images by free.in.th images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 

เดินเดี่ยวเที่ยวเชียงใหม่ ( 4 ) เอาหัวใจที่หล่นหายของฉันคืนมา...

คุณคะ

ฉันกลับจากเชียงใหม่ได้สี่เดือนเศษๆแล้ว และฉันทยอยเล่าอย่างช้าๆว่าเชียงใหม่น่ารักกับฉันอย่างไรบ้าง แม้จะหลายเดือน แต่ฉันยังตรึงตาตรึงใจกับหลายๆที่นั่น ยังคิดถึง โหยหาที่จะกลับไปเยือน..

บ่ายวันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม บนถนนนิมมานเหมินท์ ฉันเดินเรื่อยๆออกจากร้านเล่าไปตามถนน แวะทานขนมจีนที่ร้านอะไรสักร้านค่ะ ละแวกนั้นนอกจากร้านขนมจีนแล้วยังมีร้านฮิปๆ รวมกันหลายร้านเลยรวมถึงร้านกาแฟวาวีที่ขึ้นชื่อนั่นด้วย

ถนนนิมมานนี่ดูน่ารักไปอีกแบบในตอนกลางวัน แม้แดดจะร้อนแต่ก็ไม่ทำให้หัวใจร้อนรุ่ม อาจเพราะการเดินอยู่ลำพังท่ามกลางบรรยากาศแปลกตา ทำให้ลืมรสชาติขมปร่าในหัวใจไปเสียสนิท

ขนมจีนไม่อร่อยหรอกค่ะ พอกินได้ แต่เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้องและเดินคนเดียวลำพัง ไม่ต้องคำนึงว่าใครจะอยากกินเหมือนเราไหม แค่พอใจอยากไปนั่งตรงไหนก็นั่ง มันก็สบายดีไปอีกแบบหนึ่ง

ไม่ต้องเอาใจใคร เอาแต่ใจตัวเอง.. สบายดีนะคะ

ออกจากร้านขนมจีนแล้วในใจคิดว่าจะไปหย่อนตัวดื่มกาแฟวาวีนั่นแหละค่ะ บรรยากาศน่านั่งขนาดนั้น แต่เห็นผู้คนในร้านเยอะแยะแล้วเปลี่ยนใจค่ะ โบกรถแดงไปแถวริมปิงดีกว่า เพราะตั้งใจจะไปเดินตลาดวโรรสเดินซื้ออาหารพื้นเมืองอยู่แล้ว แถวนั้นมีร้านกาแฟวาวีด้วย คงได้นั่งให้เพลินใจ

อยากเขียนบล็อกด้วย ต้องนั่งร้านกาแฟค่ะ ดีที่สุด

รถแดงพาลัดเลาะไปตามถนน ไมเร็วแต่ก็ไม่ช้า เขาพร้อมจะจอดทันทีตรงไหนก็ได้ที่มีคนเรียก ทำได้ค่ะ เพราะรถไม่ติดเหมือนในกรุงเทพ รถจอดทีหนึ่งก็ได้มองดูรอบๆตัวทีหนึ่ง ไม่ได้รีบร้อนไปไหนเหมือนอยู่ในกรุงฯ สบายใจนะคะ

ร้านกาแฟวาวีริมปิงอยู่ใกล้ๆกับร้าน กู๊ดวิว และ ร้านริเวอร์ไซด์ อันลือชื่อ ที่จริงบรรยากาศร้านกาแฟริมน้ำปิงนี่ ในความรู้สึกของฉันแล้วน่านั่งกว่าที่นิมมาน แต่ที่นิมมานจะเป็นบรรยากาศคล้ายๆกับร้านกาแฟริมถนนทองหล่อมากกว่าจะได้บรรยากาศคนละแบบกัน

อาจเพราะบรรยากาศดีอย่างนี้กระมังคะ คนจึงนั่งเต็มทุกโต๊ะ จนฉันหยุดแวะที่นี่ไม่ได้อีก ผิดหวังเล็กน้อยค่ะ เลยต้องสะพายกระเป๋าโน้ตบุ๊คเดินถือแผนที่หาร้านอื่นๆนั่ง แต่เดินมานิดเดียวไม่ไกลค่ะสักสี่ห้าสิบเมตร เจอร้าน Miss chocolate น่านั่งเช่นเดียวกัน แถมคนชอบบ้านเก่าๆ คลาส
สิคหน่อยจะต้องชอบร้านนี้แน่

Miss chocolate ร้านกาแฟและขมมเค้กนี้ตั้งอยู่ในบ้านโบราณหลังใหญ่ บรรยากาศดีมากค่ะ ด้านในมีตู้ขนมเค้กหน้าตาน่าทานวางให้เราเลือกตามชอบใจ เครื่องดื่มของเขามีให้เลือกมากมาย อยากนั่งทานในร้านก็ได้ หรือหน้าร้านก็มีโต๊ะเรียงรายให้เลือกนั่ง ละเลียดเครื่องดื่มพลาง สอดสายตาชมความคลาสสิคของเฟอร์นิเจอร์และบรรยากาศด้านหน้าร้านไปพลาง ช่างเพลินดีค่ะ ในร้านยังมีหนังสือทำมือ และหนังสือแจกฟรีวางให้อ่านเล่นด้วย

ฉันชอบเชียงใหม่อยู่อย่างก็ตรงนี้แหละค่ะ ที่ร้านรวงต่างๆของเขาเอื้อให้เราได้นั่งละเลียดชมเมืองอย่างช้าๆและเพลินใจ ทำให้รู้สึกเหมือนกับได้นั่งอยู่ท่ามกลางความรื่นรมย์ของเมืองศิลปะไม่ว่าจะอยู่มุมไหน

ใครบางคนบอกว่าเชียงใหม่เป็นเมือง ชิล .. ชิล เห็นจะจริงค่ะ

ตลาดวโรรสคือจุดหมายสำคัญอีกแห่งหนึ่งที่จะต้องแวะไป ที่จริงธรรมเนียมการซื้อของฝากเป็นเรื่องปกติมากเมื่อเรามาต่างบ้านต่างเมือง
แต่ทริปนี้ตั้งใจไม่หอบหิ้วอะไรกลับเพราะการไปคนเดียวไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง ที่สำคัญไม่มีคนช่วยถือของค่ะ อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำใจนะคะ

บ่ายแก่ๆแต่ที่ตลาดวโรรสยังคึกคัก น่าจะเป็นตลาดที่คนส่วนใหญ่หากมาเชียงใหม่แล้วต้องแวะ เพราะของฝากของพื้นเมืองอยู่ที่นี่มาช้านาน
แผงขายไส้อั่วและน้ำพริกหนุ่มที่คึกคักที่สุดต้องร้านดำรงค์ ซึ่งเคยมาครั้งหนึ่งแล้วไม่สามารถเข้าไปได้เลย ความลือชื่อของร้านนี้
ประกอบกับเห็นกับตาว่าคนรอซื้อเยอะจริงๆ คราวนี้ต้องซื้อให้ได้ ไส้อั่วกับน้ำพริกหนุ่มคือของที่ซื้อกลับไปค่ะ อย่างละนิดละหน่อยพอเพลินๆ
จากนั้นออกมาสำรวจตลาดให้ทั่วๆ พบว่าของในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นของแห้ง หิ้วกลับไปฝากคนที่บ้านได้ตามแต่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้อบแห้งนานาชนิด หากเดินออกมาหน้าตลาดอีกด้านหนึ่งจะมีดอกไม้เมืองหนาวทั้งสดทั้งแห้งให้ซื้อกลับไปได้ด้วย

ออกจากตลาดวโรรสแล้วเดินลัดเลาะไปตามถนน ชมเมืองอีกหน่อยค่ะ มองดูเวลาแล้วยังสามารถเดินเล่นได้อีกพักใหญ่ ก่อนจะไปถนนคนเดินท่าแพที่ว่าอลังการมากนัก ยิ่งกว่าวัวลายที่ได้เดินในคืนวันเสาร์อีก

เชียงใหม่เป็นอีกเมืองที่มีวัดวาอารามเยอะจริงๆค่ะ ถนนบางเส้นมีวัดถึงสี่ห้าวัดด้วยกัน สะท้อนความศรัทธาที่คนมีต่อศาสนาเป็นอย่างดี บ้านกับวัดอยู่อยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืน และบรรยากาศของวัดที่นี่ก็ต่างไปจากวัดในกรุงเทพหรือภาคอื่นๆที่เคยเห็น การเดินเที่ยววัดชมศิลปะล้านนาในเชียงใหม่จึงไม่ควรพลาดด้วยเช่นกัน

เดินเที่ยวเพลินใจ ยกแผนที่ขึ้นดูด้วย คิดว่าการเดินไปประตูท่าแพจากจุดที่ยืนอยู่ไม่ไกลมากแต่ขาลากแล้วซีคะ เลยโบกรถแดงไปลงที่หน้าวัดเจดีย์หลวงแทนดีกว่า ตอนที่ลงรถ บรรดาแม้ค้าพ่อค้าเริ่มมาตั้งแผงกันแล้วนะคะ ที่สังเกตเมื่อเดินไปเรื่อยๆเลยก็คือ บรรดาร้านนวดแผนโบราณค่ะ เยอะมาก มากจริงๆ แล้วร้านนวดที่ว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่ร้านที่เป็นตึกแถวเท่านั้น แต่เป็นร้านนวดเฉพาะกิจ คือมีเก้าอี้นวดตั้งเรียงรายอยู่ริมฟุตบาต สนนราคาค่านวดก็ไม่แพงเลย ฉันน่ะชอบอยู่แล้วเลยหยุดแวะนวด

นั่งดูบรรยากาศยามเย็น พอโพล้เพล้หน่อย บรรดาแผงริมทางก็เพียบแล้ว นวดเสร็จก็ได้เวลาเดินแล้วล่ะค่ะ

ถนนคนเดินที่ประตูท่าแพนี่อลังการอย่างที่ว่าจริงๆ ไม่ใช่แค่ถนนเส้นเดียวที่เดินแป๊บเดียวก็หมด แต่เยอะขนาดที่กวาดถนนหลายเส้น ในละแวกนั้นมาเป็นตลาดที่มีของขายอย่างคึกคัก ผู้คนมากมายเหลือเกินค่ะ ของที่ขายกันส่วนใหญ่จะเป็นของแฮนด์เมด บ้างก็เป็นงานศิลปะ ภาพวาด งานไอเดีย ของเล่นพื้นเมือง มีแผงขายของกินเล่นเป็นระยะๆ บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคักและเป็นกันเองมาก แม่ค้าที่มาตั้งแผงขายของจำนวนไม่น้อยดูหน้าแล้วยังเป็นนักศึกษาอยู่ก็เยอะค่ะ

ฉันได้กระเป๋าผ้าใบน้อยกับตุ๊กตาแมวที่ทำจากผ้าฝ้าย ต้องเดินดีๆนะคะ ถนนเส้นนี้ดูดเงินในกระเป๋าคุณได้ง่ายมากเลยค่ะ เพราะความน่ารักน่าเอ็นดูของของ ดูน่าซื้อน่าขนกลับบ้านเป็นที่สุด

ต้องใช้เวลาพอสมควรค่ะในการเดินถนนคนเดินท่าแพแห่งนี้ ฉันเองก็เดินจนเหนื่อย สายตาปราดไปเห็นร้านกาแฟวาวีอีกแล้วสิคะ ไม่รีรอที่จะสั่งเครื่องดื่มเย็นๆทานให้สดชื่นก่อนจะกลับไปที่ธาตุคำวิลเลจ เพื่อกลับไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ตั้งแต่เช้า

ร้านกาแฟในเชียงใหม่เหมือนอะไรที่จับมาคู่กันแล้วลงตัวนะคะ นี่อาจเป็นเสน่ห์อีกอย่างของเมืองนี้ นอกกระจกร้านมองออกไปเห็นผู้คนมากมายเดินจับจ่ายซื้อของกันอย่างคึกคัก เป็นภาพที่เพลินตาอีกภาพหนึ่งที่ไม่พลาดจะเก็บไว้ในความทรงจำ จิบโกโก้เย็นดับความเหนื่อยล้า ได้พักวางขาและเท้าที่เดินมาตลอดสองวันเต็มๆ ยิ้มให้กับการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว และแรงผลักที่ทำให้เตลิดมาถึงนี่ได้โดยลำพัง

ไม่เสียใจเลยที่ทำแบบนี้ แต่อาจจะเสียใจที่ไม่ได้มา

รสชาติโกโก้ของร้านกาแฟวาวีเข้มข้นค่ะ แล้วหากเป็นกาแฟจะรสชาติเพียงไหนนี่ .. ไม่ได้ลองค่ะ เพราะหลังหกโมงเย็นไม่ควรดื่มกาแฟแล้วเนื่องจากจะข่มตาหลับยากมาก สัญญากับตัวเองว่าทริปหน้าจะไม่ขอพลาดเด็ดขาด

สองวัน สองคืน นับจากคืนวันศุกร์ที่ 25 มกราคม จนมาถึงคืนวันอาทิตย์ที่ได้อยู่กับตัวเองเต็มๆ คนเดียว ทำอะไรโดยลำพังเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ลืมไม่ลงเลย ต้องขอบคุณใครบางคนเหลือเกินที่ทำให้ทำได้อย่างนี้..

ยังมีเวลาอ้อยอิ่งที่จะขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ เพราะคืนนี้ไฟลท์หางแดงที่นำฉันมา แจ้งว่าจะดีเลย์ออกไปอีก กลับไปที่รีสอร์ทแล้วยังสามารถนั่งทานอะไรเล่นๆ เช็คข่าวสารจากบล็อกเสียหน่อย ทางรีสอร์ทเรียกแท็กซี่ไปส่งสนามบินให้ค่ะ ค่าบริการออกจะแพงไปนิดแต่ก็ไม่ต้องเดินออกไปโบกรถแดง คุณลุงแท็กซี่ที่มารับบริการดีมาก แกช่างคุยทีเดียว ยังเล่าให้ฟังว่าช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวมาเยอะทำให้แกมีรายได้ดีพอสมควร

คุณลุงมองฉันจากกระจกมองหลัง แกยิ้มๆ พลางถามว่า ทำไมฉันจึงมาคนเดียว..

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องตอบคำถามนี้ ฉันหัวเราะเบาๆ ก่อนจะบอกแกว่า ก็เพื่อนไม่มีใครว่างสักคน

ชอบเชียงใหม่ไหม แกถามอีก ชอบมากค่ะ.. ใช่ ฉันชอบเชียงใหม่มาก
ฉันบอกลุงด้วยไมตรีว่าจะกลับมาอีก ก่อนจะลงให้ทิปแกไปอีกนิดหน่อย ลุงให้นามบัตรฉันไว้เผื่อมาคราวหน้าจะได้เรียกใช้แกอีก

นี่ฉันเป็นนักท่องเที่ยวจริงๆซีนะ แต่ลุงคงไม่รู้หรอกว่าเหตุผลของการมาลำพัง อยู่ในเมืองใหญ่แปลกหน้าถึงสองวันสองคืนอย่างนี้ได้ ไม่ได้มีเหตุผลอื่นนอกจาก อกหัก .. น่าหัวเราะไหมคะ

แต่ยังยิ้มได้นี่ซีคะ ที่น่าดีใจมากกว่า..

คืนนั้นเครื่องบินลำนั้นฝ่าสภาพอากาศแปรปรวนพอสมควรก่อนร่อนลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมิ ความรู้สึกบางอย่างติดมาด้วย แม้ก่อนไปจะไปด้วยหัวใจที่หม่นหมองเหลือทน

ใช่...ฉันอยู่ ยังมีลมหายใจ .. ยังกลับมาได้ครบสามสิบสอง ส่วนหัวใจที่หล่นหาย

ฉันจะกลับมาเอาคืน !!!

ขอบคุณ.. เชียงใหม่ เราเจอกันอีกแน่ ฉันสัญญา...




 

Create Date : 06 มิถุนายน 2551    
Last Update : 6 มิถุนายน 2551 20:56:11 น.
Counter : 280 Pageviews.  

ฉันเขียน 'เดินเดี่ยว' ที่เชียงใหม่ให้คุณอ่านตามสัญญา ( 3 )

คุณคะ

ผ่านมาเดือนกว่าเกือบสองเดือนแล้วที่ฉันไปเดินเดี่ยวลำพังในเมืองที่ฉันว่ามัน
แสนจะโรแมนติค 'เชียงใหม่' นั่นน่ะค่ะ

จริงๆนะคะ เมื่อย้อนกลับไปมองดู ฉันรู้สึกดีจริงๆ ที่ตัวเองสามารถทำอะไร
อย่างนั้นได้ แรงผลักบางอย่างทำให้ฉันสามารถทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ และมัน
ยิ่งใหญ่มาก ต่อให้เวลาผ่านไปกี่นานเท่าไหร่ ฉันคงไม่มีทางลืมมันเลย

ฉันว่าคนเรามีหัวใจผจญภัย และสามารถทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าไม่ได้ - ได้ด้วย
ขอเพียงแค่กล้าที่จะทำเท่านั้นเอง

เดินเดี่ยวครั้งนั้น สนุกกว่าที่ฉันคิดแม้ฉันจะไปด้วยอาการบอบช้ำทางใจ หัวใจ
อ่อนระโหยโรยแรง แต่ฉันพบว่าตัวเองยังสามารถประคองให้สองเท้าเดิน
และยิ้มแม้จะเหนื่อยได้

คืนวันเสาร์ได้เล่าไปแล้วว่าฉันไปเดินถนนคนเดินวัวลาย ซึ่งไม่ได้ทำให้ฉันเสีย
สตางค์เท่าไหร่ อาจเพราะของที่ขายแม้จะน่าซื้อแต่ความตื่นตาตื่นใจไม่มากเท่าถนนคนเดินท่าแพ

เช้าวันอาทิตย์ที่ธาตุคำวิลเลจ ฉันจัดการกับอาหารเช้า ABF ที่เขามีให้ เมื่อคืน
นอนสบายมากค่ะ ลืมตาตื่นมาถามตัวเองว่านี่อยู่คนเดียวจริงๆหรือ ในเมืองแปลกหน้าแบบนั้น

จริงค่ะ ถามตัวเอง โดยไม่ต้องหยิกเล็บเจ็บเนื้อ ก็ฉันมาคนเดียวจริงๆนี่นา

จัดการอาหารเช้าเสร็จแล้ว ฉันกลับไปเก็บของที่ห้อง ต้องเช็คเอาท์เลยเพราะ
วันนี้คิดว่าจะเดินตะลอนทั้งวันจนกระทั่งมืดค่ำดึกดื่น น้องรีเซฟชั่นแนะนำว่าให้ฉันฝากกระเป๋าไว้ก่อน จะได้เดินง่ายๆแล้วค่อยกลับมาเอากระเป๋าตอนจะไปสนามบิน
ซึ่งรีสอร์ทกับสนามบินไปทางเดียวกัน

ฉันก็ยิ้มสิคะแบบนี้ จริงๆกะฝากอยู่แล้ว ใครจะแบกเป้ไปทั้งวันได้ หนักตายพอดี
สัมภาระติดตัวของวันนั้นจึงมีแค่กล้อง โน๊ตบุ๊ค และหนังสือกับแผนที่เท่านั้นเองค่ะ

ฉันออกเดินไปตามถนน จากรีสอร์ทเดินออกมาเรื่อยๆได้ จนกระทั่งถึงถนนใหญ่
กางแผนที่ออกดูแล้วคิดว่าจะไปร้านเล่า ที่ถนนนิมมาน จริงๆกะว่าจะอยู่บนถนนเส้นนั้นทั้งวันด้วยการนั่งแช่ในร้านกาแฟ แต่ดูแล้วเวลาเหลือเยอะมาก ฉันควรจะฆ่ามันอย่างไรกว่าจะถึงเวลามืดค่ำที่จะไปเดินถนนท่าแพ

โบกรถแดงดีกว่า ง่ายดี คนขับบอกว่าซาวบาท ฉันพยักหน้าแล้วกระโดดขึ้นรถทันที ถึงถนนนิมมาน วันนั้นแดดร้อนจัดจริงๆ ร้านมนต์นมสดที่เคยมานั่งคราวก่อนก็ยังไม่เปิดเสียด้วย จึงเดินฝ่าแดดร้อนไปที่ร้านเล่าอันลือชื่อ

ถนนนิมมานเป็นถนนที่เก๋ไก๋ทีเดียวในความคิดของฉัน ร้านรวงแถวนั้นเล็กๆน่ารัก
และหน้าตาของถนนเส้นนี้คล้ายๆกับถนนทองหล่อที่กรุงเทพนะคะ อากาศร้อนได้ใจจริงๆด้วย แต่ฉันก็ไม่ได้รีบเดิน เราไม่ได้มาบ่อย สายตาเราจึงต้องพยายามเก็บภาพให้ได้มากที่สุด

ยังจำได้ค่ะว่าเดินๆอยู่ก็มีรถทะเบียนกรุงเทพปราดมาจอด ชะโงกถามทาง
พอทราบว่าฉันเองก็ไม่ใช่คนแถวนี้ และมาเที่ยวคนเดียว คนในรถนั้นก็ตาโต
กันเป็นแถบ คงจะเป็นเรื่องแปลกที่ผู้หญิงไทยจะทำ

ถึงร้านเล่า ถ่ายรูปไว้ตามธรรมเนียมค่ะ ร้านนี้น่ารักสมคำร่ำลือ จริงๆแล้วเมื่อเจ็ดปีก่อนฉันเคยมาแวะแล้ว แต่ตอนนั้นร้านไม่ได้ตั้งอยู่บนถนนนิมมาน
น่าดีใจที่เขาอยู่ได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางกระแสทุน

ร้านเล่ามีหนังสือที่ร้านอื่นไม่ได้วางขายด้วย เช่นจำพวกทำมือต่างๆ และยังมีโปสการ์ดอาร์ตๆ เก๋ๆ วางให้เลือกซื้อ บรรยากาศของร้านนี้ทำให้นึกถึงร้านหนังสือเล็กๆ ที่ถนนพระอาทิตย์ ( ซึ่งไม่มีแล้ว ) สมัยที่สวนสันติชัยปราการยังเป็นสถานที่ที่มีคนไปจัดงานหนังสือทำมือนั่นแหละค่ะ

ตามประสาฉัน ฉันก็ชอบอุดหนุนร้านเล็กๆแบบนี้ วันนั้นเลยได้หนังสือทำมือกลับบ้านมาเล่มหนึ่ง ไม่ได้เยอะมากกว่านั้นค่ะ เพราะหนังสือในเป้หลายเล่มที่เอามาก็อ่านไม่ทันอยู่แล้ว

ยกนาฬิกาขึ้นดูเวลา เที่ยงกว่าแล้วสิคะ ต้องหาอะไรใส่ท้องก่อนดีกว่า

ภาคบ่ายขอยกไปเล่าตอนถัดไปนะคะ

กองทัพต้องเดินด้วยท้องนี่นา วันนั้นหรือวันนี้ก็เหมือนกัน
จะกลับมาเล่าต่ออีกทีนะคะ




 

Create Date : 15 มีนาคม 2551    
Last Update : 15 มีนาคม 2551 12:40:46 น.
Counter : 104 Pageviews.  

ฉันเขียน 'เดินเดี่ยว' ที่เชียงใหม่ให้คุณอ่านตามสัญญา ( 2 )

คุณคะ

ฉันยัง 'เดินเดี่ยว' อยู่นะคะ จากบล็อกก่อนหน้านี้ที่ฉันเล่าให้คุณฟังไปแล้ว
ว่าฉันเดินไปถึงร้านหนังสือสุริวงศ์


ฉันกลับออกมาจากร้านด้วยความสดชื่นนิดนึงค่ะ ร้านหนังสือไม่ว่าที่ไหน
เรียกความสนใจจากฉันได้ทั้งนั้น เพราะฉันชอบกลิ่นหนังสือที่สุด ไม่ว่าร้าน
เล็กร้านใหญ่ ร้านยี่ห้อหรือไม่ยี่ห้อ

ฉันยังคงก้าวต่อค่ะ จากร้านหนังสือสุริวงศ์ แต่สองขาเริ่มเมื่อยล้าขึ้นทุกที
สัมภาระที่อยู่บนตัวฉันหนักไม่ใช่เล่นนี่คะ ดูเวลาก็บ่ายสองกว่าแล้ว ฉันควรจะไป
เช็คอินเข้าที่พักก่อน เพราะคืนนี้ฉันจะย้ายที่ ไปพักที่ธาตุคำวิลเลจ

ฉันยังงงๆอยู่ค่ะ ไม่แน่ใจว่ามันไกลแค่ไหน เดินได้หรือไม่ หากกะจากแผนที่แล้วคิดว่า เรียกรถไปจะดีกว่า ฉันโบกรถแดงให้เขาไปส่งเข้าที่พักก่อน ค่าโดยสารยี่สิบบาท แลกกับความสบายที่เพิ่มขึ้น เก็บแรงไว้เดินตลาดเย็นที่ถนนวัวลายจะดีกว่า

ที่ธาตุคำวิลเลจนี่ ได้ใจฉันมากค่ะ นอกจากจะร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เก้าอี้สีชมพูหวานๆ ร่มสีสวย บรรยากาศของที่นี่ชวนให้น่าพักมาก เช็คอินแล้วก็เข้าห้องพักเลย ฉันถามน้องรีเซฟชั่นว่าแถวนี้มีร้านนวดไหม ฉันอยากจะนวดมากๆ
เนื่องจากเดินมาเยอะจนน่องโป่ง และการนวดน่าจะช่วยให้ฉันรีแลกซ์ได้

น้องบอกว่าใช้นวดของสปาที่นี่ก็ได้ ฉันดูราคาแล้วก็คิดว่าดีเหมือนกัน ขอสองชั่วโมงเลย ห้าโมงเศษๆ ฉันก็ออกไปเดินถนนวัวลายได้พอดี

นอนนวดให้สบายในห้องนี่แหละค่ะ สวรรค์ที่สุดแล้ว อาจจะแพงกว่าร้านข้างนอกประมาณหนึ่งแต่ประสบการณ์แบบนี้ ฉันไม่ได้สัมผัสแม้จะอยู่ในกรุงเทพ
นี่ดีจะตาย นอนสบายๆ มีหมอนวดมานวดถึงห้องเชียวนะคะ เคลิ้มแค่ไหนลองคิดดู

หมอนวดมานวดให้ฉันตามเวลา แกเป็นรุ่นป้าๆแล้ว แกคงนึกแปลกใจที่ทราบว่าฉันมาพักคนเดียว ปกติคนไทยไม่ค่อยมีหรอกค่ะที่แบกเป้มาคนเดียวแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่งมากกว่าที่นิยมทำกัน

ฉัคุยกับป้าไปเรื่อย แกก็นวดของแกไปเรื่อย สองชั่วโมง สบายจริงๆนะคะ ใครไม่เคยนวด ได้นวดสักครั้งคงจะติดใจไปเลย

ฉันแอบเห็นสปาของที่นี่แล้ว กะว่าคราวหน้าฉันจะมานอนนวดที่สปาเลย คงสบายดีค่ะ บรรยากาศของที่นี่ทำให้ผ่อนคลายมาก

ห้าโมงเศษๆแล้วคะ ฉันดึงแผนที่ออกมาเช่นเคย ลากปากกาไปตามถนนว่าฉันจะเดินออกไปทางไหน เย็นนั้นฉันจะไปเดินถนนคนเดิน ถนนวัวลาย ที่ว่ากันว่ามีของมากมายให้เลือกซื้อเลือกหา เป็นพวกแฮนด์เมดด้วย

ฉันเอาโน๊ตบุ๊คกับกล้องติดตัวไป ไปคนเดียวก็ต้องรอบคอบหน่อยค่ะ กว่าจะออกจากห้องได้ ต้องดูให้แน่ใจว่าของมีค่าเอาไปหมดหรือยัง ทริปนี้โน๊ตบุ๊คกับกล้องดูจะเป็นภาระที่ฉันต้องดูแลมากเป็นพิเศษ แต่นั่นก็ไม่ใช่อุปสรรคอะไรของฉันค่ะ
ของของเรา เราก็ต้องรักษาดูแล

ออกจากห้องแล้วค่ะ เตรียมไปเดินเล่นที่ถนนวัวลายแล้วนะคะ

ฉันถามน้องรีเซฟชั่นว่าจะต้องเดินไปทางไหน ไกลไหม น้องอธิบายคร่าวๆ
ฉันก็เดินตามลายแทงนั้นไปค่ะ ปรากฏว่าถนนวัวลายกับที่พักของฉันอยูไม่ไกลเลย นี่ถ้าหลงโบกรถแดงไปนะ ฉันคงเสียเซลฟ์พิลึก

ถนนคนเดินวัวลาย มีประจำทุกวันเสาร์ค่ะ เส้นทางของถนนคนเดินเส้นนี้ไม่ยาวมากนัก เป็นเส้นตรงไปตลอด มีแยกบ้าง มีของขายตลอดเส้นทาง เป็นพวกสินค้าแฮนด์เมดและแม่ค้าพ่อค้าส่วนใหญ่หน้าตาละอ่อนแทบทั้งนั้น

ฉันว่าหากคุณชอบของจำพวกนี้ ต้องควักเงินในกระเป๋าออกแทบไม่ทันแน่ค่ะ
นอกจากของแฮนด์เมดกระจุกกระจิกที่ทำจากผ้าพื้นเมือง ทำจากวัสุดเหลือใช้ ยังมีเครื่องประดับ งานไอเดียที่น่าสนใจให้คุณซื้อไม่น้อยเลย

เดินเหนื่อยๆแล้ว ยังมีของกินให้เอนจอยกระเพาะเป็นระยะๆค่ะ

ฉันเห็นแผงปลาหมึกปิ้ง แน่นอนค่ะ ฉันปรี่เข้าไปเลย ปลาหมึกปิ้งสองไม้ไม่พอยาไส้หรอกนะคะ แต่ความหอมไม่เข้าใครออกใคร ขอกินก่อนล่ะ

โน่นค่ะ ฉันยังตาไวเห็นแผงขายขนมจีนน้ำยา น้ำเงี้ยว ข้าวซอย ละลานตาทีเดียว ต้องเข้าไปเสียหน่อยค่ะคุณ มีคนนั่งกินเยอะแยะนะคะ สั่งตรงนั้นนั่งกินตรงนั้น รับชามก็มานั่งที่โต๊ะเล็กๆ เตี้ยๆ เหมือนโต๊ะญี่ปุ่นน่ะค่ะ

อาหารเย็นของฉันวันนั้น คือขนมจีนน้ำเงี้ยว ชามละ 15 บาท
และข้าวแกงอีกหนึ่งจานค่ะ

มีแรงแล้ว เดินต่ออีกนิดหนึ่งค่ะ แม้ฟ้าจะมืดแล้ว แต่ผู้คนก็ยังเดินกันขวักไขว่
ฉันได้ยินเสียงเล่าอ้างเพิ่มเติมว่าถนนคนเดินที่ท่าแพ อลังการกว่านี้อีก
ของเยอะกว่านี้และคนก็มากกว่านี้หลายเท่า

แล้วฉันจะพลาดได้อย่างไรคะ

ฉันจะเล่าต่อในบล็อกหน้าว่าค่ำคืนนั้น เป็นอย่างไร และรุ่งเช้า ฉันทำอะไรบ้างนะคะ

ตามมาเดินเดี่ยวด้วยกันนะคะคุณ




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2551 22:17:20 น.
Counter : 86 Pageviews.  

ฉันเขียน 'เดินเดี่ยว' ที่เชียงใหม่ให้คุณอ่านตามสัญญา ( 1 )

ถ้าการไปเที่ยวหมายถึงไปเห็นสถานที่ต่างๆ ฉันคงไมได้ไปเที่ยว แต่ฉันไปเดินเล่นมากกว่าค่ะไปเดินเล่นในวัด ตามถนนหนทาง ไปสบตากับคนไม่รู้จัก ไปนอนนวดให้รู้ว่าสวรรค์บนดินมีจริง ฉันไปมาแล้ว ไม่น่าเชื่อเลย


คุณคะ ฉันบอกคุณใช่ไหมว่าจะเขียนบันทึกเดินเดี่ยวให้อ่าน

แม้จะทิ้งระยะเวลานานไปนิด แต่ฉันก็จะยังเขียนต่อนะคะ หากคุณไล่อ่านทุกบล็อกของฉันมาหมดแล้ว ลงมาที่บล็อกนี้ ให้รู้ว่านี่คือบันทึกที่ฉันเก็บจากการไปเดินเดี่ยวที่เชียงใหม่คนเดียวเมื่อปลายๆเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ฉันขอเริ่มต้นอย่างนี้นะคะ

วันศุกร์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ หลังจากที่ฉันตัดสินใจได้ว่าเอาแน่ .. ที่จริง ฉันเอาแน่มาตั้งแต่คืนพฤหัสแล้วค่ะ

ฉันจัดกระเป๋าโดยไม่ลืม กล้อง โน๊ตบุ๊ค สำหรับ MP3 ฉันไม่เอาไป ทั้งที่ชอบฟังเพลง ฉันไม่อยู่ในอารมณ์นั้นแน่ เพลงบางเพลงอาจกระชากลากถูความรู้สึกของฉันให้กระเจิงได้

สนามบินคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ฉันเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่เดินทางคนเดียวค่ะ คนอื่นๆเขามาเป็นคู่ เป็นกลุ่มแต่ฉันไปคนเดียว ซึ่งก็คงไม่แปลกหรอก พวกเขาอาจคิดว่าฉันมีใครรอหรือมีคนที่อยู่ปลายทาง แต่ไม่มีใครรู้หรอกค่ะว่าปลายทางของฉันไม่มีใคร

ตอนอยู่บนเครื่องบิน ฉันคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ข้างๆฉันเป็นหนุ่มฝรั่งกับสาวไทยหน้าตาดี พวกเขา sweet ออกนอกหน้าเอามากๆ แต่ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรนะคะ หากจะคิดไปเรื่อยก็เพียงแค่ สาวไทยชอบฝรั่งมีมากขึ้น ผู้ชายไทยท่าจะแย่เสียแล้วกระมัง

เครื่องบินแอร์บัสลำใหม่ถูกนำมาใช้ในเที่ยวบินนี้ค่ะ ความใหญ่โตของมันกลบชีวิตเล็กๆให้ยิ่งลีบเล็กลงเสียสนิท ฉันไม่ได้ตื่นเต้นกับการขึ้นเครื่องบิน ความรู้สึกตอนนั้นแปลก จะเหงาก็ไม่เหงา จะยิ้มก็ไม่ยิ้ม ฉันเฉยๆเสียมากกว่า และไม่ได้ตื่นเต้นกับเชียงใหม่แน่ๆ เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันไปที่นี่ มันเป็นครั้งที่สามแล้วด้วยซ้ำ

ฉันกำลังจินตนาการว่าฉันจะอยู่อย่างไรในเมืองแปลกหน้านั้นเพียงลำพังมากกว่า เวลาสองวันสองคืน หรือสี่สิบแปดชั่วโมง มันมากเอาการอยู่นะคะ

คืนนั้นแท็กซี่แอร์พอร์ตไปส่งฉันที่เกสต์เฮาส์ชื่อ 3sis ฉันหาข้อมูลมาพอสมควรว่าปลอดภัยดีสำหรับผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว ข้อมูลใน BP น่าเชื่อถือพอค่ะ ที่นี่สวยอย่างที่ใจฉันชอบ ห้องขนาดใหญ่เกินไปด้วยซ้ำสำหรับนอนคนเดียว เตียงนอนใหญ่และนุ่มมาก ที่นี่อยู่ตรงข้ามวัดเจดีย์หลวง หากเทียบขนาดและความสวยงามของการตกแต่งกับเตียงนุ่มๆนั่น ฉันว่าไม่แพงเลย

เช้าวันเสาร์ วันแรกที่ฉันต้องเดินเดี่ยว อาหารเช้าถูกจัดการจนเกลี้ยงทุกอย่างเชียวค่ะ คงเพราะเมื่อคืนฉันไม่ได้ทานอะไรเต็มที่ ( บนเครื่อง ฉันทานโจ๊กคนอร์ถ้วยละ 50 บาทค่ะ แพงเอาการจริงๆ แต่กลิ่นมันหอมจนอดใจไม่ไหวค่ะ )

ที่นี่เขามีร้านอาหารเก๋ๆ อยู่ด้านหน้า เก๋ราวกับเป็นร้านในกรุงฯเชียวล่ะค่ะ อาหารเช้าของฉันเป็น ABF ประกอบด้วยไข่ดาว ไส้กรอก ขนมปังปิ้ง และชา

หลังจากเช็คเอาท์ในตอนสิบเอ็ดโมงเศษ ก็ได้เวลาสะพายกระเป๋าแบกกล้องกันแล้วนะคะ แผนที่ในมือมีประโยชน์มากในยามที่เราไม่มีคนช่วยคิด ฉันมีหนังสือดาโกะฉบับเดินเล่นเชียงใหม่ติดมาด้วย เล่มเล็กนิดเดียวแต่เขาบอกสิ่งที่น่าสนใจในการทัวร์เมืองนี้ไว้ค่อนข้างดีทีเดียวล่ะค่ะ

ฉันแยกโน๊ตบุ๊คออกจากเป้ ไม่อย่างนั้นจะหนักเกินไป กล้องมีสายคาดที่เอว เท่ากับสภาพของฉันคือนักท่องเที่ยวจริงๆเลยนะคะ หลังแบกเป้ สะพายกระเป๋าโน้ตบุ๊ค กล้องอยู่ที่เอว ในมือมีแผนที่

เริ่มเดินค่ะ สัญชาตญาณของฉันบอกว่าให้เลี้ยวขวา เอ้า เลี้ยว เดินไปเจอวันพันเตาก่อน โบสถ์สวยแปลกตาจนอดถ่ายรูปไว้ไม่ได้ คนทางใต้อย่างฉันเคยเห็นแต่โบสถ์เลื่อมพรายระยับ มาเจอวัดทางเหนือที่แปลกตา อดคิดไม่ได้ว่ามันช่างต่างกัน

ฉันว่าวัดแถวนี้ดูเรียบๆ ง่ายๆ สวยแบบคลาสสิคนะคะ คนละแบบกันเลย ฉันแวะเข้าไปกราบพระในโบสถ์ มีฝรั่งมาถ่ายรูปอยู่ประปราย

ออกจากวัดพันเตา ฉันเดินตรงมาเรื่อยๆ คราวนี้ลองเลี้ยวซ้ายดูซิ เดินไปเรื่อยๆจะเจออะไร แผนที่ก็พอช่วยฉันได้ค่ะ แต่อาจจะไม้ละเอียดมากมาย จึงต้องอาศัยการเดา ควบคู่ไปด้วย เลี้ยวซ้ายไปเรื่อยๆ ตรงนั้นชื่อถนนอะไรไม่ทราบนะคะ แต่มีวัดหลายวัดและมีเกสต์เฮาส์น่าพักด้วย แต่คืนนี้ฉันมีแพลนจะไปนอนอีกที่อยู่แล้ว ดังนั้นก็ได้แต่มองไปมองมาแล้วถ่ายรูป ฉันว่าเชียงใหม่น่ารักก็ตรงนี้แหละ มีหลายสิ่งให้มอง ให้พักสายตา

ฉันยังคงเดินค่ะ แม้นาฬิกาจะบอกเวลาบ่ายโมงเศษๆ เดินไปจนกระทั่งเจอร้านลูกชิ้นปิ้งที่อยู่ในหนังสือท่องเที่ยว ชื่อร้านย้งทัวร์ ท่าทางจะอร่อยจริง มีคนมารอซื้อหลายคนซึ่งบางคนสั่งถึงสามสิบไม้ ในตู้เขามีถุงกระดาษพิมพ์ชื่อร้านอยู่ด้วย ฉันเป็นโรคแพ้ของแบบนี้ค่ะ จะอธิบายอย่างไรดี ฉันว่ามันแปลกดีน่ะค่ะ เพราะมันมีหนึ่งเดียวเป็นเอกลักษณ์ไงคะ ฉันสั่งลูกชิ้นหมูสองไม้

ลูกชิ้นอร่อยนะคะ ลูกใหญ่กว่าลูกชิ้นกรุงเทพ น้ำจิ้มก็อร่อย ติดเปรี้ยวนิดหน่อย

ลูกชิ้นสองไม้ ไม่ทำให้ฉันอิ่มมาก แต่ก็พอให้มีแรงเดิน ได้เวลาเดินต่อแล้วค่ะ ฉันยังคงเดินตรงไปเรื่อยๆ เดินคนเดียวเหลียวซ้ายแลขวาไม่เจอใคร แต่ฉันกลับไม่ได้รู้สึกเหงาเลย แปลกนะคะ อาจเพราะเป้ที่ฉันแบก กระเป๋าที่ฉันสะพาย กับกล้องถ่ายรูปที่เคลื่อนไหวไปมาทำให้ฉันกลายเป็น tourist น้อยๆ อีกทั้งบ้านเรือน หนทางที่ผ่าน เป็นของใหม่ๆ สำหรับฉัน แม้กระทั่งสิ่งที่ฉันทำอยู่ก็เป็นสิ่งใหม่ๆ ด้วย

ฉันไม่มีเวลากังวลอะไรค่ะ

เรื่องรักเหงาเศร้าที่ติดมาจากกรุงเทพ ไม่ได้ทำให้ฉันคิดมากจนเกินไปนัก จะว่าไปก่อนจะมา ฉันก็คิดเยอะค่ะว่าตัวเองจะอยู่อย่างไร แต่เมื่อมาแล้ว สัญชาตญาณของการเอาตัวรอด ก็สั่งให้ฉันต้องปกป้องและดูแลตัวเอง ฉันต้องอยู่ให้ได้ และจะไม่ถอยเด็ดขาด

กลับมาที่ฉันเดินเดี่ยวในบ่ายวันเสาร์ เดินจนเมื่อยแล้วฉันจึงนึกอยากนวดให้สบายตัวสักหน่อย นึกขึ้นได้ว่าไปตลาดอนุสารแล้วกัน

เผื่อฉันจะเจอร้านนวด แต่กลับกลายเป็นว่าร้านรวงแถวนั้นยังไม่เปิดสักเท่าไหร่ ( ตลาดอนุสารใกล้ๆไนท์บาซาร์ จะคึกคักตอนกลางคืนค่ะ )

รถแดงพาฉันไปส่งที่ตลาดนั้น เมื่อลงฉันจึงเดินต่อไปทางถนนศรีดอนไชย หมายตาไว้ว่าจะไปร้านหนังสือสุริวงศ์ ที่เคยได้ยินชื่อมานาน

ร้านใหญ่โตมากนะคะ แต่ฉันว่าหนังสือยังไม่หนาตา มันดูเป็นระเบียบ ใหญ่ เหมือนร้านขายอุปกรณ์การศึกษา อารมณ์เดียวกับศึกษาภัณฑ์มากกว่า ฉันได้เดินเล่นรับแอร์เสียหน่อย ก็ยังพอบรรเทาความร้อนและความเหนื่อยได้

เดินเดี่ยวยังไม่จบนะคะ ฉันจะกลับมาต่ออีก หากคุณอยากนึกภาพตาม
กลับไปดูรูปที่ฉันเก็บมาจากเชียงใหม่ได้ที่กรุ๊ปบล็อกด้านบนนะคะ




 

Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 23 กุมภาพันธ์ 2551 8:53:42 น.
Counter : 137 Pageviews.  

นาฬิกาชีวภาพในตัวฉันทำงานดีเกินไปหรือเปล่า..

คุณคะ

เมื่อคืนนอนเกือบตีหนึ่ง ที่จริงควรตื่นหลังหกโมงเช้า
แต่นาฬิกาชีวภาพในตัวฉันกลับปลุกฉันตั้งแต่ตีห้า
ทำงานดีเกินไปไหม...

แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ที่ฉันไม่ชอบระบบนาฬิกาในร่างกาย
มันทำให้ฉันกลายเป็นคนที่ติดนอนน้อยๆไปเลย ทั้งที่ควรจะนอนเกิน
กว่านั้น ทั้งที่รู้ว่าหากนอนน้อยเกินไป อาจจะส่งผลต่อระบบร่างกายได้

ฉันกินข้าวได้นะคะ ไม่ได้หวานอมขมกลืน กินน้ำตาต่างข้าว
อาการของฉันคงไม่ย่ำแย่เกินไปนักหรอก

ที่เขาว่า อกหักแล้วจะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เห็นทีจะประจักษ์แจ้ง
แก่ใจ กินไม่ได้นั่นไม่เท่าไหร่ เพราะว่ากินได้อยู่ แม้ไม่อร่อยดังที่อยากให้เป็น
แต่ไอ้นอนไม่หลับนั่นเรื่องจริง

เป็นกันบ้างไหมคะ แก้ยังไงได้บ้าง ช่วยบอกวิธีให้ฉันที

กำลังคิดอยู่ว่า แล้วฉันจะไปเชียงใหม่คนเดียว ฉันจะแย่ไหมนี่
ศุกร์นี้ฉันต้องไปเชียงใหม่ เป็นแผนการเดิมที่เตรียมไว้ก่อนจะเจอเหตุการณ์
ระทมที่เกิดขึ้น ฉันเป็นคนทีนอนยากอยู่แล้ว

นี่ต้องไปนอนคนเดียว ฉันจะนอนหลับได้หรือเปล่า

ฉันอยากรู้จังว่าคุณมีวิธีการยังไง เวลาเผชิญวิกฤตินี้
หากคุณต้องเดินทางคนเดียว ไปคนเดียว นอนคนเดียว
อย่าเพิ่งว่าฉันเลยนะคะ ฉันไม่เคยผ่านมาก่อน ชีวิตฉันที่ผ่านมาคือ
ชีวิตคู่ จะทำอะไรก็ทำเป็นคู่ เวลาจะแพลนไปเที่ยวก็ไปเป็นคู่

อย่างน้อยก็ต้องมีสองคน

ใครหลายคนบอกฉันว่า ก็ต้องเข้มแข็ง บางคนบอกว่าเกิดมาก็เกิดคนเดียว
การทำอะไรคนเดียวไม่เห็นจะน่ายากตรงไหน

ฉันรู้ค่ะว่ามันคงไม่ยากหรอก แต่คงไม่ใช่กับเวลานี้ที่ชีวิตแหว่งวิ่น
จะลืมตาหรือหลับตา ก็มีภาพหลอนๆในอดีตลอยไปมา ฉันกำลังนึกถึง
เพลงก้อนหินก้อนนั้น

โอ้แม้เจ้า ก้อนหินที่ฉันถืออยู่ทำไมมันหนักจัง
มันอยู่ที่ความคิดใช่ไหมคะ

เมื่อคืนฉันไม่ได้ดืมอะไร เบียร์หรือไวน์สักขวดก็เปล่า ตั้งแต่เกิดเรื่อง
ฉันดื่มเก่งขึ้นกว่าเดิมมาก มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกแต่ฉันว่ามันทำให้
ฉันหลับง่ายขึ้นได้

บางทีฉันก็ชอบวลีที่ว่า ดื่มเพื่อลืมเธอ - - มันเท่จริงๆ

อยากโกรธนาฬิกาชีวภาพในตัวฉันจัง ทำไมให้ฉันลืมตามาเขียนอะไรอยู่ได้
ทั้งที่ควรจะนอน

ทำไงให้นอนหลับดีกว่านี้คะ
ช่วยแนะนำฉันที




 

Create Date : 22 มกราคม 2551    
Last Update : 22 มกราคม 2551 5:26:09 น.
Counter : 119 Pageviews.  

1  2  

bewae1001
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




***************
// อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วจึงคิดนะคะ

นวภัทร ( บี )
นักเขียนอิสระ และ ที่ปรึกษาแผนประกันชีวิตและการเงิน
โทรศัพท์มือถือ 089-1459977

ความรู้อื่นๆ :
ผ่านการอบรม basic skilsl in counselling psychology กับอาจารย์พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา @ ชมรมจิตวิทยาสมาธิ

ขอฝากเว็บไซต์ของอาจารย์พงศ์ปกรณ์ค่ะ http://www.medihealing.com

EMail ของผู้เขียน : Mybusy2004@yahoo.com
Facebook ของผู้เขียน : Parawee Nasaree

สำนักพิมพ์สะพานจัดพิมพ์นิยายหญิงรักหญิงของฉัน ( ดวงดาวดอกไม้ 2 เล่มจบ และนิยายขนาดสั้น ดอกไม้กับดอกไม้ ( ปกหนังสือด้านบน ) สั่งซื้อได้ที่นี่ค่ะ คลิกเลย!!

จำนวนบล็อก ณ ขณะนี้ 1147 บล็อกค่ะ
เริ่มเขียน 6 กันยายน 2548 บล็อกเก่าๆค้นได้จากกรุ๊ปบล็อกผู้หญิงสีรุ้งปี 53 นะคะ

ยินดีแบ่งปันความรู้และสิ่งที่มีประโยชน์ผ่านข้อเขียนในบล็อกนี้ และหากต้องการนำไปใช้ต่อหรือลงเผยแพร่้ในที่ใดก็ตาม กรุณาแจ้งก่อนนำไปใช้ที่ email ด้านบน ขอบคุณค่ะ





Parawee Nasaree

Create Your Badge

New Comments
Friends' blogs
[Add bewae1001's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.