ความไม่รู้เป็นลาภอันประเสริฐ

ห่อหมกนิยม

ห่อหมก เป็นอาหารคาวที่มีชื่อเสียงของไทย เป็นที่กล่าวขานของนักเชลล์ชวนชิม และบุคคลทั่วไป
ห่อหมก เป็นอาหารคาวที่มีชื่อเสียงของไทยมาช้านาน ประชาชนทั่วไป ชอบบริโภค เพราะห่อหมกมีคุณค่าทางอาหารครบมีรสชาติอร่อยถูกปาก
ในอดีต ชาวบ้านนิยมปรุงห่อหมกและรับประทานภายในครัวเรือน บางครั้งใช้ รับรองเป็นอาหารให้แขกบ้านแขกเมืองหรือ จัดเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงในงานต่าง ๆ เช่น งานอุปสมบท งานศพ ซึ่งแต่ละบ้านจะทำอย่างสุดฝีมือ
ห่อหมก ใช้ส่วนผสมที่เป็นของไทยไทยที่มีอยู่ในท้องถิ่นคือเครื่องแกง น้ำพริกเนื้อปลา เนื้อกุ้ง เนื้อปู กระทิ ใบยอ ใบโหระพา กระหล่ำปี ผักกาดขาวมีวิธีการทำอย่างง่าย ๆ

วาระแห่งชาติ ฟื้นฟู"จริยธรรม-ปราบทุจริต" เนื้อหาหลักๆ ที่กล่าวถึงระบบราชการที่ต้องการการฟื้นฟู ปรับปรุงใหม่ ตามความคิด ของนายกและมีการยกตัวอย่าง จากประสบการณ์จริงต่างๆของท่าน

แต่สิ่งที่ตกหล่นขาดหายไปเสมอๆ ในความคิดของผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ที่หลงลืม มองไปถึงนิสัยเสียหลายๆอย่างที่บั่นทอนความจริง ที่ว่าคนไทยมีนิสัยเสียที่ฝังรากลึกจนการถอนรากถอนโคนนั้น ยุ่งยาก และยากเย็ญ เป็นอย่างมาก

ความเออออ ห่อหมก เป็น รากฐานที่บั่นทอน ความคิด ความเห็น ความเป็นประชาธิปไตย ความสามารถทางการทำงาน รวมไปถึง ความสุจริต ที่ใฝ่ฝันกันนักกันหนา

เริ่มต้นชีวิตของไทย เราย่อมเริ่มการใช้ชีวิตจากการ ทำห่อหมกตาม ผู้ปกครอง คือ บิดามารดา ซึ่งแน่นอน เพราะในภาวะ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ การสอนสั่งปลูกฝังสิ่งต่างเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากแต่การเลี้ยงของไทยตามขนบที่เราเชื่อถือกันมานั้น มุ่งเน้นไปที่ การทำห่อหมกเป็นส่วนใหญ่ น้อยมากๆ ที่จะให้เด็กคิดเอง คิดเป็น

โตขึ้นมาหน่อย เมื่อเริ่มเรียน วัยเรียนเองครูบาอาจารย์ คือผู้สั่งสอนให้ทำห่อหมก เพราะท่านคือผู้ที่เด็กและเยาวชนต้องเชื่อฟัง เนื่องจากระบบการศึกษาที่เน้น การทำห่อหมกเป็นใหญ่ เพราะการศึกษาที่สืบเนื่องต่อมากจากระบบการปกครองเก่า การเน้นท่องจำที่ทำให้เด็กเป็นเพียงนกแก้วนกขุนทอง ยังคงยากที่จะสลัดระบบนั้นออกไปได้ การพัฒนาที่พยายามทำกัน ก็เป็นเพียงการเอออ ห่อหมก ของผู้ร่วมผลประโยชน์ ไม่ได้มองหาประโยชน์ที่แท้จริงของการศึกษา ที่สร้างอนาคตของชาติ

เมื่อจบการศึกษา ก้าวเข้าสู่การทำงาน ก็ทำให้ตัวคนนั้นๆเอง คุ้นชินกับการทำห่อหมก มากกว่าที่จะทำอาหารอื่นๆ
ได้ครับพี่ ดีครับนาย ตามสบายครับผม เหมาะสมครับท่าน เป็นคำพูดที่รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และเหมือนกับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปอย่างปกติสุข จนไม่น่าเชื่อว่าคนเรามันจะนิยมห่อหมกเป็นชีวิตจิตใจขนาดนี้ เพราะไม่ว่าจะมองทางไหน บริษัท ห้างร้าน ต่างๆ ส่วนราชการ เอกชน มันก็ส่งเสริมการผลิตห่อหมก ไม่ต่างกัน

ประชาธิปไตยแบบห่อหมกที่กล่าวอ้างถึงความเห็นเหมือนกัน อ้างคะแนนเสียง อ้างพวกมาก จนมาล่าสุดที่อ้างถึงความดีมากกว่า แล้วกลายเป็นปรากฏการ ยัดเยียดห่อหมก ใส่ปากโดยเอาปืนจ่อหัวให้กลืน ซึ่งภาพความสมานฉันท์(สามานย์ นะ ฉัน) แบบห่อหมกนี้หรือ คือ ความปรองดอง กล่าวอ้างความแตกแยก แล้ว ก็เอาห่อหมกยัดปากให้หุบปาก แล้วก็บอกว่า เรารักกันแล้ว

การร่างรัฐธรรมนูญห่อหมกที่กำลังจะเกิด ก็น่าจะเป็นห่อหมกที่ เหล่าพ่อครัวอำมาตย์ เป็นผู้ทำ แล้วก็ เออออ ห่อหมกกันเองว่านี่คือ อาหารที่ดีนะ ประชาชน เชิญกินอย่างเอร็ดอร่อยได้เลย

แล้วเหล่าประชาชนผู้ชื่นชอบห่อหมก ก็ กินเข้าไปตามคำบอกกล่าว ส่วนผู้ที่ไม่กิน นั้น ก็เอายัดปากโดยไม่มีสิทธ์ที่จะขัดขืนได้

ความเชื่อมั่นต่อสิ่งที่เรียกว่า ห่อหมกนิยม ที่จะทำให้ ชีวิตของผู้คนราบรื่นมากขึ้น เพราะว่าหากวันใดเราไม่ยอมทำห่อหมกให้ผู้มีอำนาจทั้งหลาย วันนั้น ปากท้องเราจะมีปัญหาได้ แล้วผู้คนก็ยอมสิโรราบต่อ ความตะกละตะกลาม ห่อหมก ของเหล่าชูชกแห่งอำนาจ ที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกัน เข้ามากินห่อหมกที่ ผู้คน หยิบยื่นให้พวกเขาเหล่านั้น

ห่อหมก คือ รากเหง้าที่เลวร้ายฝังรากลึกลงในประวัติศาสตร์ของเรา ตราบใดผู้คนยังเลือกที่จะทำห่อหมก โดยไม่คำนึงถึงเรื่องของความเป็นจริงที่ควรเป็น ผู้คนปล่อยผ่านความคิดอย่างแล้วๆ มา โดยสมยอมกับเหล่าอำนาจ ให้เหล่าอำนาจมารุมเวียนเทียนข่มขืนประชาชนตาดำๆ


ห่อหมก หากว่าเราสนับสนุนกันถึงเพียงนี้ ทำไมเราไม่ประกาศเป็น อาหารประจำชาติไปเลย แล้วเราก็มุ่งเน้นอุตสาหกรรมการผลิตห่อหมกเพื่อการส่งออก ก็น่าจะดีไม่ใช่น้อย เพราะในเมื่อเราผลิตกันทุกวี่ทุกวันแบบนี้ มันก็น่าที่จะมากพอที่จะทำให้ GDP เราดีขึ้นได้ จาก การส่งออกห่อหมก แล้วเราจะรวยที่สุด



หรือว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ ต้องการให้ผู้อื่นทำห่อหมกให้ เพราะส่วนใหญ่ ผู้คนก็มักจะต้องการ อัตตาตนเองเป็นใหญ่ และให้ผู้อื่น เออออด้วย


Create Date : 18 ธันวาคม 2549
Last Update : 18 ธันวาคม 2549 10:50:55 น. 1 comments
Counter : 3990 Pageviews.  

 
ไม่มีความเห็นอื่นใดนอกจากเห็นด้วยครับ...

กรณ๊แบบนี้มันก็เหมือนคนที่กระทืบแมลงตาย แต่เอาเชื้อโรคมาแพร่ใส่เราต่อนั่นเอง เพราะแม้แมลงจะตายไปแล้ว แต่เชื้อโรคที่มองไม่เห็นมันยังอยู่


โดย: ShadowServant วันที่: 19 ธันวาคม 2549 เวลา:0:22:09 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

KongMing
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เล่าจื้อกล่าวว่า"ผู้รู้เขาคือปราชญ์"
และกล่าวอีกว่า"ผู้รู้เราคือปัญญาชน"
ณ ปากทางเข้าถ้ำวิหารเทพอพอลโล่แห่งเดลฟี
มีป้ายทองคำเขียนว่า "Know thyself" แปลว่า รู้จักตนเอง
"temet nosce" ภาษาลาตินที่Oracleกล่าวให้
Neo รู้จักตนเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราอยู่ที่ คำกล่าวเหล่านี้
[Add KongMing's blog to your web]