พงศาวดารกระซิบฉบับบาทหลวง เปิดตำนานสาวไทยที่ “ชอบกินฝรั่ง”

  โดย โรม บุนนาค

 

พงศาวดารกระซิบฉบับบาทหลวง เปิดตำนานสาวไทยที่ “ชอบกินฝรั่ง”
การแต่งกายและบ้านชาวสยามที่คนฝรั่งเศสเขียน

       

ในสมัยอยุธยา มีชาวตะวันตกเข้ามามากมายหลายชาติหลายภาษา ทั้งพ่อค้า ราชทูต และกลุ่มสำคัญก็คือบาทหลวงฝรั่งเศส ที่มีบทบาททั้งศาสนากับการเมืองควบคู่กัน ซึ่งได้เขียนรายงานไปยังต้นสังกัดในยุโรปเป็นระยะ ทำให้เราได้รู้ประวัติศาสตร์ไทยในยุคนั้นได้ละเอียดพอสมควร แต่ก็ต้องบวกลบคูณหารเอาบ้าง เพราะเป็นการมองที่อาจไม่เข้าใจธรรมเนียมประเพณี หรือเจตนาระบายสี
       
       ในจำนวนนี้ มีบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสฉบับหนึ่ง ซอกแซกล้วงลึกกว่าฉบับอื่น สนใจไปถึงเรื่องที่ไม่มีใครกล้าเล่าอย่างเปิดเผย นำเรื่องที่กระซิบกระซาบกันบันทึกไว้
       
       เจ้าของบันทึกรายนี้คือ บาทหลวงเดอเบส ซึ่งเข้ามากรุงศรีอยุธยาในปลายสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมกับคณะทูตจากพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสชุดที่ ๒ ซึ่งมี ลาลูแบร์ เป็นหัวหน้าคณะ และกลับออกไปพร้อมกับกองทหารฝรั่งเศสตอนต้นแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา

อยู่ในสยาม ๑๔ เดือนในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ ถูกมอบหน้าที่ให้ประกบ คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ อัครมหาเสนาบดีฝรั่งสัญชาติกรีซ เพื่อผลประโยชน์ของฝรั่งเศส
       
       ในบันทึกของบาทหลวงเดอเบส นอกจากจะมีเรื่องลับลวงพรางทางการเมือง จากคำบอกเล่าของฟอลคอนแล้ว บาทหลวงเดอเบสยังบันทึกถึงพฤติกรรมเริงโลกีย์ของผู้หญิงแห่งราชสำนักสยามคนหนึ่ง ที่ผิดแผกจากผู้หญิงไทยทั่วไป ที่รักนวลสงวนตัว รายนี้แม้จะสูงศักดิ์แต่กลับมีรสนิยมล้ำหน้า “ชอบกินฝรั่ง”
       
       แม้บาทหลวงเดอเบสจะไม่ได้ระบุชื่อของหญิงสยามผู้นี้ว่าเป็นใคร แต่ก็บอกว่า นางเป็นพระสนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์ และเป็นน้องสาวของพระเพทราชา ฉะนั้นนางจึงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม)

ซึ่งมารดาของนางและเป็นมารดาของพระเพทราชาด้วยนั้น ก็คือพระนมที่ถวายการเลี้ยงดูสมเด็จพระนารายณ์ มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พอโตเป็นสาวนางได้ถวายตัวเป็นบาทบริจาริกา และได้รับการสถาปนาเป็นท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอก
       
       นางไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาเลย แต่ตัณหาราคะก็ไม่ได้เลือกชั้นวรรณะ
       
       ในพงศาวดารไทยระบุว่า ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) ผู้นี้ ก็คือพระสนมเอกที่มีเรื่องกระทบกระทั่งกับ ศรีปราชญ์ จนทำให้กวีเอกของกรุงศรีอยุธยาถูกเนรเทศ จนไปจบชีวิตที่เมืองนครศรีธรรมราชนั่นเอง
       
       บาทหลวงเดอเบสบันทึกไว้ว่า นางหญิงใจทรามผู้นี้ เป็นที่รู้กันทั่วไปว่ามากด้วยกามคุณ ยกเว้นในหลวงพระองค์เดียวเท่านั้น ที่มิได้ทรงทราบระแคะระคาย นางได้กระทำตนให้เป็นที่โปรดปรานของในหลวง จนกระทั่งเกือบจะมีอำนาจสิทธิ์ขาดในพระราชวัง

 แต่โดยที่ตกอยู่ในที่คุมขังวังล้อมตามประเพณีท้าวนางฝ่ายใน จึงไม่มีช่องทางที่จะส้องเสพกามกรีฑาให้สมกับความหื่นกระหายของนางได้ แต่อาศัยที่เป็นผู้ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย จึงเพทุบายขอพระบรมราชานุญาตออกจากวังได้เป็นบางครั้งบางคราว

 เพื่อไปให้ศัลย์แพทย์ชาวฮอลันดาคนหนึ่งชื่อ ดาเนียล รักษาบาดแผลที่ขา ซึ่งนางจงใจทำขึ้นเอง ศัลยแพทย์ผู้นี้ก็สมรู้ร่วมคิดด้วย จึงยืดเวลาการรักษาออกไป กราบทูลในหลวงว่า เป็นบาดแผลค่อนข้างฉกรรจ์ ต้องใช้เวลานานในการรักษา ในหลวงก็มิได้ทรงระแวงแคลงพระทัย

ทรงเป็นห่วงแต่อาการของบุคคลที่ทรงสนิทเสน่หา นางจึงได้โอกาสเหมือนปลากระดี่ได้น้ำ และเพื่อหลบสายตาของคนสยาม นางจึงมักจะไปที่ค่ายของชาวโปรตุเกส ซึ่งมีฝรั่งบางคนสนิทสนมกลมเกลียวกัน ทั้งไม่ได้ระมัดระวังตัวเท่าใดนัก

ความจึงได้อื้อฉาวออกมาสู่ชาวบ้าน ถึงขนาดเอาเรื่องบัดสีบัดเถลิงของนางที่ไม่กล้าพูดกล้านินทากัน มาแต่งเป็นเพลงร้องกันทั่วไป เรื่องจึงระแคะระคายเข้าพระกรรณสมเด็จพระนารายณ์

แต่นางกลับเป็นฝ่ายร้องทุกข์ขึ้นมาก่อนว่า ได้รับการใส่ร้ายไม่เป็นธรรม และกราบทูลขอให้ทรงลงโทษแก่บุคคล ที่บังอาจกล่าวคำใส่ร้ายหรือร้องเพลงเสียดสีนาง แต่สมเด็จพระนารายณ์ไม่ทรงเชื่อคำพูดของนางนัก และเพื่อป้องกันการอื้อฉาว จึงทรงห้ามไม่ให้นางออกจากวังไปไหนมาไหนอีก ส่วนแผลนั้นก็ให้พอกยารักษากันในวัง
       
       นางต้องทนกระวนกระวายอยู่แต่ในวังชั้นใน ของที่เคยกินก็ไม่ได้กินทำให้หิวกระหาย พระราชฐานชั้นในก็ไม่มีผู้ชายอื่นสามารถเข้าไปได้ แต่ก็มีเจ้าชายหนุ่มรูปงามองค์หนึ่งเข้าออกอยู่เป็นประจำ นางจึงเล็งไปที่เหยื่อรายนี้
       
       เจ้าชายองค์นี้ บาทหลวงเดอเบสไม่กล่าวพระนามเช่นกัน แต่ระบุว่าเป็นพระอนุชาองค์เล็ก ของสมเด็จพระนารายณ์ที่ทรงโปรดปรานมาก เหมือนเป็นพระราชโอรส ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่าคือ เจ้าฟ้าน้อย

และได้บรรยายรูปโฉมไว้ว่า ทรงมีพระสิริโฉมโสภาสง่างาม มีพระฉวีวรรณค่อนข้างขาว มีพระทัยโอบอ้อมอารี และมีพระจรรยามารยาทละมุนละไม เป็นที่ประทับใจของชนทุกชั้น

สมเด็จพระนารายณ์ทรงดำริที่จะให้เป็นรัชทายาทแทนพระเชษฐา คือเจ้าฟ้าอภัยทศ โดยจะพระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ พระราชธิดาองค์เดียวให้ และเตรียมการอภิเษกสมรสไว้แล้ว ซึ่งเจ้าฟ้าหญิงก็ทรงมีพระทัยกับเจ้าอาเช่นกัน
       
       แต่แล้วทุกอย่างที่สวยหรูนี้ก็ต้องพังทลาย เจ้าฟ้าน้อยซึ่งยังทรงเป็น “ไก่อ่อน” ไหนเลยจะพ้นมือ “ไก่แก่แม่ปลาช่อน” ที่กำลังโหยหิวไปได้ ทั้งคู่จึงได้จำเริญสวาทสามัคคีรสกัน ใกล้พระเนตรพระกรรณสมเด็จพระนารายณ์นั่นเอง

จนวันหนึ่งความชะล่าใจก็ทำให้ความแตก เมื่อนางเดินผ่านไปที่หน้าห้องประทับของสมเด็จพระนารายณ์ เห็นฉลองพระองค์ของเจ้าชายคู่สวาทถอดวางไว้ ด้วยเป็นธรรมเนียมที่ผู้เข้าเฝ้าในที่ประทับ จะต้องเปลือยร่างกายท่อนบนจากเอวขึ้นไป ให้เห็นว่าไม่ได้พกพาอาวุธเข้าไปด้วย

นางจึงให้ทาสหญิงที่ติดตามหยิบฉลองพระองค์เจ้าชาย ไปเก็บไว้ที่ตำหนักของนาง ด้วยคิดว่าเจ้าชายคงจะทราบดีว่าใครเอาไป จะได้ติดตามไปเอา แต่ “ไก่อ่อน”ไม่ทันคิดอย่างที่นางหวัง กลับโวยวายเมื่อเห็นฉลองพระองค์หายไป

เรื่องจึงอื้อฉาวไปถึงพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระพิโรธที่สมบัติของพระอนุชาวางไว้หน้าทวารที่ประทับยังหายได้ จึงรับสั่งให้ค้นหาทันที
       
       พวกฝ่ายในที่สนองรับสั่งก็พอจะรู้อะไรๆ อยู่บ้าง จึงทรงไปที่ตำหนักของพระสนมเอกเป็นแห่งแรก ก็ได้เห็นฉลองพระองค์ของเจ้าชายวางอยู่ที่นั่น เพราะนางก็ไม่ได้คิดเอาไปซ่อน

จึงนำความขึ้นกราบบังคมทูล ฝ่ายบรรดานางกำนัลและทาสหญิงของพระสนมต่างก็ร้อนตัวไปตามกัน ที่รู้เห็นกับเรื่องนี้ด้วย จึงชิงกันเข้ากราบทูลกล่าวโทษพระสนมเพื่อเอาชีวิตตัวเองรอด
       
       สมเด็จพระนารายณ์ทรงพิโรธและเสียพระทัยอย่างมาก กับการกระทำของคนที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย และเลี้ยงดูมาด้วยพระเมตตา แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเอาพระโทสะจริตพิจารณาโทษ จึงโปรดเกล้าฯ ให้คณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินเป็นผู้วินิจฉัยการกระทำของตนทั้งสอง
       
       พระเพทราชาซึ่งอยู่ในคณะที่ปรึกษาด้วย และมีตำแหน่งใหญ่ในแผ่นดินได้ก็ด้วยน้องสาวมีส่วนช่วยสนับสนุน แต่ไม่คัดค้านคำพิพากษาหรือขอพระราชทานอภัยโทษให้น้องสาว

กลับธำรงอำนาจวาสนาของตนไว้ ด้วยการเสนอให้ลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต คณะที่ปรึกษาจึงพิพากษาให้ลงโทษ ด้วยการนำตัวนางไปให้เสือกิน ซึ่งบาทหลวงเดอเบสว่า เป็นบทระวางโทษชนิดธรรมดาสามัญอย่างหนึ่งของชาวสยาม
       
       ส่วนเจ้าชาย คณะที่ปรึกษาให้ประหารชีวิตเช่นกัน แต่ด้วยพระขนิษฐาภคินีพระองค์หนึ่งที่ทรงรักใคร่ ได้เคยขอไว้เมื่อใกล้สิ้นพระชนม์ว่า หากพระอนุชาทำความผิดสถานใด ก็อย่าให้ลงโทษถึงแก่ชีวิต ขอเพียงให้ทรงลงทัณฑ์เสมอที่บิดาทำต่อบุตร

จึงทรงมีพระบัญชาให้พระเพทราชาและพระปีย์ พระราชโอรสบุญธรรม เป็นผู้ลงโทษเจ้าชายด้วยการโบย ซึ่งทั้งสองได้ปฏิบัติตามรับสั่งอย่างเหี้ยมโหด โบยเจ้าชายผู้น่าสงสารจนสลบแน่นิ่ง เมื่อฟื้นขึ้นมาพระวรกายก็บวมจนผิดปกติ และมีอาการคล้ายเป็นอัมพาตที่ชิวหา พูดไม่ได้

แม้ไม่สิ้นพระชนม์ก็ยิ่งกว่าสิ้น ต้องทนทุกข์ทรมานต่อไป และไม่อาจไปถึงราชบัลลังก์ตามที่ถูกกำหนดไว้ได้ ก็เพราะทรงอ่อนไหวจนตกไปในหลุมโลกีย์ที่ตัวอ่อนเชิง
       
       แน่นอนว่าเรื่องราวคาวโลกีย์เช่นนี้มีอยู่ทุกชาติทุกชนชั้น แต่พงศาวดารไทยไม่ค่อยมีบันทึกไว้ นอกจากเรื่องของเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ เพราะเกี่ยวพันกับบทบาททางการเมือง

แต่เรื่องของท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) นี้ ถือได้ว่าเป็นเรื่องซุบซิบนินทา แต่บาทหลวงฝรั่งเศสก็ยังอุตส่าห์ล้วงลึกบันทึกไว้ ทำให้ได้รู้ชีวิตสังคมสมัยกรุงศรีอยุธยาในอีกแง่มุมหนึ่ง แต่ก็อย่างว่า “ต้องบวกลบคูณหาร”


พงศาวดารกระซิบฉบับบาทหลวง เปิดตำนานสาวไทยที่ “ชอบกินฝรั่ง”
การแต่งกายของฝ่ายสตรีฝ่ายใน ภาพนี้คือสมเด็จเจ้าฟ้าสุดาวดี กรมหลวงโยธาเทพ
       

พงศาวดารกระซิบฉบับบาทหลวง เปิดตำนานสาวไทยที่ “ชอบกินฝรั่ง”
ภาพที่ช่างฝรั่งเศสเขียนในสมัยสมเด็จพระนารายณ์
       

คุณโรม บุนนาค

สิริสวัสดิ์วุธวารค่ะ

ขอบคุณ ผู้จัดการออนไลน์



Create Date : 05 สิงหาคม 2558
Last Update : 5 สิงหาคม 2558 11:10:34 น.
Counter : 2442 Pageviews.

0 comments
อาคารไปรษณีย์กลาง : ศิลปะคณะราษฏร์อันยืดหยัดท้าทาย ผู้ชายในสายลมหนาว
(21 ธ.ค. 2563 13:28:15 น.)
การเมือง ศาสนา และเซ็กส์ อาจารย์สุวิมล
(30 พ.ย. 2563 21:54:37 น.)
ปรับตัว เฮียมู ฝนที่ตกไม่หยุด toor36
(20 พ.ย. 2563 17:15:30 น.)
ถนนสายนี้มีตะพาบ ประจำหลักกิโลเมตรที่ 264 : โรงเรียนของหนู The Kop Civil
(31 ต.ค. 2563 21:07:42 น.)

Vinitsiri.BlogGang.com

sirivinit
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 224 คน [?]

บทความทั้งหมด