Group Blog
มกราคม 2563

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
25
26
27
28
29
30
31
 
 
ทนายอ้วนชวนเที่ยว ... เวลาเดินช้าที่ .. น่าน - วัดพระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน
สถานที่ท่องเที่ยว : วัดพระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน, น่าน Thailand
พิกัด GPS : 18° 45' 29.91" N 100° 47' 30.03" E

 



สถานที่ท่องเที่ยวแห่งถัดไปที่จะพาไปเที่ยวกันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์  เป็นที่เคารพนับถือของชาวเมืองน่านมากๆ  อยู่บนยอดดอยเตี้ยๆบริเวณที่เคยเป็นเมืองน่านเก่า  ไม่ไกลจากตัวเมืองครับ
 
 




วัดพระธาตุแช่แห้ง  จ.น่าน


 
 

วัดพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่านและพุทธศาสนิกชนที่เคารพนับถือตั้งอยู่ที่หมู่ 3  บ้านหนองเต่า  ตำบลม่วงตึ๊ด  อำเภอภูเพียง   จังหวัดน่าน อยู่ห่างจากตัวเมืองไปไม่ไกลครับ  ราวๆ 2-3  กิโลเมตรเส้นทางสายน่าน-แม่จริม เท่านั้น  เดิมวัดพระธาตุแช่แห้งเป็นวัดราษฎร์  ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวง

 
การไปเที่ยวน่านคราวนี้เจ้าของบล็อกพาคุณนายแม่ไปเที่ยวด้วยก็เลยไม่ได้เดินขึ้นบันไดนาคหน้าวัดครับ  เจ้าของบล็อกขับรถขึ้นมาจอดทางด้านข้างของพระธาตุแช่แห้งนอกระเบียงคด  จากที่จอดรถคุณนายแม่เดินบนพื้นราบไปกราบพระธาตุภายในระเบียงคดได้เลยครับ
 
 

มีตำนานเล่าว่าในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าเสด็จประทับสรงน้ำที่ริมฝั่งแม่น้ำน่านทางทิศตะวันออก  ที่บ้านห้วยไคร้ซึ่งปัจจุบันคือบริเวณที่ตั้งองค์พระธาตุแช่แห้ง   พระพุทธองค์ได้เสวยลูกสมอแห้งที่เจ้าเมืองถวายให้ แต่เพราะลูกสมอนั้นมีลักษณะค่อนข้างแห้งจึงต้องนำไปแช่น้ำเสียก่อนแล้วจึงเสวย จากนั้นเมื่อพระพุทธองค์จะเสด็จกลับก็ได้ตรัสว่า  หลังจากพระองค์ปรินิพพานแล้วต่อไปภายหน้าจะมีเจดีย์พระบรมธาตุของพระองค์ ณ สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า  “
พระธาตุแช่แห้ง”   เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานและมีการถวายพระเพลิงเสร็จแล้วพระอรหันต์เจ้าทั้งหลายได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุข้อพระหัตถ์ซ้ายและเศษสรีรังคารธาตุ มาประดิษฐานไว้บนดอยภูเพียง  เพื่อให้มนุษย์และเทวดาได้สักการบูชาตราบเท่า 5,000 พระวัสสา  (ปี) 
 
 
ตามพงศาวดารเมืองน่านเล่าว่า
วัดพระธาตุแช่แห้ง สร้างขึ้นเมื่อปี  พ.ศ. 1896   ในสมัยพญาการเมืองครองเมืองวรนคร (อ.ปัว ในปัจจุบัน)   ได้เสด็จไปร่วมพระราชกุศลกับพระมหาธรรมราชาลิไทในการสร้างวัดหลวงอภัยขึ้นที่เมืองสุโขทัย  (ปัจจุบันคือ  วัดป่ามะม่วง)   เมื่อทรงสร้างเสร็จ พระมหาธรรมราชาลิไทได้ถวายพระบรมสารีริกธาตุ  7  พระองค์ ลักษณะเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด  มีวรรณสุกใสดั่งแก้ว 2  องค์ มีวรรณดั่งมุก 3  องค์   และมีลักษณะเท่าเมล็ดงาวรรณดั่งทองคำ  2   องค์  พระพิมพ์เงิน  พิมพ์คำ (ทองคำ)  อีกอย่างละ  20  องค์  ให้แก่พญาการเมือง จึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ  พระพิมพ์เงิน  พิมพ์คำ  มายังดอยภูเพียงแช่แห้งประจุลงในเต้าปูนทองสำริด แล้วพอกด้วยสะตาย (ปูนขาวผสมยางไม้)  ให้กลมเหมือนก้อนศิลา  ขุดหลุมลึก 1 วา แล้วอาราธนาพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานในหลุมนั้น ก่อเจดีย์สูง 1 วา ทับไว้อีกชั้นหนึ่ง
 


ต่อมาหลังจากพญาการเมืองเสวยราชสมบัติที่เมืองวรนครได้อีก 6 ปี จึงได้ย้ายเมืองจาก วรนคร  มาสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ดอยภูเพียงแช่แห้ง และได้ปกครองอยู่ตราบสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พญาผากองโอรสของพญาการเมือง ทรงขึ้นครองราชย์แทนและได้ย้ายเมืองจากดอยภูเพียงแช่แห้ง ข้ามฝั่งแม่น้ำมาตั้งเมืองใหม่ขึ้นจวบจนถึงปัจจุบันนี้




 





 
องค์พระธาตุส่องประกายสีทองสุกปลั่งสามารถมองเห็นได้แต่ไกล  ลักษณะสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุแช่แห้งสันนิษฐานว่าเป็นทรงล้านนาแต่ได้รับอิทธิพลมาจากพระธาตุหริภุญไชย  เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำบนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส  สูง  2  เส้น  หรือ  55.5 เมตร  ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างด้านละ 22.5 เมตร  บุด้วยทองจังโก  (ทองเหลืองที่ตีเป็นแผ่นบางๆ)  ทั้งองค์  มีรูปทรงเพรียวสมส่วน 





 



ชั้นล่างสุดเป็นฐานเขียงสี่เหลี่ยมจัตุรัสสูง  2  ชั้น  ชั้นถัดขึ้นไปเป็นฐานสี่เหลี่ยมย่อมุม  ประดับบัวลูกแก้วอกไก่  ที่ฐานชั้นนี้มีเจดีย์ประจำมุมทั้งสี่มุม 
 


ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงสูง  1  ชั้น  แล้วเป็นฐานสี่เหลี่ยมตัดมุมวางเหลื่อมกัน  2  ชั้น  (ชั้นบนเป็นฐานสี่เหลี่ยมตัดมุมจนเกือบคล้ายๆฐานแปดเหลี่ยม)  ถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงในสัณฐานทรงกลมประดับตกแต่งคล้ายๆกลีบบัวบาน  หรือลายใบไม้  ลายดังกล่าวนี้คงได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า ซึ่งนำมาต่อเติมขึ้นภายหลัง เมื่อล่วงเข้า พุทธศตวรรษที่ 24 แล้ว


 
ตั้งแต่ชั้นมาลัยเถาจนถึงยอดมีลักษณะคล้ายพระธาตุหริภุญไชยแต่มีสัดส่วนที่เพรียวกว่า 






 
 
คำว่า
“แช่แห้ง” นี้ ถือว่าเป็นปริศนาธรรมอย่างหนึ่ง โดยอาจารย์สมเจตน์ วิมลเกษม ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้
 


“แช่แห้ง เป็นคำที่เป็นมงคลยิ่งและเป็นปรัชญาทางพระพุทธศาสนาขั้นสูงที่นักปราชญ์โบราณได้ใช้คำที่มีความหมายที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงเป็นปฏิปักและตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงมาผสมกัน คือคำว่า “แช่” หมายถึงการนำวัตถุสิ่งของต่าง ๆ ทำให้จมลงในน้ำ จึงทำให้วัตถุสิ่งของนั้นเกิดการเปียกขึ้น เปรียบเสมือนคนเราที่จมอยู่ในห้วงกิเลสตัณหาทั้งปวง ส่วนคำว่า “แห้ง” หมายถึง การนำวัตถุสิ่งของที่ทำให้เปียกนั้นมาทำให้แห้ง เปรียบเสมือนคนเราที่ได้นำเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาปฏิบัติจนหลุดพ้นจากห้วงกิเลสตัณหาทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง
 
ดังนั้นคำว่า “แช่แห้ง” จึงได้ความหมายทางพุทธปรัชญาว่า บุรุษหรือสตรีที่จมอยู่ในภาวะความเปียกของโลภะ โทสะ โมหะ กิเลสตัณหา อวิชชาต่าง ๆ ยอดมหาบุรุษหรือยอดสตรีเท่านั้นที่จะทำตัวให้แห้งให้พ้นจากภาวะความเปียกของกิเลสตัณหาทั้งหลายเหล่านี้ได้ เพราะคำว่าแช่เปรียบก็คือต้นเหตุแห่งทุกข์ คำว่าแห้งก็ย่อมหมายถึงทางแห่งการดับทุกข์ซึ่งตรงกับอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค รวมความทั้งหมดแล้วคือ หนทางแห่งนิพพาน”

 
 



 


นอกจากนี้พระธาตุแช่แห้งมีความสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป็นพระธาตุประจำปีนักษัตรปีเถาะหรือปีกระต่าย ซึ่งผู้คนที่เกิดปีเถาะหรือผู้ที่นับถือจะมานมัสการพระธาตุแช่แห้งเพื่อความเป็นสิริมงคล





 
 
 


ถ้าจะถ่ายรูปพระธาตุทั้งองค์แนะนำมุมที่ด้านหลังพระวิหารครับ  เพราะด้านนี้เป็นลานกว้างมาก  สามารถ่ายรูปพระธาตุได้เต็มองค์เลยครับ










 
พระวิหารหลวง  อยู่ข้างๆกับองค์พระธาตุทางด้านทิศใต้ 
 
 

วิหารหลวง  หรือ  พระวิหารพระเจ้าอุ่นเมือง  อยู่ทางด้านทิศใต้ติดกับองค์พระธาตุเป็นวิหารขนาดใหญ่สถาปัตยกรรมแบบล้านนา มีหลังคาซ้อนเป็นเชิงชายออกเป็นชั้นๆ  พระวิหารมีขนาด  6  ห้อง  ห้องกลางมีขนาด  3  ห้อง  และต่อชั้นลดออกไปทางด้านหน้า  2  ห้องและด้านหลัง  1  ห้อง  มีประตูเข้า  4  ด้าน  คือด้านหน้า  ด้านหลัง  และด้านข้างตรงกับพระประธาน  2  ข้าง
















 
 




ตรงเชิงบันไดด้านหน้าทางเข้าพระวิหารมีสิงห์คู่นั่งชันขาอยู่สองข้างทางเข้าเฝ้าอยู่หน้าประตู ตัวด้านฝั่งซ้ายเรียกว่า
สิงห์สรวล ฝั่งขวาเรียกว่า สิงห์คายนาง เป็นประติมากรรมปั้นปูนแบบพม่าที่ดูสวยงามและแลดูมีชีวิตชีวาน่าเกรงขาม





 
 



ส่วนบนซุ้มเหนือประตูทางเข้าทั้งสองด้าน มีลวดลายปูนปั้นฝีมือสกุลช่างเมืองน่านเป็นรูปพญานาคราช 8 ตัว เกี่ยวกระหวัดรัดกันเป็นบ่วงเรียกว่า อัฏฐพญานาค  สลับกับรูปดอกบัวตูม  7  ดอก










 
 
ลองสังเกตเสาคู่ด้านหน้าตรงทางเข้าด้านในนะครับ  ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น  เดิมนั้นคงทาสีประดับกระจกเหมือนที่วัดภูมินทร์และวัดพระธาตุช้างค้ำ  ปัจจุบันกระจกและสีได้หลุดออกไปหมดเหลือแต่ตรงช่วงล่างของสาที่ยังพอเห็นได้ว่าทาสีชาด  (แดง)  เอาไว้  แล้วทำให้คิดต่อไปว่า  เดิมพระวิหารคงเป็นศาลาโถงเหมือนกับพระวิหารหลวงวัดพระธาตุลำปางหลวง  วัดไหล่หินหลวง  และวัดปงยางคก  จังหวัดลำปาง  เมื่อมีการทำผนังล้อมรอบพระวิหารเสาคู่หน้าที่มีการประดับประดาลวดลายปูนปั้นด้านหน้าเลยถูกโบกปูนทับเหลือให้เห็นลวดลายปูนปั้นบนเสาแต่เพียงด้านในพระวิหาร
 









 


พื้นพระวิหารปูด้วยเสื่อตลอดทั้งพระวิหาร  นุ่มเท้ามากครับ





 
 

ด้านบนขื่อพระวิหารก็มีพระพุทธรูปไม้แกะที่พุทธศาสนิกชนทำมาถวายเป็นพุทธบูชาเต็มไปหมดเลยครับ










 
เพดานพระวิหารประดับด้วยดอกพิกุลทอง





 




กลางพระวิหารเป็นฐานชุกชีขนาดใหญ่ประดับลวดลายสัตว์หิมพานต์













บนฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญซึ่งเป็นที่เคารพสักการะ  8  องค์  พระประธานปางสมาธิศิลปะสกุลช่างน่านองค์ใหญ่ที่สุด  ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทองประทับอยู่บนกลีบบัวมีนามว่า 
“พระเจ้าอุ่นเมือง”






 




พระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์หุ้มด้วยปูนลงรักปิดทองศิลปะล้านนา  ประทับบนกลีบบัวองค์ที่มีขนาดรองลงมามีนามว่า 
“พระเจ้าล้านทอง”  เป็นพระพุทธรูปองค์ที่สวยงามในจังหวัดน่านองค์หนึ่งและ เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน
 

องค์ที่ 3  เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยประทับบนฐานลายดอกพุดตาน องค์ที่ 4 เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับบนฐานกระต่ายชมจันทร์

 
องค์ที่ 5 เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์ที่ 6 เป็นพระพุทธรูปไม้ประทับยืนพระนามว่า
พระเจ้าก๋าคิง
 

ส่วนองค์ที่ 7 และ 8  ประดิษฐานอยู่ชั้นที่ลดลงมาเป็นพระพุทธรูปปางเทวดาประทับยืน องค์จริงมอบให้พิพิธภัณฑ์ จ.น่านอีกองค์ ถูกโจรกรรมและยังไม่ได้กลับคืน องค์ที่เห็นจำลองจาก องค์จริงทำพิธีหล่อเททองเมื่อ ปี 2550  โดยนำทองที่ได้จากการบูรณะองค์พระธาตุแช่แห้งในปี 2536 มาหล่อขึ้นใหม่





 
 
 
















เมื่อไหว้พระธาตุและพระในพระวิหารเสร็จก็ออกมาทางด้านหน้านอกระเบียงคดขององค์พระธาตุแช่แห้ง  เราจะเดินไป  วิหารพุทธไสยาสน์  (พระนอน)   เสียดายที่วันที่เจ้าของบล็อกไปเค้าปิด  แต่ภายในประดิษฐานพระนอนองค์สีทองอร่าม ยาว 14 เมตร สูง 2 เมตร และยังมีพระพุทธรูปปางมารวิชัยเก่าแก่อีกด้วย











 
 
 


ทุกปีจะมีงานนมัสการพระบรมธาตุแช่แห้ง  เรียกว่า 
“งานประเพณีหกเป็งไหว้สาพระมหาธาตุแช่แห้ง”  ระหว่างวันขึ้น 11 ค่ำ ถึง 15 ค่ำเดือน 6 ของทางเหนือ  ตรงกับเดือน  4  ภาคกลางซึ่งจะอยู่ราวปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคมของทุกปี  มีการถวายครัวตาน  ปฏิบัติธรรมสวดเจริญพระพุทธมนต์  และจุดบ้องไฟดอก บ้องไฟขึ้นถวายเป็นพระพุทธบูชา
 
 
สามารถเดินทางไปสักการะพระธาตุแช่แห้งได้ทุกวัน   ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น.






 
 
















134134134

 



Create Date : 24 มกราคม 2563
Last Update : 24 มกราคม 2563 20:54:42 น.
Counter : 25 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณkatoy

  
เจิมๆๆๆ
กราบพระธาตุคู่บ้าน คู่เมืองน่าน
โดย: katoy วันที่: 24 มกราคม 2563 เวลา:21:49:36 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

ทนายอ้วน
Location :
นนทบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 143 คน [?]



Top บล็อกสูตรอาหาร