเจ้ามานาน นับได้ 2 กาลแล้ว คือ
1. กาลอันเป็นส่วน มโนปณิธาน โดยดำริในใจว่า เราจักเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่งให้จงได้ในอนาคต ได้แต่เพียงกำหนดนึก ในใจอยู่เช่นนี้อย่างเดียวมิได้ออกโอษฐ์ออกวาจาแต่ประการใด ก็นับเป็นเวลานานได้ ถึง 7 อสงไขย
2. กาลอันเป็นส่วน วจีปณิธาน โดยออกโอษฐ์ปรารถนาว่า เราจักตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักองค์หนึ่ง ในอนาคตกาลเบื้องหน้าให้จงได้ แล้วก็สร้างพระบารมีเพื่อพระสัมโพธิญาณ พร้อมกับออกโอษฐ์ตั้งความปรารถนาอยู่อย่างนั้นตลอดมานับเป็นเวลานานได้ 9 อสงไขย
โดยเหตุที่ท่านสุเมธฤๅษี เธอมีอุปนิสัยควรแก่การที่จะได้ตรัสเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใอนาคตกาล เพราะอุตสาหะสั่งสมอบรมบารมีเพื่อพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณมานานถึงกาล 2 ส่วน คำนวนได้ 16 อสงไขย เช่นนี้จึงทำให้ท่านฤๅษีเกิดความคิดอันบรรเจิดจ้าขึ้นในเวลานั้นว่า
"จะมีประโยชน์โสตถิผลอันใหญ่หลวงอย่างไร หากว่าเราจะได้อมตธรรมแต่เพียงลำพังตนคนเดียว จะมีประโยชน์โสตถิผลใหญ่หลวงอย่างไร ด้วยการได้ข้ามโอฆสงสารแต่เพียงลำพังตนคนเดียว ต่อเมื่อใดตัวเราได้บรรลุถึงความเป็นพระสัพพัญญูข้ามโอฆสงสารแล้ว เมื่อนั้น เราจักยังสัตว์ทั้งปวง ทั้งมนุษยโลกแลเทวโลกให้ข้ามได้ด้วย เราจักยังสัตว์ทั้งหลายให้ขึ้นสถิตสำเภาธรรม ช่วยส่งให้ลุล่วงข้ามถึงฝั่งแห่งพระนฤพานเช่นกับองค์สมเด็จพระบรมโลกุตมาจารย์ทีปังกรนี้ให้จงได้ "
จินตนาการไปโดยเห็นแก่ประโยชน์อันยิ่งใหญ่ในอนาคตเสียเช่นนี้ สุเมธฤๅษีจึงไม่ปรารถนาเป็นสาวกเพื่อสดับรสพระธรรมเทศนาให้ได้สำเร็จเป็นอรหันต์ในกาลครั้งนั้นแต่อย่างใด
ฝ่ายสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นเสด็จมาถึงทอดพระเนตรเห็นซึ่งดาบสมีลักษณาการแปลกประหลาดพิกลนอนทอดตนให้เป็นสะพาน ท่ามกลางมรรคาอันมีเปลือกตมเป็นเลนเหลวเช่นนั้น จึงเสด็จเข้ามาใกล้สถิตอยู่ ณ เบื้องเศียรเกล้า แห่งสุเมธฤๅษี ทรงพิจารณาดูด้วยสัพพัญญุตญาณแล้ว ก็พลันมีพระพุทธฎีกาตรัสประกาศแก่ประชาชนพุทธบริษัททั้งหลายในที่นั่นว่า
"ดูราท่านทั้งปวงเอ๋ย ! ถ้าท่านทั้งหลายแคล้วคลาดจากอมตธรรมไม่ได้บรรลุธรรมวิเศษในศาสนาแห่งเราตถาคตนี้แล้ว และยังจะต้องท่องเที่ยวอยู่ในภพสงสารนานไปในอนาคตกาลเบื้องหน้าแล้วไซร้ ขอท่านทั้งหลายจงปรารถนาให้ได้บรรลุธรรมวิเศษคือมรรคผลนิพพานในศาสนาของดาบสผู้นี้เถิด
ด้วยว่าต่อไปภายหน้าดาบสผู้นี้จักได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเหมือนกัน เปรียบปานบุรุษทั้งหลายที่ว่ายข้ามมหานที แม้มาตรว่าจะคลาดเคลื่อนจากท่าเหนือข้ามขึ้นไม่ได้แล้ว ก็คงจะข้ามขึ้นจากท้องนทีได้ ณ ท่าน้ำตอนใต้ต่ำลงไปอีก เป็นอันแน่แท้ฉันใด
แม้ท่านทั้งหลายเมื่อคลาดเคลื่อนไม่ได้มรรคผลนิพพานอันเป็นธรรมวิเศษในศาสนาแห่งเรานี้ หากมีวาสนาบารมีก็คงจะได้สำเร็จในศาสนาของดาบสนี้เป็นแม่นมั่น เพราะดาบสนี้เธอสั่งสมบรมโพธิสมภารเป็นพุทธังกูรหน่อพระชินสีห์โพธิสัตว์มานานสืบไปเบื้องหน้าในอนาคตกำหนดได้ 4 อสงไขยแสนมหากัป เธอจักได้ตรัสเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งซึ่งทรงพระนามว่าสมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครู"
เมื่อองค์สมเด็จพระสัพพัญญูทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสพยากรณ์ฉะนี้แล้ว ก็ทรงสงเคราะห์ยกทักขิณบาทเบื้องขวาขึ้นจดกายดาบสก่อน แล้วก็เสด็จบทจรพาพระมหาขีณาสพสงฆ์เหยียบกายสะพานนั้นไปพอเป็นการฉลองศรัทธา ฝ่ายว่าเทพนิกรนาค ครุฑ มนุษย์ คนธรรพ์ เมื่อได้สดับพระพุทธฎีกาดั่งนั้นต่างก็น้อมหัตถ์ขึ้นนมัสการมหาดาบสสุเมธมุนีด้วยความชื่นชมโสมนัสยินดีทุกถ้วนหน้า
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ ...
ที่มา : http://bannpeeploy.exteen.com/20080129/entry
| Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552 |
| Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 21:26:07 น. |
| |
7 comments
|
|
|
|
| | |
โดย: หมึกสีดำ 22 พฤศจิกายน 2552 21:28:06 น. |
|
|
|
| | |
โดย: tukta (tukta510 ) 22 พฤศจิกายน 2552 23:26:28 น. |
|
|
|
| | |
โดย: redclick 23 พฤศจิกายน 2552 6:36:17 น. |
|
|
|
| | |
โดย: JohnV 23 พฤศจิกายน 2552 7:05:50 น. |
|
|
|
| | |
โดย: กะว่าก๋า 23 พฤศจิกายน 2552 7:43:54 น. |
|
|
|
| | |
โดย: tanjira 23 พฤศจิกายน 2552 8:47:20 น. |
|
|
|
|
|
|
|
ขอโมทนาด้วยนะครับ
ตอนนี้ สั้นดี
ยังไม่ได้กล่าวถึงพระนางพิมพาเลยนะครับ
จะมาติดตามอ่านทุกๆ ตอนครับผม
มาส่งพ่อระนาดแววไวเข้านอนด้วยครับ
หลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ครับ