images by free.in.th images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 
อยากให้มีโอกาสเช่นนั้นสักครั้ง ..ฉันจะมอบของขวัญชิ้นนั้นให้เธอ

เมื่อครู่นี้สวดมนต์ สวดไปหลายบท ด้วยความตั้งใจนะคะ
บุญกุศลจากการสวดมนต์เมื่อครู่ ไม่ลืมยกให้คู่กรณีหน้าบ้าน
( ฉันเคยเขียนไว้ในบล็อก่อนหน้านี่ )

คืนที่ใครๆจำนวนมากพากันออกไปนับถอยหลัง แต่ฉันสมัครใจอยู่บ้าน
ทำกับข้าวทานเอง อยู่กับแมว ต้นไม้ใบหญ้าไปตามเรื่องตามราว
เสร็จแล้วก็อาบน้ำให้สดชื่น ทำใจให้เบิกบาน อ่านหนังสือ Pursuit of happiness เขียนโดยคุณกัญญา สรคุณากร เป็นหนังสือธรรมะแนวปฏิบัติ
ที่เพิ่งซื้อมาวันนี้

อาบน้ำเสร็จ อ่านหนังสือ และสวดมนต์ ขณะได้ยินเสียงพลุเป็นระยะๆ

ปีใหม่หรือปีไหนๆ ถ้ามองให้ดีก็เป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ที่ดี
เป็นสัญญาณที่จะ 'เอาใหม่' ซึ่งอาจจะเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
สำหรับเรื่องเก่า แล้วมันก็จะผ่านไปอีกๆ หมุนวนเป็นวัฏจักร

ปีนี้ ฉันตั้งใจจะใกล้วัด ทำบุญมากๆ และพยายามจะขยันสวดมนต์
นี่คือความตั้งใจแรก ที่ก็เป็นการ 'เอาใหม่' โดยถือโอกาสของการเปลี่ยน
พศ. มาเป็นแรงผลักดัน

สำคัญนะคะ ว่าถ้าหากจะเริ่มต้นอะไรใหม่สักอย่าง แล้วเราไม่จริงจังกับมัน มันก็จะผ่านไปกับสายลมอยู่ดี และฉันก็เป็นแบบนี้เสียด้วย (ฮา)

พรุ่งนี้จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ แพลนสำหรับฉันคือฉันจะไปทำบุญที่วัด เมื่อหัวค่ำฉันเตรียมผัก และน้ำซุป รวมถึงเครื่องเคราสำหรับทำอาหารสองอย่างไว้แล้ว พรุ่งนี้จะห่อข้าวห่อกับไปถวายหลวงพ่อที่วัดใกล้ๆบ้าน จากนั้นก็คงเรื่อยเปื่อย เพราะยังไม่รู้จะไปไหนเหมือนกันค่ะ

...

วันนี้มีเรื่องที่รู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย หรืออาจจะลึกๆ และถ้าได้ทำอย่างที่ตั้งใจคงจะดี...

สายๆที่แวะไปธนาคารในห้าง ฉันแวะร้านนายอินทร์ ตามนิสัยค่ะ ไปห้างต้องเฉียดร้านหนังสือทุกครั้ง ได้อะไรติดมือกลับมาบ้างไม่ได้บ้างก็เป็นปกติ

แต่สำหรับฉันแล้วทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อหนังสือจะไม่เกิดอารมณ์เสียดาย ฉันกับหนังสือเหมือนคนรู้จักกันมานาน หรืออาจจะยิ่งกว่าคนรู้จัก ฉันยังจำความรู้สึกที่ตัวเองชอบไปร้านหนังสือเยื้องๆกับบ้านที่ใต้ได้ดีเลย ไปจนคุณป้าเจ้าของร้านจำได้ บางทีไม่มีอะไรจะซื้อแต่ขอให้ได้แวะไปดู ยังจำได้ว่าหนังสือที่อ่านสมัยวัยรุ่นคือหนังสือ วัยหวาน ไม่ทราบว่าคนอ่านเกิดทันกันหรือเปล่า วัยหวานเอย เธอกับฉันเอย รวมถึงแพรวสุดสัปดาห์ รุ่นที่คุณมณฑิรา จูฑะพุทธิ เป็นบรรณาธิการ

ฉันเจียดเงินค่าขนมที่แม่ให้ไปซื้อหนังสือ บางทีก็ขอพ่อบ้าง และจำได้ว่า
ตัวเองจ่ายเงินซื้อหนังสือโดยบางครั้ง ค่าหนังสือแพงกว่าค่าข้าวหลายบาทก็ยังยอมจะจ่าย

ความรู้สึกของฉันที่เห็นเด็กคนหนึ่ง น่าจะอายุประมาณ 10 ขวบ ยืนถือหนังสือในมือเล่มนั้น ด้วยท่าทางที่อยากได้มาก แต่แม่ของเธอบอกว่า ไม่ให้ซื้อ ให้เอากลับไปวางแล้วกลับได้แล้ว แต่เธออิดออด และทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แม่ถามเสียงดังว่ากี่บาท เด็กหญิงได้แก่ก้มหน้า จับหนังสือในมือแน่น แม่เสียงแข็ง.. จนในที่สุด เด็กหญิงก็ก้มหน้าก้มตาเดินงุดๆ เอาหนังสือไปเก็บที่ชั้นด้วยความรู้สึก .. ที่ฉันเข้าใจดี

ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแม่เธอจึงไม่ยอมซื้อหนังสือเล่มนี้ให้เธอ ก็เพราะเมื่อมองดูลักษณะของแม่เธอแล้ว ก็คงเหมือนคนหาเช้ากินค่ำ หรือไม่ก็คงเป็นลูกจ้างโรงงานแถวๆนี้ ( ด้วยลักษณะท่าทางทำให้ฉันคิดไปเช่นนั้นค่ะ )
ที่เงินเดือนอาจจะไม่ได้มากพอ เงินตั้ง 169 บาทอาจเป็นค่ากับข้าวได้สองสามมื้อ สำหรับครอบครัวนี้

ฉันมองเห็นเหตุการณ์โดยตลอด เมื่อแม่ถามเธอว่าราคาเล่มละเท่าไหร่แล้วเธอบอกว่า 169 บาท แม่เธอมองหน้าเธอแล้วบอกให้เธอเอาไปเก็บ แล้วก็ย้ำให้เธอเดินออกจากร้านเดี๋ยวนี้เลย

เด็กหญิงดูเศร้าไปถนัดตา ขณะแม่เดินสาวเท้าออกจากร้านไปแล้ว ฉันดูก็รู้ว่าเธอสะเทือนใจ ในมุมของคนเป็นแม่ บางครั้งเงิน 169 บาทอาจจะจำเป็นกว่าหนังสือเล่มนั้น ในมุมของลูก อาจไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ซื้อให้หนูไม่ได้

ฉันนึกถึงตัวเองในวัยเด็ก แม่จะเป็นฝ่ายบ่นเมื่อฉันซื้อหนังสือกลับมาบ้าน แล้วบอกว่าเปลืองตังค์ ซื้อทำไม ตอนนั้น ฉันเข้าใจว่าแม่คงเสียดายเงินจริงๆ และในความคิดของแม่ หนังสืออื่นๆที่ไม่ใช่หนังสือเรียน คงไม่ใช่สิ่งจำเป็น ครอบครัวเราเป็นครอบครัวค้าขาย และฉันรู้ว่าบ้านเราไม่ได้ไม่มีเงิน แต่ความกระเหม็ดกระแหม่ของพ่อกับแม่มีมาก ท่านจะไม่สอนให้เราฟุ่มเฟือย เหตุผลของแม่ในเวลานั้น ฉันเองก็ไม่กระจ่างค่ะ รู้แต่ว่าบางทีถ้าแม่ดุมากๆเรื่องซื้อหนังสือ ฉันก็จะไม่ให้ท่านเห็นว่าฉันซื้อหนังสือมาอีกแล้ว ฉันจะใช้วิธีแอบๆซื้อใส่กระเป๋า แม่มารู้อีกทีก็ตอนเห็นกองหนังสือในห้องของฉัน แล้วท่านก็บ่นตามเคย

ฐานะของบ้านเราไม่ได้ยากจนข้นแค้น สำหรับเด็กอย่างฉันตอนนั้น แม่จะซื้อหนังสือให้กี่เล่มก็ได้ แต่ท่านไม่ซื้อให้ อยากได้อะไรฉันต้องเก็บเงินซื้อเอง เพราะท่านไม่สนับสนุนให้ฉันซื้อหนังสือ เป็นความเชื่อของคนโบราณที่ไม่อยากให้ลูกใจแตก (ฮา) เพราะหนังสือประโลมโลกทั้งหลาย

เมื่อมาเรียนหนังสือในกรุงเทพ ฉันก็ยังเข้าร้านหนังสือสม่ำเสมอ และเมื่อถึงวัยทำงาน เงินที่หาได้แปรเป็นค่าหนังสือเดือนละไม่น้อย มาจนถึงบัดนี้ ฉันก็ยังไม่เลิกซื้อ.. เพียงแต่แม่ไม่ได้ว่าอะไรฉันแล้ว ในเมื่อฉันหาเงินได้เองอาจจะมีบ้างที่ท่านบ่นแล้วก็ยิ้มๆ บอกว่ามันเป็นความสุขของฉันมั้ง เหมือนที่พี่ชายฉันชอบซื้อของไฮเทคๆ แล้วแม่ก็บอกด้วยเหตุผลเดียวกัน

เหตุการณ์ในร้านหนังสือเมื่อสายๆ ทำให้ฉันนึกถึงตัวเองในวัยเด็กขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้จริงๆค่ะ ฉันรู้สึกว่าฉันสงสารน้องคนนั้น ฉันเห็นใจเธอ ฉันเห็นตัวเองในวัยเด็ก ที่อยากได้หนังสือเล่มนั้นใจจะขาด แต่ไม่สามารถซื้อได้ ได้แต่มองดูอย่างอาลัย เป็นความรู้สึกเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน

ฉันเดินเลียบเคียงเข้าไปถามเธอ ว่าอยากได้หนังสือเล่มนี้หรือ แต่เธอคงจะงงๆ ว่าน้าคนนี้จะมาถามทำไม แล้วเธอก็เดินหนีบๆ หนีฉันไป ... ฉันได้แต่ถอนใจแล้วยิ้ม มองตามเธอเดินวนเวียนอยู่ในร้านอย่างอาลัย

ที่จริง ฉันตั้งใจจะซื้อหนังสือที่เธออยากได้ให้เธอนะคะ ฉันอยากทำ อยากให้ เพราะความสะเทือนใจบางอย่างที่ฉันรู้สึกได้ว่ามันเหมือนกัน แต่ในที่สุดฉันก็ไม่ได้ทำ เพราะเธอเดินหนีฉันไปดื้อๆ อย่างน่าเสียดายจริงๆ
ครั้นจะซื้อให้ก็ซื้อไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่ามันเล่มไหนกัน

เมื่อโต เธอจะรู้ว่าความสุขที่ได้จากการซื้อหนังสือด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง มันทำให้เธอรู้สึกดีแค่ไหน .. แต่ฉันภาวนาขอให้เธออย่าอคติกับแม่เธอเลย เพราะแม่เธออาจมีเหตุผลที่สำคัญและจำเป็นกว่า สำหรับความอยู่รอดในวันนี้

คงจะดีนะคะ ถ้าหนังสือสมัยนี้จะถูกลง ให้คนที่เขารายได้ไม่มาก ได้อ่านกันมากกว่านี้ ฉันเข้าใจเรื่องธุรกิจ เข้าใจเรื่องทุน แต่บางทีฉันรู้สึกว่ามันโหดร้ายเกินไปจริงๆ

น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้ทำให้เด็กคนหนึ่งยิ้มได้ ทั้งใจฉันอยากให้มันเป็นของขวัญแก่เธอแทบแย่

ขอให้มีโอกาสอีกสักครั้งที่จะทำเช่นนั้นเถอะค่ะ


Create Date : 31 ธันวาคม 2553
Last Update : 31 ธันวาคม 2553 22:34:24 น. 1 comments
Counter : 208 Pageviews.

 
เข้าใจความรู้สึกของเด็กคนนั้น กับความรู้สึกของบีอย่างมากๆ เลยค่ะ เพราะเราเองก็มีประสบการณ์เกี่ยวกับหนังสือคล้ายๆกัน ปัญหาคือ พอโตแล้ว มีเงินซื้อหนังสือเอง ก็ซื้อแหลก ซื้อๆๆ มาสรุปก็ตั้งไว้ไม่ได้อ่านเยอะแยะ เฮ่อ


โดย: Na Eh IP: 58.8.54.143 วันที่: 1 มกราคม 2554 เวลา:10:04:39 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

bewae1001
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




***************
// อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วจึงคิดนะคะ

นวภัทร ( บี )
นักเขียนอิสระ และ ที่ปรึกษาแผนประกันชีวิตและการเงิน
โทรศัพท์มือถือ 089-1459977

ความรู้อื่นๆ :
ผ่านการอบรม basic skilsl in counselling psychology กับอาจารย์พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา @ ชมรมจิตวิทยาสมาธิ

ขอฝากเว็บไซต์ของอาจารย์พงศ์ปกรณ์ค่ะ http://www.medihealing.com

EMail ของผู้เขียน : Mybusy2004@yahoo.com
Facebook ของผู้เขียน : Parawee Nasaree

สำนักพิมพ์สะพานจัดพิมพ์นิยายหญิงรักหญิงของฉัน ( ดวงดาวดอกไม้ 2 เล่มจบ และนิยายขนาดสั้น ดอกไม้กับดอกไม้ ( ปกหนังสือด้านบน ) สั่งซื้อได้ที่นี่ค่ะ คลิกเลย!!

จำนวนบล็อก ณ ขณะนี้ 1147 บล็อกค่ะ
เริ่มเขียน 6 กันยายน 2548 บล็อกเก่าๆค้นได้จากกรุ๊ปบล็อกผู้หญิงสีรุ้งปี 53 นะคะ

ยินดีแบ่งปันความรู้และสิ่งที่มีประโยชน์ผ่านข้อเขียนในบล็อกนี้ และหากต้องการนำไปใช้ต่อหรือลงเผยแพร่้ในที่ใดก็ตาม กรุณาแจ้งก่อนนำไปใช้ที่ email ด้านบน ขอบคุณค่ะ





Parawee Nasaree

Create Your Badge

New Comments
Friends' blogs
[Add bewae1001's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.