ความไม่รู้เป็นลาภอันประเสริฐ

ความโง่

โง่ หมายถึงสิ่งตรงข้ามกับความฉลาด หรือ ความรู้ และนั่นก็อาจเหมารวมไปถึงความไม่รู้หรืออวิชชาด้วย หากจะนิยามความหมายก็น่าจะได้ว่า ความคิดหรือการกระทำทั้ง รู้และไม่รู้ เป็นการแสดงออกหรือไม่แสดงออกซึ่งสิ่งที่ให้ผลลัพธ์ไม่ตรงกับความประสงค์ ความคาดหวัง และข้อเท็จจริง จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสถานการณ์และปัจจัยต่างๆ ฟังดู อาจเป็นนิยามที่หลวมมาก แต่ก็ไม่อาจจะนิยามให้รัดกุมไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว ซึ่งจะกล่าวต่อไป

ความโง่ นั้นอาจจะมีได้หลายรูปแบบ หลากประเภท ในที่นี้เราจะจำแนก สิ่งที่เรียกว่าความโง่ออกเป็น ตามรูปแบบที่เกิดหรือบ่อเกิดของมัน



รูปภาพประกอบ

ดังรูปภาพประกอบ เราจะจำแนกตามประเภทออกเป็น3 ลักษณะ ซึ่ง3ลักษณะนั้นจะเป็นไปในรูปแบบของปีระมิด เพื่อแสดงให้เห็นถึงปริมาณที่ลดลั่นกันไป เราจะมาแยกย่อยตรงส่วนนั้น

1 ความโง่ประเภทที่1 หรือขั้นพื้นฐาน เราเรียกว่าความโง่ที่เกิดตามธรรมชาติ ไม่เกินเลยไปกว่าความเป็นจริงแม้แต่น้อย ความโง่นี้เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับมนุษย์ เพราะว่าเมื่อมนุษย์เกิดมานั้นเรายังไม่มีความรู้ ความคิดอะไรเลยดังที่ชอบเปรียบกับผ้าขาว ดังนั้นเมื่อเกิดมาพร้อมกับความไม่รู้ และความไม่มีความคิดนั่นคือ เรื่องของความโง่

ความโง่ที่ติดตัวมากับมนุษย์ในส่วนนี้เองไม่เคยจางหายไป ถึงแม้ว่ามนุษย์จะได้สั่งสมสติปัญญา ความรู้ต่างๆมากขึ้นเพียงใด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์คนนั้นๆจะปราศจากความโง่ เพราะไม่ว่าจะรู้มากขึ้นเพิ่มขึ้นเท่าใด ก็ยังต้องมีเรื่องราวที่ยังไม่รู้รออยู่อีกมากมายเช่นกัน ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะรู้ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง

ในความโง่ประเภทนี้เองที่จะมีขนาดที่ใหญ่กว่า เป็นความโง่พื้นฐานที่เปรียบได้กับฐานของปีรามิด(รูปประกอบ) ซึ่งที่กล่าวว่ามันมีปริมาณมากกว่า เพราะว่าในสังคมหนึ่งๆนั้น ไม่มีการพัฒนาเพื่อลดปริมาณความโง่แบบนี้ลงเลยแม้แต่น้อย

ในสังคมของอารยะการพัฒนาต่างๆนั้นจะเป็นหนทางไปสู่การเจริญเติบโตของระบบความคิดความรู้ ซึ่งเป็นหนทางเพื่อสร้างความฉลาดหรือการลดความโง่ให้น้อยลงไป ดังที่กล่าวมาว่า ความโง่นั้นไม่มีทางหายไปหมดสิ้นได้ หากแต่สามารถลดปริมาณมันลงมาได้ ถ้าตะหนักถึงจุดนี้แนวทางการพัฒนาต่างๆ อาจจะไม่สะเปะสะปะ อย่างที่เป็นอยู่

การดำเนินในวิถีทางให้ผู้คนสั่งสมความฉลาดและลดความโง่ลง อาจเป็นแนวทางของอารยะผู้เจริญแล้ว แต่ทว่าในหลายๆประเทศกลับเลือกทำให้ผู้คนที่อยู่ภายใต้การปกครองนั้นยังคงความโง่อยู่ ทั้งนี้เพื่อการปกครองที่ง่ายดาย สะดวกสบายต่อการปกครองและล้าหลัง

ความโง่ที่เกิดจากธรรมชาติ และไม่ได้รับการชะล้างให้จางหายไป ทำให้ความโง่ในแบบดั้งเดิมนี้ยังมีอยู่มากและปกคลุมไปทั่วทั้งสังคมที่ปราศจากเหตุผล ความรู้ ความคิด ที่เรื่องพวกนี้ไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิดเหมือนกับความโง่ที่มีมา

2 ความโง่ที่เกิดจากการถูกทำให้โง่ ในข้อนี้เองเป็นส่วนที่2ของปีรามิด(ดูรูปประกอบ) ที่จะมีสัดส่วนเล็กลงมา ซึ่งหมายถึงปริมาณที่ผู้คนในที่อยู่ในระดับนี้มีน้อยกว่าในประเภทแรก ความโง่ประเภทนี้จะได้รับการพัฒนามาแล้วในบางส่วน กล่าวคือ ได้มีการสั่งสมความฉลาดเพื่อลดความโง่ลงบ้างแล้วแต่ไม่ถึงกลับมากมาย

และที่มักเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆคือ ความฉลาดที่ได้การถ่ายทอด มักเป็นความฉลาดที่เหล่าผู้ปกครองได้ทำการคัดกรองมาแล้ว เพื่อไม่ให้ผู้คนได้รับความฉลาดที่มากเกินไป ทั้งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการปกครองดังเช่น ระบบการปกครองที่คร่ำครึ

ในส่วนนี้เอง จะมีเรื่องของการยัดเยียดความเชื่อ ความศรัทธา ตลอดไปจนความงมงายอย่างมากมาย เพื่อให้เกิดสภาพความโง่อย่างปฏิเสธไม่ได้ ความโงที่เกิดจากส่วนนี้ เกิดจากความจงใจของผู้มีส่วนในการครอบงำ

เป็นการสร้างความโง่ให้เกิดขึ้นมาในหมู่ผู้คนในสังคม เพื่อให้สามารถที่จะชักจูง ชี้นำไปในทางต่างๆได้ง่าย โดยอาศัยวาทกรรมรูปแบบต่างๆ ที่แฝงมาในรูปแบบความเชื่อ ศรัทธา และแล้วในท้ายที่สุด ผู้บรรลุจุดประสงค์ก็จะมีความพอใจในความโง่ที่พวกเขาบรรจุลงสู่สมองของผู้คนทั่วไป

3 ความโง่ที่เป็นการเลือกที่จะโง่เอง ในประเภทนี้จะเป็นส่วนยอดของปีรามิด ซึ่งจะมีสัดส่วนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกันส่วนอื่น ความโง่ชิดนี้เป็นความโง่ที่เกิดจากการกระทำของตัวเอง

ผู้คนที่อยู่ในประเภทมักมีความรู้ ความคิด เหตุผล แต่ในบางครั้งการเป็นคนมีความรู้ต่างๆนั้น ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะไม่มีเรื่องของความโง่เกิดขึ้น อย่างที่เคยกล่าวไปว่าไม่ว่าจะมีความรู้ฉลาดแค่ไหน ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะรู้ไปทั้งหมด และนั่นเองก็คือส่วนที่บอกว่า คนที่จัดอยู่ในประเภทนี้มีอยู่และอาจจะเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ ตามแต่สถานการณ์

ตัวอย่างของความโง่ทั้ง3ประเภทจะอธิบายได้ถึงพฤติกรรมต่างๆ รวมไปถึงที่ว่าทำไม ตัวผู้เขียนถึงได้จำแนกออกเป็นเช่นนี้

ประเภทที่1 โง่ตามธรรมชาติ คนกลุ่มนี้ จะเห็นได้บ่อยและมากขึ้นเรื่อยๆ สถานที่ๆพบได้บ่อยคือตามเวบบอร์ดและเกมส์ออนไลน์ หรือที่เราสามารถเรียกคนพวกนี้ได้อีกว่า เกรียน คนพวกนี้จะปราศจากความรู้ความคิด เหตุผล ดังจะเห็นได้ทั่วไปว่า การโชว์เกรียนเป็นอย่างไร การยืนกราน แสดงจุดยืนแบบกระต่ายขาเดียว และการหัวชนฝา ไม่มองถึงความเป็นจริง การแสดงความรู้หรือหลักการที่นึกคิดเอาเอง เป็นลักษณะเฉพาะของกลุ่มเกรียน ที่คนทั่วไปยากที่จะเลียนแบบได้

นี่เป็นการแสดงออกถึงธาตุแท้ของสัจธรรมที่ว่า คนเราเกิดความพร้อมกับความไม่รู้หรือ อวิชชา และเหล่าเกรียนก็มักที่จะไม่ยอมให้ความไม่รู้ความโง่นั้นสถิตกับตนเอง ไม่ให้จางหายไปไหน

ประเภทที่ 2 โง่เพราะถูกทำให้โง่ อันนี้จะพบเห็นได้มากในประเทศอนารยะ ที่ระบบการศึกษามักอิงไปด้วยความเชื่อต่างๆนานา ความรู้ที่ปราศจากความคิดปรัชญา และความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ใช้การครอบงำด้วยวาทกรรมต่างๆ ทำให้ผู้คนถูกปกคลุมด้วยความโง่ส่วนนี้

ปรากฏการณ์ แห่บูชาอะไรซักอย่าง เป็นกระแสให้เห็นเป็นพักๆ ที่มักจะพบได้ทั่วไป ผู้คนอยู่กับความไม่รู้และความโง่อย่างเสียไม่ได้ เพราะว่าพวกเขาถูกครอบงำและสั่งสอนมาแบบนั้น มันไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่า มันเป็นเรื่องที่น่าเวทนาไม่น้อยที่เหล่าผู้คนต้องถูกทำให้เป็นแบบนั้น
การหลงเชื่อแบบไร้เหตุผลยังมีให้เห็นได้อยู่เป็นระยะๆ อย่างการรับรองอะไรซักอย่างที่ถูกทำให้โง่ ลงคะแนนแบบปราศจากความผิดชอบชั่วดีได้ไม่ยากเย็น เพราะถูกชวนให้เชื่อจากเหล่าโฆษณาชวนเชื่อไปจนหมดแล้ว

ประเภทที่ 3 โง่เพราะเลือกที่จะโง่ คนพวกนี้เหมือนจะดี เพราะเหมือนว่ามีความรู้ ความฉลาด แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องน่าละอายใจยิ่งกว่าความโง่2ประเภทแรก ใน2ประเภทแรกนั้น หากได้รับการสั่งสอนปลูกฝัง อาจจะหายจากความโง่ได้ แต่ประเภทนี้กลับเลือกโง่เอง

ผู้คนที่ในบางครั้งเรียกตัวเองว่าปัญญาชน ผู้มีความรู้ ฯลฯ ยอมโง่ในหลายๆโอกาส เพื่อตอบสนองต่อตัณหาความต้องการของตัวเอง อย่างเห็นแก่ตัวยิ่ง
การยอมที่จะรับอะไรซักอย่าง โดย การคิดเข้าข้างตัวเอง แล้วยังปิดกั้นความคิดที่เห็นตรงข้ามโดยสิ้นเชิง กล่าวเพียงตนเองเป็นผู้มีความรู้เลือกถูกต้องแล้ว ไหนจะเหตุผลการปลอบใจอย่างเรื่องของการอยากเห็นอะไรซักย่างเกิดขึ้นไวๆ อยากให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย หรือแม้กระทั่งการคิดแบบห้วนๆ ว่ารับๆไปก่อนเดี่ยวค่อยไปแก้ นี่เป็นความคิดของเหล่าผู้ที่กล่าวอ้างว่ามีสติปัญญา

นี่ยังไม่รวมไปถึงการที่เหล่าผู้มีสติปัญญาไปยอมรับใช้เหล่าอำนาจผู้เลวร้ายต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ นี่ย่อมเป็นการแสดงออกถึงความแกล้งโง่ หรือเลือกที่จะโง่อีกนัยหนึ่ง

ขอทิ้งท้ายตัวอย่างไว้ด้วย เหล่าผู้คนที่ลุ่มหลงในความรักอย่างหัวปักหัวปรำที่หาได้ไม่ยากในยุค เรอนาซองแห่งความรักนี้
1โง่ตามธรรมชาติ แบบโดนหลอกแล้วหลอกอีกก็ยังไม่หายโง่ในเรื่องความรัก
2 โง่เพราะถูกทำให้โง่ ดังคำกล่าวที่ว่าค วามรักทำให้คนตาบอด(หูหนวกเป็นใบ้ พิการซ้ำซ้อนสำหรับบางราย)
3 โง่เพราะเลือกที่จะโง่ ตามบทเพลงอันโด่งดังที่ว่า รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก ....

ดังที่ยกตัวอย่างมาพอหอมปากหอมคอ จะเห็นถึงสภาพของความโง่ที่ติดตัวมากับมนุษย์อย่างหามิได้ และก็อย่างที่กล่าวมาในข้างต้นว่าไม่อาจจะนิยามให้รัดกุมได้มากกว่านั้น ซึ่งก็จะพบได้ตามตัวอย่างที่ยกให้เห็น

ถึงอย่างไรก็ตาม ถึงแม้เราจะไม่สลัดมันออกไปได้อย่างหมดจด แต่มนุษย์สามารถเลือกกระทำได้ และการใช้ความคิด(ที่หาได้ยากในอนารยะประเทศ) จะเป็นสิ่งที่ช่วยลดดีกรีความโง่ลงได้

สำคัญที่สุดคือ ความโง่ที่เราประสบพบเห็นกันอยู่นี้ ทำไมถึงไม่มีใครคิดจะทำให้มันจางหายไป หรือว่าถ้าผู้คนปราศจากความโง่จะทำให้ ใครบางคนบางกลุ่มต้องเดือดร้อนหรืออย่างไร เหล่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงมักจะพยายามทำให้ผู้คนโง่มากขึ้นมากกว่าจะทำให้โง่น้อยลง

หรือว่าบางสถานที่ ไม่เหมาะสมกับความฉลาดแบบนั้นหรือ


Create Date : 28 สิงหาคม 2550
Last Update : 28 สิงหาคม 2550 23:31:04 น. 0 comments
Counter : 1220 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

KongMing
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เล่าจื้อกล่าวว่า"ผู้รู้เขาคือปราชญ์"
และกล่าวอีกว่า"ผู้รู้เราคือปัญญาชน"
ณ ปากทางเข้าถ้ำวิหารเทพอพอลโล่แห่งเดลฟี
มีป้ายทองคำเขียนว่า "Know thyself" แปลว่า รู้จักตนเอง
"temet nosce" ภาษาลาตินที่Oracleกล่าวให้
Neo รู้จักตนเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราอยู่ที่ คำกล่าวเหล่านี้
[Add KongMing's blog to your web]