images by free.in.th images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 

ชีวิตในฝัน กำหนดได้ กำหนดเอง

คืนนี้อยากกลับมาเขียนบล็อก

วันเวลาผ่านไปเร็วมากนะคะ เร็วจนไม่คิด ตั้งตัวไม่ทันกันเลย
หลายๆเดือนที่ผ่านมา ชีวิตมีเรื่องราวมากมาย ทั้งวิกฤตที่ถาโถม
และเรื่องดีๆหลายๆเรื่อง ทุกข์สุขปนเป ท่ามกลางเรื่องราวดีร้ายที่
ดำเนินไป

ทำงานเยอะค่ะ ไม่ได้ไปเที่ยวไหนสักเท่าไหร่ วิถีชีวิตที่คุ้นชิน
ก็คือการออกไปทำงาน มีเวลาให้ได้พักบ้าง ส่วนใหญ่จะหมดไปกับ
การอยู่นิ่งๆ อ่านหนังสือ ซึ่งก็ไม่ได้เยอะอะไร

วันก่อน น้องก็ถามว่า พี่ไม่เขียนหนังสือแล้วเหรอ ห่างหายไปเลย
หลังจากนิยายเล่มหนาสองเล่มนั้น ฉันแทบไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้น
เป็นอัน แม้แต่บล็อกที่ออกจะขยันเขียนนักหนาเมื่อก่อนนี้ ตอนนี้
ก็แทบไม่ได้แตะต้องเลย

ชีวิตที่ผจญหลายสิ่ง เกี่ยวพันกับเรื่องเจ็บป่วยของคนอื่นและของตัวเอง
ก็ทำให้ต้องหันมาพิจารณาหลายๆเรื่องด้วย เช่น ฉันเดินเข้าออกโรงพยาบาลเยี่ยมลูกค้า ทำหน้าที่ของคนที่ต้องดูแลคนอื่น หรือแม้กระทั่งตัวเองที่เพิ่งมาเป็นภูมิแพ้หนักๆเอาในวัยเลข4ขึ้น เหตุที่เป็นเช่นนี้ทำให้รู้สึก
ว่าควรหันมาสนใจ วิถีชีวิตของตนเองให้มากๆ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพ
ซึ่งรู้ตัวดีว่า ยังทำไม่ได้ถึงขั้นดีเลิศ

จริงๆฉันมีวิถีชีวิตในฝันแบบนี้นะคะ เขียนชัดๆเลยดีกว่า
1 มี passive income มากพอที่จะหยุดทำงานหรือไม่ทำงานก็ได้ รู้สึกมั่นคงมากๆ ทางการเงินซึ่งข้อนี้ก็กำลังดำเนินอยู่ ฉันมีเป้าหมายจำนวนเงินในฝันค่ะ ซึ่งวางเอาไว้แล้ว ประกาศต่อจักรวาลแล้วล่ะ
2 ฉันอยากมีบ้านหลังน้อยๆ บนเนินเขาเตี้ยๆ อยู่ในที่ที่อากาศดีๆ
ฉันชอบปากช่องนะคะ ฝันไว้ดีไหมว่าอยากมีบ้านเล็กๆ สีฟ้า-ขาว บ้านชั้นเดียว มีบริเวณให้น้องแมววิ่งเล่น
3 ฉันจะปลูกผักกินเอง
4 มีสุขภาพแข็งแรง ไม่ป่วยเยอะป่วยแยะ
5 มีเพื่อนดี ให้พูดคุย คบหา ดูแลกัน
6 มีเวลา อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ท่องเที่ยวบ้างเพื่อเติมเต็มชีวิต
7 ทำบุญ แบ่งปัน เพื่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก

ว้าววววว ชีวิตในฝันจริงๆ

คุณละคะ มีอะไรที่ฝันไว้ มีวิถีชีวิตในฝันแบบไหน

ฉันว่าคนเราก็มีสิทธิ์จะคิดและฝันได้ค่ะ มันอาจเลิศหรูอลังการบรรเจิดจนคนอื่นอาจอิจฉา หรือจะเป็นอะไรอย่างไรเรามีสิทธิ์คิดฝันและทำให้มันเป็นจริง

สิ่งเหล่านี้คือ passion ในการใช้ชีวิตของเรา คือมีแรงบันดาลใจ ลงมือทำ
เพื่อให้ความฝันเป็นรูปเป็นร่าง ใครจะว่าเป็นจริงไม่ได้ ไม่ต้องสนใจ เราควรสนใจแต่ inner voice ของเราเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องฟังคำใคร

ชีวิตของเราค่ะ เรากำหนดได้เอง

















 

Create Date : 03 กันยายน 2556    
Last Update : 3 กันยายน 2556 20:15:06 น.  

I have the best MOM in the world จริงๆด้วยสิ

ถ้าย้อนไปในวัยเด็ก กล่องความทรงจำของฉันจะพบเรื่องราวของแม่และพ่อ ที่ทำงานหนักด้วยความขยัน อดทน พ่อและแม่มักจะเป็นคู่กัด คือคุยดีๆกันได้ไม่กี่คำ แต่เดี๋ยวก็จะเกิดการเถียงกันไปมา แม้ขณะนี้ อยู่ในบั้นปลายชีวิตแล้วแต่เขาสองคนก็จะง๊องแง๊งกันแบบนี้เรื่อยๆ แล้วก็อยู่กันดี
แม่เคยบอกว่า บ้านนี้แปลก คนที่เก็บเงินคือพ่อ แม่บอกว่า พ่อชอบเก็บแม่ก็ปล่อยให้เก็บ ไม่เป็นไร นี่คือศิลปะของการครองชีวิตคู่ คือมี...คำว่า
ยอม และ เสียสละ พ่อมักจะภูมิใจว่า นี่ไงคือผลของการเก็บเงินของพ่อ คือลูกสบาย ไม่เคยลำบาก และบั้นปลายชีวิต พ่อกับแม่มีสวนยางหลายร้อยไร่ ผลก็คือ เก็บไว้ให้ลูกได้กินได้ใช้อีกนั่นแหละ พ่อกับแม่สร้างบ้านหลังใหญ่อยู่ริมน้ำท่ากูบ บ้านใหญ่เกินไปเปล่า.. ฉันเคยถามแม่ แม่บอกว่า พ่อชอบ อยากมีบ้านที่มีบริเวณ บั้นปลายแล้วไม่อยากอยู่ตึกแถว และที่สำคัญ แม่กับพ่อทำเผื่อไว้ให้ลูกหลานได้อยู่อย่างสบาย

ฉันไม่เห็นว่าเขาสองคนจะคิดไปถึงตัวเองเลย อะไรๆก็ลูก อะไรๆก็หลาน หรือนี่คือจิตวิญญาณของความเป็นแม่และพ่อ คือ เสียสละตลอดชีวิต ให้ลูกสบาย ให้ลูกอยู่ดี ให้ลูกมีสุข ฉันนึกดีใจที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อลูกแม่ เขาสองคนคือพระของฉัน คอยคุ้มกะลาหัวและทำให้ฉันอุ่นใจ

วันนี้เป็นวันแม่ แต่ฉันรักพระของฉันทั้ง2คน ไม่ใช่เพียงวันแม่ แต่ทุกวันคือวันที่ดีที่สุดที่ได้เป็นลูกแม่ คุณยายสอนแม่มาดีมากๆ ให้แม่อดทน สู้ชีวิต ขยันทำงาน และเป็นแม่ที่ดีที่สุดของลูกอย่างฉัน ฉันไม่มีลูก ไม่รู้จะไปสอนใครต่อ ได้แต่รับคำสอนของแม่มาครองใจ

ดีใจที่สุดที่แม่ยังอยู่กับเรา...
รักแม่ให้มากๆ ให้สมกับที่เขายากลำบากทำให้เราเกิดและเลี้ยงเราจนเติบโตนะคะ

B




 

Create Date : 12 สิงหาคม 2556    
Last Update : 12 สิงหาคม 2556 10:52:18 น.  

พระเจ้าไม่เคยมาสาย

สวัสดีวันอาทิตย์ค่ะ

วันนี้สำหรับฉันคือการเติมเต็มความรู้ ทำจิตให้สบาย ปลอดโปร่ง
สิ่งหนึ่งที่เหมาะกับวันเบาๆแบบนี้คือการ เอนหลังอ่านหนังสือ

ช่วงนี้ หนังสือที่อ่านล้วนเกี่ยวกับพลังจิตใต้สำนึก

เมื่อวานก็เขียนแล้ว ว่าความคิดสำคัญต่อชีวิตเราอย่างไร
ผู้สนใจไปหาอ่านเพิ่มจากงานของ อ.ดร.บุญเลิศ สายสนิท นะคะ ฉันไม่ได้เป็นลูกศิษย์ท่านโดยตรงแต่อาศัยการอ่านและการฟังซีดี
นอกจากนั้น หนังสือของคุณดำรง วงศ์โชติปิ่นทอง หนังสือหลายเล่มของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี หนังสือของคุณสิริลักษณ์ ตันศิริ หนังสือชุดเข็มทิศ
ชีวิตของครูอ้อย หนังสือชุดพลังเนรมิตและซีดีของอาจารย์วิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์หนังสือเหล่านี้คือหนังสือที่ฉันเลือกอ่านและทุกเล่ม ยืนยันว่าความคิดของคนเราทำให้เราสำเร็จ หรือล้มเหลว ได้จริง ทุกอย่างเริ่มต้นที่ความคิดล้วนๆ

ฉันเคยเล่าแล้วว่า ปีที่แล้วเป็นปีที่สาหัส ถือว่าแย่ที่สุดแต่ในขณะเดียวกันก็ดีที่สุดด้วย จะไม่ให้ดีที่สุดอย่างไร ก็ในเมื่อฉันได้ค้นพบโอกาสในวิกฤตที่พลิกชีวิตฉัน 360 องศา และทำให้ค้นพบโลกใหม่ สังคมใหม่ คุณค่าใหม่ๆ
ที่ก่อให้เกิดความเชื่อใหม่ๆด้วย

ที่เป็นเช่นนี้ ฉันเชื่อในความคิดของตัวเอง และเชื่อใน sense ตลอดจนเชื่อในคำพูดบางคำ หนังสือบางเล่ม ที่ทำให้ฉันพลิกชีวิตได้

มีคำพูดคำหนึ่งในซีดีของอาจารย์วิศิษฐ์ บอกว่า พระเจ้าไม่เคยมาสาย ฉันชอบคำนี้มาก จริงๆแล้ว ฉันไม่ใช่คริสเตียน ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ แต่ฉันก็รู้สึกว่า พระเจ้า หรือ GOD น่าจะเป็นสิ่งที่เรายึดเหนี่ยวศรัทธาได้ พระเจ้ามีจริงหรือเปล่าในศาสนาอื่นฉันไม่ทราบ แต่ฉันเชื่อว่าสำหรับคนที่นับถือคริสต์ พวกเขามีความเชื่อและศรัทธาในพระเจ้า สำหรับพวกเขาพระเจ้ามีจริง

ซึ่งพระเจ้าสำหรับฉัน อาจหมายความถึงเทวดาประจำตัว เสียงภายใน ความเชื่อที่แข็งแกร่ง หรือใครสักคนที่เรามองไม่เห็นก็ได้

และบนความเชื่ออันนี้นี่เอง ที่ทำให้พวกเขาสามารถอธิษฐาน บอกกล่าว ยืนยันความต้องการ พูดและบอกเล่าความรู้สึก ที่ถ่ายทอดออกมาได้ มันเหมือนความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะพูดหรือทำบางอย่าง โดยมีพระผู้เป็นเจ้าเป็นพยานและเป็นผู้บันดาล เป็นผู้ให้ เป็นกำลังใจเหนี่ยวนำ

กำลังจะบอกว่า ไม่ว่าพระเจ้าของเรา ของคุณ ของฉันจะเป็นใครหรือมีหน้าตาอย่างไร พระเจ้า(ซึ่งอาจถูกเรียกอย่างอื่น)มีหน้าที่รับฟังเราเสมอ และเรามีหน้าที่เชื่อ คิด ขอ และรับ สิ่งนี้จากจักรวาล

ถ้าเราคิด และเชื่ออย่างแรงกล้า เราจะทำทุกสิ่งได้
ถ้าเราร้องขอต่อจักรวาล ( หรือพระเจ้า หรือใครก็ตาม หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดก็ตาม ) เราจะได้ นั่นก็เป็นเพราะเรามีความเชื่อ หรือมีความคิดเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว ความคิดที่มุ่งมั่น ที่ถูกกล่าวออกไป จะฝังลงในจิต ดึงดูดให้ใจเราทำ และรอรับผลสำเร็จได้ในที่สุด

เราขยันอ่านหนังสือ วิงวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้สอบได้ เราอ่านหนังสือมาก ผลก็คือเราสอบได้
เราขยันทำงาน วิงวอนต่อพระเจ้าขอให้ได้รับผลสำเร็จ เราลงมือทำ ผลก็คือเราได้

นี่คือเรื่องของความคิด เรื่องของความเชื่อ และเรื่องของกฏธรรมชาติ
แต่ทั้งหมดทั้งปวง เราต้องรู้ด้วยว่า พระเจ้าจะเข้าข้างคนขยันและทำงานจริง!!

ฉะนั้นวันนี้ชีวิตคุณจะเป็นเช่นไรอย่าไปเพ่งโทษอย่างอื่นนะคะ อย่าได้มองคนอื่นว่าเขาได้ดีกว่าเรา เราทำไมไม่ได้อย่างเขา ขอให้ดูตัวเองก่อนว่าสร้างเหตุไว้ดีไหมและความคิดของเราดึงดูดอะไร เรากระทำแบบไหน ผลที่เราได้รับต้องตรงกับเหตุเสมอ

อยากได้ผลแบบไหน จงหว่านพืชแบบนั้นค่ะ
จงคิดและทำด้วยความรู้สึกดีๆเสมอกับทุกเรื่องนะคะ

เพราะทุกอย่างมีความคิดเป็นแรงขับเคลื่อน ถ้าเราคิดดี ทำดี ผลก็ต้องดีด้วย ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นค่ะ

ขอให้คิดและทำในสิ่งดีงาม เพื่อรอรับผลที่ดีงามในทุกเรื่องนะคะ

ด้วยความปรารถนาดีค่ะ
B

สำหรับท่านที่อยากเปลี่ยนชีวิตและอยากเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ลองมาคุยแลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องธุรกิจกันได้นะคะ โทรศัพท์มือถือ 089-1459977 ค่ะ








 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2556 17:49:54 น.  

เริ่มต้นที่ความคิด

เดือนกุมภาพันธ์เวียนมาอีกแล้ว และช่วงนี้ก็ตรงกับตรุษจีนคาบเกี่ยวไปถึงวันวาเลนไทน์

จะว่าไป เทศกาลทั้งสองล้วนแล้วแต่เป็นเทศกาลที่ดี เป็นมงคล เป็นบวก อวยพรให้ใครในช่วงนี้ ขอให้ตั้งใจอวยพรจากใจนะคะ เพราะสิ่งที่เราพูดไปบอกไป เท่ากับเราบอกตัวเอง ขอสิ่งนั้นให้ตัวเองด้วย

เริ่มต้นตั้งแต่คิดดีๆ พูดดีๆ ส่งคำพูดและความปรารถนาดีจากใจของเรา สิ่งที่มาจากใจ ผู้รับสัมผัสได้ ใจเราก็เบาสบายและมีความสุขด้วย

ขออวยพรให้ทุกท่านที่มาอ่าน ผ่านมาอ่าน ได้รับความสุข มีความสุขกันโดยถ้วนหน้านะคะ คิดหวังสิ่งใดสมปรารถนา มีสุขภาพแข็งแรง ที่สำคัญ เฮงๆกันทั้งปีค่ะ

.....

วันนี้อยากคุยเรื่องความคิด เรื่องพลัง เรื่องของจิต

ไม่ใช่ในฐานะผู้รู้ เพราะยังเรียนรู้อยู่เหมือนกัน แต่คุยในฐานะที่เชื่อและบอกตัวเองตลอด ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด ทำให้เราเป็นเรา ทำให้เราเป็นอะไร ทำให้เรายิ่งใหญ่ ทำให้เราประสบความสำเร็จ ทำให้เราตกต่ำ ทำให้เราอ่อนแอ ล้วนแล้วแต่มาจากสิ่งเดียว นั่นคือ ความคิด

เขาบอกว่า เราจะเป็นเช่นไร อยู่ที่ความคิดของเรา
you are what you think

ฉันเป็นคนหนึ่งที่คิดเสมอว่า ตัวฉันนั้นช่างโชคดี เกิดมาในครอบครัวที่ดีและพ่อแม่ประเสริฐ แม้จะเติบโตมาอย่างเด็กขี้โรค แต่เชื่อไหมคะ ฉันไม่เคยฝังความคิดร้ายๆ ประเภทลบๆ ไว้ในจิตใจตัวเองเลย

เพราะพ่อกับแม่เลี้ยงเราอย่างดี เอาใจใส่และไม่เคยคิดว่าเราคือภาระของท่าน

แม้จะป่วยบ่อย กระเสาะกระแสะ แต่ฉันก็หายป่วย(โรคหอบหืด) ได้จริงๆในตอนนั้นที่อายุ 15 ปี ตามคำบอกของคุณหมอที่รักษา อย่างกับตาเห็น คุณหมอท่านนั้นรักษาฉันมาตั้งแต่ 1 ขวบ คุณหมอบอกกับพ่อกับแม่ว่าไม่ต้องห่วงมาก ฉันจะหายได้เองตอนอายุ 15 ปี แปลกไหมคะ ฉันยังงงๆอยู่จนบัดนี้ว่า ท่านรู้ได้ยังไง

เอาเถอะไม่ว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ท่านคาดเดา หรือว่าฉันแข็งแรงขึ้นเองจริงๆ ทำให้ฉันหายป่วย แต่หลังจากนั้นฉันก็ผ่านคืนวันเรื่อยมา เป็นเด็กว่าง่าย ไม่ค่อยดื้อ ชอบอ่านหนังสือ แต่ก็ยังผอมๆ เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่ค่อยจะขี้โรคแล้วเท่านั้น

โตมาแบบนั้น ครอบครัวดี แล้วก็ชอบอ่านหนังสือมาก อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมดี ทำให้ฉันไม่เคยมีความคิดในทางลบ ซึ่งฉันคิดว่ามันมีผลมากนะคะต่อทุกสิ่งในปัจจุบัน

ทุกสิ่งที่ต้องทำ ฉันทำได้ ฉันรู้ว่าตัวเองถนัดอะไร เก่งทางไหน จึงเรียนและได้ทำงานในสาขาที่เรียนมา และเติบโตมาเรื่อยๆตามสายงาน จนกระทั่งผ่านทั้งช่วงที่ดีที่สุดในชีวิตมนุษย์เงินเดือน และช่วงเลวร้ายที่สุดเมื่อไม่นานมานี้

ในช่วงเวลาที่ชีวิตไม่เป็นดั่งใจ ไม่สมหวังสักที เหนื่อยล้าอ่อนแรงแล้ว แต่ฉันก็ไม่เคยบ่นว่า ก่นด่าโชคชะตา ไม่เคยโทษใคร ไม่เคยพูดกับตัวเองในแง่ลบ คำพูดประเภท ฉันไม่เก่ง ไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่อง เห็นไหมล่ะ ฉันไม่ดี ฉันแย่จัง ฉันนั่นนี่โน่นนนนน..... ไม่เคยมีอยู่ในใจ ไม่เคยออกมาจากใจ ไม่เคยพูดออกจากปาก เพราะฉันไม่เคยมีคำพูดเหล่านี้ ต่อให้ทำอะไรผิดพลาด หรือบางสิ่งผิดคาด ทำไปแล้วไม่ได้ หรืออะไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้เสมอคือ

ฉันไม่เคยว่าตัวเอง

ตรงกันข้าม ฉันนับถือตัวเองมาก ที่อดทน ขยัน มีความพยายาม ไม่ท้อถอย ไม่เคยสักแต่ว่าทำ ถ้าทำอะไรจะทุ่มเทสุดตัวและทำด้วยความรู้สึกที่ดีที่สุด ต้องทำให้ดีที่สุด ฉันชมตัวเองเสมอ แม้บางสิ่งไม่ได้อย่างที่หวัง ฉันบอกตัวเองเสมอ ฉันทำดีแล้ว ไม่เป็นไร เอาใหม่ ฉันทำได้ดีกว่านั้น ฉันยอดเยี่ยมแล้ว

ฉันภูมิใจในตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองเสมอ

บางครั้งนะคะ บางช่วงที่เคยอ่อนแอ ไม่รู้วิธีแก้ ล้มลง โวยวาย ตีโพยตีพาย นั่นก็เป็นเพราะฉันไม่รู้ อาจด้วยความเขลา ไม่เท่าทันอารมณ์ ไม่รู้ตัวเอง หรืออะไรก็ตามที แต่ช่วงเวลาเหล่านั้นก็ผ่านมาได้ด้วยการเรียนรู้

และที่แน่ๆ ฉันรู้ว่าการที่ฉันไม่เคยก่นด่าบ่นว่าตัวเอง ตรงกันข้าม กลับนับถือตัวเองและมีจุดยืนที่มั่นคง นั่นคือฉันมีความนับถือตัวเองสูง มี Self esteem ที่แข็งแรง มันทำให้ฉันมีความสุขมาก และภูมิใจในตัวเองมาก ฉันจึงรู้สึกเสมอ ว่าตัวเองโชคดี ที่เป็นแบบนี้

ฉันไม่คิดลบ ไม่โทษอะไรใดๆ ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเลวร้ายอย่างไร แต่ฉันรู้ว่าต้องเอาใจให้อยู่เหนือเหตุการณ์ สลัดความขุ่นมัว ไม่ฝังเรื่องร้ายๆไว้ในใจ ( เพราะเรื่องร้ายที่เราฝังหรือเราพูดกับตัวเองจะถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึกของเรา )

หลังๆเมื่อมาศึกษาเรื่องกฏแห่งแรงดึงดูด กฏแห่งการตอบแทน หรือเรื่องความลับของจิต จึงเข้าใจอย่างชัดเจนค่ะ ว่าความคิดของเรานั่นแหละ ทำให้ชีวิตเราเป็นไป มันจะดีก็อยู่ที่เราคิด ไม่ดีก็อยู่ที่เราคิด Input จึงสำคัญเพราะ output มันจะแสดงออกอย่างนั้น

เรื่องของจิต เรื่องของพลังความคิด ความเชื่อจึงสำคัญมาก เป็นเรื่องที่ควรต้องศึกษานะคะ เคยสังเกตไหมว่า ทำไมคนบางคนทำอะไรก็สำเร็จ ได้อย่างที่ปรารถนาทั้งหมด แต่เราทำแล้วทำเล่าทำไมไม่ได้สักที หรือเรามีใจอิจฉาริษยาเขาอยู่หรือเปล่า ความคิดลบๆแม้เพียงชั่วขณะ อาจทำให้เราได้รับสิ่งสะท้อน (เช่นเดียวกับบูมเมอแรง)ได้นะคะ

ถ้าสนใจเรื่องพวกนี้ หาหนังสือมาอ่านได้เยอะแยะเลยค่ะ และลองพลิกความคิด เปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างดู ฉันเชื่อว่า ความคิดของเราเราควบคุมได้นะคะ มันจะเป็นอย่างไร ดีร้าย มันจะเกิดขึ้นจากที่เราคิดนี่แหละ ก่อนเป็นอันดับแรก

คิดดี พูดดี ทำดี คือคำที่ฉันยึดไว้เสมอ คิดดีในที่นี้คือคิดบวกเสมอนะคะ เมื่อความคิดเราดี การกระทำเราก็ตามความคิด ผลก็ต้องดีด้วยค่ะ มันเป็นเรื่องกฏของเหตุและผล

อยากได้ผลลัพธ์อะไรก็ต้องสร้างเหตุให้ดีก่อนนะคะ
ถ้าเหตุดี ผลก็ต้องดี นี่คือธรรมะ พระพุทธองค์ทรงบอกเราไว้นานแล้ว เพียงแต่เราจะคิดตามหรือเอามาใช้หรือเปล่าเท่านั้น

เริ่มต้นที่ความคิดนะคะ แล้วชีวิตจะเปลี่ยนตามค่ะ




 

Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2556    
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2556 20:16:18 น.  

ฉันอยากเขียนถึงคนที่รังแกฉัน.. สวัสดีปีใหม่นะคะ

เป็นโชคดีของฉันที่ปลายปี 2555 ในปีนี้ ฉันได้ทำสิ่งดีๆส่งท้ายปีมากมาย รวมถึงได้รับสิ่งที่เรียกว่า โชคดี ที่มาในรูปของรางวัลจากการทำงาน ส่งท้ายปีอีกด้วย

เป็นปีที่ฉันเคยบอกว่า แย่ที่สุด
แต่ในความแย่ ก็ยังมีความดีที่สุด แฝงอยู่ด้วยค่ะ

ก่อนอื่นฉันขอบคุณเพื่อนในบล็อกบางคนที่ติดต่อกันมายาวนาน แต่ยังมาอวยพรวันเกิดให้ ( 27.12.2555) อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าบล็อกกลายเป็นของล้าสมัยไปแล้วในขณะที่social network ในลักษณะ two way communications ชนิด real time อย่างเฟซบุ๊ค กลายเป็นที่นิยมและติดลมบนชนิดยั้งไม่อยู่และยังไม่เห็นทีท่าว่าจะ out

แต่ฉันก็ยังคงวนเวียนมาเขียนบล็อกตามแต่โอกาสอำนวย เพราะยังไม่ได้คิดจะทิ้งพื้นที่ตรงนี้ เนื่องจากมีบล็อกเป็นพันบล็อกที่เคยเขียนและเก็บไว้อ่าน ฉันยังกลับมาอ่านอยู่บ้างในวันที่รู้สึกว่าใจโหยๆแห้งๆ

การห่างหายออกจากพื้นที่เดิมๆที่เป็นของเก่าคงไม่ใช่เรื่องแปลกในยุคที่อะไรๆมันไปเร็ว คนชอบอ่านอะไรสั้นๆ หรืออย่างน้อยก็เป็นของสำเร็จรูปไม่ต้องมานั่งตีความ

อย่างบล็อกเนี่ย ในวันที่มันเป็นของใหม่มันก็มีคนสนใจเยอะ ใครๆก็มาเขียนบล็อกกันนะคะ แต่พอวันที่มันกลายเป็นของเก่า มันจึงไม่ค่อยอยู่ในความสนใจแล้ว คงเป็นเรื่องธรรมดาของโลกนี้ เก่าไปใหม่มา ปีเก่าไปปีใหม่ก็มา เหมือนๆกัน

ฉันเองก็มีช่วงห่างหายไปจากบล็อก เพราะงานบ้างอะไรบ้าง บางครั้งทำงานเยอะก็หมดแรงมาเขียนอะไรรื่นรมย์แล้ว แต่เพราะเรารู้ว่า ชีวิตจริงที่เราใช้มันก็เป็นเรื่องของการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพค่ะ จริงๆแล้วเราก็ยังต้องการพื้นที่หรือ space สำหรับตัวเองในการวางทุกสิ่ง เวลาที่เรามานั่งเขียนอะไรๆในนี้จึงเป็นเวลาที่ดี อย่างน้อยก็ได้ relax และวางทุกสิ่งที่แแบกอยู่ลงได้บ้าง เป็นความสุขชนิดที่คนหายใจเข้าออกเป็นเงินหรือเป็นธุรกิจอย่างเดียวจะไม่มีวันเข้าใจเลย

แต่ฉันเข้าใจมัน และ balance ชีวิตให้อยู่ได้ระหว่างการทำงานที่หนักหน่วง กับพื้นที่ในใจที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง เพราะรู้จักตัวเองดีพอ และรู้ว่าความสุขของตัวเองคืออะไร

มีอะไรหลายๆอย่างนะคะ ระหว่างปีที่เกิดขึ้น ทั้งดีและไม่ดี แต่พูดในแง่งามแล้ว ปีนี้เป็นปีที่ฉันชอบมาก เพราะมันทั้งแย่สุดๆ และดีสุดๆ มีก้อนอิฐ มีดอกไม้ มีน้ำตา ม่ีรอยยิ้ม มีทุกข์โศก มีช่วงที่สุขมาก หลายสิ่งคละเคล้าจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร

เอาเป็นว่า ฉันมีปลายปี 2554 ที่แสนจะย่ำแย่ และยังจำได้ว่า อารมณ์ในเวลานั้น ขนาดนั่งอยู่ริมทะเลบางแสน บรรยาดาศช่างดีมากในค่ำคืน 31.12.2554 ฉันยังไม่รู้สึกเลยว่าพลุที่จุดริมทะเลคืนนั้นมันสวยมากแค่ไหน
เพราะข้างในใจฉันมันมีความทุกข์ใหญ่หลวงที่เกิดจากการถูกกระทำย่ำยีโดยผู้มีอำนาจในองค์กร ความรู้ความสามารถ ความดีงามที่เกิดจากการตั้งใจทำงาน การสะสมประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ สิ่งเหล่านี้ช่วยฉันไม่ได้เลย แม้ฉันจะมีความดีมากมาย แม้ฉันจะเก่งในสายตาใครก็ตาม แต่ฉันไม่ใช่คนโปรดของผู้มีอำนาจ คนที่สามารถสั่งให้ใครไปทำอะไรตรงไหนหรือจับใครย้ายไปอยู่ตรงไหนก็ได้ -- คนนั้น

เวลาผ่านมาจนถึงปลายปี 2555 ฉันหัวเราะและร้องไห้ในบางวันของปีที่ผ่านมา แต่บอกตัวเองได้ว่า ฉันมีความสุขอย่างล้นเหลือ ที่ตัดสินใจเดินออกมาจาก 'คนไม่ดี' บางคนที่ไม่เห็นคุณค่าของฉัน ฉันพบชีวิตใหม่ ค้นพบความหมายของการอยู่ด้วยตัวเอง อยู่อย่างมีคุณค่าด้วยการทำงานด้วยศรัทธา ด้วยใจ และงานนั้นสร้างประโยชน์ให้ผู้คน

ฉันรู้ความหมายของการให้ และรังเกียจระบบที่ไม่เคารพกันด้วยเนื้อใน
ฉันเห็นชีวิตในมุมใหม่ จากการปล่อยให้ตัวเองเติบโตทางจิตวิญญาณ

อยากขอบคุณคนๆนั้นจังเลย ฉันไม่รู้หรอกว่าเขาจะเป็นอย่างไรแล้ว แต่มีน้องบางคนบอกฉันว่า อะไรๆมันก็เหมือนเดิมนั่นแหละพี่ หนูก็เบื่อ ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิต แต่หนูไม่รู้จะไปทำอะไร

น้องเอ๋ย.. อยากบอกเหลือเกินว่า ชีวิตที่น้องเป็นอยู่เป็นชีวิตของ 'ทาส' มันไม่ทำให้น้องมีศักยภาพที่เปล่งแสง มันไม่ทำให้น้องภาคภูมิใจในตัวเองได้ เพราะมันถูกกดทับด้วยคำสั่ง บ่อยครั้งที่น้องจะต้องคิดว่า ทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี มันง่ายนิดเดียว คำตอบมีอยู่ว่า น้องอยู่กับคนที่ไม่เห็นค่าของน้องนั่นไง เหมือนที่พี่โดนมาแล้ว จากการถูกเขารังแก

วันนี้พี่อยากหัวเราะให้กับคนๆนั้น ให้เห็นว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาที่คุณทำกับเรา การกระทำของคุณทำอะไรเราไม่ได้ เรายังคงความดีงาม ยังคงมีชีวิตที่ตั้งมั่นในความดีไม่คลอนแคลน เราประสบความสำเร็จในการงาน บรรลุเป้าหมายทางการเงิน หลายๆอย่างเกิดขึ้นจากการที่คุณรังแกเรา เราเรียกมันว่าวิกฤติในเวลานั้น แต่หลังจากนั้นมันคือ โอกาส

ฉันมีความสุขกับช่วงเวลานี้ คุณรู้ไหมคะ มันดีแค่ไหนกับการที่เราควบคุมชีวิตเราได้ การเปฺ็นทาสระบบมันไม่น่าภูมิใจหรอก จำไว้ว่าเมื่อถึงวันหนึ่ง เมื่อคนมีอำนาจใช้อำนาจรังแกคุณ คุณจะหมดสภาพเลย ถ้าหากคุณไม่มีทางหนีทีไล่ ไม่รู้ทันความโหดร้ายของคนบางคน คนที่แค่ใส่สูทผูกไทด์ แต่ใจคุณมันไม่แมนเลย

ปลายปี 2555 เดินทางมาถึงแล้ว ยิ้มให้กับตัวเองนะคะ ที่เดินทางผ่านมาจนถึงปลายปีได้อีกปี ระหว่างปีมันเหมือนจะยาวนาน แต่จริงๆแล้วมันไม่ได้นานเลยนะคะ มันผ่านไปเร็วเหมือนแค่หลับตา ปฏิทินจะเปลี่ยน พ.ศ. อีกแล้ว ฉันอยากให้คนที่ไม่คิดอะไร ปล่อยวันเวลาไปเรื่อยๆ ได้หวนคิดและเอาจริงเอาจังกับชีวิตนะคะ ชีวิตเราจะดีหรือไม่มันไม่ได้อยู่ที่คนอื่นเลย มันอยู่ในมือเราและเราก็ควรจะใส่ใจมัน

ผ่านไปอีกปีแล้ว ให้มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นกับคุณตลอดปี 2556 นะคะ ถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ ไม่แน่หรอกว่าปีนี้ พลุที่คุณเห็น อาจจะเป็นพลุดอกเดียวกันกับที่ฉันมองอยู่ มันคงสวยสว่างไสว ไม่เหมือนปีที่แล้วที่มันพร่าเลือนเหลือเกินเพราะฉันมองมันทั้งน้ำตากลบตา

ยิ้มด้วยกันนะคะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะ

ด้วยความปรารถนาดี
บี




 

Create Date : 28 ธันวาคม 2555    
Last Update : 28 ธันวาคม 2555 16:20:21 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  
bewae1001
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




***************
// อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วจึงคิดนะคะ

นวภัทร ( บี )
นักเขียนอิสระ และ ที่ปรึกษาแผนประกันชีวิตและการเงิน
โทรศัพท์มือถือ 089-1459977

ความรู้อื่นๆ :
ผ่านการอบรม basic skilsl in counselling psychology กับอาจารย์พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา @ ชมรมจิตวิทยาสมาธิ

ขอฝากเว็บไซต์ของอาจารย์พงศ์ปกรณ์ค่ะ http://www.medihealing.com

EMail ของผู้เขียน : Mybusy2004@yahoo.com
Facebook ของผู้เขียน : Parawee Nasaree

สำนักพิมพ์สะพานจัดพิมพ์นิยายหญิงรักหญิงของฉัน ( ดวงดาวดอกไม้ 2 เล่มจบ และนิยายขนาดสั้น ดอกไม้กับดอกไม้ ( ปกหนังสือด้านบน ) สั่งซื้อได้ที่นี่ค่ะ คลิกเลย!!

จำนวนบล็อก ณ ขณะนี้ 1147 บล็อกค่ะ
เริ่มเขียน 6 กันยายน 2548 บล็อกเก่าๆค้นได้จากกรุ๊ปบล็อกผู้หญิงสีรุ้งปี 53 นะคะ

ยินดีแบ่งปันความรู้และสิ่งที่มีประโยชน์ผ่านข้อเขียนในบล็อกนี้ และหากต้องการนำไปใช้ต่อหรือลงเผยแพร่้ในที่ใดก็ตาม กรุณาแจ้งก่อนนำไปใช้ที่ email ด้านบน ขอบคุณค่ะ





Parawee Nasaree

Create Your Badge

New Comments
Friends' blogs
[Add bewae1001's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.