ความไม่รู้เป็นลาภอันประเสริฐ

ประชาชนที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

เมื่อใกล้ฤดูเลือกตั้งแบบเดิมๆ ในตอนนี้จะไม่มีใครหน้าไหน เลยที่จะไม่พูดว่าจะทำเพื่อประชาชน ต่างฝ่ายต่างออกมาแย่งกันทำเพื่อประชาชน ถ้าก้มลงกราบได้คงก้มลงกราบแทบเท้าไปแล้ว

ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงนักการเมืองทั้งหลายเท่านั้นที่กล่าวอ้างถึง การทำเพื่อประชาชน ที่นักการเมืองจะทำเป็นวาระๆ ไป ตามอายุสมัย แต่ ส่วนอื่นๆอีกไม่น้อยเลยที่มักจะกล่าวอ้างแบบเดียวกันไม่ได้มีความแตกต่าง

- นักการเมือง บอกเสมอว่าจะทำเพื่อประชาชน แต่นั่นอาจหมายถึงประชาชนอย่างที่พวกเขาต้องการจริงๆ ก็ ได้ เพราะเขากำลังพูดถึงประชาชน ส่วนหนึ่ง
- ข้าราชการ มักพยายามบอกกล่าวว่าเป็นผู้รับใช้ประชาชน ทำเพื่อประชาชน แต่นั่นเป็นเพียงการกล่าว แต่ในแง่ของการปฏิบัติแล้ว มีสิ่งใดได้ปรับเปลี่ยนไปบ้าง ข้าราชการยังคงเป็นเรื่องของความคิดเจ้าคนนายคนเหมือนอย่างในสมัยเก่าก่อน
- ตำรวจ ที่กล่าวเสมอว่ารับใช้ประชาชน แต่ในความเป็นจริง นอกเหนือไปจากกระดาษและหน้าหนังสือพิมพ์ บอกกล่าวเช่นนั้นเหมือนกันหรือไม่ เพราะภาพความจริงที่เห็นมันช่างแตกต่างเหลือเกิน
- ทหาร ที่บอกว่าทำเพื่อชาติบ้านเมือง นั่นหมายถึงชาติบ้านเมืองของพวกเขาหรือ ชาติบ้านเมืองในรูปแบบที่พวกเขาต้องการ หาใช่บ้านเมืองที่ประชาชนฝันถึงแต่อย่างไร
- นักธุรกิจ ที่สรรหาสินค้าต่างๆออกมาในตลาดแล้วบอก ผ่านสื่อว่า สินค้าเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีต่อผู้บริโภค พวกเขาต่างสรรหาสิ่งที่ดีต่อผู้บริโภคทั้งนั้นเลย ไม่มีสิ่งที่ไม่ดีเลยแม้แต่น้อย แต่ผู้บริโภคก็จ่ายเงินเพื่อสิ่งเหล่านั้น จนเหล่าบริษัทเติบโตกันอย่างล้นหลาม
- สื่อ ที่บอกเสมอว่าเป็นสื่อที่เป็นปากเสียงของประชาชน ยืนเคียงข้างประชาชน ในเมื่อความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ใกล้เคียงกับสิ่งที่กล่าวเลยแม้แต่น้อย ประชาชนไม่เคยได้มีสื่อยืนเคียงข้างเลยแม้แต่น้อย
- NGO ทั้งหลายที่พยายามบอกว่าเป็นองค์กรที่ทำเพื่อประชาชน แต่แล้วพอในความเป็นจริง องค์กรเหล่านี้ก็ ไม่ต่างอะไร กับ ภาคส่วนอื่นๆ ที่ทำเพื่อกลุ่มก้อนของตนมากกว่าเพื่อประชาชนจริงๆ
- ยังมีอีกหลายส่วน และ หลายๆส่วนที่ไร้ประโยชน์มากมายนั้น ไม่สามารถกล่าวถึงได้เลย


ตามที่ยกมาบางส่วน จะเห็นได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว ประชาชนเคยได้รับการเหลียวแลอย่างแท้จริงจากกลุ่มตัวอย่างหรือไม่ ประชาชนกลายสภาพเป็นเพียงบันไดให้แต่ละกลุ่มก้าวไปยังจุดหมายที่ตนเองต้องการ

ประชาชนกำลังถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง แล้วก็ถูกทำให้การถูกทิ้งไว้เบื้องหลังนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในความคิดของประชาชนเอง ด้วยกระบวนการต่างๆที่ รวมหัวกันสร้างสรรค์ความเชื่อในทุกรูปแบบ

ผู้คนที่ได้เปรียบทางสังคม คือกลุ่มที่ได้กล่าวถึงไปแล้วนั้น ต่อให้เกิดอะไร ขึ้น คนเหล่านี้ก็ กอบโกยไว้จนพอต่อภายภาคหน้าแล้ว คนเหล่านี้มีทรัพย์สินมากมายเท่าไหร่ ไอ้คำว่าเสียสละเป็นแค่คำหวาน คนเหล่านี้จะไม่ลำบากอะไรเลยถ้ามีเหตุการณ์ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะต้องลำบาก

แล้วท้ายที่สุด กลุ่มผู้คนที่ได้เปรียบทางสังคม ก็จะเดินผ่านไป แล้วทิ้งผู้คนที่ตามพวกเขาไม่ทันไว้ให้อยู่เบื้องหลังพวกเขาโดยไม่มีความแยแสใยดี

ประชาชนที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ถึงแม้จะลำบากยากเร้นแสนเข็ญ แค่ไหน แต่หากยังขจัดภาพฝังหัวที่คนเหล่านั้นทำไว้ไม่ได้ มันก็จะเป็นเพียง เรื่องของความลำบากในรูปแบบที่ก้มหน้าก้มตายอมรับกันต่อไป


Create Date : 30 ตุลาคม 2550
Last Update : 30 ตุลาคม 2550 14:52:57 น. 2 comments
Counter : 510 Pageviews.  

 
แอดแระ..อ่านแระ


โดย: ตอบเบาๆเดี๋ยวตัวคิดถึงตกใจ วันที่: 30 ตุลาคม 2550 เวลา:23:09:50 น.  

 
ลงชื่อว่าอ่านแล้ว ครับผม


โดย: เสี่ยวเอี้ยน วันที่: 4 พฤศจิกายน 2550 เวลา:8:04:42 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

KongMing
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เล่าจื้อกล่าวว่า"ผู้รู้เขาคือปราชญ์"
และกล่าวอีกว่า"ผู้รู้เราคือปัญญาชน"
ณ ปากทางเข้าถ้ำวิหารเทพอพอลโล่แห่งเดลฟี
มีป้ายทองคำเขียนว่า "Know thyself" แปลว่า รู้จักตนเอง
"temet nosce" ภาษาลาตินที่Oracleกล่าวให้
Neo รู้จักตนเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราอยู่ที่ คำกล่าวเหล่านี้
[Add KongMing's blog to your web]