ความไม่รู้เป็นลาภอันประเสริฐ

แบบ ที่ไม่เข้าใจ สู่ปัญหาของความหมาย

“แบบ” ความหมายสูงสุดที่ โสคราติส เพลโต อริสโตเติ้ล เคยนิยามไว้สมัยก่อน ซึ่งความหมายของมัน
โสคราติสกล่าวว่าความคิดเห็นของแต่ละคนแตกต่างกันไป แต่เบื้องหลังความต่างนั้นๆ ย่อมมีสิ่งๆหนึ่งที่เราทุกคนเห็นได้ตรงกัน นั่นคือ แบบ และเรารับรู้แบบนั้นๆได้ด้วยเหตุผล
เพลโตกล่าวว่า แบบเป็นพื้นฐานของวัตถุ วัตถุต่างๆเป็นการลอกแบบออกจากแบบ แบบคือความจริงสูงสุด โลกแห่งแบบคือต้นกำเนิดของทุกสิ่ง ฯลฯ
อริสโตเติ้ล กล่าวว่า แบบคือ สารัตถะ ของสิ่งเฉพาะและสิ่งสากล เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยกัน ฯลฯ

ผมจะไม่กล่าวอ้างถึงเรื่องนิยามที่ผ่านมาในอดีต แต่ที่ผมยกเอาคำนี้มาเนื่องจากว่า “แบบ” เป็นคำที่สื่อความหมายถึงความคิดที่เป็นไปในทางเดียวกันได้ ดังนั้นผมจึงขอใช้คำว่า “แบบ” เพื่อสื่อถึงความคิดที่ไปสู่จุดมุ่งหมายที่จุดเดียวกัน
แบบที่หมายความถึง ความเข้าใจที่น่าจะไปบรรจบกันได้และเป็นเรื่องของการยอมรับความคิดของผู้คน

สังคมในปัจจุบันนี้ ได้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นความเจริญก้าวหน้าทางเทดโนโลยี่ ที่สร้างสิ่งต่างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายของผู้คนที่มากขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงเรื่องความเป็นสากลโลกขึ้นด้วยโลกาภิวัฒน์

แต่สิ่งที่เริ่มเลือนลางลงเรื่อยๆในสังคม ก็คือ เรื่องของความหมายต่างๆ ความหมายที่ผู้คนสื่อออกมาในเรื่องต่างๆ ในรูปแบบต่างๆ เริ่มไม่ใช่สิ่งที่ควรเป็น ผู้คนมีความเข้าใจในเรื่องของความหมายไปในรูปแบบต่างๆ และด้วยเรื่องนี้สิ่งที่ตามมาก็คือ เรื่องของความไม่เข้าใจ และเกิดปัญหาต่างๆขึ้นในสังคม ความหมายนั้นๆ คือ “แบบ”

แบบของประชาธิปไตย คือ อะไร ต่างคนก็ต่างว่ากันไปต่างๆนานา บ้างก็ว่ามันคือการเลือกตั้งขอให้ทุกคนไปเลือกตั้ง อย่ามาพูดอะไรอีกหลังเลือกตั้งเสร็จทุกอย่างก็คือจบ บ้างก็ว่าประชาธิปไตยคือ การออกมาเรียกร้องที่ท้องถนน พร้อมกับสิทธิ์ในการกล่าวหา ด่า ว่า ผู้อื่นได้อย่างเต็มที่ ไม่พอใจก็ไปฟ้องร้องกัน บ้างก็ว่าคือการมอบสิ่งของ ข้าวของ เงินทอง สวัสดิการ ต่างๆให้ประชาชน บ้างก็กล่าวอ้างถึงการทำเพื่อประชาชนให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น บ้างก็ว่าคือบันไดให้ได้มาซึ่งอำนาจ บางคนก็ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ประชาธิปไตย ว่าเป็นเผด็จการ แล้วอะไรคือประชาธิปไตย ความหมายที่ต่างคนต่างอ้างไม่เหมือนกันอย่างนี้ แล้ว จะเข้าใจความหมายที่แท้จริงได้เมื่อไร

แบบของกฎหมายคืออะไร คือสิ่งที่ใช้ปกครองคนทั่วไป แต่ผู้ที่เข้าใจความหมายคือนักนิติศาสตร์ ผู้ที่ร่างคือนักการเมือง ผู้ที่ใช้คือตำรวจ ผู้ที่ลงโทษเมื่อผิดกฎหมายคือศาล แล้ว ต่างฝ่ายต่างตีความกฎหมายไปต่างๆนานา กล่าวอ้างว่าของตนเองใช่ จนกว่าศาลจะตัดสินว่าตีความเป็นเช่นไร ยิ่งมีเรื่องของเหล่าเนติบริกรที่รับใช้นักการเมืองอีก ยิ่งไปกันใหญ่ ตีความกฎหมายกันไม่จบไม่สิ้น กล่าวอ้างความชอบธรรมกันไปเรื่อยเปื่อย ผู้คนต่างตีความมองหาช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นได้จากช่องว่างต่างๆ และชาวบ้านผู้ถูกบังคับใช้ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจความหมายของมันเลย แล้วกฎหมายจะไปในทางเดียวกันได้อย่างไร

แบบของความผิดเป็นอย่างไร ผิดกฎหมายเท่านั้นหรือ คือ ผิด ผู้รู้กฎหมายยากที่จะผิดได้ ตาสีตาสาผิดได้อย่างง่ายดาย เพราะความไม่เข้าใจกฎหมายหรือ หรือว่า การที่ใครๆก็ทำกันอย่างนี้ไม่ผิดอย่างนั้นหรือ หรือมีความผิดผิดแต่พยายามที่จะไม่เอาผิด แล้วพอไม่ผิด อะไรคือผิด ความผิด อยู่ที่ไหน

แบบ ของความเป็นกลางคืออะไร ต้องอยู่ข้างที่ตัวเองกล่าวอ้างนั่นคือเป็นกลางหรือ การไม่เลือกที่จะสนับสนุนใครคือความเป็นกลางหรือ การไม่รับรู้ปัญหาบ้านเมืองเพราะไม่อยากมีปัญหา คือความเป็นกลางหรือ การฉีกบัตรเลือกตั้งเป็นกลางหรืออยู่ข้างไหน การต่อต้านคนที่เราไม่ชอบคือความไม่เป็นกลางหรือ ความหมายของความเป็นกลางคืออะไร

แบบของสมานฉันท์ คืออะไร พูดว่าสมานฉันท์แค่นั้นแล้วใช่หรือ การกระทำที่ไม่ก่อให้เกิดสมานฉันท์ต้องนับไหม การสงบศึกชั่วคราวนับเป็นการสมานฉันท์หรือไม่ ประชาชนที่รบกันด้วยสาเหตุแห่งความชอบพอ จะสมานฉันท์ได้ไหม และเมื่อไหร่ในเมื่อความขัดแย้งยังอยู่ในใจ คำว่าสมานฉันท์ที่เข้าใจต้องเป็นอย่างไร

แบบของความรู้คือ อะไร เมื่อการศึกษาหาความรู้คือทางแก้ไขสิ่งต่างๆได้ แต่หากการตีความความรู้อย่างทุกวันนี้
ความรู้ที่ถูกตีกรอบเพียงห้องเรียน ความรู้ที่วัดกันที่กระดาษหนึ่งใบ ความรู้ที่เป็นการให้รู้เพื่อสนองตอบต่อตลาดแรงงาน การไม่ยอมรับความรู้สมัยเก่าภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ทางรัฐได้ผลักออกไปจากระบบการศึกษา และเชื่อถือฝรั่งว่าไงเราก็ต้องพลอยพยักไปด้วยกับความรู้ของฝรั่งมังค่า และกลายเป็นการยอมรับความอ่อนด้อยว่าฝรั่งฉลาดกว่าเรา ความรู้ที่ไม่เพียงพอในห้องเรียนต้องไปกวดวิชาเพิ่มเติมตามสถานกวดวิชา หรือแม้แต่การกวดวิชากับอาจารย์ในโรงเรียนเอง ซึ่งทำให้การศึกษาแปรสภาพเป็นธุรกิจการศึกษาขึ้นทุกวัน ความรู้ที่วัดกันที่การท่องจำตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษ ใครจำได้มากกว่า แม่นกว่าก็คือคนที่มีการเรียนที่ดีกว่า และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่ผู้ใหญ่ที่ไม่มีความรู้ไม่ได้รับการส่งเสริมให้มีความรู้เพิ่มเติมขึ้น ชาวบ้านตามต่างจังหวัด ชาวไร่ชาวสวน กรรมกร สาวโรงงาน ที่หลายคนเรียกพวกเขาว่ารากหญ้า คนเหล่านี้ไม่ได้รับสนับสนุนให้มีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมขึ้นเลย ทั้งๆที่หลายๆฝ่ายก็ต่างพูดถึงความด้อยการศึกษาของกลุ่มคนเหล่านี้ การเข้าถึงความรู้กลายเป็นสิ่งที่มีราคาค่างวดมากขึ้นทุกวันๆ แล้วความรู้จะมีความหมายได้อย่างไรหากมีแต่กำแพงกีดกั้นผู้คนให้เข้าถึงความรู้อย่างยากเย็นเช่นนี้ ถ้าความหมายยังไม่ชัดเจนอย่างนี้ ความรู้ก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้นอกจากการเพิ่มปัญหาขึ้น

แบบของความไม่เหมาะสมคืออะไร ในเมื่อการปิดกั้นสิ่งไม่เหมาะสม นั้นเป็นเพียงความคิดของคนบางกลุ่มที่คิดเอาอัตตาของตัวตัดสินความไม่เหมาะสมนั้นๆ การไม่เคารพถึงความเจริญทางความคิดของผู้อื่น คิดเอาเองว่าผู้อื่นคิดไม่ได้และแบ่งแยกสิ่งต่างๆไม่ได้ การเซนเซอร์ การห้ามฉาย การแบน การบล็อก สิ่งเหล่านี้ทำโดยกล่าวอ้างความชอบธรรมเพื่ออนาคตของชาติ แต่จริงๆแล้วมันคือการฆาตกรรมกันทางความคิด และเพิ่มระยะความห่างไกลจากความเจริญทางด้านสิทธิ์เสรีภาพทางการรับรู้ของประชาชน และคนที่ไม่เหมาะสมจริงๆคือใคร คนที่ดู หรือคนที่ห้าม

แบบของความคิดเห็นคืออะไร เมื่อกระดานสนทนาต่างๆไม่ใช่การแสดงความเห็นและแบ่งปันความรู้ แต่เป็นการคัดคานกันเพื่อการเอาชนะทางความคิด การโต้แย้งเพื่อชัยชนะของตนเองหรือของฝ่ายที่ตนเองชอบพอ โดยอาศัยความเชื่อเป็นมาเป็นเรื่องทดแทนเหตุและผลที่แท้จริง การถล่มกันด้วยการใช้พวกมากลากไป ไม่สนใจต่อความคิดเห็นที่เกิดขึ้นจริง หรือกระทั่งการป่วนเมื่อตนเองไม่ชอบพอในหัวข้อต่างๆ อะไรคือ แนวทางที่แท้จริงของการแสดงความคิดเห็นของผู้คนผ่านสื่อเสรี

และแบบของสิ่งต่างๆในสังคมอีกมากมายที่สามารถกล่าวถึงได้

“แบบ”ที่มีความหมายถึงความเข้าใจที่ทุกคนน่าจะเข้าใจไปในทางเดียวกัน ถึงแม้ว่าต่างคนจะเข้าใจความหมายต่างกัน แต่สิ่งสำคัญมันน่าจะอยู่ที่จุดมุ่งหมาย หรือ”แบบ”ที่เป็นอันเดียวกัน

เหมือนกับการขีดเส้นของแต่ละคน ที่ต่างคนต่างขีด ถึงแม้ว่าการขีดนั้นๆจะไม่ใช่เส้นเดียวกัน แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดน่าจะอยู่ที่การไปถึงจุดตัดของเส้นที่แต่ละคนได้ลากขึ้นมา จุดตัดของเส้นที่ผู้คนขีดก็คือความยอมรับความคิดที่แตกต่างของแต่ละคน และต่างฝ่ายมุ่งเข้าหากันเหมือนกับเส้นที่มุ่งเข้าหาจุดตัดนั้นๆ และจุดนั้นๆเองก็คือ “แบบ”ที่ผมกล่าวถึง

ทุกวันนี้ เส้นที่ผู้คนขีดกันอยู่นั้น ไม่ใช่ว่าเส้นเหล่านั้นไปบรรจบกันไกล แต่มันกลายเป็นเส้นที่ขีดกันเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันจะไปบรรจบกันเลยต่างหาก ต่างคนต่างขีดเส้นที่ตัวเองต้องการ แต่ไม่เคยสนใจการบรรจบกันของเส้นที่ขีด แล้วปัญหาต่างๆก็เกิดขึ้นมากมาย เพราะความคิดที่ไม่มีวันบรรจบกันได้ แบบที่ต่างคนต่างสร้าง

และท้ายที่สุดหากเส้นที่ผู้คนขีดยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เส้นเหล่านี้จะกลายเป็นเส้นที่กั้นผู้คนออกจากกัน และ “แบบ”ของทุกอย่างก็ยังไม่มีวันเกิดขึ้น หากว่าผู้คนยังมีอัตตาที่สูง และไม่พร้อมที่จะขีดเส้นเข้าหากัน


สังคมควรแสวงหาความกลมกลืน มิใช่แสวงหาความเหมือน


Create Date : 24 สิงหาคม 2549
Last Update : 24 สิงหาคม 2549 23:16:56 น. 0 comments
Counter : 459 Pageviews.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิกช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

KongMing
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เล่าจื้อกล่าวว่า"ผู้รู้เขาคือปราชญ์"
และกล่าวอีกว่า"ผู้รู้เราคือปัญญาชน"
ณ ปากทางเข้าถ้ำวิหารเทพอพอลโล่แห่งเดลฟี
มีป้ายทองคำเขียนว่า "Know thyself" แปลว่า รู้จักตนเอง
"temet nosce" ภาษาลาตินที่Oracleกล่าวให้
Neo รู้จักตนเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราอยู่ที่ คำกล่าวเหล่านี้
[Add KongMing's blog to your web]