อลังการ! 7 ราชาสยามแห่ง “อุทยานราชภักดิ์” ศูนย์รวมใจไทย ฝ่าวิกฤตแห่งยุค!!

 

 

อลังการ! 7 ราชาสยามแห่ง “อุทยานราชภักดิ์” ศูนย์รวมใจไทย ฝ่าวิกฤตแห่งยุค!!

       

ท่ามกลางความสั่นไหวภายในจิตใจของคนไทยทั้งชาติจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น แฮชแท็ก #StrongerTogether เรียกขวัญและกำลังใจกำลังว่อนโลกออนไลน์ กลับปรากฏประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญจากพิธีบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ขนาดยักษ์ของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์ทั้ง 7 พระองค์ ณ อุทยานราชภักดิ์ ช่วยเสริมพลังใจ สร้างแรงศรัทธาจากรอยอดีตในพระราชกรณียกิจ  

สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤตแห่งยุคมาได้หลายต่อหลายครั้ง ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารที่ช่วยคุ้มครองชาติไทย ไม่ต่างจากความเป็นไปในยุคนี้ที่มีพระบารมีของ “พระมหากษัตริย์” ทรงเป็นศูนย์รวมใจให้ดินแดนสยามประเทศแห่งนี้เดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแรง!
       
       

ครั้งแรกของโลก! พระบรมราชานุสาวรีย์ทั้ง 7 ตระหง่านตา
       


       

พ่อขุนรามคำแหงมหาราช, สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
       
        พระบรมราชานุสาวรีย์ในสมเด็จพระบูรพมหากษัตริย์แห่งสยามทั้ง 7 พระองค์นี้ ได้รับการบวงสรวงให้ประดิษฐานอย่างยิ่งใหญ่และเป็นทางการแล้วในพื้นที่อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กระทรวงกลาโหม กองทัพบกจัดสร้างขึ้นบนพื้นที่ 222 ไร่ ทั้งยังได้พระราชทานนาม “อุทยานราชภักดิ์” ให้ด้วยพระองค์เอง เพื่อสื่อความหมายว่าอุทยานแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีของชาวไทยทุกนามที่มีต่อพระมหากษัตริย์ไทย
       
        “ผมไปสืบค้นมาแล้วว่า ในโลกนี้ไม่มีพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ของประเทศใดที่ยืนเรียงรายกันทั้ง 7 พระองค์ ในพื้นที่เดียวกัน ในลานด้านหน้าเป็นลานคอนกรีต กว้าง 199 เมตร ยาว 299 เมตร หรือคิดเป็น 60,000 ตารางเมตร ก็ประมาณ 2 เท่าของลานพระบรมรูปทรงม้า ส่วนความสูงของแต่ละพระองค์จะอยู่ที่ 13.9 เมตร แท่นฐานของแต่ละพระองค์สูง 8 เมตร บวกกับแท่นที่ยืนอีก 1.5 เมตร รวมทั้งสิ้น 23.4 เมตร ก็ดูแล้วเป็นที่บังเอิญหรือเปล่าไม่ทราบ บวกเลขแล้วได้เลขท้ายเป็นเลข 9 ซึ่งเป็นเลขมงคลพอดี ซึ่งสร้างอยู่บนพื้นที่ 222 ไร่ 


       


       

ตัวแท่นฐานข้างล่างที่แต่ละพระองค์ยืน จะมีพระราชประวัติของแต่ละพระองค์ระบุไว้ ส่วนแท่นกลางนั้น จะเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งในพื้นที่ของแท่นฐานนี้มีทั้งสิ้น 7 ไร่ ความยาว 134 เมตร กว้าง 43 เมตร ซึ่งจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมประวัติศาสตร์พระราชกรณียกิจของทั้ง 7 พระองค์เอาไว้
       
        โดยแต่ละพระองค์ทำจากสำริดนอกหรือที่เรียกว่า “บรอนซ์” และแต่ละพระองค์ต้องใช้ระยะเวลาในการสร้าง และมีมูลค่าสูงมาก มูลค่าทั้งโครงการประมาณ 1,000 ล้านบาท ทุนทรัพย์ส่วนใหญ่ที่ได้มาจากการบริจาคทั้งสิ้น แต่ละส่วนที่เรามีการก่อสร้าง แต่ละองค์ใช้งบประมาณสูงมาก ตั้งแต่ตัวลาน การปรับภูมิทัศน์ ตัวแท่นฐาน หรือแม้แต่ตัวพิพิธภัณฑ์ที่เป็นพระราชประวัติ ใช้เงินจำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้นับเป็นสิริมงคลอย่างยิ่งในชีวิต” 


       


       
       

“ผู้การโต” พ.อ.สุชาติ พรมใหม่ ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ คณะกรรมการอำนวยการการก่อสร้าง ให้สัมภาษณ์เจาะลึกรายละเอียดประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาติเอาไว้ผ่านรายการ “ลับลวงพราง” ด้วยความปลื้มปีติเป็นล้นพ้นที่ได้มีส่วนร่วมอยู่ในทุกกระบวนการก่อสร้างที่ยาวนานเกือบปี
       
        ถือเป็นความยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์ชาติไทยครั้งสำคัญที่ต้องจารึกไว้ เพราะนอกจากขั้นตอนการสร้างจะละเมียดละไม ใช้ช่างจากกรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบแล้ว ขั้นตอนการยกรูปหล่อสำริดทั้ง 7 นี้ขึ้นประดิษฐานก็ไม่ใช่ง่ายๆ ต้องใช้รถเครนขนาด 500 ตัน

ทำงานกันอย่างเต็มภาคภูมิจนปรากฏความอลังการ ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบในพิธีถวายเครื่องราชสักการะและพิธีบวงสรวง พระบรมราชานุสาวรีย์อย่างเป็นทางการซึ่งเพิ่งจัดขึ้นในวันที่ 19 ส.ค. ประชาชนผู้เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา เดินทางมาเข้าร่วมพิธีกว่า 5,000 ราย ส่งให้การจราจรละแวกนั้นติดขัดและอัดแน่นไปด้วยความปลื้มปริ่ม
       
       

โชคดี 4 ชั้น! อนาคตมรดกชาติ


       


       

 ที่น่าสนใจมากคืองบประมาณหลักในการก่อสร้างหลัก 1,000 ล้านในครั้งนี้ ล้วนมาจากแรงศรัทธาของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น จึงถือได้ว่าที่อุทยานแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้สำเร็จขึ้นมาได้นั้น เกิดจากการรวมใจกันของคนในชาติ ร่วมบริจาคผ่านช่องทางที่สะดวก ด้วยจำนวนเงินที่ไม่มีคำว่า “ขั้นต่ำ” มาเป็นตัวกำหนดอย่างที่คณะกรรมการอำนวยการการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์อย่าง “ผู้การโต” บอกไว้ว่า...
       
        “ผมว่า “จำนวนเงิน” ยังไม่สำคัญเท่า “การมีส่วนร่วม” และการมีส่วนร่วมยังไม่สำคัญเท่า “การได้สร้างประวัติศาสตร์” ให้กับประเทศชาติเลยครับ ช่องทางการบริจาค คือธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารทหารไทย, ธนาคารกรุงเทพ, กรุงไทย, ไทยพาณิชย์ และกสิกรไทย สามารถเดินเข้าไปแล้วบอกว่าบริจาคได้เลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริการที่เคาน์เตอร์เซอร์วิสประจำเซเว่น ทุกสาขาก็ได้สำหรับประชาชนชาวไทยที่มีรายได้น้อยและอยากมีส่วนร่วม สามารถเดินเข้าไปบอกเลยว่า บริจาคให้กับอุทยานราชภักดิ์ จะ 100 บาท 50 บาท หรือเท่าไหร่ก็ตามแต่”
       
        วัตถุประสงค์ในการก่อสร้างประวัติศาสตร์ในครั้งนี้มีทั้งหมด 3 อย่าง คือ

1.ต้องการให้คนไทยได้เทิดทูน และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชของสยามประเทศ

2.พิจารณาดีแล้วว่าลานที่สร้างขึ้นในครั้งนี้ สามารถใช้ในงานพิธีการต่างๆ ได้ เช่น การเดินสวนสนาม หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ทางรัฐบาลประสงค์ เนื่องจากต้องการสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นลานอรรถประโยชน์อยู่แล้ว และ

3.ต้องการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของประเทศไทย ด้วยความเชื่อว่าพื้นที่แห่งที่จะกลายเป็นมรดกของชาติ ให้ลูกหลานและเยาวชนรุ่นหลังได้ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ในภายภาคหน้า
       
        “ถาวรวัตถุนี้ คือสิ่งที่เป็นเครื่องเตือนใจว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต้องต่อสู้อยู่บนความร้าวรานอยู่นานในตอนที่เราเสียกรุงไป 15 ปี ถ้าท่านไม่กู้เอกราชคืนมา ไม่รู้ตอนนี้ประเทศไทยจะเป็นยังไง หรือถ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินไม่ทรงกู้เอกราชตอนที่เราเสียกรุงไป 5 เดือนนั้น ผมมองไม่ออกเลยว่าชาติเราจะมีอยู่ถึงตอนนี้ไหม
       
        เพราะฉะนั้น เรื่องความรู้สึกไม่ต้องพูดถึง ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสถาบันพระมหากษัตริย์สร้างคุณูปการให้แก่ประเทศชาติอย่างไรบ้าง และเมื่อเป็นถาวรวัตถุ คนรุ่นหลังก็จะได้ทราบว่าแต่ละพระองค์ท่านมีพระราชประวัติยังไง ท่านสร้างอะไรไว้ให้แก่บ้านเมืองบ้าง พอทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วม เข้ามารำลึกถึงประวัติศาสตร์ตรงนี้ในพื้นที่เดียวกัน ผมเชื่อว่าประเทศชาติจะไปได้ครับ ไม่ว่าจะช่วงไหนยุคไหนก็แล้วแต่ ขอแค่เรามีศูนย์รวมจิตใจให้ยึดเหนี่ยว”
       
       


       

สืบเนื่องมาจากนโยบายที่ทาง พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก เคยให้ไว้เป็นหลักปฏิบัติทั้ง 12 ประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่อง “การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์” เป็นสำคัญ จึงเกิดแนวคิดสร้างอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้ขึ้น จึงมีการประชุมปรึกษากันระหว่างนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, กระทรวงวัฒนธรรม, กรมศิลปากร, สำนักพระราชวัง ฯลฯ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จนออกมาเป็นรูปเป็นร่างและเสร็จสมบูรณ์ชนิดอลังการอย่างที่เห็น
       
        “เริ่มโครงการตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เริ่มมาเรื่อยๆ ก็มีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่ทางกระทรวงกลาโหม โดยกองทัพบกก็พยายาม โชคดีที่มี 4 โชคดี คือ

โชคดีที่ 1 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างได้,

โชคดีที่ 2 ท่านได้พระราชทานนามให้ด้วย นามว่า “อุทยานราชภักดิ์” มีความหมายว่าเป็นอุทยานที่สร้างขึ้นด้วยความจงรักภักดีที่มีต่อพระราชาหรือพระมหากษัตริย์ 
       
โชคดีที่ 3 คือสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ท่านทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ รับเป็นองค์ที่ปรึกษาของโครงการด้วย และ

โชคดีที่ 4 ก็คือจะทำให้ประชาชนชาวไทยได้มีส่วนร่วมในการสร้างประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ เนื่องจากว่าอุทยานราชภักดิ์แต่เดิมตอนที่เริ่มโครงการ เรามีความคิดว่าจะสร้างเอาไว้ให้อีก 50 ปี 100 ปีข้างหน้า ให้อนุชนคนรุ่นหลัง ให้คนไทยได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชแห่งสยามประเทศของเรา”
       
        ที่น่าตื้นตันใจคือ ไม่ได้มีเพียงฝีมือกดชัตเตอร์จากช่างภาพเท่านั้นที่บันทึกเรื่องราวครั้งประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ครั้งนี้เอาไว้ แต่ยังมีศิลปินลุกขึ้นมาใช้แรงบันดาลใจจากความศรัทธา กลั่นออกมาเป็นภาพวาดสีน้ำ ลงลายเส้นจารึกวันแห่งความยิ่งใหญ่นี้เอาไว้ในนาม “อ.อดิศร พรศิริกาญจน์”

ซึ่งจะมีงานแสดงภาพชุด พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์ ณ อุทยานราชภักดิ์ ที่ “333 (BaBaBa) Gallery” แหล่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทย-เวียดนาม ซ.สุรศักดิ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ ซึ่งจะจัดแสดงตั้งแต่อาทิตย์หน้าเป็นต้นไป
       
       


       
(ขอบคุณภาพวาดของ อ.อดิศร พรศิริกาญจน์: เฟซบุ๊ก "Adisorn Pornsirikarn")

       

       
(ขอบคุณภาพวาดของ อ.อดิศร พรศิริกาญจน์: เฟซบุ๊ก "Adisorn Pornsirikarn")

       

       
(ขอบคุณภาพวาดของ อ.อดิศร พรศิริกาญจน์: เฟซบุ๊ก "Adisorn Pornsirikarn")

       
       
       
ข่าวโดย ASTVผู้จัดการ Live
       ขอบคุณภาพวาด:
เฟซบุ๊ก "Adisorn Pornsirikarn"

       ขอบคุณข้อมูล: www.rta.mi.th
       

ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์

สวัสดิ์สิริชีววารค่ะ     




Create Date : 20 สิงหาคม 2558
Last Update : 20 สิงหาคม 2558 10:12:17 น.
Counter : 1854 Pageviews.

0 comments
วัดเบญจมบพิตร : แรกมีพิพิธภัณฑ์ ผู้ชายในสายลมหนาว
(14 ม.ค. 2564 13:55:43 น.)
ตะพาบ โครงการที่ 269 โจทย์ "หน้ากาก" ✤Collection Face Masks✤ หน้ากากแฟชั่นหรู Tui Laksi
(13 ม.ค. 2564 15:20:15 น.)
情人的电话 Qíngrén de diànhuà กิ๊กโทรมาหา Kavanich96
(9 ม.ค. 2564 07:33:01 น.)
จุลปทุมชาดก : ชาดกนอกนิบาตร ผู้ชายในสายลมหนาว
(8 ม.ค. 2564 14:13:43 น.)

Vinitsiri.BlogGang.com

sirivinit
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 224 คน [?]

บทความทั้งหมด