ความไม่รู้เป็นลาภอันประเสริฐ

Chaos Problem ความโกลาหลแห่งปัญหา 1

ปัญหาต่างๆทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาในสังคม ในประเทศ มีมากมายหลายอย่าง แตกต่างและหลากหลาย ปัญหาต่างๆนั้นเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน โดยที่มีปัญหาใหม่เกิดขึ้นและตัวปัญหาเก่าเองก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข จนหมักหมมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ และก็ไม่ได้รับแก้ไข

ถ้าเราเริ่มตั้งโจทย์ขึ้นมาก่อนว่า ปัญหาต่างๆมันมีอยู่จริงหรือไม่ เราน่าจะได้รับคำตอบที่เป็นสัจจะธรรมในแง่ของการมีอยู่ของปัญหาต่างๆจริง ที่ต้องขึ้นต้นด้วยคำถามแบบนี้ ก็เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจตรงกันก่อน และเป็นการลำดับเป็นขั้นตอนไป

เมื่อเราพบว่าปัญหาต่างๆมีอยู่จริง เราก็ย่อมตะหนักถึงจุดที่ว่ามันคือปัญหาและแนวทางของการแก้ปัญหาที่มีอยู่ ซึ่งในจุดนี้เองเป็นจุดที่เริ่มหักเหว่าแนวทางการแก้ปัญหามีอยู่จริงไหม

ตัวปัญหามีอยู่จริง แต่แนวทางแก้ไขกลับคล้ายจะไม่มีอยู่ เนื่องจากว่าถ้าแนวทางแก้ไขปัญหามีอยู่จริง นั่นย่อมหมายถึงปัญหาย่อมถูกแก้ไขได้ แต่ทว่าปัญหาส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ กลับไม่อาจจะแก้ไขได้เลย นั่นย่อมทำให้การมีอยู่ของแนวทางการแก้ไขอาจจะไม่มีอยู่เหมือนกับปัญหา

การแก้ปัญหาไม่ตรงจุดเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาพูดคุยกันบ่อยครั้ง เพราะว่าปัญหามักไม่ได้รับการแก้ไข ทำให้กรรมวิธีการแก้ไขที่ไม่ประสบผลเป็นผู้ต้องหาไป รวมไปถึงผู้ใช้วิธีการนั้นๆด้วย

แท้ที่จริงแล้วปัญหาหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น นั้นมีต้นสายปลายเหตุที่แน่ชัด แต่คลุมเครือในความจริงที่ปรากฏ และการแก้ไขมักตกอยู่ในมือของผู้ไม่ประสบปัญหา ซึ่งนำพาไปสู่การแก้ไม่ได้และไม่แก้

ผู้ที่ไม่ได้ประสบปัญหาด้วยตัวเอง มักมีมุมมองต่อปัญหาไม่เหมือนกับผู้ที่ประสบเอง ต่อให้ผู้นั้นเปี่ยมด้วยความรู้ความสามารถเพียงใดก็ตามหากไม่เคยผ่านประสบการณ์มาก่อนก็คงทำได้แค่นั่งนึกคิดเอาเองตามใจ และแล้วคนที่ไม่รู้ซึ้งถึงปัญหาก็จะแก้ไขแบบที่แก้ๆกันมา ท้ายสุดปัญหาก็ยังคงอยู่

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน อาจเป็นคำกล่าวที่ยังใช้ได้อยู่เสมอ แต่ว่าคำนี้ใช้กับปัญหาในแง่เชิงปัจเจกบุคคล และไม่เคยได้นำมาใช้กับปัญหาสังคมที่มีผู้คนเป็นกลุ่ม เพราะถึงเป็นปัญหาสังคมผู้คนก็ยังจะใช้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนในการแก้ แต่การแก้นั้นเป็นแก้ส่วนตัว หรือที่เรียกว่ารู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี กลายเป็นการเอารัดเอาเปรียบกันในการทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากบ่วงปัญหา และไม่รับรู้อีกต่อไป จนกว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบ เป็นวิธรการสะท้อนการแก้ปัญหาแบบไทยๆ ที่ในท้ายที่สุดก็ไปจบลงตรงที่ว่า ต่างคนต่างทำ ในแบบไทยๆ

การรวมกันแก้ไขปัญหายังคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะความเชื่อเก่าๆ ที่ไม่เคยให้หนทางการแก้ไขให้กับผู้คนทั่วไป ให้เพียงผู้มีอำนาจคอยมาแก้เสมอๆ จนผู้คนทั่วไปไม่เคยยืนขึ้นเพื่อแก้ปัญหาด้วยตัวเอง พอมีปัญหา ก็ทำได้แค่เรียกร้องผ่านผู้มีอำนาจ แก้ไขปัญหาเองไม่ได้ ต่อให้ปัญหานั้นจะเล็กน้อยเพียงใด ก็ไม่สามารถเข้าใจและแก้ไขได้ กลายเป็นธรรมชาติของผู้คนไป

การแก้ไขปัญหาที่เป็นลักษณะผลักปัญหาให้พ้นตัว ส่งผ่านปัญหาให้ผู้อื่นแก้ไข แล้วตัวเองทำตัวลอยอยู่เหนือปัญหา เป็นเรื่องปกติที่เห็นได้ทั่วไปในสังคม ผู้แก้ไขปัญหาได้เก่งมักเป็นผู้ที่ผลักปัญหาไปให้ผู้อื่นได้ดี สังคมบ่มเพาะผู้คนให้เป็นแบบนั้น

และผู้มีอำนาจเองก็นำเอาปัญหาต่างๆที่ผู้คนส่งมาให้ไปแก้ไขแบบขอไปที มากกว่าที่จะเป็นการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากแนวคิดการกุมอำนาจที่ยังดำรงอยู่ในหัวคิดของเหล่าผู้มีอำนาจ การกุมอำนาจผ่านปัญหาเป็นสิ่งที่ฝังอยู่กับ พื้นฐานทางวัฒนธรรมของเราไปแล้วโดยที่ผู้คนทั่วไปไม่รู้ตัว เพราะการกำหนดบทบาทของผู้คนเป็นได้แค่ผู้เรียกร้องและแบมือขอความช่วยเหลือ กลายเป็นระบบอุปถัมภ์ที่เรื้อรังในสังคม

การแก้ปัญหาแบบไทยๆ ไม่อาจจะใช้ได้ในสังคมที่เริ่มเป็นสากลมากขึ้น ความกระจายอำนาจการแก้ปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย ต้องได้รับการให้ความสนใจมากขึ้น ไม่เช่นนั้นการมอบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหาก็ยังมีอยู่ ผู้คนไม่เคยได้ริเริ่มแก้ไขเองก็ทำให้ไม่สามารถจะแก้ไขได้ต่อไปเรื่อย

ประชาธิปไตยจะเป็นวิธีแก้ปัญหาได้ การใช้ความร่วมมือกันของผู้คนในสังคมให้มามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคม แต่ประชาธิปไตยแบบไทยๆเองกลับทำให้การแก้ปัญหายังกระจุกตัวอยู่ในอุ้งมือของผู้มีอำนาจผ่านกระบวนการประชาธิปไตย และเป็นการบีบประชาชนกลายๆให้สยบต่ออำนาจของพวกเขาไม่เช่นนั้นก็จะต้องเผชิญกับปัญหาต่อไป

ประชาชนไม่มีทางเลือกและ ผู้มีอำนาจเองก็ไม่คิดจะให้ทางเลือกแก่ประชาชน และแล้วปัญหาก็จะหมักหมมอยู่ต่อไป และก็จะเป็นวงจรปัญหาไม่สิ้นสุด เพียงเพราะใครบางคนบางกลุ่มไม่อยากให้ปัญหาถูกแก้ไข

ประเทศชาติเป็นของคนทุกคน แต่อำนาจการแก้ไขปัญหากลับเป็นของใครบางคน ดังนั้นปัญหาของใครบางคนจะได้รับการแก้ไข แต่ปัญหาของประเทศชาติจะคงอยู่ตลอดไป

การแก้ไขปัญหาต่างๆในสังคมยังคงเป็นเพียงเรื่องราวเพ้อฝันที่ปรากฏในเทพนิยาย



Create Date : 10 กันยายน 2550
Last Update : 10 กันยายน 2550 22:36:52 น. 0 comments
Counter : 534 Pageviews.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

KongMing
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เล่าจื้อกล่าวว่า"ผู้รู้เขาคือปราชญ์"
และกล่าวอีกว่า"ผู้รู้เราคือปัญญาชน"
ณ ปากทางเข้าถ้ำวิหารเทพอพอลโล่แห่งเดลฟี
มีป้ายทองคำเขียนว่า "Know thyself" แปลว่า รู้จักตนเอง
"temet nosce" ภาษาลาตินที่Oracleกล่าวให้
Neo รู้จักตนเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดของคนเราอยู่ที่ คำกล่าวเหล่านี้
[Add KongMing's blog to your web]