Group Blog
ตุลาคม 2564

 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
31
 
 
All Blog
ถนนสายนี้ ... มีตะพาบ หลักกิโลเมตรที่ 287 "คิดถึง" - คิดถึง (เจ๊หวี) ... แต่ไม่อยากเจอ




โจทย์ถนนสายนี้มีตะพาบ  หลักกิโลเมตรที่ 287



"คิดถึง" 




โจทย์โดยคุณ กะว่าก๋า






คำอธิบายโจทย์


" คุณคิดถึงอะไรอยู่บ้าง เพราะอะไรจึงคิดถึงคนๆนั้น เหตุการณ์นั้น หรือสิ่งๆ นั้น"







หายหน้าหายตาไป  2 - 3 วัน  ไม่มีอะไรเกิดขึ้นครับ  เพียงแต่ไปดูซีรีย์ออนไลน์มาครับ  เรื่อง  "หรูอี้"  เป็นซีรี่ย์น้ำดีจากฝั่งจีนครับ  ถ่ายทำในพระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่ง 




ในเรื่องเป็นภาคต่อของเรื่อง  "เจินหวน"  กลายๆ  คือช่วงเวลาประวัติศาสตร์ต่อเนื่องกัน  มีตัวละครจากเจินหวนมาโผล่ในเรื่องหรูอี้บ้าง  แต่คนละคาแรกเตอร์เลยครับ  




เนื้อเรื่องจะประมาณเจินหวนครับ  คือ  ตอนกลางๆเรื่องนางเอกตกต่ำมากๆ  แล้วพอได้กลับเข้ามาในวังหลวงอีกครั้งจะพลิกบทบาทเป็นอีกคนนึงเลย  สนุกมากครับ  แต่ตอนกลางๆเรื่องอาจจะน่าเบื่อนิดหน่อย  แต่พอนางเอกกลับมาเป็นใหญ่แล้วสนุกมากๆ  เลยติดงอมแงม  ดู  3  วัน  3  คืน  ไม่ทำอะไรเลยครับ  อิอิอิอิ




---------------------------------------------------------------------------------------------------------





คิดถึง  (เจ๊หวี)  ....  แต่ไม่อยากเจอ
 
 
 


หลายวันก่อนในไลน์กลุ่มเพื่อนๆนักเรียนที่ไปตกระกำลำบากเรียนปริญญาโทที่เมลเบิร์นกันเมื่อกว่า  20  ปี  ที่แล้ว  มีเรื่องคุยกันอย่างสนุกสนานถึงเพื่อนคนนึงที่ทุกคนนึกถึง  .... 
คิดถึงนั่นแหละ  ....  แต่  “ไม่อยากเจอ” !!!!
 
 

 
เมื่อเจ้าของบล็อกจะไปเรียนต่อปริญญาโททางด้านกฎหมาย  ที่มหาวิทยาลัย  Monash  เมืองเมลเบิร์น  ประเทศออสเตรเลีย  หนึ่งใน  requirement  ที่เจ้าของบล็อกจะต้องส่งไปพร้อมกับใบสมัครคือ  ผลการสอบ  IELTS  ที่แสดงผลสอบว่าได้  overall  ระดับ  5.5  และ  writing  ได้  6  เป็นอย่างน้อย  เจ้าของบล็อกสอบได้พอดีเด๊ะๆๆ  กับ  requirement   ทางมหาวิทยาลัยมีใบตอบรับกลับมาพร้อมกับ  condition  คือ  เจ้าของบล็อกจะต้องไปเรียนภาษาอังกฤษซึ่งเป็น  course   ที่ทางมหาวิทยาลัยจัดขึ้นอีกเป็นเวลา  15  อาทิตย์  (เสียตังเพิ่ม)  เรียกกันว่า  Bridging  Course  เพราะพอจบการเรียนและผ่านการสอบมีผลการสอบเป็นที่น่าพอใจแล้วสามารถเข้าเรียนปริญญาโทโดยไม่มีการยื่นใบสมัครอีกคล้ายๆเดินข้ามสะพานไปเรียนปริญญาโทได้เลย



 
 
การเรียน   Bridging  Course  เป็นการเรียนแบบรวมนักเรียนที่จะเข้าเรียนปริญญาโททุกๆสาขา  และทุกๆสัญชาติ   ในกลุ่มนักเรียนไทยก็มีเยอะเป็นรองแค่นักเรียนจากจีนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น   (ตอนหลังๆกลุ่มนักเรียนไทยสามารถดึงนักเรียนจากจีนมาอยู่ในกลุ่มโดยใช้เสน่ห์ปลายจวักก็เลยถือตัวเองว่าเป็นนักเรียนกลุ่มใหญ่ที่สุดใน  Bridging  Course  )
 




เจ้าของบล็อกมาเจอ  housemate  ใน  Bridging  Course  นี่แหละครับ  คนแรกเป็นคนใกล้ตัวมากๆ  ชื่อสมมุติว่า  “บี”  บีเป็นเพื่อนของเพื่อนที่เรียน  IELTS  ที่เมืองไทยก่อนจะไปเรียนต่อ  (แต่เพื่อนของเจ้าของบล็อกจาก  class  IELTS  ไปเรียนที่  Brisbane)  มีเรื่องตลกของบีมากๆ  คือ  บีเดินทางถึงเมลเบิร์นในวันเดียวกันและเที่ยวบินเดียวกันกับเจ้าของบล็อก  แน่นอนเราไม่รู้จักกันก่อนหน้านี้  แต่ก่อนเดินทางเจ้าของบล็อกได้บอกวันเดินทางและเที่ยวบินให้กับเพื่อนของบี  (ที่เป็นเพื่อนใน  class  IELTS  ของเจ้าของบล็อก)  พอเริ่มรู้จักกันบีก็มาถามเจ้าของบล็อกว่ารู้จักเด็กไทยที่มาเรียนต่อที่บินไฟลท์เดียวกับเจ้าของบล็อกบ้างไหม  เพื่อนของบีฝากมาตามหา  ....  ถามไถ่กันไปมาถึงได้รู้ว่าเจ้าของบล็อกนั่นเองที่บีกำลังตามหาอยู่  ถามไถ่กันลึกลงไปอีกถึงได้รู้ว่าเราจบธรรมศาสตร์รุ่นใกล้ๆกัน  เรารู้จักคนๆเดียวกันเยอะมาก  เลยกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน
 
 



Housemate  อีกคนนึงของเจ้าของบล็อกชื่อสมมุติว่า  “ตรี”  คนนี้นอกจากจะมีบ้านที่เมืองไทยใกล้บ้านเจ้าของบล็อกมากแล้ว  ยังเรียนจบโรงเรียนมัธยมเดียวกันกับเจ้าของบล็อก  รุ่นไล่ๆกันอีกด้วย



 
 
บีเป็นต้นความคิดว่าเรา  3  คน  มีสิ่งเชื่อมโยงถึงกันมากที่สุด  สมควรจะไปเช่าบ้านอยู่ด้วยกันที่สุด  .....  ไม่รู้ว่าไอ้บีมันเอาตรรกะอะไรคิดนะ  !!!
 



 
ต้องเล่าก่อนว่ามหาวิทยาลัย  Monash  มี  main  campus  ตั้งอยู่ที่เขต  Clayton  ซึ่งตั้งอยู่  (บ้าน)  นอก  Melbourne  ห่างจากตัวเมือง  30  กิโลเมตร  (แต่การเดินทางในเมลเบิร์นสะดวกมากมาย  วันหลังถ้ามีโอกาสจะเล่าถึงระบบการขนส่งมวลชนในเมลเบิร์นให้ฟังครับ)  และมี   campus  ต่างๆ  กระจายตัวอยู่ตามเขตเมืองต่างๆ  แล้วแต่วิชาที่เรียน  บีเรียนบริหารจะเรียนที  Caulfield  ห่างจากเมืองประมาณ  20  กิโลเมตร  ตรีเรียนทั้งที่  Caulfield  และ  Clayton  และเจ้าของบล็อกเป็นคนที่มีที่เรียนสะเปะสะปะมากๆ  จริงๆเจ้าของบล็อกเป็นเด็กที่มีที่เรียน  City  based  คือหลักๆแล้วเจ้าของบล็อกจะเรียนในเมือง  (เป็น  city  boy  นัยยะว่ามหาวิทยาลัยอำนวยความสะดวกให้กับคนเมลเบิร์นที่ทำงานอยู่ในเมืองที่ต้องการจะเรียนปริญญาโทกฎหมาย)  แต่มีบางวิชาเหมือนกันที่เจ้าของบล็อกต้องมาเรียนที่ Clayton  เพราะวิชานั้นมีแต่นักเรียนต่างชาติเป็นส่วนมาก  และสถานที่อื่นๆที่สะดวกแก่ผู้สอนเพราะว่าผู้สอนเป็น  Guest  Lecturer  มาจากอเมริกาบ้าง  ยุโรปบ้าง  แต่เรา  3  คนมีความเห็นตรงกันว่า  Clayton  เป็นที่ๆเหมาะที่สุดในการเช่าบ้านพัก  เพราะตอนนี้เราจะต้องเดินทางมาเรียนภาษอังกฤษที่ main  campus  ได้สะดวก  การเดินทางจาก  Clayton  ไป  Caufield  หรือเข้าเมืองก็สะดวกมาก  และที่สำคัญการเรียนปริญญาโทต้องทำ  paper  ซึ่งหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัย  หอสมุดของ  Law  School  ของเจ้าของบล็อก และคณะ  IT  ของตรี  ก็ตั้งอยู่ที่  Clayton 
 
 













เรา  3  คน  โชคดีมากที่หาบ้านที่ตั้งอยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยได้  บีบอกว่าเจ้าของบ้านเป็นด็อกเตอร์อะไรก็ไม่รู้  เป็นประธานกลุ่มคนไทยในเมลเบิร์นด้วย
 


 
เราย้ายเข้าบ้านหลังนี้เมื่อเราเริ่ม  Bridging  Course  ได้ประมาณหนึ่ง  เราดีใจที่ไม่ต้องตื่นเช้ามากๆเพื่อจะเดินทางมามหาวิทยาลัย  เราตื่นกันประมาณหกโมงแล้วยังมีเวลาอ้อยอิ่งจิบกาแฟกับกินขนมปังก่อนจะแต่งตัวเดินข้ามถนนไปเรียนภาษาอังกฤษซึ่งเริ่มเรียนเวลา  9  โมง



 
ห้องกินข้าวของบ้านที่เจ้าของบล็อกเช่าอยู่จะมีประตูกระจกบานยาวเปิดออกสู่สวนเล็กๆ  ผ่านรั้วเตี้ยๆ  ออกไปเป็นถนนที่นักเรียนส่วนใหญ่จะต้องใช้เดินผ่านเพื่อจะไปมหาวิทยาลัย  ตอนที่เรา  3  คนนั่งจิบกาแฟพร้อมกับกินขนมปังตอนเช้าก็จะมีเพื่อนๆในชั้นเรียนเดินผ่าน  ทุกๆคนล้วนแต่อิจฉาความโชคดีในการหาบ้านเช่าของเรา  3  คนมากๆ













 
 
มีเพื่อนคนไทยในชั้นเรียน  Bridging  Course  คนนึงชื่อสมมุติว่า  “เจ๊หวี”  เป็นหญิงสาวร่างตุ้ยนุ้ย  ที่เราเรียกว่า  “เจ๊”  ก็เพราะว่านางมีประสบการณ์การใช้ชีวิตในเมลเบิร์นมากกว่าใครเพื่อน  นัยว่านางอยู่ในเมลเบิร์นมาถ้าไม่ถึงปีก็ขาดเกินอยู่เดือนกว่าๆเท่านั้น  แล้วนางยังมีประสบการณ์ในการเปลี่ยนที่เรียน  เปลี่ยน  Homestay  ไปถึงการต่อวีซ่า  อันเป็นประโยชน์ต่อพวกเราที่เป็น  “กระเหรี่ยงไทยในเมลเบิร์นมือใหม่”  มากๆ  ตอนที่เรา  3  คนย้ายบ้าน  เจ๊หวียังให้คำแนะนำในการซื้อของใช้จำเป็นต่างๆ  นานา  รวมถึงมาช่วยออกแรงในการทำความสะอาดบ้านทั้งหลังอีกด้วย
 
 


จริงๆแล้ว  “เจ๊หวี”  ก็คุยสนุกนะครับ  คุยได้เรื่อยๆ  ไม่เป็นพิษเป็นภัย  แต่ ......
 
 



เรา  3  คนเริ่มรู้สึกว่าเจ๊หวีแก  “รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของเรา”  มากขึ้นๆ  เช่น  ตอนเช้าตรู่เจ๊หวีจะเดินมาเคาะประตูบ้านของเราทุกวันเพิ่อขอกินกาแฟกับขนมปัง  พอนานๆเข้าไอ้บีก็  “กัด”  เจ๊หวีกลางวงเพื่อนๆว่า 




“มากินกาแฟกับขนมปังบ้านผมทุกเช้าผมจะคิดตังเจ๊แล้วนะ” 




รุ่งขึ้นเจ๊หวีก็หิ้วขนมปังยี่ห้อโปรดของเรา  3  คนมาให้  1  แถวทำนองว่า  “นี่ไงยะค่ากาแฟกับขนมปังปิ้ง”  ถึงอย่างนั้นไอ้บีก็ยังคอยแง๊บๆเจ๊หวีจนเจ๊เหมือนจะรู้ตัว  .....  เจ๊หวีงอน  .....  ไม่แวะมาบ้านของเราทั้งคน  3  ไปพักใหญ่ๆ 
 
 



เรา  3  คนนั่งคุยกันว่าจริงๆแล้วไม่ได้รังเกียจเจ๊หวีเลยนะ  แต่เช้าๆเราอยากจะนั่งจิบกาแฟกันเงียบๆ  3  คน  มากกว่า  อีกอย่างเรามีแต่ผู้ชาย  จะทำอะไรก็ไม่ต้องเกรงใจกัน  จะใส่กางเกงในตัวเดียวเดินไปเดินมาในบ้านก็ไม่ต้องเกรงใจใคร  (เดี๋ยวๆ  ....  เกรงใจกรูก็ได้นะ  !!!)   




เราตกลงให้ไอ้บีไปเคลียร์กับเจ๊หวี  ......
 
 


ไอ้บีมาเล่าให้ฟังด้วยความสยองนิดๆว่า  เจ๊หวีถึงขั้นร้องไห้  สะอื้นฮั่กๆๆ  ครั้นไอ้บีจะดึงหัวเจ๊หวีมาซบที่บ่าก็กระไรอยู่เพราะขนาดตัวของเจ๊หวีใหญ่มากกว่าไอ้บีกว่าครึ่ง  ....  





 เจ๊หวีบอกทำนองว่าเรา  3  คนคุยสนุก  เป็นคนสบายๆ  ไม่เรื่องมาก  เลยชอบคุยด้วย  อีกอย่างเจ๊หวีแกคิดถึงบ้าน  คิดถึงเพื่อน
 
 



(สมัยที่เจ้าของบล็อกไปเรียนต่อเมืองไทยมีอินเตอร์เนทใช้แล้ว  การสื่อสารก็พัฒนาไปในระดับหนึ่งแต่เทียบไม่ได้กับสมัยนี้เลยครับ  การติดต่อกับคนที่อยู่กันคนละประเทศ  คนละ  time  zone  ก็สามารถทำได้โดยผ่าน  e mail  โปรแกรม  messenger  หรือ  Icq  เท่านั้น  แต่ทั้งสองฝ่ายก็ต้องอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ด้วยกันถึงจะได้คุยกัน  real  time  หรือจะ  web  cam  กัน)
 
 


ที่เจ๊หวีแกคร่ำครวญเรา  3  คนก็เข้าใจนะครับ  เราก็เหงาและคิดถึงบ้าน  คิดถึงเพื่อนที่เมืองไทยอยู่บ้าง  แต่เรา  3  คนมักจะเลือกที่จะทำกิจกรรมอื่นๆ  เช่น  ออกไปเดินเที่ยวในเมืองจะได้ไม่เหงา  ไม่คิดถึงบ้าน  ไอ้บีก็ได้ทำความเข้าใจกับเจ๊หวีเรื่องความเป็นส่วนตัวของเราทั้ง  3  เจ๊แกก็เข้าใจและขอโทษที่ล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของเรา  ไอ้บียังบอกเจ๊ไปอีกว่าไม่ได้รังเกียจที่เจ๊จะมากินกาแฟตอนเช้าที่บ้าน  “บ้าง”  แต่ให้เจ๊หิ้วขนมปังยี่ห้อโปรดมาทุกครั้ง  (อันนี้พูดเล่นครับ)  การจะมีเพื่อนมาบ้านเจ้าของบ้านก็ต้องต้อนรับขับสู้มานั่งคุยเป็นเพื่อน  จะปล่อยให้แขกมานั่งนิ่งๆได้ไง  บางครั้งเราก็อยากนั่งเงียบๆกันเท่านั้น 




เจ๊แกสรุปว่า  “ถ้าจะมาจะโทรมาบอกก่อนนะ”
 
 



เรื่องขุ่นมัวของเราจบลงที่เจ๊หวีมาบ้านเราอีก  2-3  ครั้ง  แต่ละครั้งก็ทิ้งช่วงห่างๆกัน  แล้วเจ๊แกก็หายไปเลย  อาจจะเป็นช่วงที่  class  bridging  จะสอบต้องมีการทำรายงานและต้องไป  present  ในหอประชุมต่อหน้าเพื่อนๆ  อาจารย์  และฝรั่งรวมๆแล้วเกือบๆร้อยคน  ทุกคนต่างก็กังวล  และเครียดๆอยู่เหมือนๆกัน  ทุกคนต่างก็ลืมๆเรื่องนี้ไป  จนชั้นเรียนปริญญาโทเปิดเรียนแล้วเจ๊หวีก็หายออกไปจากชีวิตพวกเราอย่างเด็ดขาด
 
 



ไม่รู้จะสรุปเรื่องนี้ยังไงครับ  เพราะการสรุปในวันนี้ผลก็ยังเป็นเหมือนเมื่อเกือบ  20  ปีที่แล้ว  คือ 
“นึกถึงเจ๊หวีนะ ....  แต่ไม่อยากเจอว่ะ”   ฮ่าๆๆๆๆ  
 
 





เคยกันมั๊ยครับที่
คิดถึงใครคนหนึ่ง  แต่ .....  ไม่อยากเจอว่ะ  !!!!!! 











 
133134135



Create Date : 06 ตุลาคม 2564
Last Update : 6 ตุลาคม 2564 9:31:03 น.
Counter : 447 Pageviews.

21 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณ**mp5**, คุณThe Kop Civil, คุณไวน์กับสายน้ำ, คุณจันทราน็อคเทิร์น, คุณเนินน้ำ, คุณหอมกร, คุณภาวิดา คนบ้านป่า, คุณกะว่าก๋า, คุณอาจารย์สุวิมล, คุณฟ้าใสวันใหม่, คุณสองแผ่นดิน, คุณnewyorknurse, คุณเริงฤดีนะ, คุณสายหมอกและก้อนเมฆ, คุณตะลีกีปัส, คุณtoor36, คุณmcayenne94, คุณนายแว่นขยันเที่ยว, คุณโอน่าจอมซ่าส์, คุณtuk-tuk@korat, คุณKavanich96, คุณอุ้มสี

  
แวะมาเยี่ยมและส่งกำลังใจครับ
โดย: **mp5** วันที่: 6 ตุลาคม 2564 เวลา:9:40:37 น.
  
อ่านแล้วลุ้นตามเลยครับ เจ๊หวี ผมว่าถ้าเป็นแก๊งค์เพื่อน ๆ เราน่าจะเป็นคนที่รู้เรื่องเพื่อนแทบจะทุกคนเลยนะครับ 55
บ้านเมืองเค้าสะอาดอ้านมากเลยครับ
โดย: The Kop Civil วันที่: 6 ตุลาคม 2564 เวลา:9:54:37 น.
  
ใช่ ๆ อีกแหละ.. เราได้นั่ง นอน บิดขี้เกียจได้สบาย ๆ ไม่ต้องลุก
มาน่งกุงเกง ใส่เสื้อ เอะลืมไป ใส่กางเกงในอยู่แล้ว 555

..

ผมว่าไม่อยากเจอเจ๊แก จะมาแย่งกินของอร่อยมากกว่ามั้ง 555
โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 6 ตุลาคม 2564 เวลา:10:45:14 น.
  
จากบล็อก 3F พี่ใช้บิ๊กแพ็คซองเดียวจ้า
หลานสาวพี่ก็เป็นศิษย์น้องของน้องบอลที่ Monash เช่นกันค่ะแต่คนละคณะ
คิดถึงแต่ไม่อยากเจอ paradox นิดหน่อย แต่ในทุกเรื่องราวก็ย่อมมีเหตุและผลในตัวเองเนาะ

โดย: เนินน้ำ วันที่: 6 ตุลาคม 2564 เวลา:11:22:15 น.
  
โถน่าสงสาร แกคงจะเหงานะคุณบอล

โดย: หอมกร วันที่: 6 ตุลาคม 2564 เวลา:11:58:03 น.
  
ซีรี่ย์ดูแล้วติดหนึบจริงๆครับ
เดือนที่แล้วผมนั่งดูทั้งวันเลย
เดือนนี้ว่าจะลดการดูลงบ้างครับ

เจ๊หวีทำให้ผมนึกถึงเพื่อนบางคนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย
ที่เดินเข้าบ้านพักของเพื่อน
เหมือนเป็นบ้านตัวเองครับ
นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป
อยากนอนวันไหนก็มานอน 555

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 6 ตุลาคม 2564 เวลา:13:33:37 น.
  
สวัสดี จ้ะ น้องบอล

อ่านชีวิตการไปเรียนต่อเมืองนอกของบอลแล้ว ก็ได้ความรู้ดี การ
เรียนภาษาก่อนเรียนปริญญาโท เป็นธรรมดาของคนที่ไปต่อเมืองนอก

อ่านเรื่องราวของ "เจ๊หวี" ครูอ่านแล้ว สงสารและเห็นใจเจ๊หวีนะ
ว่าไปแล้ว แกเป็นคนมีน้ำใจต่อเพื่อน เพียงแต่ว่า บางครั้งอาจจะลืมสังเกตความอึดอัดของเพื่อน ครูว่า แกไม่สวยด้วยแหละ หุ่นไม่ดีด้วย
ถ้าสวย หุ่นดี พวกเธอและเพื่อน ๆ คงจะชอบให้มาอยู่หรอก อิอิ

โหวดหมวด ตะพาบ
โดย: อาจารย์สุวิมล วันที่: 6 ตุลาคม 2564 เวลา:18:11:10 น.
  

อรุณสวัสดิ์ครับคุณบอล

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 7 ตุลาคม 2564 เวลา:5:49:23 น.
  
อ้าว..ไปติดซีรีย์จีนเสียแล้ว
อย่าลืมใช้น้ำตบ ฮาด่ะ..ลาโบ่ะ สีเขียว ที่เขาโฆษณา
สำหรับสิวซีรัย์ด้วยนะคะ


ที่บ้านเพิ่งเริ่มดู Mr Robot
เรื่อง เกี่ยวกัยอัจฉริยะแฮกเกอร์
ประมาณทำ facebook / IG ล่ม

มี 4 season มาสะดุดตา ที่ Remi Malex
นำ คู่ Christain Slater ค่ะ



อ่านขีวิตช่วงเริ่มต้นของหนุ่มๆ น่าสนุก
โชคดีที่มีเพื่อนพูดคุยภาษาไทย
คอเดียวกัน..ิย
ู่บ้านใกล้ที่เรียนภาษา

จริงๆแสดงว่าคิดถึงเจ็หวีมาก
เพราะไม่ลืม..
คิดว่าเธอคงยุ่งเรื่องเรียน
ไม่ก็เตอกบุ่มพึ่งพาใหม่ อิ อิ



รออ่านขีวิตในเมลเบิร์น ต่อไปค่ะ

โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 7 ตุลาคม 2564 เวลา:6:40:40 น.
  
ชีวิตคู่
ถ้าถือทิฐิมากๆ
อยู่กันไม่รอดแน่ๆเลยครับ
เพราะยังไงก็ต้องเจอปัญหากันแน่นอน
ไม่เรื่องเล็กก็เรื่องใหญ่ครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 7 ตุลาคม 2564 เวลา:15:46:27 น.
  
สวัสดีมีสุขค่ะ

แต่ละคนก็มีดีมีเสียต่างกันไป
เดี๋ยวนี้ต้องโทรไปหาเจ้าของบ้านก่อนไปหาทุกครั้ง
เพราะเราก็ไม่อยากให้ใครบุกมาหาเราขณะเราไม่พร้อมเช่นกันค่ะ
ความส่วนตัวของทุกคนสำคัญค่ะ
ขอบคุณกำลังใจด้วยนะคะ
โดย: ตะลีกีปัส วันที่: 7 ตุลาคม 2564 เวลา:16:19:58 น.
  
แวะมาบ่อยๆ มันก็รบกวนทางเราจริงๆ น่ะแหละ แกคงไม่มีเจตนาร้าย แต่มันก็รบกวนทางเรา ตอนผมอยู่จีนก็มีคนประมาณนี้ แต่ผมไม่ได้บอกว่าบ้านอยู่ไหน แค่ออกไปหาที่มหาวิทยาลัยเพราะบ้านเราอยู่ใกล้ก็เท่านั้น

ยุค ICQ น่าจะเป็นยุคบุกเบิกที่อินเตอร์เน็ตเริ่ทบูมเลยมั้ง
โดย: คุณต่อ (toor36 ) วันที่: 7 ตุลาคม 2564 เวลา:16:46:56 น.
  
เจ๊หวีคงไม่มาอ่านนะคะ เดี๋ยวจะร้องไห้อีกยก
โดย: mcayenne94 วันที่: 7 ตุลาคม 2564 เวลา:18:12:29 น.
  

อรุณสวัสดิ์ครับคุณบอล

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 8 ตุลาคม 2564 เวลา:5:53:42 น.
  
เช้านี้แวะมาส่งการบ้าน ตะพาบ 287 : คิดถึง ค่ะ
โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 8 ตุลาคม 2564 เวลา:8:11:58 น.
  
ผมก็ชอบดู ชอบถ่ายภาพเฟิร์นข้าหลวง
เวลากำลังจะแตกใบใหม่
เค้าม้วนตัวสวยดีครับ

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 8 ตุลาคม 2564 เวลา:12:47:13 น.
  
สรุปแกก็เหงาเนาะ
โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 8 ตุลาคม 2564 เวลา:16:04:52 น.
  
สงสารเจ๊หวี ครับ!!!
เดาว่านางคงเหงา พอเจอพวกพี่บอลที่เป็นมิตร ก็อยากจะมาฝังตัวอยู่ด้วย
ก็อยู่ต่างแดนก็อยากหาเพื่อนแหละครับ

โดย: จันทราน็อคเทิร์น วันที่: 8 ตุลาคม 2564 เวลา:16:09:25 น.
  

อรุณสวัสดิ์ครับคุณบอล

โดย: กะว่าก๋า วันที่: 9 ตุลาคม 2564 เวลา:5:36:55 น.
  
ขอบคุณที่แบ่งปัน
โดย: Kavanich96 วันที่: 10 ตุลาคม 2564 เวลา:8:42:06 น.
  
ตามมาอ่านจ้า
โดย: อุ้มสี วันที่: 12 ตุลาคม 2564 เวลา:6:52:05 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



ทนายอ้วน
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 151 คน [?]



Top บล็อกสูตรอาหาร