20090817 วิพากษ์ MAN. UNITED vs BIRMINGHAM CITY
เริ่มนับหนึ่ง...ในวันที่ไม่มีโด้ให้พึ่งพาอีกต่อไป


สวัสดีครับ รูดม่านเปิดฉากอย่างเป็นทางการ กับศึกฟุตบอลอิงลิชพรีเมียร์ลีก ซีซั่น 2009-2010 ซึ่งสัปดาห์แรกนี้ แมนฯ ยูไนเต็ดของเรา ได้ลงสนามในคืนวันอาทิตย์ที่ผู้ใหญ่ลีกำลังจะอวสาน//หยอกเย้า ผมล่ะเซ็งจริงๆ แต่สุดท้าย ผมก็เลือกฟุตบอลล่ะครับ ก่อนจะเปิดไปดูละครหลังจากบอลจบนั่นเอง กับนัดแรกของเรา ก็ได้เห็นกับตากันไปแล้วว่าอะไรๆดูจะยังไม่เข้าที่เข้าทางมากนัก กับการขาดหายไปของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ รวมไปถึงคาร์ลอส เตเวซ กอปรกับการที่ตัวแทนอย่างหลุยส์ นานี่ และอันโตนีโอ วาเลนเซีย ยังคงต้องปรับจูนทีมเวิร์คกับเพื่อนๆอีกพอสมควร นอกจากนั้นแผงหลังของทีมยังมีปัญหาค่อนข้างมากในเกมเปิดตัวนี้ ดังนั้น เมื่อมองผลที่ออกมาตอนจบเกม ผมจึงค่อนข้างโล่งอก ที่ยังเก็บสามแต้มได้สำเร็จครับ

การจัดผู้เล่นลงสนามเกมนี้ ค่อนข้างน่าปวดสมองมากสำหรับท่านเซอร์ จอนนี่ เอแวนส์ที่ยังไม่ฟิตสมบูรณ์ดี กลับต้องถูกเข็นลงสนาม เนื่องจากเนมานย่า วิดิชยังเจ็บอยู่ และต้องเสียริโอ เฟอร์ดินานด์ไปอีกคน ทำให้ต้องปรับเยอะพอสมควร เบน ฟอสเตอร์ กลับมาคัมแบ๊คเฝ้าเสาได้ตามคาด แผงหลังได้ปาทริซ เอวร่าประจำการฝั่งซ้าย ทางขวาต้องขยับเอาฟาบิโอ ดาซิลวา มายืนขัดตาทัพ เนื่องจากแกรี่ เนวิลล์ยังเจ็บ, ราฟาเอลคู่แฝดเขาก็เจ็บ และจอห์น โอเชต้องถูกโยกมายืนเซ็นเตอร์คู่กับจอนนี่ เอแวนส์ที่ถูกเข็นลงสนาม ส่วนเวสลี่ย์ บราวน์นั้นป๋าให้สแตนด์บายที่ซุ้มม้านั่งสำรอง ในแดนกลางวันนี้ประกอบไปด้วย วาเลนเซียทางขวา นานี่ทางซ้าย ตรงกลางเลือกพอล สโคลส์ และดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ วางเวย์น รูนี่ย์ เป็นหัวหอกคู่กับ ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ เป็นการลงเล่นในระบบ 4-4-2

ส่วนทางด้านลูกศิษย์เก่าของป๋าแพนด้า อเล็กซ์ แม็คลีช วันนี้พาลูกทัพเบอร์มิงแฮมบุกมาเยือนสนามของท่านอาจารย์ โดยแม็คลีชเองมีการจัดทัพแบบห้อยกองหน้าไว้ตัวเดียวคือคาเมรอน เจอโรม และวางระบบมาอัดตรงกลางถึงห้าคน ห้าคนที่มีตัวรับดีๆถึงสองคนคือลี คาร์ลสลีย์ และแบร์รี่ เฟอร์กูสัน และยังมีทีเด็ดอย่าง เจมส์ แม็คฟาดเด้นคอยจู่โจมข้างหน้าอีกหนึ่งคน เป้าหมายแรกก็น่าจะเพื่อเน้นไม่ให้เสียประตูง่ายๆไว้ก่อน ก่อนจะมองหาวิธีการที่จะปล่อยทีเด็ดน็อคแชมป์เก่าเมื่อมีโอกาสนั่นเองครับ แม็คลีชได้ โจ ฮาร์ท ที่หนีร้อนจากซิตี้มาเฝ้าเสา อีกทั้งยังมีเกรกอรี่ วิญอล อดีตนักเตะหงส์แดงมายืนเป็นแผงหลังด้วย ส่วนคริสเตียน เบนิเตซ ทีเด็ดของแม็คลีช อาจจะยังไม่ฟิตพอ จึงมีชื่อเพียงแค่บนม้านั่งสำรองเท่านั้น

เกมในตลอดเก้าสิบนาที ก็ไม่มีอะไรในเชิงลึกให้พูดถึง หรือวิเคราะห์กันมากมายนัก เมื่อทั้งสองทีมก็เล่นไปตามแท็คติคของตัวเองตั้งแต่เริ่มจนจบ แมนฯยูไนเต็ด ครองเกมกดดัน บุกเข้าใส่อยู่เรื่อยๆตามคาด ส่วนเบอร์มิงแฮมนั้นก็อาศัยความขยัน และแข็งแกร่ง วิ่งขึ้นลง เข้าไล่บอลจากยูไนเต็ดตลอดเวลา มิดฟิลด์ของเบอร์มิงแฮมค่อนข้างเด่นในเกมรับ เมื่อพยายามตั้งไลน์ปิดทางวิ่งและแจกจ่ายบอลของสโคลส์กับเฟล็ทเชอร์อยู่ตลอด การตั้งรับของเบอร์มิงแฮมวันนี้ค่อนข้างมีวินัยและดูจะมุ่งมั่นมาก ยิ่งมาได้โจ ฮาร์ทที่เหมือนจะผีเข้าทุกทีเมื่อเจอยูไนเต็ด ก็ยิ่งเป็นงานยากสำหรับเจ้าบ้านที่จะเจาะประตูขึ้นนำเร็วอย่างที่ตั้งใจไว้ แถมเกือบเสียไปก่อนจากลูกเตะมุม ดีที่เอวร่าโหม่งเคลียร์จ่ากเส้นได้อีกครั้ง ช่วยให้เอาตัวรอดไปได้

ท่านเซอร์อาจจะดูนิ่งๆ แต่แววตากลับฉายแววแห่งอาการไม่ไว้วางใจในรูปเกมมากนัก เมื่อลูกทีมครองเกมไว้ได้กว่าหกสิบเปอร์เซนต์ก็จริง แต่กลับจบไม่ลง แถมการต่อบอลออกปีกที่เคยเป็นไม้เด็ดของทีมมาตลอด ก็ทำอะไรทีมเยือนไม่ค่อยได้นักในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก วาเลนเซียยังจูนกับฟาบิโอไม่ติด จึงประสานงานทางริมเส้นได้ไม่ค่อยอันตรายเท่าไหร่ ตรงนี้คือปัญหาใหญ่ในเวลานี้ ในขณะที่อีกฟาก นานี่ ดูจะเริ่มเป็นกิ๊กกับเอวร่าได้เนียนขึ้นเรื่อยๆ เพราะได้เล่นกันบ่อย แต่วาเลนเซีย กลับถูกเปลี่ยนคู่ขาไปเรื่อยๆทั้งๆที่เขาเองต้องการปรับตัวให้ได้เร็วๆ แต่เมื่อคู่ขาอย่างแบ๊คยังไม่ลงตัวจากการสลับกันเจ็บ งานของวาเลนเซียจึงยังคงยากเย็นอยู่ต่อไปนั่นเอง และหลายครั้งที่เจ้าตัวถูกสั่งให้สลับฟากไปเล่นกับเอวร่าบ้าง แต่ก็ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันนัก

ฟาบิโอ ดา ซิลวา เป็นแบ๊คที่เติมเกมรุกได้ดีมากๆคนหนึ่ง ควมเร็ว ความคล่อง และลูกยิงไกลของฟาบิโอ สร้างปัญหาให้ฟูลแบ๊คของเบอร์มิงแฮมพอสมควร แต่เมื่อยังจูนกับปีกแท้ๆอย่างวาเลนเซียไม่ได้ ก็เลยเหมือนต่างคนต่างเล่น ต่างคนต่างยังต้องพึ่งกองกลาง แทนที่จะประสานงานกันไปเองแล้วให้กองกลางเติมขึ้นไปข้างหน้า ตรงนี้ทำให้เกมรุกด้านขวายังคงติดๆขัดๆ ไม่ไหลลื่นเท่าที่ควร แต่ยูไนเต็ดหลังจากโหมบุกมาพักใหญ่ๆ ก็มาได้ประตูขึ้นนำในที่สุด เมื่อรูนี่ย์ฝากบอลออกทางซ้ายก่อนจะเติมขึ้นไปรอในกรอบ บอลถูกเบอร์บาตอฟจ่ายมาถึงนานี่ ก่อนที่นานี่จะเปิดจากฝั่งซ้ายเข้าหากรอบโดยมีรูนี่ย์ขึ้นเทคขวิดลูกย้อยไปโดนโคนเสาไกล ลูกกระดอนกลับมาเข้าทางรูนี่ย์ที่วิ่งเข้าชาร์จจ่อๆ ส่งให้เจ้าบ้านขึ้นนำไปได้สำเร็จในนาทีที่ 34

หลังได้ประตูขึ้นนำ ยูไนเต็ดโหมต่ออีกพักใหญ่ๆ ก่อนจะดาวน์ลงไป และปล่อยให้ผู้มาเยือนต่อเกมสวยๆเข้ากดดันจนเกือบได้ประตูตีเสมอสองสามครั้ง ดีที่ฟอสเตอร์ยังองค์ลง เซฟป้องกันได้อุตลุตช่วยทีมไว้ได้ การที่วาเลนเซียกับฟาบิโอจูนไม่ค่อยติด ยังคงเป็นปัญหาในเกมรับต่อเนื่องไปถึงเกมรุกด้วย เมื่อฟาบิโอขึ้น และเลือกต่อบอลกับมิดฟิลด์ วาเลนเซียจึงต้องถอยลงมาประคองเกมทางกราบแทน ด้วยวินัยที่มีสูงในตัว และการแท็คเกิลแย่งบอลที่ค่อนข้างดี ทำให้วาเลนเซียไม่ค่อยลอยตามฟาบิโอขึ้นไป ตรงนี้ถึงแม้จะชลอเกมโต้กลับได้ แต่การขึ้นเกมรุกทางขวาก็จะช้าไปอีกเช่นกัน เพราะวาเลนเซียจะต้องเริ่มต้นตรงเกมรับแถวๆกรอบเขตโทษตัวเองเพื่อพาบอลขึ้นไป เมื่อเจอกับเกมรับของเบอร์มิงแฮมที่ลงกันเร็วมากๆ ก็ทำให้เกมโต้กลับไม่ค่อยสร้างกดดันให้ผู้มาเยือนมากนัก แถมในช่วงก่อนหมดครึ่งแรก ก็มีจังหวะที่เฟล็ทช์ได้แปเน้นๆโล่งๆแต่กลับแปข้ามคานออกไปแบบไม่ได้ลุ้นซะงั้น

เกมในครึ่งหลังยูไนเต็ดมีปัญหาอีก เมื่อนานี่มีอาการเจ็บจนต้องส่งไรอัน กิ๊กส์ลงมาเล่นแทนทางกราบซ้าย ซึ่งกิ๊กส์ที่ถึงแม้จะมีความผิดพลาดตามวัยที่เพิ่มมากขึ้น แต่จังหวะการเล่นเมื่อเทียบกับนานี่ กิ๊กส์ยังดูเป็นธรรมชาติกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นการลากเลื้อยหรือ ดึงจังหวะ การกระชากไปเปิด ล้วนดูแล้วไม่ค่อยฝืนจังหวะมากนัก ลูกเปิดจากริมเส้นของกิ๊กส์หวิดที่จะเป็นประตูครั้งสองครั้งเลยทีเดียว แต่ตรงนี้ก็ต้องชมเบอร์มิงแฮมของแม็คลีชด้วยครับ ที่สามารถปิดเกมรุกและการขึ้นบอลตรงกลางของยูไนเต็ดได้ค่อนข้างสนิท ทำให้ข้างหน้าของยูไนเต็ดมีเป้าให้โยนจากริมเส้นได้น้อยลง การเติมเกมตรงกลางของยูไนเต็ดลดลงไปเยอะ เฟล็ทเชอร์และสโคลส์จึงต้องถูกถ่างบอลออกไปทางกว้าง ไม่สามารถลุยขึ้นไปตรงๆได้บ่อยนัก สังเกตอากัปกิริยาของทั้งคู่ก็ดูจะตื้อๆไปหลายจังหวะเหมือนกัน ที่หาตัวจ่ายไม่เจอแล้วต้องม้วน ต้องดึงคืนหลัง หรือรอแบ๊คเติมแล้วป้ายให้ทางริมเส้นแทน

เบอร์มิงแฮมดูจะปรับสปีดเกมขึ้นมาอีกจังหวะ การเข้าหาบอลและการเพรสซิ่งดูจะเร็วขึ้นมาอีกสเต็ป ยิ่งทำให้เกมของยูไนเต็ดทำได้ยากขึ้นไปอีก แม็คลีชเองอาจจะพลาดในครั้งแรกที่ถอดเจอโรมออกแล้วส่งโอคอนเนอร์ลงมาค้ำแทน เนื่องจากโอคอนเนอร์ไม่สามารถสร้างความกดดันให้ยูไนเต็ดได้มากเท่าเจอโรม แถมเก็บบอลไม่ค่อยได้อีกต่างหาก แต่แม็คลีชเองก็เร็วพอที่จะมองเห็นแล้วปรับอีกครั้งด้วยการส่งคริสเตียน เบนิเตซ “ชูโช่” ลงมาแทนคาร์สลี่ย์เพื่อเติมเกมบุก หลังจากเห็นว่าในครึ่งหลังยูไนเต็ดดาวน์ลงไปอย่างเห็นได้ชัด และลูกทีมตนเองสามารถป้องกันได้ดีขึ้นแถมทำเกมตรงกลางได้ดีขึ้นกว่าครึ่งแรก เบนิเตซนั้นคล่อง เร็ว และเก็บบอลกับตัวได้ เมื่อเล่นกับแม็คฟาดเด้นและเซบาสเตียน ลารส์สัน ก็ช่วยให้กดดันแนวรับยูไนเต็ดได้มากขึ้นเป็นกอง จนเอแวนส์มีอาการเจ็บกำเริบอีกครั้ง

ท่านเซอร์ต้องปรับแผนกลางอากาศอีกครั้ง เพราะทีแรกก็จะเอาแอนนี่ลงมาเพิ่มมิติตรงกลาง แต่พอเห็นเอแวนส์เจ็บ ก็ต้องหันมาพึ่งเวส บราวน์แทน นอกจากนั้น ยังส่งโอเว่นลงมาแทนเบอร์บาตอฟด้วยเพื่อเปลี่ยนลักษณะการเข้าทำข้างหน้า การเปลี่ยนตัวทั้งสองคนที่ถูกหย่อนลงมาตรงนี้ส่งผลให้เห็นชัดเจนทันที เมื่อโอเว่นที่จมูกไวเป็นมด สามารถหาช่องว่าง และวิ่งทำทางร่วมกับรูนี่ย์ได้ดีกว่าเบอร์บาตอฟ และปรับสปีดในแดนหน้าให้เร็วขึ้นได้อีก ตรงนี้ก็เท่ากับเป็นการส่งกองหน้าตัวจบสกอร์แท้ๆลงมากดดันแผงหลังทีมเยือนครับ เสียดายที่โอเว่นยังไม่ฟิตเต็มร้อย ทำให้การออกตัวยังไม่ขาด และความคมในการจบสกอร์ยังไม่เนียนเหมือนตอนรุ่งๆ คงต้องให้เวลาอีกสักระยะ แต่โดยภาพรวม ผมมองว่าการมีโอเว่นในทีม ทำให้มิติการเข้าทำเราหลากหลายขึ้น ซึ่งนั่น เป็นผลดีมากกว่าเสียแน่นอนครับ เบอร์บาตอฟนั้นมีความคม มีเซนส์บอลสูง แต่ตำแหน่งที่เขาถนัดบวกกับความเร็วที่ไม่สูงนัก ทำให้ตอฟเลือกที่จะฟรีตัวเองออกมานอกกรอบบ่อยๆ เพื่อสร้างโอกาสกับเพื่อนๆ ในขณะที่โอเว่นนั้นค่อนข้างตรงข้าม

โอเว่นที่ถูกส่งลงมา เท่ากับแผงหลังทีมเยือนต้องปรับเกมตามใหม่หมดทันที เพราะโอเว่นมีสัญชาตญาณดาวยิงในการหาพื้นที่ และเลือกไลน์วิ่งที่ได้เปรียบ ทำให้มักจะหาโอกาสหลุดกับดักล้ำหน้า หรือสลัดไลน์รับทะลุเข้าไปรับบอลได้บ่อยๆ ซึ่งเกมนี้ พอโอเว่นลงมา เราเห็นจังหวะอย่างนี้เกิดขึ้นไม่ต่ำกว่าสามครั้งนะครับ ถึงแม้ครั้งสุดท้ายจะพลาดไปติดเซฟฮาร์ทก็ตาม แต่การได้ผู้เล่นลักษณะนี้เข้ามาเป็นส่วนผสม ผมว่าเวิร์คครับ สำหรับทีเด็ดอีกคนที่ป๋าหย่อนลงมาก็คือบราวน์ ลงมาปุ๊บก็ไม่ทิ้งลายครับ ยังคงความเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์จริงๆ สร้างความหวาดเสียวได้อีก ด้วยการปล่อยให้เบนิเตซหลุดไลน์ล้ำหน้า ก่อนจะตามไปโดนล็อกจนหลังหักหัวทิ่มอีกหนึ่งจังหวะ ดีที่ฟอสเตอร์ยังไวทายาด ปัดลูกยิงมุมแคบของเบนิเตซได้อย่างเหลือเชื่อ แม็คลีชหย่อนตัวสุดท้ายลงมาคือโอเชอีกคน ที่ไม่รู้ว่าเป็นญาติกับโอเชเราหรือเปล่า แต่โอเชตัวนี้ผมว่ามีแววดีนะครับ แข็งแกร่ง ว่องไว และค่อนข้างคล่อง ไปได้ด้วยตัวคนเดียว น่าจับตามองในระยะยาวเหมือนกัน

สำหรับเกมนี้เราคงยังประเมินอะไรไม่ได้มากนัก เนื่องจากตัวที่ลงสนามมายังค่อนข้างเป็นตัวแบ๊คอัพ มีถึงสี่คนที่ไม่ใช่ตัวจริงตำแหน่งจริงโดยเฉพาะในไลน์ดีเฟ้นซ์ ซึ่งตรงนั้นทำให้กองกลางอาจจะพะวงในเกมรับจนเติมได้ไม่เต็มที่ด้วยซ้ำไป รูปเกมโดยรวมยังคงสลัดภาพใหญ่ของโรนัลโด้ไม่ออก วาเลนเซีย ถ้าเราไม่ติดภาพโด้เกินไปนะ ผมถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ถึงแม้การประสานงานกับแบ๊คจะยังไม่ลงตัว แต่หลายๆจังหวะเราเห็นได้ชัดว่าเขาแข็งแกร่งจริงๆจนอาจจะเหนือกว่าโด้ด้วยซ้ำ เพียงแต่การที่เขาเป็นปีกที่ค่อนข้างมีความเป็นปีกแท้ๆมากกว่าโรนัลโด้ ทำให้การรับมือของแบ๊คอาจจะจับทางและปิดไลน์การเล่นได้ง่ายกว่าเล่นกับโด้ ซึ่งตรงนั้นผมว่าเราไปคาดหวังกับวาเลนเซียไม่ได้ เขาไม่ใช่โรนัลโด้ และก็คงไม่คิดจะปรับมาเล่นในสไตล์โรนัลโด้อยู่แล้ว สิ่งที่เราควรคาดหวังตรงนี้จึงน่าจะเป็นการที่เขาจะจูนกับเพื่อนๆได้ติด ประสานงานกับแบ๊คกับมิดฟิลด์และกองหน้าได้ลงตัว ตรงนั้นเราจึงจะเห็นประสิทธิภาพที่แท้จริงของวาเลนเซียครับ

ส่วนรูปเกมตรงกลาง ที่เราทะลุขึ้นไปเข้าทำไม่ได้ คงต้องชมเบอร์มิงแฮมมากกว่า ที่ปิดเกมตรงกลางได้ดี สโคลส์กับเฟล็ทเชอร์ก็ถือว่าทำได้ตามมาตรฐานทั้งครองเกมและชลอเกมรุกของทีมเยือน ปัญหาที่เราเจอตรงกลางจึงไม่ใช่ปัญหาของทั้งคู่ แต่เป็นปัญหาในภาพรวมที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่มากกว่า เนื่องจากหลังก็พิการ ปีกก็ยังทำงานไม่ได้เต็มที่ทั้งสองข้าง (นานี่ก็ยังต้องการเวลาเพื่อลงเล่นอย่างต่อเนื่องมากกว่านี้ กว่าจะเวิร์คกับเพื่อนๆได้เต็มที่) ทำให้เกมที่ถูกปิดตรงกลางแน่นๆต้องถ่างออกปีกแต่ก็กลับไม่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่นัก รูนี่ย์กับเบอร์บาตอฟจึงจำเป็นต้องถอยลงมาเล่นต่ำบ่อยๆ เพื่อช่วยต่อเกมจากตรงกลาง และนั่นก็คือลูกโซ่ที่ผมพูดถึงนั่นแหละ ตรงนี้ขอเพียงอดทนรอครับ รอให้ทุกอย่างลงตัวกว่านี้ พอปีกจูนลงตัว ทำงานได้ กลางก็จะมีพื้นที่มากขึ้น หน้าก็จะอยู่ในไลน์ที่ตัวเองถนัดและมีพื้นที่มากขึ้นเช่นกันครับ ตรงนี้บอกได้อย่างเดียวว่าอดทนรอครับ แหม...เป็นแฟนผีทั้งที ไม่อดทนได้ไงครับ ใช่มั้ยล่ะ

สกอร์หนึ่งเม็ด อาจดูจุ๋มจิ๋มไปหน่อย แต่ผมกลับมองว่า เป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ที่ไม่เลวเลยทีเดียว ยุคใหม่ที่ไม่มีโรนัลโด้ ยุคใหม่ที่กลับมาเล่นในสไตล์เอกลักษณ์ของยูไนเต็ดแท้ๆอีกครั้ง และเป็นยุคใหม่ที่เรามุ่งหวังจะสร้างประวัติศาสตร์หลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการครองแชมป์สี่สมัยติดต่อกัน การครองแชมป์ลีกสูงสุดได้มากครั้งที่สุดแต่เพียงทีมเดียว รวมไปถึงการเริ่มต้นยุคใหม่ในปีนี้ ที่นักเตะดาวรุ่งทั้งหลายอย่างพี่น้องดา ซิลวา, แอนนี่, กิ๊บสัน, นานี่ และมาเคด้าจะเริ่มต้นก้าวขึ้นมาทดแทนนักเตะเก๋าๆอย่างแกรี่, สโคลส์ หรือกิ๊กส์ รวมทั้งน้าเอ็ดที่ต้องจับตามองว่าตัวตายตัวแทนของเขาจะเป็นใคร นับเป็นซีซั่นแห่งความท้าทายอย่างแท้จริงครับ ต้องจับตาดูกันดีๆเลยทีเดียว

แล้วเรามาลุ้นกันอย่างต่อเนื่องกันจนจบดูกาลนะครับ

สงบใจ



Create Date : 17 สิงหาคม 2552
Last Update : 17 สิงหาคม 2552 10:18:07 น.
Counter : 272 Pageviews.

2 comments
⚽ "ลิเวอร์พูล" ^^ ชูถ้วยฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ⚽ ฤดูกาล 2019-2020 อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว Tui Laksi
(25 ก.ค. 2563 09:00:31 น.)
อัพเดตปฏิทินการแข่งขัน F1 ปี 2020 finishline
(3 มิ.ย. 2563 01:34:46 น.)
Blog 90/2563 ตะพาบ # 253 "ความจริงใจที่ไม่จริงใจ" เริงฤดีนะ
(21 พ.ค. 2563 12:43:55 น.)
VO2 Max The Kop Civil
(18 พ.ค. 2563 11:38:43 น.)
  
we beleive !!!
โดย: bb IP: 60.242.115.223 วันที่: 17 สิงหาคม 2552 เวลา:12:13:09 น.
  
เอาพลังจากพ่อมาฝากครับ

คลิกจะได้ภาพใหญ่ครับ



โจจัง

โดย: พลังชีวิต วันที่: 17 สิงหาคม 2552 เวลา:23:28:43 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

Sa-ngob-jai.BlogGang.com

สงบใจ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]

บทความทั้งหมด